<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 20:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2021 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำมันมะกอก..ทางเลือกเพื่อสุขภาพทุกวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในช่วงเวลาที่คนไทยยังคงต้องดูแลเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยท่ามกลางการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 อยู่นี้ ผู้คนยังให้ความสำคัญกับการหันมาพัฒนาสุขภาพและการกระตุ้นภูมิคุ้มกันกันมากขึ้นด้วย ซึ่งนอกเหนือจากการรักษาระยะห่างทางสังคมและล้างมือบ่อยๆ แล้ว เรื่องของโภชนาการและการเลือกส่วนประกอบอาหารให้เหมาะสมก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนทุกวัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ American Heart Association&amp;nbsp; ได้เผยให้เห็นว่า น้ำมันมะกอกถือเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหารที่มีประโยชน์ โดยผู้ที่รับประทานน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้น มีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะไขมันในเส้นเลือดสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ รายงานจากโครงการ &amp;ldquo;อาหารไทย หัวใจดี&amp;rdquo; มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะกอกนั้นจัดเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ อีกด้วย เพราะว่าสามารถช่วยในการลดความเสี่ยงต่อโรคที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากน้ำมันมะกอกมีโพลีฟีนอลอยู่สูง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวซึ่งสามารถช่วยลดความดันและความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี วิตามินเค และโอเมก้าด้วย ดังนั้นจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สูงอายุจะต้องได้รับประโยชน์จากอาหารให้ได้มากที่สุดในช่วงภาวะโรคระบาดแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากน้ำมันมะกอก เพราะว่า พญ. พรนิภา ศรีประเสริฐ กุมารแพทย์เจ้าของเพจ &amp;ldquo;เรื่องเด็กๆ by หมอแอม&amp;rdquo; ได้เผยว่าน้ำมันมะกอกนั้นยังเปี่ยมไปด้วยประโยชน์ต่อทารกที่มีอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;น้ำมันมะกอกสูตรเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น มีส่วนประกอบของโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ในปริมาณใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ รวมทั้งมีกรดลิโนเลอิกในปริมาณใกล้เคียงกัน ซึ่งช่วยในเรื่องของการสร้างระบบประสาทและพัฒนาการทางสมองของเด็กได้เป็นอย่างดี โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหารให้แก่ลูกๆ ได้ตั้งแต่เมื่อพวกเขาเริ่มรับประทานอาหารแข็ง หรือเริ่มเคี้ยวได้&amp;rdquo; พญ. พรนิภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ พญ. พรนิภา ยังได้แบ่งปันประโยชน์ดีๆ จากน้ำมันมะกอกที่มีต่อลูกน้อยดังนี้ 1.บรรเทาอาการท้องผูก ลูกน้อยโตขึ้นทุกวัน และร่างกายก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาการท้องผูกอาจจะเป็นปัญหาที่หลายบ้านต้องเจอ แต่สามารถแก้ได้ไม่ยาก โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถนำน้ำมันมะกอกมาประกอบอาหารเพื่อช่วยระบบขับถ่าย หรืออีกหนึ่งวิธี คือการนำน้ำมันมะกอกอุ่นๆ มาลูบเบาๆ ไปตามเข็มนาฬิกาบริเวณหน้าท้องของลูกก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.บรรเทาอาการไอ น้ำมันมะกอกมีส่วนประกอบทางธรรมชาติที่สามารถช่วยบรรเทาอาการไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถบรรเทาอาการไอของลูกน้อยและทำให้เขาหลับง่ายขึ้นได้ โดยการผสมน้ำมันมะกอกเพียง 3-4 ช้อนชา กับน้ำมันธรรมชาติอื่นๆ เช่น น้ำมันเปปเปอร์มิ้นท์ หรือน้ำมันยูคาลิปตัส แล้วนำมาลูบบริเวณหน้าอกและหลังของลูกน้อยก่อนนอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ย่อมอยากที่จะให้ลูกน้อยมีผิวที่ชุ่มชื่นผ่านการดูดซึมสารที่มีประโยชน์ เพื่อจะได้รู้สึกสบายอยู่ตลอดเวลา แต่ทุกวันนี้ลูกน้อยในหลายๆ บ้านอยู่ในห้องแอร์หรือโดนพัดลมเป่าอยู่เป็นประจำ ซึ่งทำให้ผิวแห้งและแพ้ง่าย น้ำมันมะกอกนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินต่างๆ ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื่นตามธรรมชาติที่เหมาะกับทุกวัย รวมถึงทารกที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนด้วย พญ. พรนิภา แนะนำให้ทาน้ำมันมะกอกสูตรเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นเล็กน้อยลงบนผิว เพื่อลดอาการแห้งกร้าน และช่วยให้เด็กๆ ผ่อนคลาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110888</URL_LINK>
                <HASHTAG>American Heart Association, กระตุ้นภูมิคุ้มกัน, คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ, น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะกอกสูตรเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น, ประโยชน์ต่อทารก, มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา, ส่วนประกอบอาหาร, อาหารไทย หัวใจดี, เกิดโรคหัวใจ, เรื่องเด็กๆ by หมอแอม, เสี่ยงน้อย, โภชนาการ, โรคความดันโลหิตสูง, โอเมก้า 3, โอเมก้า 6</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fac81519317.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2019 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักศึกษา ม.มหิดล คิดค้น น้ำปลาผสมสูตรลดโซเดียมจากน้ำผักสะทอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ต.ค.62- &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาจารย์ ดร.สมโชค กิตติสกุลนาม อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารเพื่อสุขภาพ&amp;nbsp;คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ &amp;ldquo;น้ำปลาผสมสูตรลดโซเดียม จากน้ำปลาและน้ำผักสะทอน&amp;rdquo; เป็นผลงานของนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเอกโภชนวิทยาและการกำหนดอาหาร ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ นางสาวสิรินยา ทองนุ่ม นางสาวจิตอนงค์ ผ่องแก้ว นางสาวนรินทร เลิศศรีนภาพร และนางสาวธมนวรรณ อั๋นประเสริฐ โดยมีอาจารย์ ดร.สมโชค กิตติสกุลนาม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา การริเริ่มทำงานวิจัยชิ้นนี้เป็นรายวิชาภาคนิพนธ์ ซึ่งเป็นวิชาที่จะให้กลุ่มนักศึกษาทำงานวิจัยในหัวข้อที่ตนสนใจ นักศึกษากลุ่มนี้เข้ามาขอให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา และมีแนวคิดอยากทำงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องปรุงรสที่มีรสเค็มและมีปริมาณโซเดียมลดลง จึงระดมความคิดว่าจะทำงานวิจัยในเชิงใดที่จะเกิดประโยชน์และบรรลุวัตถุประสงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงเริ่มต้น นักศึกษาพยายามเสนอวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติหลายชนิดที่ให้รสเค็ม จนได้วัตถุดิบที่มีความเหมาะสมที่สุด คือ ใบสะทอน ใบสะทอนหรือผักสะทอน (Millettia leucantha Kurz) เป็นไม้ยืนต้นพบได้ในบริเวณภาคอีสาน พืชชนิดนี้เป็นพืชทนเค็ม โตได้ในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินเค็ม จากปัญหาดินเค็มทำให้บริเวณภาคอีสานมีปริมาณแร่ธาตุสูง โดยที่มีโซเดียมในปริมาณต่ำ ดังนั้น พืชที่เจริญเติบโตในบริเวณนี้จึงมีการดูดซึมแร่ธาตุจากดินเค็มไปเก็บสะสมในส่วนต่างๆ ของต้น และด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้านในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้มีการนำใบสะทอนอ่อนมาผ่านกระบวนการหมักโดยใช้จุลินทรีย์ทางธรรมชาติ เพื่อผลิตเป็นเครื่องปรุงรสที่เรียกว่า &amp;ldquo;น้ำผักสะทอน&amp;rdquo; เครื่องปรุงรสเค็มที่สามารถใช้ทดแทนน้ำปลาหรือน้ำปลาร้าในการปรุงอาหารได้ น้ำผักสะทอนนอกจากจะให้รสเค็มและมีปริมาณโซเดียมต่ำ ยังมีปริมาณโปรตีนที่มากกว่าน้ำปลาปกติถึง 3 เท่า จึงทำให้เกิดรสอูมามิ (Umami) หรือรสอร่อยในอาหารได้ งานวิจัยนี้จึงได้ทำการผสมน้ำปลาแท้กับน้ำผักสะทอน&amp;nbsp;ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน เพื่อหาจุดที่ผู้บริโภคสามารถรับประทานได้โดยไม่รับรู้รสของน้ำผักสะทอน ซึ่งมีกลิ่นค่อนข้างแรง คล้ายน้ำปลาร้า ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่รับประทานปลาร้า อาจไม่พึงพอใจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยนี้ใช้เวลาศึกษาประมาณ 3-4 เดือน ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์น้ำปลาผสมน้ำผักสะทอนที่มีปริมาณโซเดียมลดต่ำลงกว่าน้ำปลาปกติ 25% และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในด้านความเค็มและความสามารถในการชูรส งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเกษตรกรแม่คำพัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยให้ความอนุเคราะห์ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับน้ำผักสะทอนและตัววัตถุดิบน้ำผักสะทอนสำหรับใช้ในการทดลอง จากงานวิจัยชิ้นนี้ ถึงแม้น้ำปลาผสมน้ำผักสะทอนจะยังไม่ได้ขึ้นเลขทะเบียน อย. แต่จากข้อมูลการศึกษาคุณสมบัติในด้านต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้สามารถต่อยอดจนเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภายหลังงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันงานวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติ ในงาน Novel Research and Innovation Competition (NRIC) 2019 ณ Universiti Sains Malaysia รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย การแข่งขัน NRIC เป็นการแข่งขันผลงานวิจัยและนวัตกรรมระดับนักศึกษาปริญญาตรี ซึ่งมีตัวแทนจากหลากมหาวิทยาลัยจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมการแข่งขัน ทั้งหมด 58 ผลงานวิจัย โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการแข่งขันในปี 2562 นี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;การคิดค้นน้ำปลาผสมสูตรลดโซเดียม 25% จากน้ำปลาและน้ำผักสะทอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างภาวะโภชนาการที่ดีให้กับผู้บริโภค เนื่องจากรายงานก่อนหน้าพบว่า คนไทยส่วนใหญ่มีการบริโภคโซเดียมต่อวันมากกว่าตามเกณฑ์ที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึง 2 เท่า หรือประมาณ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งการบริโภคโซเดียมในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases; NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง เป็นต้น ดังนั้น หนึ่งในวิธีป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวที่มีประสิทธิภาพ คือ การสนับสนุนให้คนไทยหันมาเลือกรับประทานอาหารให้ถูกตามหลักโภชนาการและเลือกใช้เครื่องปรุงรสทางเลือกสุขภาพที่มีปริมาณโซเดียมต่ำลง ก็จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มโรค NCDs ที่เป็นผลพวงมาจากการบริโภคโซเดียมเกินพอดีได้ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable development goals) ของประเทศ ในเรื่อง การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good health and well-being) ของประชากรภายในประเทศที่จะนำไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49194</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, น้ำปลาลดโซเดียม จากผักสะท้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191030/image_big_5db9549b1cf75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>13ประชาคมวิชาการ&quot;ทนไม่ไหว!&quot; จัดอภิปรายปอกเปลือก&quot;พาราควอต&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13 สถาบันวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัย เครือข่ายทางวิชาการจำนวนมาก และสหพันธ์นิสิตนักศึกษา ประกอบด้วยเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทยมหาวิทยาลัยนเรศวร , คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม,ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.),ศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.),เครือข่ายพัฒนาศักยภาพผู้นำการสร้างสุขภาวะ (คศน.),ศูนย์ประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย,แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ(FHP),สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.),สภาเภสัชกรรมและ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ร่วมกันจัดเวทีวิชาการเพื่อให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน และประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ข้อเท็จจริงทางวิชาการในการควบคุมสารเคมีอันตราย : พาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos)&amp;rdquo; ในวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2561 เวลา 9.30 - 12.00 น. ณ ห้องประชุมนานาชาติ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อภิปรายข้อมูลเชิงวิชาการโดยผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา &amp;nbsp;, การเกิดพิษเฉียบพลันสูงในสิ่งมีชีวิต โดย รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์,ในแง่มุมผลกระทบต่อสุขภาพ โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย , ศ.ดร.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและ รศ.ดร.จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเกษตร โดยรศ.ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ผู้อำนวยการสถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร และผศ.ดร.นพดล กิตนะ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอดจนเปิดให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปได้ร่วมอภิปรายซักถาม &amp;nbsp;และสรุปปิดการประชุม โดย ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมติดตามการแถลงผ่าน FB เพจ Healthstation สช.ออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงาน การเคลื่อนไหวของ 13องค์กรวิชาการ น่าจะเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีที่มีการประชุมพิจารณาการต่อหรือไม่ต่ออายุพาราควอต เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายแต่งตั้งขึ้น &amp;nbsp; ให้มีอำนาจตัดสินว่าจะต่อทะเบียนพาราควอต หรือยกเลิกการใช้นั้น &amp;nbsp;ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกว่า จะมีการยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต โดยกลุ่มเอ็นจีโอ ตั้งข้อสังเกตุว่า ความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ จะแตกเป็น 2 เสียง คือเสียงส่วนใหญ่ให้มีการใช้ต่อไป แต่ต้องมีการจำกัดการใช้ และบางส่วนให้มีการยุติการใช้ ตามมติของคณะกรรมการจาก 3 กระทรวง ที่นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งขึ้นซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีข้อสรุปส่งมายังคณะอนุฯ จึงมีความกังวลว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะตัดสินตามเสียงส่วนใหญ่ จึงได้มีการล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อเป็นแคมเปญต่อเนื่องเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนต่อไปยัง นายกรัฐมนตรี แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะมีการยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างพาราควอตแต่อย่างใด.
&amp;nbsp;---------
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9243</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, พาราควอต, ศูนย์ประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย, ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.), สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สภาเภสัชกรรมและ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย, สหพันธ์นิสิตนักศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), เภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทยมหาวิทยาลัยนเรศวร, แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ(FHP)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afaab91073ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
