<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะวิทย์ ม.อุบลฯ เร่งสร้างผลงานวิจัย นวัตกรรม ยกระดับรายได้ สร้างอาชีพคนท้องถิ่นช่วงวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลฯ เดินหน้าเร่งขับเคลื่อนผลงานวิจัย นวัตกรรมใช้ได้จริงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและชุมชน เพื่อยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของคนในชุมชนในภาวะวิกฤติโควิด-19 พร้อมเตรียมขึ้นแท่นคณะวิทยาศาสตร์ชั้นนำของอาเซียน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร จึงสุทธิวงษ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ในภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนและระดับประเทศอย่างมาก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีบุคลากรและคณาจารย์ที่มีศักยภาพด้านความรู้ ความสามารถหลากหลายกำลังเร่งขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ชุมชนหรือท้องถิ่นเพื่อเป็นการยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้เข้มแข็งขึ้นในภาวะวิกฤติโควิด-19 ในปัจจุบัน โดยแต่ละโครงการจะเน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนซึ่งนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีและความยั่งยืนของคนในชุมชน ควบคู่กับการเร่งปรับปรุง พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัยสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ เป็นคณะวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาการ วิจัย และนวัตกรรม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร จึงสุทธิวงษ์ กล่าวด้วยว่าที่ผ่านมาคณะวิทยาศาสตร์มีผลงานวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ที่ได้รับการส่งเสริมการขายผลงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์จำนวนมากมายเพื่อเตรียมออกสู่ตลาด สู่ชุมชน เช่น 1) ชุดตรวจแมกนีเซียมในน้ำยางพารา 2) ที่ครอบสวิตช์ไฟเรืองแสงจากยางพารา 3) การใช้สมุนไพรไทยควบคู่กับถ่านขาวในยาฆ่าเชื้ออาหารเป็นพิษ และ 4) การเพิ่มปริมาณแกมมาอะมิโนบิวทิริกและสารประกอบฟีนอลิกในข้าวกล้องงอกด้วยกระบวนการทางชีวภาพ เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คณะวิทยาศาสตร์เรามุ่งเน้นผลงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาและพัฒนาร่วมกับชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติโควิด-19 เราจึงสร้างผลงานวิจัยที่นำไปใช้ได้จริง และให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนคณะวิทยาศาสตร์ ให้เป็นที่พึ่งของชุมชนทั้งในภาวะวิกฤติและภาวะปกติ&amp;rdquo; ศ.ดร.ศิริพร กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลฯ มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนคณะสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม การผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะสูง และการบริการวิชาการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชน ที่สำคัญปัจจุบันมหาวิทยาลัยอุบลฯ ยังได้รับการยอมรับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นด้านเคมีอันดับ 1 ของประเทศไทย และอันดับ 7 ด้านภาพรวมด้านการวิจัย นวัตกรรมและบทบาททางสังคมอีกด้วย โดยเป้าหมายหลักของคณะวิทยาศาสตร์คือนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสู่ความมั่นคงและยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113854</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับเคลื่อนผลงานวิจัย, คณะวิทยาศาสตร์, ชุดตรวจแมกนีเซียมในน้ำยางพารา, ที่ครอบสวิตช์ไฟเรืองแสงจากยางพารา, นวัตกรรมใช้ได้จริง, พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน, มหาวิทยาลัยที่มีความโดดเด่นด้านเคมีอันดับ 1 ของประเทศไทย, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, ยกระดับรายได้และความเป็นอยู่, ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร จึงสุทธิวงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e0103dabdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รศ.ดร.ดาครอง พิศสุวรรณ.นักวิจัย ม.คณะวิทย์ฯ ม.มหิดล พัฒนาชุดตรวจวัดตัวเซลล์มะเร็งเต้านมในกระแสเลือด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;14ส.ค.62-รศ.ดร.ดาครอง พิศสุวรรณ ห้องปฏิบัติการนาโนไบโอเทคโนโลยีชีวภาพและชีววัสดุนาโน (N-BMR) กลุ่มสาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้คว้าทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาเคมี เมื่อเร็วๆ นี้ จากโครงการวิจัย เรื่อง &amp;ldquo;การตรวจหาเซลล์มะเร็งที่กระจายตัวในกระแสเลือดที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม ระยะแพร่กระจาย ด้วยอนุภาคนาโนของทอง และอนุภาคนาโนที่มีคุณสมบัติทางแม่เหล็ก&amp;rdquo; กล่าวว่า โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย และส่งผลให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นในผู้หญิง ซึ่งโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายเป็นโรคที่มีความซับซ้อน และก่อให้เกิดปัญหากับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ดังนั้น การมีกระบวนการตรวจหาเซลล์มะเร็งก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นระยะแพร่กระจายจะช่วยลดปัญหาให้กับผู้ป่วยได้ &amp;nbsp;โดยเทคนิคที่ผู้วิจัยได้คิดค้นขึ้นใหม่ คือ การนำอนุภาคนาโนทองและแม่เหล็ก มาใช้การตรวจหาเซลล์มะเร็งเต้านมที่กระจายตัวในกระแสเลือด &amp;nbsp;โดยเริ่มจากการนำตัวอย่างเลือด ที่มีทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์เม็ดเลือดแดงปนอยู่ มาแยกเม็ดเลือดแดงออกไป หลังจากนั้นแยกเซลล์เม็ดเลือดขาว ที่ปะปนกับเซลล์มะเร็งเต้านมออกไป &amp;nbsp;โดยใช้อนุภาคนาโนที่มีคุณสมบัติทางแม่เหล็ก ซึ่งอนุภาคนาโนที่มีคุณสมบัติทางแม่เหล็กถูกออกแบบให้มีแอนติบอดีที่มีความจำเพาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาวเกาะติดอยู่ &amp;nbsp; ทำให้แยกเม็ดเลือดขาวออกมาได้ ขั้นตอนต่อไป ผู้วิจัยจะใช้อนุภาคนาโนของทองที่ถูกออกแบบให้มีแอนติบอดีที่มีความจำเพาะกับเซลล์มะเร็งเต้านมติดอยู่ใส่เข้าไป เพื่อทำหน้าที่ตรวจจับตัวเซลล์มะเร็งที่กระจายอยู่ในกระแสเลือดได้แม่นยำขึ้น &amp;nbsp;แล้วนำมาแยกหาจำนวนของเซลล์มะเร็ง ซึ่งขณะนี้ยังเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่ต่อไปจะใช้ตัวอย่างเลือดจริงของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจริง โดยจะร่วมมือกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติ หากได้ผลตามที่คาดไว้ ผู้วิจัยจะขอจดสิทธิบัตร และพัฒนาเป็นชุด Test Kit ตรวจวัดตัวเซลล์มะเร็งที่กระจายอยู่ในกระแสเลือดสำหรับใช้ตามโรงพยาบาลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;โครงการวิจัยตรวจหาเซลล์มะเร็งฯ ได้รับทุนสนับสนุนมาจาก 2 แหล่งทุนวิจัยหลัก ได้แก่ ศูนย์ CEMB หรือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ (Center of Excellence in Medical Biotechnology) และทุนโทเร ซึ่งในการพัฒนา Test Kit เป็นเรื่องของอนาคต โดยส่วนตัวกับบทบาทในทางวิชาการแล้ว สนใจที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ (Technology Transfer) ไปให้ภาคอุตสาหกรรมดำเนินการ และหวังว่าเทคโนโลยีนี้ จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตทางด้านสุขภาพของคนในประเทศเราดีขึ้น&amp;rdquo; รศ.ดร.ดาครอง พิศสุวรรณ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43425</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิทยาศาสตร์, ดาครอง พิศสุวรรณ, มหาวิทยาลัยมหิดล, วิจัยการแพร่กระจายมะเร็งเต้านมในกระแสเลือด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d53accd80480.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 15:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิทย์จุฬาฯแช่แข็งสเปิร์มปะการังโต๊ะแบบพุ่มสำเร็จครั้งแรกของโลก เก็บได้นาน 20 ปี ชี้โลกร้อนทำปะการังหยุดสืบพันธุ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
24 เม.ย.62- คณะวิทยาศาสตร์และศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดาริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีและหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือกองเรือยุทธการจัดแถลงข่าวเรื่อง&amp;ldquo; ครั้งแรกของโลก...นักวิทย์ไทยเพาะปะการังชนิดแบบโต๊ะด้วยสเปิร์มแช่เยือกแข็ง&amp;rdquo; ณอาคารเคมี2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.ดร.วรณพวยิกาญจน์หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลคณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯกล่าวว่ากลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังได้ทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศหาแนวทางอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการังที่เสื่อมโทรมภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลก ในปีที่แล้วกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังได้ประสบความสำเร็จในการนำสเปิร์มของปะการังโต๊ะแบบพุ่มAcropora humilisมาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งในไนโตรเจนเหลว &amp;nbsp;และนำกลับมาผสมใหม่กับไข่ปะการัง &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการทำสำเร็จครั้งแรกของโลกของปะการังโต๊ะชนิดนี้ &amp;nbsp;และได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสารวิจัยระดับนานาชาติแล้ว &amp;nbsp;ทั้งนี้เป็นการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชาวไต้หวันความสำเร็จของการนำสเปิร์มของปะการังมาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งทำให้สามารถเก็บรักษาสเปิร์มได้นานขึ้น &amp;nbsp;และสามารถนำมาผสมกับไข่ปะการังได้ใหม่ในช่วงเวลาและฤดูกาลที่ต้องการและเหมาะสมต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร. สุชนา ชวนิชย์รองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจฬุาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลคณะวิทยาศาสตร์กล่าวว่าปะการังโดยทั่วไปมีการผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศเพียงปีละครั้งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์(ไข่และสเปิร์ม) ออกมาผสมกันในมวลน้ำ &amp;nbsp;กลุ่มการวิจัยฯนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศโดยเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังที่ถูกปล่อยออกมาตามธรรมชาติแล้วนำไปปฏิสนธิโดยการผสมเทียมเพื่อเพาะฟักในระบบเพาะฟักปะการัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;nbsp;เทคนิคใหม่เก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งในถังไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิเย็นจัดติดลบ196 องศาเซลเซียสเพื่อเก็บรักษาสภาพของเซลล์ซึ่งเก็บได้นาน10- 20 ปีและเมื่อนำกลับมาผสมใหม่ก็ฟื้นคืนชีพ &amp;nbsp;ทำให้สามารถผสมพันธุ์ปะการังได้เพิ่มขึ้นปีละหลายครั้งรวมทั้งป้องกันการสูญพันธุ์ของปะการังปัจจุบันอุณหภูมิของโลกได้สูงขึ้น &amp;nbsp;ทำให้ปะการังหลายชนิดไม่สามารถปล่อยเซลล์สืบพันธุ์และผสมกันตามธรรมชาติได้ปีนี้พบปะการังชนิดหนึ่งไม่ยอมปล่อยไข่และสเปิร์มทั้งที่ถึงเวลาปล่อย &amp;nbsp;เหตุสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม &amp;nbsp; อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นซึ่งการผสมเทียมรวมทั้งการนำเทคนิคการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งมาใช้สามารถแก้ปัญหานี้ได้ &amp;nbsp; ปกติอัตรารอดของปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศตามธรรมชาติมีค่าร้อยละ0.01 หรือต่ำกว่าแต่การเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศด้วยวิธีการผสมเทียมดังกล่าวมีอัตราการปฏิสนธิของปะการังสูงกว่าร้อยละ98 และมีอัตรารอดขณะทำการอนุบาลในระบบเลี้ยงจนมีอายุประมาณ2 ปีที่ร้อยละ40&amp;ndash;50&amp;nbsp;
&amp;quot;กลุ่มวิจัยฯมีแผนจะนำกลับคืนถิ่นสู่ทะเลบริเวณชายฝั่งทะเลเขาหมาจออ.สัตหีบจ.ชลบุรีอนาคตจะนำไข่ของปะการังโต๊ะแบบพุ่มมาแช่เยือกแข็งต่อไป&amp;ldquo; รศ.ดร. สุชนากล่าวและว่าการขยายพันธุ์เพาะปะการังจากสเปิร์มแช่เยือกแข็งมีสหรัฐออสเตรเลียญี่ปุ่นและเยอรมันทำได้ &amp;nbsp;แต่เป็นปะการังแบบกิ่ง ปะการังแบบก้อน รวมถึงกัลปังหา &amp;nbsp;ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ไทยเพาะปะการังโต๊ะแบบพุ่มด้วยสเปิร์มแช่แข็งสำเร็จเป็นประเทศแรก &amp;quot;รศ.ดร.สุชนากล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34358</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิทยาศาสตร์, จุฬาฯ, ปะการัง, ผศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์, แช่แช็งสเปิร์มปะการัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190424/image_big_5cc01d57c3b57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดเจ๋ง! มธ. ผุด“เรือสำรวจขนาดพกพา” พร้อมรับมือน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะวิทยาศาสตร์ มธ.เปิดตัว เรือสำรวจขนาดพกพา นวัตกรรมวัดระดับความลึกคูคลองหนองบึง พร้อมรับมือน้ำท่วม - กักเก็บน้ำยามฝนทิ้งช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30ก.ค.61-คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัว&amp;nbsp;&amp;ldquo;เรือสำรวจขนาดพกพา&amp;rdquo; นวัตกรรมเรือบังคับพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับวัดระดับความลึกท้องน้ำ เพื่อคำนวณความสามารถของแม่น้ำในการรองรับปริมาณน้ำกรณีเกิดอุทกภัย โดยนวัตกรรมดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันใน 3 ส่วนคือ 1. อุปกรณ์ระบบโซนาร์วัดความลึกจากผิวน้ำ พร้อมอุปกรณ์จีพีเอส 2. อุปกรณ์วัดค่าคุณภาพน้ำในระดับพื้นฐาน และ 3. อุปกรณ์ชุดอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ระบบดังกล่าว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากมิติ ทั้งการสำรวจคุณภาพน้ำ การเป็นข้อมูลในการติดตามความตื้นเขินคูคลอง เพื่อเตรียมขุดลอกคูคลองรองรับปริมาณน้ำ รวมถึงสำรวจพื้นที่น้ำท่วม และหาเส้นทางเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมดังกล่าว อยู่ระหว่างการยื่นจดอนุสิทธิบัตร โดยล่าสุด สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์เวทีนานาชาติ ครั้งที่ 46 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สุเพชร จิรขจรกุล รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และพัฒนาองค์กร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geo-Informatics) หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ทีมนักวิจัย ได้คิดค้นและพัฒนา &amp;ldquo;เรือสำรวจขนาดพกพา&amp;rdquo; นวัตกรรมเรือบังคับวิทยุพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับวัดระดับความลึกท้องน้ำ เพื่อคำนวณความสามารถของแม่น้ำหรือคูคลอง ในการรองรับปริมาณน้ำ และสามารถใช้งานกรณีเกิดอุทกภัยและกรณีฝนทิ้งช่วง พร้อมแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real Time) บนสมาร์ทโฟน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยสามารถทำงานได้ต่อเนื่องกว่า 3 ชั่วโมง ในระยะทางควบคุม 500 เมตร มีค่าความผิดพลาดระดับความลึกโดยเฉลี่ย 3 เซนติเมตร ที่ระดับความลึกสูงสุดที่ได้ทดลองใช้งาน 20 เมตร ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าว เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันระหว่าง ระบบอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง (IoT: Internet of Things) และการจัดทำแผนที่ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สุเพชร กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานของนวัตกรรมดังกล่าว ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1. อุปกรณ์ระบบโซนาร์วัดความลึกจากผิวน้ำ พร้อมอุปกรณ์จีพีเอส (GPS) ที่ช่วยระบุตำแหน่งของเรือบังคับ 2. อุปกรณ์วัดค่าคุณภาพน้ำในระดับพื้นฐาน ได้แก่ ค่าอุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) และค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen: DO) และ 3. อุปกรณ์ชุดอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง (IoT) เพื่อบันทึกค่า และส่งข้อมูลไปยัง Cloud Server โดย &amp;ldquo;การวัดระดับความลึกท้องน้ำ&amp;rdquo; ใช้อุปกรณ์ระบบโซนาร์ วัดความลึกจากท้องเรือลงไปถึงพื้นคลองหรือร่องน้ำ และสามารถแสดงผลข้อมูลเรียลไทม์บนสมาร์ทโฟน&amp;nbsp;ทีมวิจัยสามารถประมวผลข้อมูลระยะความลึกที่ได้ มาเทียบกับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (Mean sea level) และจัดทำแผนที่ระดับความตื้น-ลึกของแหล่งน้ำใน ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับแบตเตอรี่ในระหว่างการสำรวจในแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มระยะเวลาการสำรวจได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากมิติ อาทิ การสำรวจคุณภาพน้ำ เพื่อทดสอบคุณภาพของน้ำว่า เหมาะแก่การใช้งานในภาคการเกษตรหรือไม่ การเป็นข้อมูลในการติดตามความตื้น-ลึกคูคลอง เพื่อวางแผนขุดลอกคูคลองรองรับปริมาณน้ำ แม้ในกรณีอุทกภัยสามารถใช้สำรวจพื้นที่น้ำท่วม และหาเส้นทางเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยทีมวิจัยได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพบริเวณแหล่งน้ำในพื้นที่ตัวอย่าง จ.นครสวรรค์ และ จ.ปราจีนบุรี และสระเก็บน้ำในแปลงเกษตรทดลองของ มธ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในกระบวนการสำรวจที่ผ่านมานั้น อาจจะต้องพึ่งพาเครื่องมือขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูง และต้องอาศัยเจ้าหน้าที่วิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินสำรวจ และประมวลผลระดับความลึกท้องน้ำ และต้องใช้แรงงานจำนวนมาก รวมถึงใช้ระยะเวลาสำรวจและประมวลผลนาน ซึ่งนวัตกรรมนี้ จะช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าวได้ และยังสามารถเพิ่มอุปกรณ์เชื่อมต่อเพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านแหล่งน้ำในอนาคต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นวัตกรรม &amp;ldquo;เรือสำรวจขนาดพกพา&amp;rdquo; เป็นผลงานวิจัยร่วมกับ ผศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล, ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ และ อาจารย์ณัฐพล จันทร์แก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. โดยนวัตกรรมดังกล่าว อยู่ระหว่างการยื่นจดอนุสิทธิบัตร โดยล่าสุด ได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์เวทีนานาชาติ ครั้งที่ 46 (46th International Exhibition of Inventions of Geneva) ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (Switzerland) รศ.ดร.สุเพชร กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทย ประสบปัญหาในการเตรียมขุดลอก พื้นที่แม่น้ำ คูคลอง เพื่อรองรับปริมาณน้ำในช่วงหน้าฝนเป็นอย่างมาก ซึ่งสังเกตได้ว่า ในช่วงที่ฝนตกหนักติดต่อกัน ได้ก่อให้เกิดมวลน้ำจำนวนมากเกิดอุทกภัยและไหลเข้าพื้นที่นาข้าว และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ก็ประสบปัญหาในการกักเก็บน้ำฝน ที่ไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรในช่วงหรือช่วงหน้าแล้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ได้เล็งเห็นถึงปัญหาของสังคมในด้านต่างๆ จึงมีนโยบายสนับสนุนและผลักดันงานวิจัยของคณาจารย์ในทุกมิติ ให้เป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่ง ที่สามารถช่วยเหลือและแก้ปัญหาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ยังปลูกฝังหลักคิดในการต่อยอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ และบริหารธุรกิจแก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เพื่อให้บัณฑิตสามารถสร้างสรรค์ธุรกิจที่สร้างรายได้ในอนาคต หรือนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมในแง่มุมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;นักวิทย์คิดประกอบการ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;SCI+BUSINESS&amp;rdquo; อย่างแท้จริง ทั้งนี้สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต โทร. 02-564-4491 ต่อ 2020 &amp;nbsp; เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/ScienceThammasat เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14368</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะวิทยาศาสตร์, งานวิจัย, น้ำท่วม, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เรือสำรวจขนาดพกพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180730/image_big_5b5eb172c6b7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
