<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 11:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 11:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มหิดล&#039;วางเป้าพัฒนา&#039;หุ่นยนต์ทางการแพทย์ &#039;สู่ระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.64-ม.มหิดล เผยุม่งมั่นเป็นผู้นำหุ่นยนต์ทางการแพทย์ จับมือ &amp;quot;ทีเซลล์ &amp;quot;สร้างอาคารปฎิบัติการหุ่นยนต์การแพทย์ชั้นนำ รองรับการเป็นเจ้าภาพแข่งขันRoboCup 2022 เชื่ออนาคตสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ทัดเทียม มหาวิทยาลัยด้านการแพทย์ชั้นนำระดับโลกอย่างจอห์น ฮอปส์กินได้


รศ. &amp;nbsp;ดร.จักรกฤษณ์ &amp;nbsp;ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า &amp;nbsp;กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เข้ากระบวนการการรับรองมาตรฐานการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับโลก ABET (Accreditation Board for Engineering and Technology) จาก The Engineers&amp;#39; Council for Professional Development (ECPD) ประเทศสหรัฐอเมริกา ครบเกือบทุกด้าน &amp;nbsp;เนื่องจากมีผลงานโดดเด่น ด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ขั้นสูง &amp;nbsp;ล่าสุดทางม.มหิดลได้ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ (TCELS) &amp;nbsp;ก่อสร้างอาคารหน่วยปฏิบัติการหุ่นยนต์ทางการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Medical Robotics Center) เพื่อเป็นหน่วยงานทดสอบ ตรวจประเมิน และผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ทางการแพทย์ของไทย ไปสู่อุตสาหกรรมระดับโลก โดยอาคารดังกล่าว ตั้งขึ้นภายในบริเวณ ม.มหิดลศาลายา คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปีพ.ศ.2565 &amp;nbsp; เพื่อพร้อมรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก RoboCup 2022

&amp;quot;การที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ &amp;nbsp;ได้เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน RoboCup 2022 ซึ่งเป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะมีการเปิดตัวหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ประกอบเข้าไปด้วยเป็นครั้งแรกของโลกนั้น จะเป็นเวทีตั้งต้นที่จะมาเสริมกับการที่จะมีหน่วยปฏิบัติการหุ่นยนต์ทางการแพทย์ขั้นสูง &amp;nbsp;ซึ่งต่อยอดมาจากความเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้มาตรฐานสากลของ ของม.มหิดล &amp;nbsp;และงานนี้ถือว่าเป็นการนำร่องให้กับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำแห่งอื่นของไทยพร้อมก้าวสู่ระดับโลกไปด้วยกัน เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค 4.0 ได้อย่างแท้จริงในที่สุด&amp;quot;รศ.ดร.จักรกฤษณ์กล่าว

&amp;nbsp;คณบดีฯ กล่าวอีกว่า สำหรับอาคาร หน่วยปฏิบัติการหุ่นยนต์ทางการแพทย์ขั้นสูง ที่กำลังก่อสร้าง จะมีความสำคัญอย่างมาก เพราะถือว่าจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญ ที่ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งจะไม่ได้ตอบโจทย์แค่ระดับในประเทศเท่านั้น แต่จะขยายผลการพัฒนาหุ่นยนต์ทางการแพทย์ที่เป็น Active Medical Device หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีการเคลื่อนไหวด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ให้มีศักยาภพทัดเทียมหุ่นยนต์ ของมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำของโลกอย่าง &amp;nbsp;Johns Hopskin University ประเทศสหรัฐอเมริกา Imperial College London สหราชอาณาจักร &amp;nbsp;University of Tokyo ประเทศญี่ปุ่น Shanghai Jiao Tong University (SJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน National Chengkung University ประเทศไต้หวัน ฯลฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108649</URL_LINK>
                <HASHTAG>RoboCup 202, คณะวิศวกรรมศาสตร์, ม.มหิดล, รศ.  ดร.จักรกฤษณ์  ศุทธากรณ์, หุ่นยนต์ทางการแพทย์, อาคารหน่วยปฏิบัติการหุ่นยนต์ทางการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Medical Robotics Center)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e28edd05d0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2019 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มจธ.คว้าอันดับ 1 ด้านวิศวกรรมศาสตร์ของไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย โดย  U.S. News &amp; World Report ประจำปี 2020</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ต.ค.62-ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก ประจำปี 2020 โดย &amp;nbsp;U.S. News &amp;amp; World Report &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้านวิศวกรรมศาสตร์ 2 ปีซ้อน ในปี 2019 และ 2020 จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกกว่า 813 สถาบัน มจธ. มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 265 (tie) ในโลก คะแนนรวม 53.4 คะแนน โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย และเป็นอันดับที่ 376 (tie) ในโลก คะแนนรวม 46 คะแนน และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นอันดับที่ 3 ในประเทศไทย เป็นอันดับ 662 (Tie) ในโลก คะแนนรวม 29 คะแนน ทั้งนี้มีมหาวิทยาลัยไทยเพียง 3 แห่ง ที่ติดอันดับสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การจัดอันดับของ U.S. News &amp;amp; World Report &amp;nbsp;ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ได้มีการกำหนดน้ำหนักตัวบ่งชี้ไว้จำนวน 11 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย ชื่อเสียงด้านการวิจัยทั่วโลก (12.5%), ชื่อเสียงด้านการวิจัยระดับภูมิภาค (12.5%), จำนวนบทความวิจัย (17.50 %), Normalized citation impact (7.50%), จำนวนการอ้างอิงทั้งหมด (12.50%), จำนวนบทความวิจัยที่อยู่ในกลุ่ม 10% ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุด (12.50%), ร้อยละของบทความวิจัยที่อยู่ในกลุ่ม 10% ที่ถูกอ้างอิงมากที่สุด (5%) , จำนวนบทความวิจัย 1% ที่ถูกอ้างอิงสูงสุดในแต่กลุ่มสาขา (5%), ร้อยละของบทความวิจัย 1% ที่ถูกอ้างอิงสูงสุด (5%), ความร่วมมือระหว่างประเทศ (5%), ร้อยละของบทความวิจัยที่มีความร่วมมือกับต่างประเทศ (5%)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า มจธ. มีภารกิจหลักในการส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ด้วยการจัดหลักสูตรที่มีคุณภาพ เน้นการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มุ่งสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะ บัณฑิตที่จบจาก มจธ. ต้องคิดเป็นทำได้ มีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ปรับตัวได้เร็วและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้ &amp;nbsp;มีแนวคิดของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อตอบโจทย์สังคม ซึ่งหากนักศึกษามีทักษะเหล่านี้จะพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศ&amp;nbsp;
รายละเอียดของการจัดอันดับสามารถดูได้ที่ https://www.usnews.com/education/best-global-universities/thailand/engineering&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48859</URL_LINK>
                <HASHTAG>U.S. News &amp; World Report, คณะวิศวกรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db2bc54e839f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2018 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2018 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯผลิต&quot;ข้อสะโพกเพื่อคนไทย&quot; เหมาะกับสรีระของคนไทย ขึ้นแท่นรับรอง ISOครบวงจรเป็นแห่งแรกของประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุฬาฯคว้าใบรับรองมาตรฐานตามระบบบริหาร กระบวนการผลิตเครื่องมือแพทย์ EN ISO13485:2016 สำหรับข้อสะโพกเทียม ซึ่งเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด (Class III)&amp;nbsp;
เป็นแห่งแรกของประเทศไทยแบบครบวงจร&amp;nbsp; โดยเป็นข้อสะโพกเทียมที่เหมาะกับสรีระคนไทย เดินหน้าขอการรับรองผลิตภัณฑ์ในระดับสากล CE Mark หรือ USFDA ต่อ&amp;nbsp; พร้อมพัฒนาสู่ตลาด &amp;nbsp;ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบดีว่า&amp;nbsp;ข้อสะโพกเทียมเป็นสิ่งปลูกฝัง (Orthopedic Implant) ที่มีราคาสูงมากและไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยกระดูกคอสะโพกหักซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดซ่อมแซมข้อสะโพกเทียมประมาณ 5,000-10,000 ราย รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาอีกเป็นจำนวนมาก คิดเป็นงบประมาณปีละหลายร้อยล้านบาท ประกอบกับข้อสะโพกเทียมที่นำเข้ามานั้นถูกผลิตขึ้นให้เหมาะกับกายวิภาคของชาวต่างชาติ ทำให้ไม่เหมาะกับขนาดและรูปร่างกายวิภาคของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อเป็นการช่วยผู้ป่วยชาวไทยให้เข้าถึงการรักษาด้วยค่าใช้จ่ายที่ลดลง อีกทั้งเป็นการช่วยลดการนำเข้าของประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมมือกันศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตข้อสะโพกเทียม ซึ่งเป็นอุปกรณ์การแพทย์ทางด้านศัลยกรรมกระดูก (Orthopedics)&amp;nbsp;จนประสบผลสำเร็จ และได้รับใบรับรองมาตรฐานตามระบบบริหารคุณภาพ กระบวนการผลิตเครื่องมือแพทย์&amp;nbsp;EN ISO13485:2016 สำหรับข้อสะโพกเทียม ซึ่งเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงสุด (Class III) เป็นแห่งแรกของประเทศไทยแบบครบวงจร ทั้งในแง่ของการออกแบบและพัฒนา การผลิต และการจัดจำหน่าย จากบริษัท T&amp;Uuml;V S&amp;Uuml;D Germany&amp;rdquo; ศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช ตั้งพรประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล&amp;nbsp;คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการทีมวิจัย เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ร่วมกันออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ข้อสะโพกเทียม CU Hip Prosthesis ชนิดใช้ร่วมกับซีเมนต์กระดูกโดยใช้ข้อมูลจากกายวิภาคของคนไทย เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่มีขนาดและรูปร่างเหมาะสมกับการใช้ในผู้ป่วยไทย และสามารถผลิตต้นแบบจนได้รับการรับรองในระดับสากล โดยได้ใช้โรงงานนำร่อง ณ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถานที่สำหรับการออกแบบและกระบวนการผลิต (Chulalongkorn University Pilot Plant for Prosthetics &amp;amp; Orthopedic Implants: CUPPO) โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการส่งเสริมการทำงานวิจัยเชิงลึกในสาขาวิชาที่มีศักยภาพสูง&amp;nbsp;ซึ่งเป็นความร่วมมือในระดับคลัสเตอร์ระหว่างคลัสเตอร์สุขภาพและคลัสเตอร์วัสดุขั้นสูง ที่มีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นวัตกรรมการผลิตข้อสะโพกเทียมนี้ได้รับการทดสอบความแข็งแรง Mechanical test (ISO 7206) ที่ประเทศเยอรมนี และผ่านการทดสอบ Bio-compatibility test (ISO 10993) ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. 2559-2560 มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำการทดสอบทางคลินิกตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 14155 สำหรับข้อสะโพกเทียมชนิด Unipolar Modular Hip Prosthesis ซึ่งทีมวิจัยมีกำหนดที่จะผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วยจำนวน 10 ราย ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นจะทำการยื่นขอการรับรองผลิตภัณฑ์ในระดับสากล CE Mark หรือ USFDA โดยทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลิตเป็นสินค้าจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพระดับสากลภายหลังจากได้รับการรับรอง&amp;nbsp;CE Mark หรือ USFDA ต่อไป&amp;rdquo; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ไพรัช กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8841</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อสะโพกเทียม, คณะวิศวกรรมศาสตร์, จุฬาฯ, เครื่องมือแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180509/image_big_5af2bdbe4f048.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
