<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2020 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2020 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ระดมความคิด CEO ชั้นนำ พิชิตวิกฤตธุรกิจโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาออนไลน์ฟรี &amp;ldquo;พิชิตวิกฤตธุรกิจโควิด-19&amp;rdquo; โดยวิทยากรผู้บริหารชั้นแนวหน้าระดับประเทศร่วมแชร์ประสบการณ์และแนวคิด โดยถือเป็นโมเดลนำร่องของคณะฯ ในการทำ DSR (Digital Social Responsibility) ในการช่วยเหลือสังคมผ่านดิจิทัล นำโดย รศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะบัญชีฯ จุฬาฯ โดยเชิญ 3 ซีอีโอขององค์กรชั้นนำระดับชาติศิษย์เก่าของคณะฯ ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ แห่งเมืองไทยประกันภัย, ขัตติยา อินทรวิชัย แห่งธนาคารกสิกรไทย และ ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ แห่งเสนาดีเวลลอปเม้นท์ ร่วมแบ่งปันแนวคิด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และเศรษฐกิจไม่แพ้กัน รศ.ดร. วิเลิศ เผยถึงวิกฤตในครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ที่ได้รับเชื้อร่วม 3,000 คน หากแต่ได้ส่งผลกระทบไปถึงทุกๆ คน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ เราจึงต้องมี Co-Strategy เพื่อสู้ Covid-19&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เหตุการณ์ครั้งนี้เป็น Sudden Shock และมีความไม่แน่นอน ต้องอาศัยปฏิภาณไหวพริบ แก้โจทย์วันต่อวัน กลยุทธ์ต้องไม่แน่นอนปรับเปลี่ยนให้ทัน สิ่งใดที่ไม่เคยทำ ก็ต้องคิดและทำ และเมื่อธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อไป จำเป็นที่จะต้องมีการ Re-Business และทัศนคติการลดพนักงานคือการมองว่าพนักงานเป็นต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่หากมองพนักงานเป็นสินทรัพย์ที่มาร่วมมือกัน เพื่อนำมาสร้างมูลค่าใหม่ และถ้าจำเป็นต้อง Re-Target เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายลูกค้าเดิมที่ไม่ได้ผลแล้ว นอกจากนั้นผู้นำจะต้อง Re-Think เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินต่อไปได้ Re-Process เปลี่ยนวิธีการดำเนินการธุรกิจในรูปแบบใหม่ และ Reunite ด้วยการร่วมมือกันระหว่างบริษัท จึงจะเป็นการ Co-Strategy อย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้คนส่วนใหญ่อยู่บ้าน เราจึงอาศัยดิจิทัลในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น (Digital Life) เกิดความคุ้นเคยแบบใหม่ และมีข้อมูล (Data) ที่มากมายสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาธุรกิจ สร้างความแตกต่าง นอกจากนั้นการเว้นระยะห่าง (Distance) จะทำให้คนใส่ใจเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นักธุรกิจต้องร่วมมือกัน พึ่งพาอาศัย และ ค้าขายกันเองให้มากขึ้น (Domestic) โดยในอนาคตอาจมีคลื่นลูกใหม่ สิ่งที่ทำได้เพื่อรับมือคือการปรับเปลี่ยน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลยุทธ์จากประสบการณ์ให้ทันท่วงที&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เผยว่า &amp;ldquo;วิกฤตที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่กลัวที่จะติดโรค แต่จากการสำรวจพบว่า คนกลัวการตกงาน การไม่มีรายได้มากกว่า ความยากของวิกฤตครั้งนี้คือความไม่แน่นอน ฉะนั้นจะผ่านพ้นต้องอาศัยความเป็น Team Player คือ ทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน สร้างความสมดุลระหว่างสุขภาพ กับ เศรษฐกิจ ในวิกฤตย่อมมีโอกาส ด้วยการคิดนอกกรอบและมองทุกมุมให้ครบทุกด้าน และต้องรู้จักที่จะเรียนรู้ทำอะไรในสิ่งใหม่ๆ เชื่อมั่นว่าจะมีหลายธุรกิจ หลายอาชีพ กลับมาได้ในช่วงวิกฤตนี้ และเชื่อว่าจากวิกฤตนี้หลายคนเปลี่ยนแนวความคิดมุมมองไปสู่การเป็นสังคมที่ต้องพึ่งพาอาศัย ให้ความเอื้ออาทร อยู่ร่วมกันอย่างผาสุข มีอาชีพที่มีความสุข และมีความยั่งยืน วัดดัชนีความสำเร็จด้วยความสุขโดยที่จะไม่มองว่าเงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุดอีกต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า &amp;ldquo;มีโอกาสได้เห็นวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่เห็นจากการเกิดวิกฤตมาโดยตลอดคือ เราจะมีความแกร่งขึ้น เก่งขึ้น เตรียมพร้อมรับมือมากขึ้น เพราะในทุกวิกฤตจะสอนให้เราได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ หากเทียบกับวิกฤตต้มยำกุ้งมีความแตกต่าง คือกว้างกว่า ไปทุกประเทศ ยาวกว่า คือยาวนานกว่า ลึกกว่า คือกระทบไปทุกอุตสาหกรรม และทุกระดับ คือกระทบกันหมดทุกระดับชั้น&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในฐานะผู้นำที่จะต้องนำพาทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ พนักงานและครอบครัวต้องมีความปลอดภัย โมเดลของการทำงานต้องชัดเจน ในขณะเดียวกันเรื่องการสื่อสารกับพนักงานต้องบ่อยมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจ ในส่วนของลูกค้าต้องไม่ฉวยโอกาสในการขึ้นราคา การเจรจาต่อรองต่างๆ ต้องตรงไปตรงมา เวลานี้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือต่างๆ ธนาคารต้องเป็นสื่อกลางในการถ่ายโอนความช่วยเหลือนี้ไปยังลูกค้าให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;หลังจากโควิด-19 ต้องนำพาองค์กรกลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด และ reimagine กลับมาใหม่ภายใต้บริบทใหม่ โดยใช้หลัก 2M 6P คือ Market เข้าใจภาวะการตลาดต่าง ๆ รวมถึงลูกค้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร Product Price Place Promotion People Productivity และไม่ลืม Make It Happen ทำให้เกิดขึ้น ให้ครอบคลุม คล่องตัว ยืดหยุ่น และแข็งแกร่งในคราวเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า &amp;ldquo;วิกฤตครั้งนี้รุนแรงเป็นเหมือนผลกระทบวิกฤตน้ำท่วมผสมกับวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่สิ่งที่ยากในวิกฤตครั้งนี้คือความไม่แน่นอนที่คาดเดาได้ยาก การแก้ต้องเริ่มจากในองค์กร ใช้แนวทาง CAP (Cope , Adjust , Positioning) โดยที่บริษัทใช้ Cope กับการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยให้การช่วยเหลือแก่ลูกค้า คือกลุ่มคนที่กำลังจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมถึงลูกบ้าน และคู่ค้า ให้เขาสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด และพนักงานที่บริษัทต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน ทั้งในแง่สุขภาพกายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;Adjust การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การขายอสังหาฯ ผ่านออนไลน์ ซึ่งปกติลูกค้าที่จะตัดสินใจซื้ออสังหาฯ จะเข้ามาชมประมาณ 3 ครั้ง การขายทางออนไลน์ให้เสมือนกับการชมในรอบแรกของลูกค้าช่วยลดต้นทุนไปได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระดมสมองเรื่องของ Positioning หลังโควิดเราอยากเห็นตัวเราเป็นอย่างไร เป็นการมองไปในระยะไกล โดยมีการจัดทำ Business Process ขึ้นเพื่อนำไปสู่สิ่งที่คิดไว้ โดยต้องอยู่ภายใต้ความเป็นจริงของกลไกตลาด ส่วนการตัดสินใจใด ๆ ต้องอยู่บนจุดยืน และคุณค่าขององค์กร โดยคำนึงถึงลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และสภาพคล่องของบริษัท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปิดท้ายเหล่าผู้บริหารชั้นนำเห็นตรงกันว่าดัชนีความสุข ความสมดุล และความเชื่อมั่นองค์กร และประเทศชาติ รวมถึงการปรับเปลี่ยนตัวเอง และมีความยืดหยุ่น จะนำเรารอดจากวิกฤตในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เราไม่ได้เป็นสถาบันที่สอนเน้นแค่การทำกำไร เพราะท้ายสุดธุรกิจต้องการความยั่งยืน จึงต้องมีกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ถึงแม้ในช่วงวิกฤตนี้ เราไม่สามารถทำ CSR ได้แต่เราสามารถกระทำได้ผ่าน DSR (Digital Social Responsibility) โดยใช้ออนไลน์แพลตฟอร์มต่าง ๆ&amp;rdquo; คณบดี คณะบัญชีฯ จุฬา ฯ กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;งานสัมมนาออนไลน์ &amp;ldquo;พิชิตวิกฤตธุรกิจโควิด-19&amp;rdquo; เป็นส่วนหนึ่งหลักสูตร Quick MBA From Home เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจเร่งรัดออนไลน์ เพื่อพิชิตวิกฤตธุรกิจ 14 วิชา 14 วัน เปิดสอนฟรีในช่วงวิกฤตธุรกิจนี้ โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นโมเดลนำร่องของคณะฯ ในการทำ DSR ช่วยเหลือสังคมผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม ตั้งแต่บัดนี้ จนถึง 9 พฤษภาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ติดตามข่าวสารความรู้จากคณะบัญชี จุฬาฯ เพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/cbsAcademyChula&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64497</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200428/image_big_5ea7b765ad670.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะบัญชีฯมธ.แจงผลสอบ&quot;ตึกตู้ปลา&quot;ไม่มีทุจริต ใช้เวลา2ปี ทำตามขั้นตอนถูกต้อง              </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะพาณิชฯ มธ. แจงปรับปรุงตึกตู้ปลา&amp;nbsp; ทำถูกต้องทุกขั้นตอน ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง11ก.พ. ได้คำตอบเร็วทันใจ ไม่มีใครรับเงินรับทองจากเอกชน&amp;nbsp; คณบดีย้ำหวังใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้อย่างเต็มที่&amp;nbsp; และรับฟังความเห็นทุกฝ่าย ใช้เวลากว่า 2 ปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;เตรียมนัดประชาคมทำความเข้าใจอีกรอบ 25ก.พ. ด้าน&amp;ldquo;ผช.อธิการบดีฝ่ายกฎหมาย &amp;rdquo; ชี้มหาวิทยาลัยสามารถใช้พื้นที่ได้ ไม่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ - คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีตึกตู้ปลา ตามที่มีกลุ่มคณาจารย์ มธ. จำนวน48 คนได้ออกมาแถลงข่าวคัดค้านการปรับปรุงตึกตู้ปลาของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ท่าพระจันทร์ เนื่องจากการรื้อถอนพื้นที่ส่วนสำนักงานในชั้น 1 ของ &amp;lsquo;ตึกตู้ปลา&amp;rsquo; ของมหาวิทยาลัย โดยผู้บริหารให้ธนาคารไทยพาณิชย์และร้านกาแฟชื่อดังเข้ามาใช้พื้นที่ โดยไม่ได้ชี้แจงถึงรายละเอียด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีนายพิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.กล่าวว่า การปรับปรุงตึกตู้ปลาที่ท่าพระจันทร์เป็นไปตามนโยบายของคณะ ในการสร้าง TBS Startup Ecosystems โดยจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ส่วนล่างของตึกให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เพราะขณะนี้ นักศึกษาต้องไปอาศัยการทำงานในสถานที่ต่างๆ เช่นร้านกาแฟนอกมหาวิทยาลัย หรือต้องทำตามระเบียง ริมทางเดิน ต้องประสบกับปัญหาไม่มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำงานร่วมกัน ทั้งที่การเรียนรูปแบบใหม่ต้องให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ และตามแนวทางการสร้างผู้ประกอบการ ดังนั้น การที่คณะได้ปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างตึกตู้ปลาในครั้งนี้จะเป็นการคืนพื้นที่ให้นักศึกษา ด้วยการสร้าง iLab และ iSpac เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันประมาณ 1,120 ตารางเมตร (ตร.ม.) ให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ สำหรับการอนุมัติงบประมาณ และโครงการดังกล่าวนั้น ที่ผ่านมาได้มีการทำประชาพิจารณา เป็นเวลา 2ปี เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมชาวธรรมศาสตร์ตลอดเวลา เพื่อทำความเข้าใจถึงการดำเนินการและชี้แจงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนการสอนสมัยใหม่ และเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อประโยชน์ของนักศึกษา อีกทั้งได้ชี้แจงถึงกระบวนการในแต่ละขั้นตอน แต่ยอมรับว่าการรับฟังแต่ละครั้งมีข้อคิดเห็นที่หลากหลาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิภพ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สำหรับการปรับปรุงพื้นที่ข้างล่างตึกตู้ปลานั้น จะปรับพื้นที่กว่า 800 ตร.ม. เป็นที่นั่ง 300 ที่นั่ง มีห้องประชุม 5 ห้องใหญ่ รองรับคนได้ 12 คน และห้องประชุมย่อย 9ห้องรองรับได้ 6คน มีพื้นที่กิจกรรมให้นักศึกษาได้ทำงานกลุ่ม งานเดี่ยวโดยที่ยุงไม่กัด ไฟไม่ปิดอย่างที่ผ่านมา หรือจะซ้อมพรีเซนท์ด้วยอุปกรณ์ที่ครบครัน และพื้นที่ติวหนังสือ อ่านหนังสือ ไม่ต้องระเห็จไปไกล โดยการใช้งานในพื้นที่ดังกล่าวจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และเปิดให้บริการถึงเที่ยงคืน หรือ 24 ชั่วโมง ภายใต้ระบบความปลอดภัยสแกนคนเข้าออก และมีกล้องวงจรปิดทุกตารางนิ้ว เพื่อความปลอดภัยของนักศึกษา ฉะนั้น พื้นที่ที่ปรับปรุงเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ทำกิจกรรมของนักศึกษา พื้นที่ทำธุรกิจมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรายืนยันว่าไม่มีการรับเงินรับทอง ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกการปรับปรุงเปลี่ยนพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของนักศึกษาเป็นหลัก เมื่อมีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ก็มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาทันที โดยตั้งเมื่อประมาณวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิคณะนิติศาสตร์เป็นกรรมการตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะออกมาในรูปแบบใด ก็คงไม่กระทบต่อโครงการดังกล่าว เพราะทุกอย่างมีการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ตั้งแต่การขออนุมัติการปรับปรุงจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทุกชุด ทั้งในระดับคณะ และมหาวิทยาลัย เมื่อได้รับอนุมัติก็มีการประชุมกับประชาคมมากกว่า 8 ครั้ง รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย หากมีการทุจริตคนที่ทำผิดก็ต้องรับโทษ&amp;nbsp; ซึ่งทางคณะจะนัดประชาคมทำความเข้าใจอีกครั้งวันที่ 25ก.พ.นี้ &amp;rdquo; คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิภพ กล่าวอีกว่า พันธมิตรของคณะในโครงการนี้ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB และToo fast to sleep โดยทั้งสององค์กรเข้ามาช่วยปรับปรุงพื้นที่ให้กว่า 1,000 ตร.ม. โดยคณะให้ SCB เช่าพื้นที่ประมาณ 30 ตร.ม. เพื่อให้บริการนักศึกษาและบุคลากร และอีก 20 ตร.ม. สำหรับ Too fast to sleep เพื่อให้บริการธุรกิจธรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็มีการดำเนินการในเรื่องเช่นนี้&amp;nbsp;เป็นความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาและมหาวิทยาลัย สำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างเรื่องการนำที่ราชพัสดุมายกให้เอกชนนั้น ก็ไม่มีมูลทั้งสิ้น เรื่องนี้เป็นการปรับปรุงจัดการพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 14 (10) ของพ.ร.บ. ซึ่งมีข้อบังคับกำหนดวิธีดำเนินการชัดเจน และมีคณะกรรมการที่ราชพัสดุรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เรื่องนี้ไม่มีประเด็นผิดกฎหมายใดๆ โดยเด็ดขาด โครงการนี้ที่ทำให้เกิดกระแส เนื่องจากเป็นการมองคนละมุม ซึ่งอาจารย์ที่ออกมาร้องเรียนมองเรื่องตึก เรื่องทรัพย์สินเป็นสำคัญ แต่ผู้บริหารเน้นการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษใหม่มากกว่า ซึ่งก็ทำให้เกิดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ทีมบริหารก็จะเดินหน้าทำเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายอานนท์ มาเม้า ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มธ. กล่าวว่า ที่ดินใน มธ.ท่าพระจันทร์ ถือเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่ากฎหมายอาจกำหนดให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐอื่นๆสามารถจัดการดูแลได้ ซึ่งในพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2558 มาตรา 14 (10) ระบุว่าให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจปกครอง ดูแล บำรุงรักษา จัดการ ใช้และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยและที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ เพราะฉะนั้น มธ.จึงสามารถใช้สอยพื้นที่ราชพัสุดได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนเป็นคราวๆไป ภายในกรอบการบริการต่อการศึกษาหรือเรื่องเกี่ยวเนื่อง เช่น เพื่อประโยชน์ต่อนักศึกษา บุคลากร เป็นต้น ทั้งนี้ กรณีของคณะพาณิชย์ฯที่ตกลงกับภาคเอกชนมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของคณะนั้นก็เป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย ผ่านการกลั่นกรองให้ความเห็นชอบโดยคณะกรรมการจัดหารายได้และผลประโยชน์ในพื้นที่ราชพัสดุของ มธ.แล้วตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในฐานะส่วนกลางรับผิดชอบกฎหมายและข้อร้องเรียนต่างๆ ปัจจุบันการปรับปรุงตึกของคณะพาณิชย์ก็ได้รับข้อร้องเรียนทั้งจากผู้บริหารและคณาจารย์คณะพาณิชย์ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความจริง และรักษาธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัย โดยกรรมการเป็นผู้คุณวุฒิและเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียแต่อย่างใด&amp;quot;ผช.อธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มธ.&amp;rdquo; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอานนท์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ในส่วนของพันธมิตร มธ.ในโครงการดังกล่าว อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ได้นำหนังสือชี้แจงว่า ธนาคารและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำความตกลงร่วมกันทางวิชาการเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งมีส่วนหนึ่งของโครงการเป็นการเปิดศูนย์ Business Center เพื่อให้ความรู้แก่ SME ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ร่วมกับทางคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เพื่อพัฒนาศักยภาพของ SME ไทยร่วมกัน และเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม โดยไม่ได้มุ่งค้ากำไร โดยทางธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรื้ออาคารดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากได้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นตามที่ปรากฏเป็นข่าว และทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจเจตนารมณ์ของธนาคารคลาดเคลื่อนไป ธนาคารจึงได้ยื่นจดหมายขอชะลอโครงการนี้ไปก่อน จนกว่าทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ข้อยุติในเรื่องการปรับปรุงพื้นที่ และจะขอพิจารณาในเรื่องความร่วมมือดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อมีข้อสรุปจากทางมหาวิทยาลัยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิทยา ด่านธำรงกูล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า การจะดำเนินการใดๆ ของฝ่ายบริหาร นั้น จะไม่ให้ประชาคมรับรู้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งกว่าจะได้ข้อสรุป มีการปรับแก้ตลอดเวลา เพราะถ้าประชาคมไม่เห็นด้วยก็ต้องปรับแก้ แต่การประชุมอาจารย์แต่ละครั้งจะหาข้อสรุปไม่ได้และมีการนำแบบเข้าสู่ประชุมคณะกรรมการบริหารของคณะและคณะกรรมการประจำคณะที่เป็นคณะกรรมการใหญ่ของคณะเพื่อขออนุมัติ ก่อนส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ได้ตั้งคณะกรรมการกำกับปรับปรุงพื้นที่เข้ามาดูแล ดังนั้น ทุกกระบวนการยืนยันในเรื่องของความโปร่งใสและถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกระแสข่าวที่บอกว่าประชาคมไม่รับทราบนั้น คงเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งการดำเนินการสร้างได้คำนึงไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอนของนักศึกษา ทั้งเรื่องของเสียง ฝุ่น การเข้าออกของรถที่ต้องขนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนกรณีที่ไม่ได้เปิดให้มีการประมูลนั้น ต้องขอชี้แจงว่า พื้นที่ของคณะไม่ใช่พื้นที่พาณิชย์ แต่ก่อนจะตัดสินใจเลือกพันธมิตรได้มีการพูดคุยหารือกับหลายๆ แห่ง เพื่อให้ได้พันธมิตรที่เข้าใจตรงกันว่าพื้นที่ดังกล่าว ไม่ใช่พื้นที่การค้า แต่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม พร้อมถ่ายทอดให้นักศึกษา ซึ่งพันธมิตรทั้ง 2 แห่งก็มีเจตนาที่ดี ทำประโยชน์เพื่อนักศึกษา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29450</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, ตึกตู้ปลา, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190219/image_big_5c6b5fe4c6705.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2018 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2018 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอปราเสริฐ ยังครองบัลลังก์เศรษฐีหุ้นไทย ปีที่ 6 ติดต่อกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ&amp;quot; ครองบัลลังก์ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แชมป์เศรษฐีหุ้นไทย ปี 61 รวยล้น 77,000 ล้านบาท ด้านตระกูลปราสาททองโอสถ ครองแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย 6 เครือญาติสร้างสถิติใหม่ถือครองหุ้นทะลุ 100,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ที่วัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ก่อนวันที่ 30 ก.ย.61 ส่งผลให้ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 61 ถือเป็นการครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 6 โดยครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 77,129.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,602.02 ล้านบาท หรือ 21.41% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (กัลฟ์) ติดทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยเป็นครั้งแรกจากการนำหุ้นกัลฟ์เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเมื่อวันที่ 30 ก.ย.61 ราคาหุ้นกัลฟ์อยู่ที่ 76.25 บาท หรือเพิ่มขึ้น 69.44% จากราคาเสนอขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ราคา 45 บาทต่อหุ้น โดยนายสารัชถ์ถือหุ้นกัลฟ์ 35.44% มูลค่า 57,645 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (อีเอ) รักษาตำแหน่งเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ไว้ได้อีกปีหนึ่ง เนื่องจากราคาหุ้นอีเอ ที่นายสมโภชน์ถือสัดส่วน 23.44% ปรับตัวสูงขึ้น 10 บาท หรือ 26.14% คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 42,191.56 ล้านบาท เมื่อรวมกับหุ้น บมจ.อีเทอเนิล เอนเนอยี (อีอี) สัดส่วน 0.92% มูลค่า 17.85 ล้านบาท ทำให้มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 42,209.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,940.11 ล้านบาท หรือ 26.87% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 4 คือ นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (เอ็มทีซี) ก้าวขึ้นจากอันดับ 8 เมื่อปี 60 ถือครองหุ้นเอ็มทีซีและบริษัทอื่นรวมมูลค่า 35,392.22 ล้านบาท เพิ่มขี้น 9,664.53 ล้านบาท หรือ 37.56% จากปีก่อน ส่วนเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 นางดาวนภา เพชรอำไพ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล (เอ็มทีซี) ก้าวขึ้นจากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือหุ้นเอ็มทีซี สัดส่วน 33.96% มูลค่า 34,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,360 ล้านบาท หรือ 36.88% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐีหุ้นอันดับ 6 คือ นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขยับขึ้นมาจากอันดับ 7 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 32,900.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,580.30 ล้านบาท หรือ 16.17% จากปีก่อน, เศรษฐีหุ้นอันดับ 7 คือ นายนิติ โอสถานุเคราะห์ &amp;nbsp;นักลงทุนรายใหญ่ทายาท บมจ.โอสถสภา ร่วงจากอันดับ 5 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น 10 บริษัทมูลค่ารวม 31,964.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,066.86 ล้านบาท หรือ 10.61% จากปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐีหุ้นอันดับ 8 คือ นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทายาทของนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรมว.พาณิชย์ ร่วงจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นรวม 28,919.28 ล้านบาท ลดลง 15,163.65 ล้านบาท หรือ 34.40% จากปีก่อน, เศรษฐีหุ้นอันดับ 9 คือ นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (บีทีเอส) ร่วงลงจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นรวม 28,372 ล้านบาท ลดลง 518.44 ล้านบาท หรือ 1.79% จากปีก่อน และเศรษฐีหุ้นอันดับ 10 คือ นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ร่วงจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว ถือครองหุ้นรวม 28,011.68 ล้านบาท ลดลง 3,025.71 ล้านบาท หรือ 9.75% จากปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย ปี 61 ได้แก่ ตระกูลปราสาททองโอสถ โดยเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน &amp;nbsp;ซึ่งปีนี้เครือญาติในตระกูลครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทะลุแสนล้านบาทเป็นครั้งแรกของทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทย โดย 6 เครือญาติในตระกูล ได้แก่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ และ 5 ทายาท ถือครองหุ้นรวมกันเป็นมูลค่า 104,530.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,230.94 ล้านบาท หรือ 8.55% ส่วนตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ตระกูลเพ็ชรอำไพ-เพชรอำไพ โดย 3 เครือญาติเจ้าของ บมจ.เมืองไทยแคปปิตอล ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 70,592.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,951.94 ล้านบาท หรือ 36.70%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 ตระกูลจิราธิวัฒน์ เครือญาติเศรษฐีหุ้นในตระกูล 40 คน ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 70,382.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 644.05 ล้านบาท หรือ 0.92%, ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ตระกูลรัตนาวะดี ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 57,645 ล้านบาท และตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ตระกูลอาหุนัย โดย 4 เครือญาติในตระกูล ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 45,421.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,825.06 ล้านบาท หรือ 24.11%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23623</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, ตระกูลปราสาททองโอสถ, ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, วารสารการเงินธนาคาร, เศรษฐีหุ้นปี 2561, เศรษฐีหุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181206/image_big_5c08a6ca5d720.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
