<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>46731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 07:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 07:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เฮ!คนไทยจะหลุดพ้นจากเผด็จการทรราชย์&#039;ปิยบุตร&#039;เปิดตัวหนังสือ&#039;การเมืองแห่งความหวัง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27ก.ย.62-นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่าน เพจเฟซบุ๊ก Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล&amp;nbsp; เรื่อง การเมืองแห่งความหวัง : รวมบทปราศรัย สัมภาษณ์ และอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร มีเนื้อหาดังนี้
เมื่อครั้งอยู่ในแวดวงวิชาการ ผมพยายามบังคับตนเองให้มีผลงานหนังสือออกมาให้ได้อย่างน้อยปีละ 1 เล่ม ผมได้วางโครงการการเขียนหนังสือไว้ทุก 5 ปี จะมีงานอะไรออกมาบ้าง
ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง ผมตั้งใจจะออกหนังสือเป็น Series รวม 3 เล่ม ได้แก่
1. รัฐธรรมนูญ
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ
2. ศาลรัฐประหาร
เกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของศาล และความสัมพันธ์ของศาลกับรัฐประหารและเผด็จการ
3. รัฐประหาร
เกี่ยวกับข้อความคิดเรื่องรัฐประหาร ตั้งแต่รากศัพท์ ความเป็นมา ประวัติศาสตร์ เทคนิควิธี ผลทางกฎหมาย และระบอบเผด็จการ
ปรากฏว่าผมทำได้เพียงสองเล่ม เล่มแรก ออกมาในปี 2559 เล่มที่สองออกมาในปี 2560 ส่วนเล่มที่สาม มีต้นฉบับเรียงรออยู่ แต่ผมไม่มีเวลาไปปรับปรุงเรียบเรียง และใส่เชิงอรรถให้สมบูรณ์ เนื่องจากตัดสินใจออกจากแวดวงวิชาการเข้าสู่แวดวงการเมืองแทน
ผมยังมีโครงการเขียนหนังสือต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ, ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส, ปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ทั้งหมดนี้ต้องยุติลงไปทั้งหมด อย่างน้อยๆก็เป็นการชั่วคราว จนกว่าผมจะออกจากวงการเมือง
แม้ผมจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิต จากอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ใช้ทักษะทั้งการอ่าน การพูด การเขียน การฟัง มาเป็นอาชีพนักการเมืองที่ใช้ทักษะการพูดและการฟังมากกว่าการอ่านและการเขียนก็ตาม แต่ผมตั้งใจไว้เสมอว่า จะไม่ทิ้งเรื่องการอ่านและการเขียน
ทุกวันนี้ แม้ผมจะมีเวลาอ่านและเขียนน้อยลงไปมาก แต่ก็พยายามบังคับตนเองให้อ่านหนังสือทุกวัน อย่างน้อยที่สุด 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน และบนรถหรือเครื่องบินเวลาเดินทางไปจังหวัดอื่น ในส่วนการเขียนนั้น แม้ผมจะหาเวลานั่งนิ่งๆสักสัปดาห์ละ 1-2 วัน เพื่อเขียนหนังสือ แทบไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยที่สุด ผมก็พยายามทดแทนด้วยการเขียนสั้นๆลงเฟสบุ๊ค และการเขียนบทปราศรัย บทอภิปรายของตนเอง ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่การเมืองว่า หากเวลายังคงอำนวย ผมจะเตรียม คิด และเขียนบทปราศรัยทางการเมือง และบทอภิปรายในสภา ด้วยตนเองทั้งหมด ซึ่งผ่านมาปีเศษจนถึงปัจจุบัน ผมยังทำได้อยู่
ความตั้งใจที่จะมีหนังสือออกมาปีละเล่ม ผิดพลาดขาดหายไปเมื่อปีที่แล้ว มาปีนี้ หากจะพลาดไปอีก ก็คงรู้สึกผิดไม่มากก็น้อย ในขณะที่ผมไม่มีเวลาในการเขียนหนังสือใหม่ทั้งเล่ม ดังนั้น การนำบทสัมภาษณ์ บทปราศรัย บทอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ผมเข้าสู่วงการเมือง มารวมเล่มตีพิมพ์ ก็คงเป็นวิธีทดแทนแก้ไขได้อยู่บ้าง
หนังสือชื่อ &amp;quot;การเมืองแห่งความหวัง&amp;quot; นี้ จัดพิมพ์โดยพรรคอนาคตใหม่ รายได้ที่ผมได้รับทั้งหมดจะบริจาคให้กับพรรคอนาคตใหม่
กำหนดวางแผงในวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ที่บู๊ทของสำนักพิมพ์มติชน และอีกหลายสำนักพิมพ์
ระหว่างนี้ ขอนำคำนำมาเผยแพร่ให้อ่านกันก่อนครับ
...
คำนำผู้เขียน
การพบกันระหว่างการเมืองและประวัติศาสตร์เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ การเมืองกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าทางประวัติศาสตร์ได้ก็เฉพาะในสถานการณ์พิเศษอย่างยิ่ง ซึ่งผมเรียกมันว่า &amp;ldquo;เหตุการณ์การเมือง&amp;rdquo; (l&amp;rsquo;&amp;eacute;v&amp;eacute;nement politique) กล่าวคือ เหตุการณ์ที่สร้างมาตราส่วนขนาดใหญ่ให้แก่ประชาชนในการไปสู่ความเป็นไปได้แบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ... แต่แม้ว่าความเป็นไปได้ในลักษณะดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เราก็ต้องรู้จักที่จะทำงานสร้างมาตราส่วนขนาดเล็กลงมา สำนึกทางการเมืองต้องดำรงอยู่ และเรารู้ดีว่าถ้ามันดำรงอยู่ในมาตราส่วนขนาดเล็ก มันจะกลายเป็นมาตราส่วนขนาดใหญ่ตามมาได้นับตั้งแต่ที่เหตุการณ์นั้นถูกยึดกุมและถูกขับเคลื่อนด้วยจำนวนของประชาชนมหาศาล สิ่งที่ผมคิด ก็คือ การเมืองคืนกลับมาเพื่อหล่อเลี้ยงให้ความคิดดำรงอยู่ในสถานการณ์ เพื่อทำการเมืองให้บังเกิดขึ้น ต้องไม่เพียงแค่มีวิสัยทัศน์ที่ผ่านการไตร่ตรองและผ่านการถกเถียงอย่างกว้างขวางในประเด็นที่ว่าสังคมสามารถเป็นแบบใดและต้องเป็นแบบใด แต่ทำการเมืองยังรวมถึงการทดลองความคิดเหล่านี้ วิสัยทัศน์เหล่านี้ ในมาตราส่วนขนาดใดก็ตาม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เท่าที่เราสามารถทำมันได้
Alain Badiou, Eloge de la politique, 2017, pp.20-21.
การเมือง มีสองความหมาย นอกจากมีความหมายเกี่ยวกับอำ นาจแล้ว ยังเกี่ยวกับการมีและใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม เพื่อไปสู่ความผาสุกและชีวิตที่ดีกว่าเดิม
การทำการเมือง คือ การสร้างความเป็นไปได้
การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ การสร้างความเป็นไปได้ในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตให้แก่ประชาชน หรือที่ Alain Badiou เรียกว่า &amp;ldquo;l&amp;rsquo;&amp;eacute;v&amp;eacute;nement politique&amp;rdquo; อาจเกิดได้ยาก
ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราอาจไม่เคยได้เห็นมัน
แต่ความเป็นไปได้เช่นว่า ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีวันมาถึง
เมื่อมันยังไม่เกิด เมื่อมันยังมาไม่ถึง หรือแม้กระทั่งเมื่อยังมองแทบไม่เห็นหนทางที่มันจะมาถึง ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรนั่งเฉยๆ และรอให้มันมาถึง
ตรงกันข้าม ยิ่งมันยังมาไม่ถึง ก็ต้องยิ่งลงมือทำ เพื่อให้มันมาถึงสักวัน
การเมือง คือ ความเป็นไปได้
การเมือง คือ การทำให้ประชาชนจำนวนมหาศาลเปล่งศักยภาพของตนเพื่อเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ขอเพียงแต่เราช่วยกันลงมือ
...
ผมตัดสินใจลาออกจากอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลาออกจากอาชีพที่ผมรักที่สุดในชีวิต ยุติการบรรยายในห้องเรียน ยุติการควบคุมดูแลการทำ วิทยานิพนธ์ของนักศึกษา เข้าสู่แวดวงการเมือง ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ก็ด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ท่ามกลางความมืดมิดของสังคมไทย
ท่ามกลางสถานการณ์เผด็จการมารครองเมือง
ผมยังคงเชื่อมั่นเสมอว่า ความเปลี่ยนแปลงจักต้องมาถึงสักวันหนึ่ง
ขอเพียงแต่มีความหวัง
หล่อเลี้ยงความเป็นขบถไว้ในจิตใจ
มุ่งมั่นทำงานทางความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของผู้คน
ก้าวเดินอย่างรอบคอบประกอบการประเมินสถานการณ์
หนังสือเล่มนี้ คือ การรวบรวมบทปราศรัยในเวทีต่างๆ บทสัมภาษณ์ และบทอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของผม โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผมเริ่มต้นชีวิตนักการเมือง ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ จนถึงการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 โดยตั้งชื่อหนังสือว่า &amp;ldquo;การเมืองแห่งความหวัง&amp;rdquo; ด้วยความหวังว่าประชาชนคนไทยผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศจะตัดสินใจร่วมเดินบนเส้นทางแห่งความหวังนี้ ไปกำหนด &amp;ldquo;อนาคตใหม่&amp;rdquo; ด้วยกัน
ผมขอขอบคุณ วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์, สังคม จิรชูสกุล, นฤมล กระจ่างดารารัตน์, พรเฉลิม รัตนไตรภพ ที่ช่วยเข็นหนังสือเล่มนี้ออกมาได้สำเร็จ
ผมขอขอบคุณ ธนภรณ์ สาลีผล ที่ช่วยเหลือผมในงานทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ผมเข้าสู่แวดวงการเมือง และยังช่วยถอดเสียงมาเป็นตัวหนังสืออีกด้วย, เชตวัน เตือประโคน ที่เดินทางไปรณรงค์หาเสียงกับผมในหลายพื้นที่ สรุปเนื้อหาการอภิปราย พร้อมๆ กับมีเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาเล่าให้ฟังเสมอ, ศิริโชค เลิศยะโส และตะวัน พงศ์แพทย์ ที่เก็บภาพสวยและทรงพลัง, ศรันย์ สุธรรมดิเรกลาภ ผู้ถอดเสียงออกมาเป็นตัวหนังสือ, วรวุฒิ บุตรมาตร, ศุภชัย เสียงจันทร์, วชิรวิทย์ คงคาลัย, วรยุทธ มูลเสริฐ, คณวัช รอดแก้ว, ธนบรรฎ อิสระดำรงกุล, พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ที่ตัดสินใจร่วมก่อร่างสร้างอนาคตใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น
ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่พรรค เพื่อน ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ทีมงานจังหวัด และอาสาสมัครของพรรคอนาคตใหม่ ทุกคนมีส่วนร่วมในความสำเร็จเบื้องต้นของพรรคอนาคตใหม่
สุดท้าย ผมขอมอบคำขอบคุณสำหรับ ศรายุทธิ์ ใจหลัก, ชัยธวัช ตุลาธน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ตัดสินใจออกจากพื้นที่อันสะดวกสบายของแต่ละคน มาเผชิญหน้ากับอุปสรรคและความยากลำบาก เพื่อสร้าง &amp;ldquo;อนาคตใหม่&amp;rdquo; ด้วยกัน
ใน ยัญพิธีเชือดแพะ นวนิยายเลื่องชื่อของมาริโอ บาร์กัส โยซา (Mario Vargas Llosa) มีตอนหนึ่งที่ อูราเนียได้ไปพบกับพ่อของเธอที่ล้มป่วยหนักจากเส้นเลือดในสมองแตก
แกไม่เข้าใจหรอก อูราเนีย มีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับยุคสมัยนั้นที่แกมาเข้าใจเอาในภายหลัง ในตอนแรก เรื่องบางอย่างไม่มีวันทำความเข้าใจได้เลย แต่หลังจากฟัง สืบค้น และคิด แกก็เข้าใจได้ว่าคนหลายล้านคนที่ถูกโหมกระหน่ำด้วยโฆษณาชวนเชื่อและขาดข้อมูลข่าวสาร ซ้ำเติมด้วยการปลูกฝังยัดเยียดความคิดความเชื่อและการแยกตัวจากสังคมอื่น ปราศจากจำนงเสรีหรือกระทั่งความสงสัยใคร่รู้ ด้วยเหตุจากความกลัวและความเคยชินในการยอมตนเยี่ยงทาสและประจบสอพลอนั้น สามารถเทิดทูนบูชาตรูฆิโยได้อย่างไร ไม่ใช่แค่กลัวเขาแต่รักเขา เหมือนลูกรักพ่อแม่ผู้ใช้อำนาจเผด็จการได้ในท้ายที่สุด โดยทำให้ตนเองเชื่อว่าการโบยตีนั้นทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง แต่สิ่งที่แกไม่เคยเข้าใจก็คือ ชาวโดมินิกันที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ปัญญาชนในประเทศ นักกฎหมาย แพทย์ วิศวกร คนที่จบจากมหาวิทยาลัยดีๆ ในสหรัฐฯ หรือยุโรป คนที่ละเอียดอ่อนได้รับการกล่อมเกลามาอย่างดี มีประสบการณ์ อ่านมาก มีความคิด และน่าจะมีความสำนึกชัดเจนต่อความไร้สาระพวกนี้ คนที่มีความรู้สึกและความละอายแก่ใจ จะยอมให้ตัวเองถูกกดขี่ข่มเหงอย่างป่าเถื่อน (ทุกคนล้วนแล้วแต่โดนกันถ้วนหน้า ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)
สักวันหนึ่ง คนไทยจะหลุดพ้นจากเผด็จการทรราชย์ ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46731</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองแห่งความหวัง, คณะรัฐประหาร, ทรราช, นายปิยบุตร แสงกนกกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8d55e62abc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2018 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/11/2018 08:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผมต้องอดทน!&#039;ไก่เอื้ออาทร&#039;ลั่นเหลืออีก6คดีไม่ก้มหัวให้เผด็จการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22พ.ย.61-นายวัฒนา เมืองสุข โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Watana Muangsook ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วานนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนให้เพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ออกคำสั่งทางปกครองให้ผมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,296 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้สืบเนื่องจาก คตส. ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารกล่าวหาว่า ผมเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของ กทม. จากนั้น ป.ป.ช. ได้มีมติให้ฟ้องผมต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษายกฟ้อง ต่อจากนั้น กทม. ได้ออกคำสั่งทางปกครองเรียกร้องให้ผมชดใช้ค่าเสียหายผมจึงได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายท่านได้แสดงความยินดีกับผม แต่คดีนี้เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายคดีที่ผมได้รับอันเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ผมต้องอดทนต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ซึ่งเสร็จไปแล้ว 6 คดีแต่ก็ยังเหลืออีกหลายคดีเช่นกัน โดยคดีที่เกิดจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ยังเหลือคดีบ้านเอื้ออาทร ส่วนการรัฐประหารปี 2557 ยังเหลือคดีทั้งที่ศาลทหาร ศาลอาญา ในชั้นอัยการและพนักงานสอบสวนอีก 5-6 คดี ซึ่งผมก็พร้อมจะสู้ทุกคดีเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่แย่ในการถูกดำเนินคดีนอกจากจะเป็นเรื่องเวลาและพลังงานที่ต้องสูญเสียไปในการสู้คดีแล้ว ผมยังต้องอดทนกับการถูกครหาต่างๆ นานาจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพราะในระหว่างการต่อสู้คดีนอกจากการกล่าวหาในศาลแล้ว ยังต้องเผชิญกับการกล่าวหานอกศาลอีกแต่ผมก็ไม่เคยออกมาโฆษณาหรือต้องไปสาบานที่ไหนว่าตัวเองบริสุทธิ์ แม้ท้ายที่สุดแม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องก็ไม่เป็นข่าวใหญ่หรือน่าสนใจเท่ากับตอนถูกกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่ต้องเผชิญในฐานะนักการเมืองที่เป็นศัตรูกับเผด็จการ หากยอมก้มหัวให้หรือยอมย้ายพรรคคดีคงได้รับการปัดเป่าและไม่เยอะเหมือนทุกวันนี้ แถมยังมีสิทธิกำหนดเขตเลือกตั้งเองและได้เปรียบจากรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นเพื่อพวกเราอีก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22493</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐประหาร, คดีคอร์รัปชั่น, นายวัฒนา เมืองสุข, ยัดคดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181122/image_big_5bf6031cb3375.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2018 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2018 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กุนซือบิ๊กป้อม&#039;หนุน&#039;บิ๊กแดง&#039;ซัดการเผาบ้านเผาเมืองต้นเหตุทหารยึดอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19ต.ค.61-นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี(พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ )โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก&amp;nbsp; Paisal Puechmongkol ถึงกรณีฝ่ายการเมืองออกมาตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ที่ระบุว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจลก็ไม่มีรัฐประหาร ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การชุมนุมไม่ว่าของฝ่ายไหนไม่ใช่สาเหตุของการยึดอำนาจ!!
การเผาบ้านเผาเมือง
การสร้างกองกำลังกบฎมาฆ่าทหาร ฆ่าประชาชนถึงในทำเนียบ หรือกลางเมืองหลวง การก่อสงครามกลางเมือง
หรือมุ่งร้ายต่อสถาบันสำคัญและความมั่นคงของชาติ
เหล่านี้แหละเป็นเหตุที่ต้องยึดอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20266</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐประหาร, นายไพศาล พืชมงคล, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อภิรัชต์  คงสมพงษ์, สงครามกลางเมือง, เผาบ้านเผาเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180127/image_big_5a6c0c7045a8c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2018 07:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2018 07:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านแบบคำต่อคำ &#039;บิ๊กแดง-ผบ.ทบ.&#039;  กับบทบาทกองทัพและสถานการณ์ประเทศไทย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 เป็นครั้งแรกหลังจากรับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ก่อนการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกวาระพิเศษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เป็นโอกาสแรกของผมที่รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสได้พบปะสื่อมวลชน วันนี้เราได้เชิญผู้บังคับหน่วยตั้งแต่ผู้บังคับกองพันขึ้นไป เพื่อรับมอบนโยบาย เรื่องนโยบายกองทัพก็ไม่อยากมีอะไรแถลงมาก เพราะเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่สืบสานต่อจาก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบกท่านที่ 40 เพราะว่าในตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผมได้มีโอกาสทำงานกับท่านในฐานะผู้บัญชาการทหารบกนั้น ท่านได้สร้างความเข้มแข็ง แข็งแกร่งให้กับกองทัพ สมกับที่เป็นนายทหารรบพิเศษ เป็นทหารที่เติบโตมาด้วยฝีมือแท้ๆ ของตัวท่านเอง และใน 2 ปีที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ท่านได้สร้างรากฐานแนวทางที่แข็งแกร่ง มั่นคง ให้กับกองทัพเป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งผมได้มีโอกาสได้ใกล้ชิด และเรียนรู้งานหลายอย่างจากท่าน จึงเป็นที่มาของการที่ท่านตั้งแนวทางว่า สมาร์ทแมน สมาร์ทอาร์มี่ นำไปสู่ของผม Smart Soldier&amp;ndash;Smart army นั่นหมายความว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้า กองทัพบกจะมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่งไปสู่รูปธรรมให้มากที่สุดในนโยบายต่างๆ ตามนโยบายที่ พล.อ.เฉลิมชัยท่านได้วางเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ยินดีต้อนรับสื่อมวลชนสายทหารที่อยู่มานานแล้ว ตั้งแต่สมัยพ่อผม ป้าแจ๋ว หลายๆ ท่าน อยู่กันมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ ตั้งแต่สมัยผมยังเด็กอยู่ ความรู้สึกของผมกับสื่อมวลชนทหารนั้น สื่อมวลชนทหารเหมือนกำลังพลส่วนหนึ่งของกองทัพบก ถึงแม้ท่านจะแต่งกายพลเรือน แต่งานในสายวิชาชีพของท่านคือ ทำข่าว หาข่าว บางครั้งในการทำข่าวให้กองทัพบกนั้น บางอย่างก็มีความสลับซับซ้อน บางอย่างท่านต้องการความกระจ่างชัดในเรื่องบางเรื่อง แต่ในเรื่องบางเรื่องที่ท่านต้องการความกระจ่างชัดแต่กองทัพบกไม่สามารถขยายความให้ท่านได้มาก ก็ต้องเป็นที่เข้าใจว่าด้วยเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถขยายความได้ อย่างที่บอกแล้วว่า กำลังพลสายทหารก็เปรียบเหมือนกำลังพลของกองทัพ และผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะทุกคนเห็นหน้าเห็นตากันมา ผมก็ได้พบปะสื่อมวลชนค่อนข้างจะนาน ได้เรียนรู้นิสัยใจคอ บางคนเข้ามาใหม่ บางคนเพิ่งเข้ามาทำงาน บางคนอยู่มานานแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- นโยบายที่ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จะเกิดขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : นโยบายหลักๆ ที่จะได้มอบให้ผู้บังคับหน่วยในวันนี้ก็จะสอดคล้องและดำเนินรอยตามที่ท่านอดีตผู้บัญชาการทหารบกที่ได้ดำเนินการไว้ แต่เนื่องจากในสถานการณ์ข้างหน้า กองทัพบกต้องเผชิญกับสถานการณ์หลายๆ อย่างที่จะต้องเกิดขึ้น พูดได้เลยว่าตามปฏิทินการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านั้น กองทัพบกได้เตรียมการเรื่องความเข้าใจของกำลังพล ที่สำคัญที่สุดคือผู้บังคับหน่วยต้องแยกแยะภารกิจให้ออก เราในฐานะกองทัพบกและเป็นทหารของชาติ ทหารของประชาชน เรามีหน้าที่ที่จะตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม นี่คือหน้าที่ของกองทัพที่ต้องตอบสนองนโยบายรัฐบาล กองทัพต้องทำงานให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอยู่นั้น กองทัพบกเราได้เริ่มตั้งแต่เมื่อวาน ผมได้คุยกับผู้บังคับหน่วยที่เป็น ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ก็ได้ให้แนวทางไว้แล้ว เราต้องใช้แนวทางที่ต้องระมัดระวังต่อจากนี้ไป เนื่องจากจะถูกจับตาจับจ้องจากนักการเมือง เราขาดประสบการณ์ ทหารขาดประสบการณ์ หน้าที่ของทหารเราโอกาสที่จะพบกับประชาชนนั้นจะน้อยมาก เพราะว่าเราจะเจอกับประชาชนเมื่อประชาชนเดือดร้อน เช่นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนเมื่อประชาชนประสบภัยต่างๆ แต่ในความเป็นจริงในการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ทหารเราจะอยู่ในกรม กอง เพราะฉะนั้น วิสัยทัศน์ที่เราจะไปเจอกับโลกภายนอก ไปเผชิญกับวิธีแบบทางการเมือง มันคงจะลำบาก ก็เลยต้องให้แนวทางเขาไปว่าวันนี้กองทัพโดยเฉพาะ กกล.รส.เราเข้าไปช่วยประชาชน ปฏิบัติตามหัวหน้า คสช. เราสวมหมวกอยู่ 2 ใบด้วยกัน คือ กองทัพบก และในฐานะที่เป็น คสช. เพราะฉะนั้น การเดินต่อไปนี้ต้องมีความระมัดระวัง ไม่ให้การเมืองนั้นเข้ามาใช้ประโยชน์จากการช่วยเหลือประชาชน เราช่วยเหลือประชาชนไม่ได้หาเสียง ทหารไม่รู้จะหาเสียงไปเพื่ออะไร มันเป็นหน้าที่ เป็นอาชีพของเรา อาชีพของทหารไม่ใช่ช่วยเหลือเพื่อได้เสียงมา เราช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด เราช่วยเหลือประชาชนทุกภารกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในทุกครั้งที่ประชาชนเดือดร้อน นี่คือหน้าที่ของทหารโดยอาชีพ โดยจิตสำนึก โดยจิตอาสา ในทางกลับกัน สิ่งที่ผมต้องให้กำลังพลระมัดระวังไม่ให้มาฉกฉวยโอกาส ที่มองว่าการช่วยเหลือประชาชนของทหารเป็นการหาเสียง ซึ่งผมบอกกับสื่อมวลชนว่าการช่วยเหลือประชาชนเราทำมานานแล้ว ในทางกลับกันเราก็อยากให้ประชาชนนึกด้วยว่าทหารช่วยเหลือประชาชนด้วยใจ ด้วยอาชีพของเขา เราไม่ใช่นักการเมือง เราไม่ได้หวังผล เราไม่ต้องการให้มาเลือกคนที่ไปช่วยเหลือ เราช่วยเหลือตามแนวทางของรัฐบาล ในทุกโครงการ ทหารไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเข้ามารัฐบาลก็ตาม เราก็ต้องดำเนินการตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ ในปัจจุบันนั้นรัฐบาลได้ต่อยอดโครงประชารัฐเป็นโครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยมี 3 หน่วยงานเข้ามา มีมหาดไทย กรมการปกครอง กระทรวงการคลัง โดยมีเรื่องความมั่งคั่งยั่งยืนทางเศรษฐกิจ 10 ประการด้วยกัน เราก็ต้องเดินไปคู่กับกรมการปกครอง คือระดับอำเภอ ตำบล ซึ่งผมเห็นว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืน รัฐบาลมีความตั้งใจจริง ต้องการทำให้เกิดความมั่นคงสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทำให้ประชาชนเข้าใจและยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง อยู่ด้วยความจริง ทางกรมการปกครองก็ได้แจกคู่มือให้กองทัพบก เพื่อให้กองทัพบกจะได้ช่วยนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้อยู่ในเฟสที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- ทุกเรื่องที่พูดถือเป็นจุดยืนของกองทัพหรือเปล่า ในการไม่เข้าไปช่วยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอากองทัพเข้าไปช่วยพรรคการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : เราต้องแยกแยะให้ออก และนี่คือจุดยืนของกองทัพ ซึ่งได้มอบให้ผู้บังคับหน่วย ซึ่งวันนี้เราจะได้ชี้แจงต่อผู้บังคับหน่วยได้รับทราบ เราต้องระมัดระวัง เพราะจากนี้ไปถูกจับตามองแน่ เพราะว่ากองทัพและ คสช.ก็คือเนื้อเดียวกัน อย่างที่บอกว่า ขณะนี้ใครเป็นรัฐบาลก็คือรัฐบาลของท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ใครมาเป็นรัฐบาล เราก็ต้องทำ ผมก็ต้องทำ ผมจะไปขัดขืนรัฐบาลได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าคนโน่นมาเป็นรัฐบาล ไม่ต้องห่วง ผมยืนยัน และจุดยืนในการทำงานของผม และการกำหนดทิศทางให้กำลังพลในกองทัพได้ทำงาน ก็คือผมทำงาน ร้อยเปอร์เซ็นต์และเกินร้อยอยู่แล้ว ไม่ว่าใครมาเป็นนายผม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- เราต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้งให้มากที่สุดใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : การวางตัวเป็นกลางนี่ เราเป็นทหารอาชีพ และผมผ่านวิกฤติทางการเมืองและการทหารมาทุกยุคทุกสมัย ประสบการณ์ที่ผมเก็บเกี่ยวมาตลอดระยะเวลารับราชการมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เห็นวิกฤติตั้งแต่สมัยคุณพ่อมา จนมายืนอยู่ตรงนี้ เป็นผู้บัญชาการทหารบกนั้น ความเป็นกลางขึ้นอยู่กับคนมอง บางครั้งเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นกลาง แต่มุมมองของคนอื่นมองว่าเราไม่เป็นกลาง ผมถามสื่อมวลชนว่าจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องตัดสิน มาเป็นเครื่องวัดว่ากองทัพอยู่ตรงไหน ขอให้พวกท่านมั่นใจ ขอบอกให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ากองทัพเป็นกลางและคิดถึง อยู่เคียงข้างประชาชน จะดำเนินการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี อยู่เย็นเป็นสุข ช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- ปัญหาคือ พล.อ.ประยุทธ์จะลงเลือกตั้ง เราจะวางบทบาทอย่างไรในฐานะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็อยู่ใน คสช. กองทัพจะแยกการวางตัวในฐานะที่กองทัพเป็น คสช.กับ พล.อ.ประยุทธ์อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : ผมพูดไปแล้วว่าอยู่ที่มุมมองของคน ผู้สื่อข่าวมองอย่างไร กับการที่ผมต้องไปพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วมาหาว่าผมไม่เป็นกลาง มันใช่ไหม ซึ่งไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลนี้ การที่ผู้บัญชาการทหารบกจะไปพบ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองอื่นเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมต้องไปพบแล้วบอกว่าผมเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง อยู่ที่คนมอง อย่าตัดสิน อย่างที่บอกว่ากองทัพบกเป็นมืออาชีพ เป็นทหารอาชีพ คำว่าทหารอาชีพกับอาชีพทหารแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นขอความเป็นธรรมด้วยตั้งแต่เริ่มต้นด้วย เรากองทัพบกจะวางตัวเป็นกลางเราในฐานะทหารอาชีพ ใครมาเป็นรัฐบาล เราต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- อุปสรรคของกองทัพในขณะนี้ รวมถึงในช่วงของการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : อุปสรรคของกองทัพขณะนี้ ผมมองว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการทำให้ประชาชนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกองทัพให้มากกว่านี้ การที่กองทัพเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างที่สอง คือการทำความเข้าใจกับกำลังพลที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกำลังพลนั้น บางครั้งมุมมอง หรือการทำงานของเขา ทั้งเป็นอุปสรรคในตัวเอง ซึ่งคำว่าอุปสรรคในตัวเองคือ เมื่อเข้าไปทำ เคยทำอย่างนี้ได้ ไปช่วยเหลือไปตามหมู่บ้านได้ เคยไปแนะนำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ผมถามว่าโครงการไทยนิยมมันจะจบเมื่อไหร่ ยกตัวอย่าง สมมุติว่าทหารเข้าไปแนะนำชาวบ้าน ตามคู่มือโครงการไทยนิยมยั่งยืน แต่โครงการไทยนิยมยั่งยืนอยู่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แล้วจะบอกว่าเราสนับสนุนรัฐบาล สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรืออะไร ก็เป็นเรื่องลำบาก เพราะฉะนั้นขอให้แยกแยะให้ถูก ประชาชนต้องเข้าใจ สื่อต้องให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย อย่าลืมว่าสมัยที่รัฐบาล ....ผมก็ไม่อยากเอ่ยชื่อ (รักษาการ) เมื่อปี 52-53 ก็เกิดวิกฤตการณ์เช่นนี้เหมือนกันก่อนการเลือกตั้ง และทหารก็ต้องดำเนินการตามรัฐบาลที่รักษาการเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นอุปสรรคคือเรื่องการทำงานและความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ที่เข้าไปช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องที่สอง เรื่องของการเลือกตั้ง ในปัจจุบันผมให้หน่วยมีความเข้าใจตรงกันว่า ณ วันนี้เกิดอะไรขึ้นในปฏิทินการเลือกตั้ง นับตั้งแต่โรดแมป นับตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยใน พ.ร.ป.เลือกตั้ง มาตรา 3 มาตรา 4 เรื่องที่มาของ ส.ส. และ ส.ว.มา จากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งผมได้แจกจ่ายให้&amp;nbsp; ผบ.หน่วย ซึ่งตั้งแต่ 13 ก.ย.เกิดอะไรขึ้นบ้าง ให้ ผบ.หน่วยเข้าใจก่อน จากนี้ 90 วันจะเกิดอะไรขึ้น และจาก 90 วันไปอีก 150 วันจะเกิดอะไรขึ้น และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้น ผู้บังคับหน่วยเข้าใจตรงกัน ถือโพย ถือชีต อันเดียวกัน ที่กำลังทำให้ตามตาราง เราก็จะมา break down คือในแต่ละห้วงการทำงานกองทัพจะทำอะไร เช่น ให้ความรู้กับประชาชน อันนี้สำคัญ เพราะการเลือกตั้งครั้งใหม่เป็นระบบกาเบอร์เดียว ซึ่งจริงๆ ถามว่าเป็นหน้าที่เราหรือไม่ เราก็ต้องไปทำร่วมกับ กกต. หรือกรณี กกต.ขอความร่วมมือหน่วยงานของรัฐที่ให้ช่วยลงไป อย่าลืมว่าผมใช้คำว่าหน่วยงานของรัฐ ไม่ใช่ทหาร ตอนนี้คนที่มีบทบาทที่สุดคือ กกต. ซึ่ง กกต.บางจังหวัดได้ประสานกับทหาร อยากจะขอกำลังทหาร ตรงนี้เป็นกลางหรือไม่ หรือจะไม่ให้ทหารทำอะไรเลย ฟีซไว้เลย ไม่ต้องทำหน้าที่อะไรเลย ไม่ต้องสนับสนุนรัฐบาล งานโครงการไม่ต้องช่วยเหลือประชาชน อย่างวันนี้นักท่องเที่ยวตกเหว น้ำตก ทหารของกองพลทหารราบที่ 9 ก็ไปช่วยอยู่ เกิดเหตุการณ์อย่างนี้จะให้ทหารอยู่นิ่งหรือ บอกว่าไปช่วยเพื่อหาเสียงหรือเปล่า เพราะฉะนั้น การเดินของทหารตอนนี้ กกต.มาขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยเหลือ ทหารก็ต้องไปเพราะเรารับภาษีอากรของประชาชน เรื่องการเตรียมพร้อมเลือกตั้งนั้น เราพร้อมที่จะสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กกต.ที่จะมาขอความช่วยเหลือทุกด้าน ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัย ในเรื่องของการให้ความรู้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- ในเมื่อทหารอยู่นิ่งไม่ได้ หากสถานการณ์ในอนาคตเราไม่คาดว่าเกิดอะไรขึ้น หากเกิดวิกฤติจริงๆ ทหารจะออกมาปฏิวัติ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าไม่ปฏิวัติ แต่ก็ยังปฏิวัติ ในฐานะที่อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ท่านจะให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : ผมชี้แจงอย่างนี้แล้วกัน เหตุการณ์ต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นในประเทศไทย สื่อมวลชนบันทึกภาพทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าให้เป็นเพียงแต่ภาพที่เกิดขึ้น บันทึกอยู่ในสมองในความทรงจำเช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เห็นภาพต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น เวลาที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ไปไหนก็ลำบาก ค้าขายก็ลำบาก ถนนถูกบล็อก คนไทยด้วยกันออกมาตีกัน ยิงกัน ฆ่ากัน ภาพมากมายมหาศาล ก็เอามาใส่อัลบั้มที่นักข่าวทำ มาทำเป็นหนัง ผมว่าคงจะขายดี ถ้าทำเป็นหนัง แต่ก็คงไม่อยากมีใครมาจดจำในสิ่งเหล่านี้ ณ วันนั้น ทหารยืนอยู่ตรงไหน เราถูกรัฐบาลสั่งการออกมาให้ไปควบคุมความสงบเรียบร้อย เราทำโดยหัวใจที่ไม่ได้คิดแบบนักการเมืองว่า เราจะเข้ามาบริหารประเทศ ผมเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็คงไม่ได้คิดอย่างนี้เช่นเดียวกัน แต่ความที่ท่านต้องเสียสละ ณ วันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตัดสินใจ ผมคิดว่า ผมเป็นบุคคลหนึ่ง ทั้งสื่อมวลชนในประเทศ หรือ สื่อมวลชนต่างชาติก็รู้ ผมเองก็ไม่มีเรื่องส่วนตัวกับท่าน และท่านก็ใช้ผมทำงานมาโดยตลอด ตั้งแต่รู้จักผม เดือนนึงได้เจอกับท่าน 5 นาที 10 นาทีก็เต็มที่แล้ว ผมถึงบอกว่าความเป็นกลาง ในฐานะที่ผมเป็น ผบ.ทบ. แต่ด้วยความรัก เคารพ และเห็นความทุ่มเทในการทำงาน ท่านเป็นแบบอย่างหนึ่งของผม ในการดำเนินราชการมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตัดสินใจ บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น แต่การตัดสินใจนั้นไม่ได้อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่อยู่ที่ประชาชน ที่ถามมาผมบอกได้เลยว่า ผมคาดหวังอย่างยิ่งว่า หวังใจอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์รุนแรงในบ้านในเมืองนี้มันคงไม่เกิดขึ้นอีก คงไม่มีใครเห็นบ้านเมืองเป็นแบบนี้อีก ตรงโน่นก็เผา ตรงนี้ก็เผา ตั้งโน่นก็ยิง ตรงนี้ก็ยิง ผมว่าเหมือนในหนังบางประเทศมากกว่า ไม่ใช่กรุงเทพฯ สมัยก่อนเรามีเหตุการณ์อะไรขึ้นมามันไม่ถึงขนาดนี้ เพราะยังมีการแก่งแย่งชิงทางการเมืองเอาชนะกัน ไม่รู้จักแพ้ ไม่รู้จักชนะ คนที่แพ้คือประเทศ ถามว่ากองทัพชนะประชาชนหรือไม่ กองทัพไม่มีวันชนะประชาชน แต่ประชาชนที่ออกมาสร้างความเดือดร้อนที่เชื่อ มีการยุให้จุดไฟเผา พูดถึงเรื่องทำระเบิดทำอะไรก็ตาม นั่นคือท่านแพ้ นั่นคือท่านเป็นประชาชนที่ทำให้ประเทศแพ้ แทนที่เราจะแข่งขันทางการค้า ช่วงนั้นหยุดไปกี่ปี ฟื้นฟูประเทศกี่ปี การฟื้นฟูประเทศไม่ใช่เรื่องที่ง่าย หลังจากเกิดเหตุการณ์ 4 ปีที่แล้ว ท่านเคยรู้ไหมว่าการยกเลิกออเดอร์ การนำเข้า-ส่งออกจากต่างประเทศเป็นเงินเท่าไหร่ กว่าจะ Recover กลับมาได้ ใช้เวลาเท่าไหร่ ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่พอใจก็บอกว่าทำไมอยู่นาน คือ 1-2 ปีมันทำอะไรไม่ได้หรอก ทำไมแผนยุทธศาสตร์ของชาติจึงกำหนดไว้ 20 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ท่านคิดว่าจุดไฟเผาในเมืองเกิดกลียุค เกิด Riot (จลาจล) ขนาดนั้นปีเดียว สิ่งปลูกสร้างทำได้ แต่ในทางการค้านั้นไม่ใช่ ความมั่นใจของต่างชาติในการลงทุนนั้น ไม่ใช่ แต่ ณ วันนี้ ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น อาจจะเห็นผลช้า ไม่ทันใจนักการเมืองบางคน แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างรอบคอบ ไม่ผลีผลาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถาม ผมหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;-&amp;nbsp; มั่นใจว่าในอนาคตจะไม่เกิดเหตุการณ์ขึ้นแน่นอนใช่หรือไม่  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : คือผมมั่นใจว่า ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจล ถ้ามันไม่เกิด มันก็ไม่มีอะไร อยู่ๆ มาบอกว่า ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมากว่า 10 ครั้ง มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว สมัยหลังๆ มันเกิดขึ้นเพราะเรื่องการเมืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นอยากให้คิดด้วย ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองดีหรือไม่ดี การเมืองดีก็มี การเมืองไม่ดีก็มี แต่ปัจจุบันคนไทยเป็นอย่างไร ผมเสียใจนะหลายๆ เรื่อง ที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมถูกละเมิด การตัดสินคดีสำหรับบางคดีของคนที่ทำความผิดบอกว่าไม่เป็นธรรม แล้วประเทศชาติจะอยู่ตรงไหน อะไรเป็นกลาง อะไรเป็นจุดยืนของประเทศ ในเมื่อบอกคนนี้ผิด แต่บอกไม่ผิดเพราะถูกแกล้ง แล้วมันจะอยู่อย่างไร ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน จะให้คนไทยอยู่อย่างไร อยู่กันโดยไม่มีกฎ ไม่มีระเบียบวินัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- เรื่องกวดขันยาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : สองสิ่งที่ยอมไม่ได้คือ ขบวนการยาเสพติดและอาวุธสงคราม สิ่งที่ผมเพิ่มเติมนอกจากกวดขันแล้วก็จับ ในหน่วยทหารหากมีกำลังพลเข้าไปเกี่ยวข้องผมจะไม่ใช่กระบวนการสอบสวนแบบปกติ หมายความว่าผมจะตัดสินด้วยความรวดเร็วหากมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ผมจะดำเนินการเลยทันที หากเป็นเอกชนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากจับกุมแล้วจะติดตามผลคดีด้วย เพราะที่ผ่านมาประสบการณ์ของผมตั้งแต่เป็นผู้บัญชาการกองพล แม่ทัพภาคมา พอจับได้ เราก็จะปล่อยเป็นหน้าที่กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ อัยการ ส่งฟ้องศาล บางครั้งก็หลุดที่ตำรวจ ซึ่งไม่ได้โทษ แต่บางครั้งมันมีเรื่องของหลักฐานข้อมูล ผมได้สั่งการว่าจากนี้ไปติดตามด้วยว่าใครเป็นเจ้าของสำนวนของคดีส่งเรื่องไปถึงไหน ใครเป็นอัยการ เพื่อให้คลอบคลุมและมั่นใจว่าจะขยายผลได้ และผู้กระทำผิดติดคุก ต้องได้รับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- จุดยืนของท่านเรื่องความเป็นทหารของพระราชา จะดูเรื่องการหมิ่นสถาบันอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : ผมอยากทำความเข้าใจสื่อมวลชนว่า ปัจจุบันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านดำรงตำแหน่งองค์จอมทัพไทย บางทีทหารบางคนยังลืม ซึ่งผมเดี๋ยวจะเตือนสติเขาว่า ผู้บังคับบัญชาสูงสุดก็คือองค์พระมหากษัตริย์ เพราะท่านดำรงพระอิสริยยศ และดำรงตำแหน่งเป็นจอมทัพไทย ซึ่งคำว่าจอมทัพไทยคือเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้น ในส่วนของกองทัพบกเป็นข้ารองบาทมีหน้าที่อยู่แล้ว ทั้งด้วยหน้าที่และทั้งหัวใจ ในการที่จะปกป้องพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งและเป็นศูนย์รวมจิตใจ กองทัพบกจะใช้ศักยภาพและใช้ขีดความสามารถทุกอย่างในการปกป้องสถาบัน การหมิ่นที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง การก้าวล่วงหลายครั้งเกิดจากคนสติไม่สมประกอบ ยกตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่อยากเอ่ยชื่อ ไปยื่นถวายฎีกา พอไปจับเข้าเอาแพทย์มาตรวจ ป่วยเป็นโรคจิต ตำรวจส่งศรีธัญญาไปแล้ว คนส่วนใหญ่จิตไม่ปกติ ส่วนที่อาจจิตปกติแต่มีความคิดแปลก ไม่ได้อยู่เมืองไทย ไปอยู่ต่างประเทศ หนีไปอยู่ต่างประเทศ อยู่เมืองไทยไม่ได้ เมื่อเราอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่า ทำไมไม่สำนึกบุญคุณแผ่นดินเกิด ไม่มีใครเขาไม่รักแผ่นดินเกิดหรอกครับ รัฐบาลเปลี่ยนไป แต่องค์พระมหากษัตริย์อยู่คู่ฟ้า คู่แผ่นดินไทยไปตลอด นี่คือหน้าที่ของกองทัพ และผมจะปกป้องสถาบันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;- แนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พล.อ.อภิรัชต์ : ในช่วงปลายเดือนนี้ จะลงพื้นที่เพื่อมอบนโยบายการทำงานอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ที่ผ่านมาผมเคยรับราชการเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 24 ที่ จ.สตูล และเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา มีความคุ้นเคยกับหน่วยและพื้นที่พอสมควร สำหรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในฐานะที่เป็น ผบ.ทบ. ในขั้นต้นยังไม่ได้มอบนโยบายไป แต่ได้บอกกล่าวกับหน่วยปฏิบัติไปแล้วว่าให้ร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแยกแยะแต่ละคดีความให้ออก ซึ่งหากมองย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ปล้นและฆ่ากันเหมือนกับที่ กทม. แต่ขอให้แยกแยะเหตุการณ์ว่าเหตุการณ์ใดเป็นก่อการร้าย หรือเหตุการณ์ไหนเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นการปล้นฆ่า ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่มีพื้นที่ไหนในโลกที่ไม่มีการปล้นและฆ่ากัน ดังนั้น ต้องแยกแยะเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การทำสถิติของเหตุการณ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่สำคัญผมจะเข้มงวดกำลังพลให้มากกว่านี้ และได้เชิญพล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 มาประชุมเพื่อมอบนโยบาย และผมจะลงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำตาม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ซึ่งเป็นอดีต ผบ.ทบ. ได้เคยดำเนินการไว้ เช่น การไปค้างคืนในพื้นที่เป็นเวลา 1-2 คืน เดือนละครั้งและจะทำเช่นนี้ให้ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20171</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทหารพราน, กองทัพ, คณะรัฐประหาร, บิ๊กแดง, ผบ.ทบ., พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181018/image_big_5bc7d09a5419d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2018 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฎีกายืนไม่รับฟ้อง&#039;บิ๊กตู่-คสช.&#039;ข้อหากบฏยึดอำนาจ22พ.ค.57</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย.61- เมื่อเวลา 9.30น.ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.1805/2558 ที่นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายอานนท์ นําภา กับพวกซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มพลเมืองโต้กลับ รวม 15 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อายุ 64 ปี นายกรัฐมนตรีไทย คนที่ 29 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อายุ 64 ปี อดีตรองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ และรองหัวหน้า คสช., พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง อายุ 64 ปี รองนายกฯ รมว.ยุติธรรม และรองหัวหน้า คสช., พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อายุ 64 ปี รมว.แรงงานและรองหัวหน้า คสช. และ พล.อ.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร อายุ 64 ปี อดีตรองนายกฯ และรองหัวหน้า คสช. ในความผิดต่อความมั่นคงต่อรัฐ ฐานร่วมกันกบฏ ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักรโดยใช้กำลังประทุษร้าย และสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2558 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. 2557 จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้กำลังขู่เข็ญประทุษร้ายและล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ให้สิ้นสุดลง ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อันเป็นความผิดฐานกบฏ และพวกจำเลยยังได้ออกคำสั่งในนาม คสช.หลายฉบับ อันเป็นการละเมิดสิทธิ์และเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ทำให้โจทก์ทั้ง 15 คนได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลอาญาได้พิจารณาคำฟ้องประกอบข้อกฎหมาย ในชั้นตรวจรับคำฟ้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ลงวันที่ 22 ก.ค. 2557 บัญญัติยกเว้นความผิดและความรับผิดการกระทำทั้งหลายในการยึดอำนาจและการควบคุมอำนาจปกครองแผ่นดินของ คสช.ไว้ จึงพ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้น จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2558 ไม่รับฟ้องคดีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นโจทก์ยื่นอุทธรณ์ว่า ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์โดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ คสช. บัญญัติมาตรา 47, 48 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพื่อนิรโทษกรรมให้กับการทำรัฐประหารและการกระทำในรูปแบบต่างๆ นั้น เป็นการผิดระบอบประชาธิปไตยและละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายจะต้องมีสภาพเป็นข้อความคิดที่เชื่อมโยงและใช้ความยุติธรรม หรือเกิดขึ้นโดยปราศจากความยุติธรรมทางจิตวิญญาณ ความปรารถนาของสังคม จึงไม่สามารถอ้างมาตรา 47, 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อเป็นเหตุยกเว้นความผิด จึงชอบที่ศาลชั้นต้นชอบจะรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 162&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2559 ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่า ในคดีอาญาที่ประชาชนเป็นโจทก์ ศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องเพื่อวินิจฉัยคดีก่อน ซึ่งวัตถุประสงค์ของการไต่สวนมูลฟ้องให้ศาลได้ไต่สวนพยานหลักฐานของโจทก์ในเบื้องต้นว่า โจทก์มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยในชั้นพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด และคดีขาดอายุความจึงเห็นควรตามกฎหมายที่จำเลยไม่ต้องรับโทษจึงชอบที่จะมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ได้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง และตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 48 ที่บัญญัติว่า การกระทำทั้งหลายเนื่องในการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ของ คสช.รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง การกระทำต่างๆ จะไม่มีผลบังคับทางรัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ดังนั้นแม้จำเลยทั้งห้าจะกระทำตามโจทก์บรรยายฟ้อง ย่อมทำให้จำเลยทั้งห้ากับพวกพ้นจากความผิดโดยสิ้นเชิง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูลที่ศาลจะรับไว้พิจารณา โดยไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายกฟ้องเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นโจทก์ได้ยื่นฎีกาอีก ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคำฟ้องและสั่งรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต่อไป ซึ่งศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่ามาตรา 47, 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 บัญญัติเพื่อนิรโทษกรรม คสช. เป็นการออกกฎหมายรับรองการกระทำความผิด มีสภาพเป็นกฎเกณฑ์ที่ขัดต่อเสียงแห่งมโนธรรมและหลักการพื้นฐานแห่งความยุติธรรมของมนุษยชาติอย่างชัดแจ้งนั้น ศาลเห็นว่า สภาพของรัฐใดรัฐหนึ่งประกอบด้วยดินแดนที่แน่นอน ประชาชน รัฐบาล และอำนาจอธิปไตย กฎหมายต้องใช้บังคับได้ แม้จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ชอบ แต่ต้องตีความกฎหมายให้เกิดผลบังคับใช้ได้ ให้คงอยู่เป็นรัฐ มิฉะนั้นบ้านเมืองเสียหาย การยึดอำนาจในขณะนั้น คสช.ใช้อำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้ว่าการได้มาซึ่งอำนาจจะไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ก็เป็นกรณีว่ากล่าวกันในด้านอื่น คสช.มีอำนาจในเชิงข้อเท็จจริง ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจึงมีสภาพเป็นกฎหมาย ตามที่มาตรา 48 ได้บัญญัติไว้ และต่อมารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 279 ก็ได้รับรอง การกระทำของจำเลยทั้งห้าจึงพ้นผิดโดยสิ้นเชิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการยกฟ้องโดยไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อวินิจฉัยมูลคดีก่อนประทับฟ้อง เป็นการข้ามขั้นตอนนั้น ศาลเห็นว่า การยกฟ้องไม่จำเป็นต้องไต่สวนเพื่อรับไว้พิจารณาเสมอไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อเห็นว่าจำเลยพ้นความรับผิด ศาลยกฟ้องได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องไต่สวน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบแล้ว พิพากษายืนยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโจทก์ทั้งหมด 15 คนที่ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบด้วยนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ, นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, น.ส.ศรีไพร นนทรี, นายบารมี ชัยรัตน์, นายณัทพัช อัคฮาด, นายสิรภพ กรณ์อรุษ, นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, นายนัชชชา กองอุดม, นายอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์, นายพายุ บุญโสภณ, นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, นายกฤต แสงสุรินทร์ และนายอานนท์ นำภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังฟังคำพิพากษา นายอานนท์ นำภา ทนายความกลุ่มพลเมืองโต้กลับ กล่าวว่า ศาลมีคำสั่งให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า คสช. ที่ทำรัฐประหารในช่วงนั้นสามารถมาบริหารประเทศได้ ซึ่งเราก็เคารพคำพิพากษาของศาล โดยเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยอยู่ในเงื่อนไขแบบเดิมที่เราต้องต่อสู้ทางการเมืองต่อไป อย่างน้อยเราก็ได้ใช้สิทธิในการฟ้องว่าการทำรัฐประหารเป็นการกระทำผิด โดยนัยยะของคำพิพากษาศาลเห็นว่ากระทำผิด แต่หลุดพ้นจากความผิดตามรัฐธรรมนูญที่ออกโดยคณะรัฐประหาร การที่เราพยายามพิสูจน์ว่าการรัฐประหารที่ผ่านมา 4 ปีแล้ว ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างไร คิดว่าเราก็ได้ประจักษ์แล้ว ถือว่าเป็นความสำเร็จร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ขณะเดียวกันก็เป็นความพ่ายแพ้ร่วมกันที่นำผู้กระทำความผิดในการรัฐประหารมาลงโทษไม่ได้ เราก็กังวลว่าในอนาคตหากสังคมและกระบวนการยุติธรรมยังเอื้อที่จะก่อให้เกิดรัฐประหารก็จะเป็นปมเงื่อนที่ประเทศไทยจะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ทั้งนี้ สำหรับในหลายประเทศที่มีการเอาผิดการรัฐประหารมาลงโทษได้นั้น ก็ต่อเมื่อประเทศและสังคมตระหนักร่วมกันว่าการรัฐประหารเป็นภัยต่อสังคม ซึ่งเรารอได้ไม่ว่าจะ 10 หรือ 20 ปี เพื่อที่จะเห็นการนำผู้กระทำความผิดต่อบ้านต่อเมืองมาลงโทษ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากนี้จะดำเนินการทางการเมืองอย่างไรต่อไป นายอานนท์ กล่าวว่า เบื้องต้นกลุ่มเราซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่จะเคลื่อนไหวให้มีการเลือกตั้งและสนับสนุนนักการเมืองที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยเข้าไปยกเลิกผลพวงของการรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคำพิพากษาของศาลในลักษณะนี้จะทำให้ยังมีโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารในอนาคตต่อไปหรือไม่ นายอานนท์ กล่าวว่า จะทำให้เหล่านายทหารรู้สึกย่ามใจว่าทำรัฐประหารไปก็จะไม่ผิด ซึ่งในวันข้างหน้าเราก็จะได้เรียนรู้ร่วมกัน&amp;nbsp; ในวันนี้เราอาจจะไม่ชนะ แต่วันข้างหน้าสังคมไทยจะต้องชนะรัฐประหาร ซึ่งลำพังกฎหมายไม่สามารถเอาผิดรัฐประหารได้อยู่แล้ว นอกจากว่าผู้คนในสังคมนั้นจะต้องตื่นตัวและตระหนักอย่างมากจึงจะสามารถเอาผิดรัฐประหารได้ ตอนนี้สังคมไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ผมคิดว่าเรากำลังขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นร่วมกัน ทุกฝ่ายคงเห็นแล้วว่าการรัฐประหารไม่ได้นำพาประเทศสู่ความเจริญรุ่งเรืองตามที่คาดหวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11897</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบฏ, กลุ่มพลเมืองโต้กลับ, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, คณะรัฐประหาร, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, พล.อ.ประุยุทธ์ จันทร์โอชา, พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ, ยึดอำนาจ, ศาลฎีกา, อานนท์ นำภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2c7b4ae8adb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความปรองดองและการย่อย-แยก-แตกกระจาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่รู้ว่า น้องเกี่ยวก้อย ที่ถูกนำไปรีแพร์ ประแป้ง แต่งหน้าซะใหม่ จนหาย หลอน ลงไปเยอะแล้ว...จะยังคงถูกนำไปเป็นพรีเซนเตอร์ ถูกลาก ถูกจูง ให้ไปเกี่ยวก้อยใครต่อใคร เพื่อให้เกิดการ ปรองดอง ตามความมุ่งหมายเริ่มแรกของ คสช.ที่พยายาม ดอง กันมาโดยตลอด 4 ปี แต่ไปๆ-มาๆ ก็ดูจะยังไม่ถึงกับไปไหน มีแต่ส่งกลิ่นหอมหวนรัญจวนใจ อยู่ในไหปลาร้าเช่นเดิม...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือความพยายามจับเอาใครต่อใครมา ปรองดอง เพื่อให้หายเหลือง-หายแดง อย่างที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะเป็นภารกิจหลัก หรือเป็น วาระแห่งชาติ สำหรับคณะรัฐประหารอย่าง คสช.มาแต่แรกเอาเลยก็ว่าได้ แต่หลังจากผ่านไปแล้ว 4 ปี ไม่เพียงแต่ความเป็นเหลือง-เป็นแดง มันยังไม่มีทีท่าว่าจะหายๆ ลงไปอย่างเท่าที่ควรจะเป็น เกิดความ รู้-รัก-สามัคคี ปรากฏขึ้นมาแทนที่อย่างที่หวังและปรารถนาต้องการไปด้วยกันทั้งสิ้น ในหมู่เหลืองๆ-แดงๆ ก็ยังเกิดอาการย่อย-แยก-แตกกระจาย ออกไปเป็นชิ้นๆ จนแทบไม่รู้ว่าไผเป็นไผ ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน ไปแล้วในทุกวันนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น ย่อย-แยก-แตกกระจาย เป็นฝ่าย เอาบิ๊กตู่ กับ ไม่เอาบิ๊กตู่ แถมฝ่าย เอาบิ๊กตู่ ยังแตกไลน์ แตกไฟลัม สปีชีส์ ไปเป็นฝ่าย เอาบิ๊กตู่-แต่ไม่เอาบิ๊กป้อม กับฝ่าย เลิฟ มี เลิฟ มาย ด็อก ซะอีกต่างหาก ส่วนฝ่ายที่ ไม่เอาบิ๊กตู่ ก็ยังแตกไลน์ไปเป็นฝ่าย ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง กับฝ่าย เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป ที่ต้องนั่งถก นั่งเถียงกัน ชนิดหมดไวน์ไปเป็นลังๆ ไม่ต่างไปจากพวกแดงๆ ทั้งหลาย ที่ไม่ใช่แค่แยกเป็นแดงแท้ แดงเทียม เหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่ได้วิวัฒนาการเป็น แดงเอาทักษิณ กับ แดงไม่เอาทักษิณ เข้มข้น และชัดเจน ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ แดงเอาทักษิณ ยังหนีไม่พ้นต้องแยกกอ แยกสาย เป็น เอาทักษิณ-แต่ไม่เอาสุดารัตน์ กับ เอาใครก็ได้ที่ทักษิณให้เอา ไปจนถึงประเภท เอาอนาคตใหม่ กับ เอาอดีตเผาไทยเดิมๆ จนต้องแบ่งเขตเมือง เขตชนบท แบ่งความเป็นไพร่หมื่นล้าน ออกจากความเป็นไพร่สองสลึง เล่นเอามึนซ์ซ์ซ์กันไปทั่วทั้งอีสานบ้านเฮา ฯลฯลฯลฯ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยความย่อย-แยก-แตกกระจาย ในลักษณะทำนองนี้...คงเหลือบ่ากว่าแรงเกินกว่า น้องเกี่ยวก้อย จะไปทำอะไรได้ ไม่ว่าจะผัดหน้า ประแป้ง ให้หาย หลอน ลงไปซักเท่าใด แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง...มันคงต้องดำเนินไปในแบบ ไม่รู้-ไม่รัก-ไม่คิดจะสามัคคี ตามแบบฉบับไทยๆ หรือไทยแท้แต่ดั้งเดิมนั่นเอง คือประเภทถ้าให้ ชกพม่า ตัวต่อตัว ยังไงๆ...ย่อม เสร็จนายขนมต้ม อยู่แล้วแน่ๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ต้องรวมตัว หล่อหลอมกันเป็นกองทัพ เป็นอาณาจักร กรุงศรีอยุธยา หนีไม่พ้นต้อง เสร็จพม่า อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม...ภายใต้ความย่อย-แยก-แตกกระจายในลักษณะเช่นนี้ ก็มีอะไรแปลกๆ ให้น่าคิด น่าสะกิดใจ อยู่ไม่น้อย นั่นก็คือการอุบัติขึ้นมาของ ปรากฏการณ์ บางอย่าง ในบางช่วง บางระยะ เช่น &amp;ldquo;ปรากฏการณ์คุณน้องตูน บอดี้สแลม&amp;rdquo; เป็นต้น ที่ส่งผลให้ไม่ว่าเหลือง ว่าแดง ถึงไม่คิดจะวิ่งตามคุณน้อง &amp;ldquo;ตูน บอดี้สแลม&amp;rdquo; แต่ก็ไม่ถึงกล้าคายสากออกจากปาก สาดสากกะเบือบินรบกวนปรากฏการณ์ดังกล่าวแบบจริงๆ จังๆ เหมือนอย่างที่เคยประพฤติ ปฏิบัติ ต่อฝ่ายอื่นๆ หรือแม้แต่ ปรากฏการณ์บุพเพสันนิวาส ที่เล่นเอาทั้งเหลือง ทั้งแดง ไม่ว่าไฟลัมไหน สปีชีส์ไหน กลายสภาพเป็น ออเจ้า ไปด้วยกันทั้งสิ้น นั่นยังไม่ต้องรวมไปถึงปรากฏการณ์ที่ทำให้โลกต้องตื่นตะลึง กับความอำลา-อาลัยของปวงชนชาวไทย ที่มีต่อศูนย์รวมวิญญาณแห่งชาติ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้น่าคิด น่าสะกิดใจ อยู่ไม่น้อย ว่าบางครั้ง บางครา มันอาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวบุคคล ไม่ได้เกี่ยวว่าใครเป็นฝ่ายไหน ต่อฝ่ายไหน แต่โดยจังหวะและโอกาส โดยสภาพแวดล้อม ที่มันดันไปตรงกับ เงื่อนไข และ เหตุปัจจัย โอกาสที่มันจะทำให้เกิดภาวะ ด้วยสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป เกิดปรากฏการณ์แปลกๆ ที่สามารถหลอมรวมใครต่อใครให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหันไปใช้บริการ น้องเกี่ยวก้อย....ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาก็จึงอยู่ที่ว่า...ใครจะสามารถ อ่านสถานการณ์ เหล่านี้ได้ออก สามารถรอคอยจังหวะและโอกาส โดยอาศัยความเข้าถึง-เข้าใจต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นไป ได้อย่างละเอียด ประณีต และลึกซึ้งกันจริงๆ โดยอาจไม่ต้องเสียเวลาไปปวดเศียร เวียนเกล้า กับความเป็นฝ่าย การย่อย-แยก-แตกระจายออกไปเป็นชิ้นๆ ที่เป็นเพียงแค่ ส่วนประกอบ หรือ องค์ประกอบของสถานการณ์ เท่านั้น สามารถมองเห็นจุดเปลี่ยน จุดหักเห หรือ The Tipping Point จนอาจอาศัยคานไม้อันเดียว ก็งัดโลกทั้งโลก ให้กลิ้งหลุนๆ ไปตามหลักทฤษฎีอาร์คิมีดิสจนได้ ทำนองนั้น...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็นั่นแหละ...ผู้ที่พอเข้าใจ-เข้าถึง ต่อสิ่งเหล่านี้ได้จริงๆ คงต้องเป็นผู้ที่ละเอียด ลึกซึ้ง ไม่เพียงแต่ในแง่ สติ หรือ ปัญญา เท่านั้น แต่ยังต้องแตกฉานในเรื่อง ธรรมะ หรือกฎเกณฑ์ความเป็นไปของ ธรรมชาติ ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะกฎอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท อันว่าด้วย... ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้....สิ่งนี้จึงเป็นไป หรือไม่งั้น...ก็คงต้องรอให้ ธรรมชาติ เองนั่นแหละบริหาร จัดการ ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎที่ว่านี้ อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลย...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้...จาก High Roads of Literature... Wit and sense, virtues and human knowledge&amp;mdash;all that might make this dull world a business of delight.- ปัญญา ไหวพริบ สติสัมปชัญญะ คุณธรรมและความรู้ กล่าวโดยย่อก็คือ สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวง ที่จะเอื้ออำนวยให้โลกอันน่าเบื่อ กลายเป็นสถานที่อันน่าอภิรมย์ชมชื่น...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ---------------------------------------------------------&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7952</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐประหาร, คสช., ชกพม่า, ท่านขุนน้อย, บิ๊กตู่, ปรากฏการณ์คุณน้องตูน, ปรากฏการณ์บุพเพสันนิวาส, วาระแห่งชาติ, เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
