<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขยายผลสุนัขดมกลิ่นตรวจหาเชื้อโควิด จุฬาฯทำ“รถดมไว” ออกคัดกรองคนใน กทม. เร็วๆนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 มิ.ย.64 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัทเชฟรอนประเทศไทย สํารวจและผลิต จํากัด และบริษัทพีคิวเอ แอสโซซิเอส จํากัด แถลงข่าวขยายผลงานวิจัย การใช้สุนัขดมกลิ่นตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ จัดสร้าง &amp;ldquo;รถดมไว (DOM VVI)&amp;rdquo; เพื่อนําสุนัขลาบราดอร์ 6 ตัว ดมกลิ่นคัดกรอง COVID-19 ออกปฏิบัติงานภาคสนามในพื้นที่กรุงเทพฯ คาดว่าใน 1 วันจะสามารถตรวจคัดกรองเชื้อโควิดได้ 600-1,000 ตัวอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตร วิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ออกแบบรถดมไว เผยว่า รถดมไว(DOM VVI) ถูกออกแบบให้มีห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ อุปกรณ์การดม และอุปกรณ์ฆ่าเชื้อต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติงานร่วมกับกรมควบคุมโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นที่ใช้สอยประมาณ 16.8 ตารางเมตร (7 เมตร x 2.4 เมตร) ภายในแบ่งเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ​1. ห้องเอนกประสงค์ เป็นห้องสำหรับวางตู้ล็อคเกอร์เก็บสัมภาระผู้ปฎิบัติงานบนรถ และอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดรถ ​2. ห้องพักสุนัข สำหรับให้สุนัขพักในช่วงเวลาที่ไม่ได้ปฏิบัติงาน ​โดยสุนัข 1 ตัวจะปฏิบัติงาน 1 ชั่วโมง ซึ่งคาดว่าใน 1 วันจะสามารถตรวจคัดกรองได้ 600-1,000 ตัวอย่าง โดยใช้อุปกรณ์ใส่กลิ่นเหงื่อผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อสุนัขได้กลิ่นจะนั่งลง &amp;nbsp; 3. ห้องเตรียมตัวอย่าง เป็นห้องสำหรับรับตัวอย่างที่เก็บจากภายนอกตัวรถ เข้ามาเตรียมเปลี่ยนถ่ายภาชนะ ​4. ห้องปฏิบัติงาน เป็นพื้นที่สำหรับให้สุนัขดมกลิ่นตรวจหาเชื้อโควิด-19 จากตัวอย่างที่วางบนแท่นวางตัวอย่างจำนวนรอบละ 12 แท่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จุดเด่นของรถคันนี้ คือนำห้องปฏิบัติการของสุนัขดมกลิ่นขึ้นมาอยู่ภายใน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ที่มีจำกัด ภายในรถได้ถูกออกแบบเพื่อการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและลงตัว มีเครื่องปรับอากาศให้ความเย็นแก่สุนัข นอกจากนี้ยังได้คำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และสุนัขผู้ปฏิบัติงานบนรถ โดยได้สร้างระบบความดันลบในห้องเตรียมตัวอย่าง ระบบฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV ในช่องรับส่งตัวอย่าง ห้องเตรียมตัวอย่างและห้องปฏิบัติงาน พร้อมทั้งระบบความปลอดภัยอื่น ๆ อาทิ ตู้ยาปฐมพยาบาล ถังดับเพลิง ไฟขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และไฟแจ้งเตือนขณะปฏิบัติงานบนรถ นับเป็นรถปฏิบัติงานชีวนิรภัยเคลื่อนที่ของสุนัขดมกลิ่นคันแรกของไทย&amp;rdquo; ผู้ออกแบบรถดมไว กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านการวิจัย ศ.สพ.ญ. ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะสัตวแพทยศาสตร์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากความสำเร็จในการทำโครงการวิจัย การใช้สุนัขดมกลิ่นตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ ที่ได้มีการนำไปใช้ปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดสงขลามากว่า 7 เดือน โดยให้บริการตรวจคัดกรองแก่พนักงานบริษัทเชฟรอน ฯ และสํานักงาน ป้องกันและควบคุมโรคที่ 12 จังหวัดสงขลาแล้วจํานวนกว่า 500 ราย ทำให้เห็นว่าการใช้สุนัขดมกลิ่นสามารถทำได้ไว ไม่เจ็บ และตรวจได้จำนวนมาก จึงได้ขยายผลของการวิจัยมาใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ เบื้องต้นได้ให้สุนัขทดลองตรวจ ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แก่บุคลากรจุฬาฯ และผู้ป่วยติดเตียง ที่ได้ความร่วมมือกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์(พม.) โดยอาสา พม. เป็นผู้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง เหงื่อมาส่งตรวจแล้วจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1,500 ราย ซึ่งมีผลความแม่นยำถึง 96% เทียบเท่ากับการทำคัดกรอง RT-PCR เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีการใช้สุนัขดมกลิ่นคัดกรองโควิด-19 อาทิ ฟินแลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ก็มีผลใกล้เคียงกัน เพราะปัจจัยที่มีความแม่นยำก็ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของสุนัขอยู่ที่ว่าเราจะดึงศักยภาพมาใช้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พญ.ปัทมา ต.วรพานิช คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า การคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีความแตกต่างจากพื้นที่จังหวัดสงขลา เพราะด้วยจำนวนที่คัดกรองคนที่เพิ่มขึ้น จึงจะเป็นลักษณะการคัดกรองแบบสกรีนในพื้นที่ที่น่าจะมีการระบาด โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาทีและทราบผลทันที ผ่านการใช้รถดมไว เพื่อให้เข้าถึงในพื้นที่ชุมชน หรือโรงงาน และรายงานผลให้กับกรมควบคุมโรค เพื่อลงพื้นที่ตรวจแบบ PCR ได้ไวขึ้น &amp;nbsp;ตัวอย่างในพื้นที่ที่เสี่ยงการระบาด ในชุมชนหรือในโรงงานซึ่งรถดมไวสามารถเคลื่อนที่ไปได้เร็ว หากตรวจพบว่ามีคนติดเชื้อโควิด-19 ประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์ หรือเจอติดเชื้อ 30 คนใน100 คน แสดงว่าเป็นพื้นที่คลัสเตอร์ ก็จะต้องมีการควบคุมพื้นที่และคัดกรองได้รวดเร็ว สำหรับการดมเชื้อโควิด-19 ที่มีสายพันธุ์อื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องก็จะต้องมีการป้อนข้อมูลให้กับสุนัขและฝึกเพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อํานวยการสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค กล่าวว่ารถดมไว มีจุดประสงค์ในการใช้ตรวจเชิงรุกในพื้นที่ชุมชน หรือพื้นที่ที่มีการเสี่ยงติดเชื้อจำนวนมาก อย่างในพื้นที่บางกะปิ และลาดพร้าว แต่เพื่อให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น ขณะนี้ ทางกรมควบคุมโรคจึงมีการเก็บตัวอย่างมาทดลองให้สุนัขดมกลิ่น ใสเปรียบเทียบกับการตรวจแบบ &amp;nbsp;RT- PCR และอยู่ในระหว่างการประเมินผลว่าสุนัขดมกลิ่นมีความแม่นยำมากน้อยแค่ไหน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทั้งนี้แม้ว่าสุนัขดมกลิ่นจะเหมาะกับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่ำ &amp;nbsp;แต่ในพื้นที่หนึ่ง มีทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำอยู่รวมกัน ดังนั้นเราจะคัดคนที่มีความเสี่ยงต่ำมาตรวจด้วยสุนัข ทำแต่การคัดกรองได้ไวขึ้น และสามารถให้คนที่มีความเสี่ยงสูงตรวจRT - PCR ได้รวดเร็ว คาดว่าจะนำรถเข้าตรวจเชิงรุกในพื้นที่ กทม.เร็วๆนี้ &amp;quot;นพ.วิชาญ กล่าว.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106701</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, กรมควบคุมโรค, คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ, บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด, สุนัชดมกลิ่นตรวจหาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb03566c228.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯร่วมมือเชฟรอน ฝึกสุนัขK9  ดมกลิ่นหาผู้ติดเชื้อโควิด ไม่แสดงอาการ  แม่นยำ80-100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 มี.ค.64- &amp;nbsp;ณ ศูนย์ฝึกสุนัข ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด โชว์การฝึกใช้สุนัขดมกลิ่นในการตรวจหาผู้ป่วยโควิด-19 ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ โครงการวิจัยสุนัขดมกลิ่นเพื่อตรวจหาผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;(K9 Dogs Sniff COVID-19) พันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) จำนวน 6 ตัว &amp;nbsp;เพื่อพัฒนาทักษะของสุนัขดมกลิ่นให้สามารถตรวจสอบและจำแนกผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp; ทั้งที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการออกจากกลุ่มคนปกติ &amp;nbsp;และสร้างต้นแบบการฝึกสุนัขดมกลิ่นเพื่องานทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัยสุนัขดมกลิ่นเพื่อตรวจหาผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;(K9 Dogs Sniff COVID-19) ให้ข้อมูลว่า ในทางการแพทย์ ได้มีการใช้สุนัขดมกลิ่นเพื่อตรวจหาโรคมาแล้วหลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคมาลาเรีย โรคลมหลับ โรคไมเกรน อาการชัก รวมถึงโรคอื่นๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสอยู่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการใช้สุนัขดมกลิ่นในการตรวจหาผู้ป่วยโควิด-19 นั้นมีการใช้จริงภายในสนามบินต่างประเทศมาแล้วหลายแห่ง อาทิ ฟินแลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่าการใช้สุนัขดมกลิ่นจำแนกผู้ป่วยโควิด-19 มีความแม่นยำสูงถึง 80-100% นั่นเป็นเพราะว่าสุนัขนั้นมีเซลล์ประสาทรับรู้กลิ่นมากกว่า 300 ล้านเซลล์ มากกว่ามนุษย์ถึง 50 เท่า จึงสามารถบ่งบอกชนิดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (volatile organic compounds, VOCs) ที่เกิดจากการเผาผลาญเซลล์ที่ผิดปกติของผู้ป่วยได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าโครงการฯ กล่าวต่อว่า ดังนั้นจุดประสงค์ของโครงการนี้ คือการฝึกสุนัขดมกลิ่นผู้ป่วยโควิด-19 แบบไม่แสดงอาการ ที่แตกต่างจากการใช้เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย เพราะเมื่อผู้ป่วยโควิด-19 ไม่มีไข้ ก็จะสามารถเดินผ่านไปได้ แต่สำหรับสุนัขจะสำรวจดมกลิ่นเหงื่อได้ดี เพราะผู้ป่วยโควิด-19 ในเหงื่อจะมีสารที่แตกต่างจากคนปกติ จึงลดโอกาสการเล็ดรอดของผู้ป่วยโควิด 9 ที่ไม่มีไข้ จากการดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 และมีการเก็บตัวอย่างเหงื่อในเดือนพฤศจิกายน แบ่งเป็น การดมเหงื่อผู้ป่วยติดเชื้อโควิดแล้ว 30 &amp;nbsp;คน และเหงื่อของคนปกติไม่ติดเชื้อ &amp;nbsp;24 คน &amp;nbsp;แต่ระยะแรกจะให้สุนัขจำกลิ่นเหงื่อใต้รักแร้ที่ดูดซับโดยแท่งสำลี และกลิ่นเหงื่อจากถุงเท้าของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 และคนปกติที่ได้รับการยืนยันผลตรวจโดย RT-PCR แล้ว ซึ่งจะมีทีมแพทย์และสัตวแพทย์ดูแลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ถึงแม้ว่าในเหงื่อจะไม่มีเชื้อไวรัส ทางคณะผู้วิจัยก็ได้ทำการฆ่าเชื้อที่อาจปนเปื้อนมาในเหงื่อด้วยวิธีตามเกณฑ์มาตรฐานสากล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากผลทดสอบจากสุนัข 6 ตัว ในการค้นหาตัวอย่างผลบวก โดยความไว(ค่าวัดผลที่ดมผลบวกถูกต้อง) &amp;nbsp;96-98% ความจำเพาะ(ค่าวัดผลที่ดมผลลบถูกต้อง) &amp;nbsp;82.2% ความแม่นยำ 94.8% หมายความว่าโอกาสผิดพลาดมีเพียง 5.2% เมื่อเทียบกับความไวของชุดตรวจที่ผ่านมาตรฐานโดยคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) &amp;nbsp;คือ ความไวของแอนติบอดี้ 85% และแอนติเจน 90% &amp;nbsp;ในส่วนของความจำเพาะของทั้งสองชนิดอยู่ที่ประมาณ 98% และเมื่อเทียบกับสุนัขที่ประเทศเยอรมันนี ความไวอยู่ที่ 82.6% ความจำเพาะ 96.4% และมีความแม่นยำใกล้เคียงของไทยอยู่ที่ 94%&amp;rdquo; หัวหน้าโครงการ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
หัวหน้าโครงการฯ กล่าวย้ำอีกว่า การนำสุนัขมาฝึกในการดมกลิ่นก็ได้ผ่านคณะกรรมการกำกับดูแลการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ ในการรับรองว่าสุนัขจะไม่ติดเชื้อโควิด-19 และไม่มีผลทางด้านลบต่อสวัสดิภาพของสุนัข โดยจะได้รับการฝึกเพื่องานในโครงการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริง แต่หากจะขยายในพื้นที่ใหญ่ขึ้นอาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ปัทมา ต.วรพาณิช คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่า ในกรณีการนำไปใช้ในพื้นที่สนามบินที่มีผู้คนจำนวนมาก แล้วจะให้สุนัขไปดมคนเดินผ่านโดยตรงนั้น ความสำเร็จอาจจะน้อย เพราะมีปัจจัยกวนของกลิ่นเหงื่อและกลิ่นอื่นๆ จึงต้องมีการแบ่งเป็น &amp;nbsp;2 กลุ่ม คือ กลุ่มเสี่ยงสูง ควรใช้การตรวจ RT-PCR ในกลุ่มนี้จะไม่นำสุนัขไปดม ในส่วนอีกกลุ่มที่อาจจะมีความเสี่ยง ซึ่งจะต้องใช้การคัดกรองอุณหภูมิด้วย ก็อาจจะนำสุนัขไปช่วยเสริมการคัดกรอง เพราะสุนัขจะได้รับกลิ่นของผู้ป่วย ที่ไม่แสดงอาการ และจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บตัวอย่างเหงื่อ ด้วยการให้ผู้ที่คัดกรองเช็ดเหงื่อเอง เพื่อคัดกรองได้อย่างแม่นยำมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พญ.ปัทมา ต.วรพาณิช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิ่งกาน แก้วฝั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวกิ่งกาน แก้วฝั้น&amp;nbsp;ผู้จัดการโครงการ บริษัท พี คิว เอ แอสโซซิเอท จำกัด กล่าวว่า สำหรับการฝึกสุนัขดมกลิ่นผู้ป่วยโควิด-19 เป็นพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador Retriever) เพราะหน้าตาเป็นมิตร เข้ากับคนง่าย อีกทั้งยังเป็นสุนัขหน้ายาว ที่มีประสาทสัมผัสที่ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ เฉลี่ยอายุประมาณ 7 เดือน ที่มีความพร้อมทั้งสุขภาพ และร่างกาย ที่ยังไม่ผ่านการฝึกใดๆ ซึ่งในการฝึกครั้งแรกจะใช้โดยทางครูฝึกจากตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 จะเป็นผู้ช่วยฝึกอบรมการบังคับสุนัข โดยใช้ระยะเวลาจนถึงปัจจุบันรวม 6 เดือน แบ่งการฝึกตามโมเดลเดียวกับการฝึกดมหาสารเสพติดและคำสั่งทั่วไป สำหรับการฝึกดมผู้ป่วยติดเชื้อโควิด &amp;nbsp;ทำใน 3 เดือนหลังจะมีการได้ใช้เทคนิค การสลับตัวอย่างกลิ่นเหงื่อ และเทคนิคความแม่นยำ โดยใช้อุปกรณ์วงเวียนทดสอบ 6 ขาใส่กลิ่นเหงื่อในกระป๋องและหมุน โดยภายในนั้นจะบรรจุเหงื่อของทั้งผู้ป่วยโควิด-19 และคนปกติ เมื่อสุนัขได้กลิ่นผู้ติดเชื้อโควิด จะนั่งลงทันที &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนการทำงานจากการประเมินของสุนัขแต่ละตัวจะใช้เวลาตัวละประมาณ 3 นาที ไม่เกิน 5 นาที &amp;nbsp; ซึ่งใช้หลักการเดียวกับการดมหาสารเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ กริธพิพรรธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ในการสนับสนุนการวิจัยเพื่อเป็นชุดความรู้ ที่อาจจะได้นำไปใช้จริงในการตรวจคัดกรองผู้เดินทางในพื้นที่สาธารณะและในสนามบิน เพื่อใช้ร่วมกับการตรวจวัดอุณหภูมิ ให้มีความแม่นยำการคัดกรองสูงขึ้น ทั้งนี้จะมีการนำสุนัขไปทดสอบใช้ดมกลิ่นเพื่อคัดกรองพนักงานของเชฟรอนที่จะเดินทางไปปฎิบัติงานนอกชายฝั่ง ณ จุดคัดกรองที่จังหวัดสงขลาต่อไป และ มุ่งหวังว่าจะได้นำผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ ให้เกิดประโยชน์แก่วงวิชาการทั่วโลก สร้างต้นแบบการฝึกสุนัขดมกลิ่นเพื่อใช้งานทางการแพทย์ชุดแรกในประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่น ในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ณ จุดคัดกรองโรคในพื้นที่สาธารณะ อันจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ RT-PCR ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศไทย รวมถึงนำไปใช้งานตรวจวิเคราะห์โรคต่าง ๆ ในมนุษย์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94894</URL_LINK>
                <HASHTAG>K9, คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ, สุนัขดมกลิ่น, เชฟรอน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f49a4772f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
