<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เบื้องหลังกว่าจะเป็น &#039;ยาฟาวิพิราเวียร์สูตรน้ำเชื่อม&#039; เพื่อผู้ป่วยโควิดเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2ต.ค.64- อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมมือกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และภาคเอกชน พัฒนายาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์สำหรับเด็กและผู้ป่วยโรคโควิด-19 ตำรับแรกในประเทศไทยซึ่งคว้ารางวัล Prime Minister Award ประเภท Innovation for Crisisประเภทหน่วยงานภาครัฐ ในงานสตาร์ตอัพและอินโนเวชัน ไทยแลนด์เอ็กซ์โป 2021 (SITE 2021) จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ในประเทศไทยที่มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากส่งผลให้การเข้าถึงยาที่ใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อมีความจำเป็นมากขึ้นยาฟาวิพิราเวียร์ (favipiravir) เป็นหนึ่งในยาที่ใช้รักษาโรคโควิด-19ตามแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการระบาดของโรคโควิด 19ที่ผ่านมาทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงยาของผู้ป่วยเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2564ได้มีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และเภสัชกรภาคอุตสาหกรรม นำโดย ศ.นพ.นิธิ &amp;nbsp;มหานนท์ และ ภญ.ศุภศิล สระเอี่ยม จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ ผศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวมถึงความร่วมมือจากเภสัชกรภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ภญ.ดร.อริยาขุนวิไชย ภญ.พร้อมพร จำนงธนาโชติ ภญ.ดร.วัลลภา เหมือนนุ่มและภก.ดร.จิรวิร์ ปวิตรปก เพื่อหาทางออกในการเข้าถึงยาฟาวิพิราเวียร์โดยอาศัยองค์ความรู้ทางด้านเภสัชกรรมหลายศาสตร์จากเภสัชกรหลายภาคส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ และ รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ จากภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ผู้พัฒนายาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์สำหรับเด็ก เปิดเผยว่าในช่วงที่โรคโควิด 19 มีการระบาดอย่างหนักคนไข้ผู้ใหญ่ที่ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ในปริมาณที่ใช้สำหรับ 5 วัน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 &amp;ndash; 5,000 บาทต่อคน ดังนั้น คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯจึงได้นำเสนอแนวคิดในการพัฒนาตำรับยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถเตรียมยาให้ผู้ป่วย &amp;nbsp; ในขณะที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีตัวยาสำคัญของฟาวิพิราเวียร์อยู่แล้วทำให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงเวลานั้นประมาณการว่าผู้ป่วยเด็กที่จำเป็นจะต้องใช้ยาในการรักษาอาจจะมีจำนวนมากขึ้น ยาตำรับน้ำเชื่อมจะช่วยให้ผู้ป่วยเด็กสามารถได้รับยาในขนาดที่ถูกต้อง และสะดวกต่อการรับประทานจึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นพัฒนาตำรับยาฟาวิพิราเวียร์ในรูปแบบน้ำเชื่อม สำหรับการเตรียมยาภายในโรงพยาบาล (Hospital preparation)แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยโควิด 19กลุ่มเด็กจะลดลงบ้างแล้ว ก็ยังมีความจำเป็นอยู่มากเนื่องจากยังไม่มียาฟาวิพิราเวียร์ในรูปแบบน้ำเชื่อมออกจำหน่ายในท้องตลาด &amp;nbsp; การพัฒนาสูตรตำรับ ในสถานการณ์ฉุกเฉินจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วยต้นทุนที่ไม่แพง&amp;rdquo; ผศ.ภก.ดร.บดินทร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนปริมาณการใช้และการควบคุมคุณภาพการผลิตตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ ต้านเชื้อไวรัสโควิด 19สูตรโรงพยาบาลจุฬาภรณ์นี้ &amp;nbsp;มีลักษณะเป็นยาน้ำเชื่อมสีส้มใสปราศจากน้ำตาล แต่งรสและกลิ่นราสเบอรี่มี 2 ขนาด คือ ขนาด 800 มิลลิกรัม &amp;nbsp;ใน 60 มิลลิลิตร และขนาด 1,800 มิลลิกรัมใน 135 มิลลิลิตร รูปแบบของยาน้ำเชื่อมนี้จะช่วยให้เกิดความสะดวกสำหรับการให้ยาในเด็กหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการกลืนยา โดยให้ผู้ป่วยรับประทานยาขณะท้องว่าง วันละ 2 ครั้ง ห่างกันทุก 12ชั่วโมง ปัจจุบัน มีการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในกลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2เดือนขึ้นไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ยาฟาวิพิราเวียร์ในรูปแบบน้ำเชื่อมนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในผู้ป่วยเด็กเท่านั้นยานี้ยังสามารถให้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยจะใช้ยาในปริมาณที่แตกต่างกัน ระยะเวลาที่ใช้อย่างน้อย 5 วัน ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษาด้วยส่วนผลข้างเคียงของยาตำรับนี้ จะเหมือนยาฟาวิพิราเวียร์ในรูปแบบเม็ด เช่น ต้องมีการปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่องในระดับปานกลางถึงรุนแรง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เรื่องการควบคุมคุณภาพเป็นสิ่งที่ทีมผู้วิจัยให้ความสำคัญอย่างมากเรามีการกำหนดข้อกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยา (drug product specification) ของสูตรตำรับ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ยา ที่ได้มีปริมาณตัวยาสำคัญอยู่ในช่วงที่ต้องการมีการควบคุมปริมาณสิ่งเจือปน(impurity)การควบคุมปริมาณสารกันเสีย(preservative)รวมถึงเรื่องคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี(physical/chemical properties)นอกจากนี้มีการศึกษาความคงตัวของผลิตภัณฑ์ยาเพื่อให้มั่นใจว่ายามีความคงตัวตลอด อายุไขของยา&amp;rdquo;ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเข้าถึงยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวีย สำหรับผู้ป่วยเด็ก ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ กล่าวว่าปัจจุบันมีการกระจายยาตำรับนี้ไปในหลายโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาฟาวิพิราเวียร์รูปแบบน้ำเชื่อมได้นอกจากนี้ยังสามารถลงทะเบียนรับยาผ่านทางเว็บไซต์https://favipiravir.cra.ac.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆหรือติดต่อยังโรงพยาบาลจุฬาภรณ์โดยตรงทั้งนี้ผู้ป่วยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นเนื่องจากมีผลข้างเคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118517</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, คณะเภสัช จุฬาฯ, ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ, ยาฟาวิพิราเวียร์สูตรน้ำเชื่อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_6157d993f1742.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111360</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเอกสารกำกับยา &#039;วัคซีนไฟเซอร์&#039; ที่จะส่งให้ไทย สุดยาวเหยียด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.64 - คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้บรรยายพิเศษ Chula Pharma Talk เรื่อง &amp;ldquo;ประเด็นสำคัญในการเก็บและการเตรียมวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิด mRNA ของ Pfizer-BioNTech&amp;rdquo;&amp;nbsp; พร้อมกับเปิดเผยรายละเอียด เอกสารกำกับยาของวัคซีนไฟเซอร์ ที่จะมีการนำเข้ามาในประเทศไทยเร็วๆนี้&amp;nbsp; โดยระบุว่าหากวัคซีนนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกาจะมีชื่อติดข้างขวดว่า Pfizer-BioNTech COVID-19 vaccine แต่เมื่อขายในแถบประเทศยุโรปและประเทศอื่นๆจะมีใช้ชื่อการค้าว่า COMIRNATY และการคาดว่าวัคซีนไฟเซอร์ที่ไทยจะนำเข้า 20 ล้านโดส อาจจะอยู่ภายใต้ชื่อ COMIRNATY&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายละเอียดของเอกสารกำกับยา มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;------------------------------------
1. ชื่อผลิตภัณฑ์โคเมอร์เนตี(ComirnatyTM)&amp;nbsp;
ชนิดเข้มข้นสำหรับกระจายตัวสำหรับฉีด (Concentrate for dispersion for injection)
วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA Vaccine) สำหรับป้องกันโรคโควิด-19 (นิวคลีโอไซด์ที่ถูกดัดแปลง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2. ปริมาณและคุณสมบัติของตัวยาสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ใน 1 โดส (0.3 มิลลิลิตร) ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอโควิด-19 (ห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมัน
ขนาดนาโน) (COVID-19 mRNA Vaccine (embedded in lipid nanoparticles)) บรรจุอยู่ 30 ไมโครกรัม
ยานี้บรรจุในขวดแก้วสำหรับใช้หลายครั้ง (multi-dose vial) และจะต้องเจือจางก่อนใช้ใน 1 ขวด (0.45 มิลลิลิตร) บรรจุวัคซีนสำหรับฉีด 6 โดส โดสละ 0.3 มิลลิลิตรหลังเจือจางแล้ว ดูหัวข้อ 4.2.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนาดยาและวิธีการใช้ยา และ 6.6. ข้อควรระวังพิเศษในการกำจัดและการบริหารจัดการอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ๆ5&amp;rsquo;-capped messenger RNA (mRNA) สายเดี่ยว (Single-stranded) ที่ผลิตขึ้นโดย cell-free transcription นอกร่างกาย (in vitro) จากแม่แบบดีเอ็นเอที่ตรงกัน (corresponding DNA templates) เข้ารหัสโปรตีนหนาม(viral spike [S]) ของไวรัส SARS-CoV-2
ส่วนประกอบอื่น ๆ โปรดดูหัวข้อ 6.1 รายการตัวยาไม่สำคัญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.ลักษณะและรูปแบบยาทางเภสัชกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยาชนิดเข้มข้นสำหรับกระจายตัวสำหรับฉีด (ยาเข้มข้นปราศจากเชื้อ)
วัคซีนแช่แข็งชนิดกระจายตัวที่มีสีขาวถึงสีออกเหลืองอ่อน (pH 6.9 - 7.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4. คุณสมบัติทางคลินิก
4.1. ข้อบ่งใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โคเมอร์เนตีมีข้อบ่งใช้สำหรับฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.2. ขนาดยาและวิธีการใช้ยา
ขนาดยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
บุคคลที่มีอายุ12 ปีขึ้นไป
แผนการฉีดโคเมอร์เนตีประกอบด้วยการฉีดวัคซีนหลังเจือจางยาแล้วเข้าทางกล้ามเนื้อในขนาด 0.3 มิลลิลิตร&amp;nbsp;
จำนวน 2 ครั้ง การฉีดกระตุ้นเข็มที่ 2 ควรให้หลังจากการฉีดเข็มแรก 3 สัปดาห์(โปรดดูหัวข้อ 5.1. คุณสมบัติทางเภสัชพลศาสตร์)
แนะนำให้ผู้ที่ได้รับการฉีดโคเมอร์เนตีในเข็มแรก ควรได้รับการฉีดกระตุ้นในเข็มที่ 2 ด้วย โคเมอร์เนตี เช่นเดิม&amp;nbsp;
(โปรดดูหัวข้อ 4.4 คำเตือนพิเศษและข้อควรระวังในการใช้ยา)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยของโคเมอร์เนตีในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้สูงอายุที่มีอายุ65 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วิธีการใช้ยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ฉีดโคเมอร์เนตีเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อเดลทอยด์ หลังเจือจางยาแล้ว (ดูหัวข้อ 6.6. ข้อควร
ระวังพิเศษในการกำจัดและการบริหารจัดการอื่น ๆ)&amp;nbsp;
ห้ามฉีดวัคซีนเข้าทางหลอดเลือดดำ ใต้ผิวหนัง หรือทางในผิวหนัง
หลังเจือจางแล้ว โคเมอร์เนตี1 ขวดมีบรรจุวัคซีน 6 โดส โดสละ 0.3 มิลลิลิตร เพื่อให้ได้วัคซีน 6 โดสจาก 1 ขวดควรใช้กระบอกฉีดยาและ/หรือเข็มฉีดยาที่มีปริมาตรยาตกค้างต่ำ (low dead-volume) กระบอกฉีดยาและเข็มฉีดยาที่มีปริมาตรยาตกค้างต่ำควรมีปริมาตรยาตกค้างไม่มากกว่า 35 ไมโครลิตร หากใช้กระบอกฉีดยาและเข็มฉีดยาแบบมาตรฐาน วัคซีน 1 ขวดอาจมีปริมาตรไม่เพียงพอในการดูดวัคซีนสำหรับการฉีดโดสที่ 6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทุกการฉีด โดยไม่คำนึงถึงประเภทของกระบอกฉีดยาและเข็มฉีดยา มีข้อกำหนด ดังนี้
&amp;bull; ขนาดวัคซีนสำหรับฉีดแต่ละโดส ต้องมีปริมาตร 0.3 มิลลิลิตร&amp;nbsp;
&amp;bull; หากปริมาณวัคซีนที่เหลืออยู่ในขวดวัคซีนไม่เพียงพอสำหรับการฉีดวัคซีนเต็มโดสที่ขนาด 0.3 มิลลิลิตร&amp;nbsp;
ให้ทิ้งขวดวัคซีนและวัคซีนใด ๆ ที่เหลือในขวด
&amp;bull; ห้ามนำวัคซีนจากหลายขวดวัคซีนมารวมกัน
ห้ามผสมวัคซีนนี้ในกระบอกฉีดยาเดียวกันกับวัคซีนหรือผลิตภัณฑ์ยาชนิดอื่น
สำหรับข้อควรระวังก่อนฉีดวัคซีน ดูหัวข้อ 4.4. คำเตือนพิเศษและข้อควรระวังในการใช้ยา
สำหรับคำแนะนำในการละลายวัคซีน วิธีการเจือจาง การจัดการ และการทิ้งวัคซีน ดูหัวข้อ 6.6. ข้อควรระวัง
พิเศษในการกำจัดและการบริหารจัดการอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.3. ข้อห้ามใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ห้ามใช้โคเมอร์เนตีในผู้ที่แพ้ตัวยา หรือส่วนประกอบตัวใดตัวหนึ่งของวัคซีนนี้ (ดูหัวข้อ 2 ปริมาณและ
คุณสมบัติของตัวยาสำคัญ และ 6.1 รายการตัวยาไม่สำคัญ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.4. คำเตือนพิเศษและข้อควรระวังในการใช้ยา
การตรวจสอบย้อนกลับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เพื่อการปรับปรุงการตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุ ควรบันทึกชื่อและรุ่นการผลิตของวัคซีนที่ให้อย่างชัดเจน
ภาวะภูมิไวเกินและการแพ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มีรายงานพบเหตุการณ์การแพ้แบบ anaphylaxis ควรมีการเตรียมความพร้อมตลอดเวลาสำหรับการดูแล และ
ให้การรักษาที่เหมาะสมในกรณีที่มีการแพ้ยาขั้นรุนแรง (anaphylactic reaction) หลังการฉีดวัคซีน
แนะนำให้มีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยที่สุด 30 นาทีหลังฉีดวัคซีน ไม่ควรฉีดวัคซีนครั้งที่ 2 ให้กับ
ผู้ที่เกิดการแพ้ยาขั้นรุนแรงจากการฉีดวัคซีนครั้งที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พบรายงานการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังจากการฉีดโคเมอร์เนตีน้อยมาก รายงานส่วนใหญ่พบในเพศชายวัยหนุ่ม โดยจะเกิดอาการภายใน 14 วันหลังจากการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะภายหลังการฉีดวัคซีนครั้งที่ 2 จากข้อมูลที่ปรากฏพบว่าการดำเนินโรคของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบภายหลังการได้รับวัคซีนไม่แตกต่างจากการดำเนินโรคของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในสภาวะปกติ
บุคลากรทางการแพทย์ควรระมัดระวังและสังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ผู้ที่รับการฉีดวัคซีนควรได้รับคำอธิบายถึงวิธีการสังเกตอาการตนเองเพื่อสามารถแจ้งแพทย์ได้ทันท่วงทีหากมีอาการที่อาจบ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เช่น การเจ็บหน้าอก(แบบเฉียบพลันและอาการคงอยู่) หายใจสั้น หรือใจสั่นภายหลังจากการฉีดวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุคลากรทางการแพทย์ควรดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติหรือปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยและรักษาภาวะดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาการที่เป็นผลจากความวิตกกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาการที่เป็นผลจากความวิตกกังวลรวมถึง ปฏิกิริยาของเส้นประสาทวากัส (หมดสติ) ภาวะหายใจถี่เร็วกว่าปกติ (hyperventilation) หรือปฏิกิริยาอันเนื่องมาจากความเครียด สามารถเกิดขึ้นร่วมกับการฉีดวัคซีน โดยเป็นการตอบสนองทางจิตใจต่อการฉีดยาด้วยเข็ม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากการเป็นลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความเจ็บป่วยที่กำลังเป็นอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เช่นเดียวกับวัคซีนชนิดอื่น ๆ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปในผู้ที่มีอาการไข้สูงเฉียบพลันหรือการติดเชื้อเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป หากพบอาการของการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย เช่น หวัด และ/หรือ มีไข้ต่ำ ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำและความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เช่นเดียวกับยาฉีดเข้ากล้ามเนื้ออื่น ๆ ควรฉีดวัคซีนด้วยความระมัดระวังในผู้ที่ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดใด (เช่น โรคฮีโมฟิเลีย) เนื่องจากอาจเกิดภาวะเลือดออกหรือจ้ำเลือดหลังจากการฉีดเข้ากล้ามเนื้อในบุคคลเหล่านี้
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยังไม่ได้ทำการประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย และความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันของวัคซีนในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ประสิทธิผลของโคเมอร์เนตีอาจลดลงในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ระยะเวลาการป้องกันโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยังไม่ทราบระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีนที่ชัดเจนเนื่องจากยังคงอยู่ระหว่างการวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเปลี่ยนยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อื่น ๆ แทนโคเมอร์เนตีเพื่อฉีดวัคซีนให้ครบ ผู้ที่ได้รับวัคซีนโคเมอร์เนตีแล้ว 1 เข็ม ควรได้รับวัคซีนโคเมอร์เนตีเข็มที่ 2 เพื่อให้ครบคอร์สการให้วัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อจำกัดของประสิทธิผลของวัคซีน
เช่นเดียวกับวัคซีนอื่น การฉีดวัคซีนโคเมอร์เนตีอาจไม่ได้ป้องกันโรคในผู้รับวัคซีนทุกราย ผู้ที่ฉีดวัคซีนอาจไม่ได้รับการป้องกันอย่างเต็มที่จนกว่าจะได้รับวัคซีนโดสที่สองไปแล้ว 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพแทสเซียม&amp;nbsp;
ผลิตภัณฑ์นี้มีโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบน้อยกว่า 1 มิลลิโมล (39 มิลลิกรัม) ต่อโดส และได้รับการพิจารณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากโพแทสเซียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โซเดียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผลิตภัณฑ์นี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบน้อยกว่า 1 มิลลิโมล (23 มิลลิกรัม) ต่อโดส และได้รับการพิจารณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากโซเดียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.5. อันตรกิริยากับยาอื่น ๆ และอันตรกิริยาอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยังไม่มีการศึกษาอันตรกิริยา&amp;nbsp;
ยังไม่มีการศึกษาการฉีดวัคซีนโคเมอร์เนตีร่วมกับวัคซีนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.6. การเจริญพันธุ์การใช้ในสตรีมีครรภ์และสตรีระหว่างให้นมบุตร สตรีมีครรภ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยังมีประสบการณ์ที่จำกัดสำหรับการใช้โคเมอร์เนตีในสตรีมีครรภ์&amp;nbsp;การศึกษาในสัตว์ไม่ได้บ่งชี้ถึงผลที่เป็นอันตรายทางตรงหรือทางอ้อมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์&amp;nbsp;พัฒนาการของเอ็มบริโอ/ตัวอ่อนในครรภ์ การคลอดลูก หรือพัฒนาการหลังคลอด (ดูหัวข้อ 5.3. ข้อมูลความ
ปลอดภัยจากการศึกษา พรีคลินิก)ควรพิจารณาโคเมอร์เนตีในสตรีมีครรภ์เมื่อประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อแม่และ
ทารกในครรภ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างให้นมบุตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโคเมอร์เนตีถูกขับออกทางน้ำนมหรือไม่
ควรพิจารณาให้โคเมอร์เนตีในสตรีระหว่างให้นมบุตร เมื่อประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อแม่และเด็กทารก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเจริญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การศึกษาในสัตว์ทดลองยังไม่สามารถบ่งชี้ถึงผลกระทบทั้งในทางตรงหรือทางอ้อมว่ามีอันตรายต่อระบบ
สืบพันธุ์หรือไม่ (โปรดดูหัวข้อ 5.3 ข้อมูลความปลอดภัยจากการศึกษาพรีคลินิก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4.7. ผลต่อความสามารถในการขับขี่และทำงานกับเครื่องจักรกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โคเมอร์เนตีไม่มีผลหรือมีผลต่อความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะและการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลน้อย แต่อย่างไรก็ตามอาการไม่พึงประสงค์บางอย่างที่มีระบุในหัวข้อ 4.8 อาการไม่พึงประสงค์ อาจส่งผลกระทบชั่วคราวต่อความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะและการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.8. อาการไม่พึงประสงค์
บทสรุปข้อมูลด้านความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความปลอดภัยของโคเมอร์เนตีได้รับการประเมินในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จากการศึกษาทางคลินิก 2 การศึกษา จำนวน 22,875 ราย (ประกอบด้วยผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 21,744 ราย และผู้มีอายุ 12 ถึง 15 ปีจำนวน 1,131 ราย) โดยเป็นผู้ได้รับวัคซีนโคเมอร์เนตีอย่างน้อยหนึ่งเข็มข้อมูลความปลอดภัยโดยรวมของโคเมอร์เนตีในวัยรุ่นที่มีอายุ 12 ถึง 15 ปี คล้ายกับที่พบในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่16 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในการศึกษาที่ 2 มีลักษณะของผู้เข้าร่วมการศึกษาดังนี้ ผู้เข้าร่วมการศึกษา จำนวน 21,720 ราย เป็นผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปและได้รับโคเมอร์เนตีอย่างน้อย 1 เข็ม ส่วนผู้เข้าร่วมการศึกษา จำนวน 21,728 รายเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่16 ปีขึ้นไปที่ได้รับยาหลอก(โดยมี138 ราย และ 145 ราย เป็นผู้ที่มีอายุ 16 และ 17 ปีในกลุ่มที่รับวัคซีนและยาหลอก ตามลำดับ) ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการศึกษา จำนวน 20,519 ราย เป็นผู้ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปที่ได้รับโคเมอร์เนตีครบ 2 เข็ม
ณ เวลาที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษาที่ 2 ได้มีการประเมินความปลอดภัยในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่16 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 19,067 ราย (โดยเป็นผู้ที่ได้รับโคเมอร์เนตี 9,531 ราย และผู้ที่ได้รับยาหลอก9,536 ราย) เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือนหลังจากที่ได้รับโคเมอร์เนตี/ยาหลอก เข็มที่ 2 โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็นผู้ที่มีอายุ 16 ถึง 55 ปี10,727 ราย (เป็นผู้ได้รับโคเมอร์เนตี 5,350 ราย และยาหลอก 5,377 ราย) และผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 56 ปีขึ้นไป 8,340 ราย (เป็นผู้ได้รับโคเมอร์เนตี 4,181 ราย และยาหลอก 4,159 ราย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป คือ อาการปวดบริเวณที่ฉีด (มากกว่าร้อยละ 80) อ่อนล้า (มากกว่าร้อยละ 60) ปวดศีรษะ (มากกว่าร้อยละ 50) ปวดกล้ามเนื้อและหนาวสั่น (มากกว่าร้อยละ30) ปวดข้อ (มากกว่าร้อยละ 20) ไข้และบวมบริเวณที่ฉีด (มากกว่าร้อยละ 10) โดยมักมีความรุนแรงต่ำหรือปานกลาง และหายเป็นปกติภายในไม่กี่วันหลังจากฉีดวัคซีน พบว่าการเกิดเหตุการณ์ของการก่อปฏิกิริยา(reactogenicity) มีความถี่ต่ำลงเล็กน้อยโดยมีความสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลความปลอดภัยในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปจำนวน 545 รายที่ได้รับโคเมอร์เนตี ซึ่งมีผลการตรวจ SARS-CoV-2 ในเลือดเป็นบวกที่จุดเริ่มต้นการศึกษามีความใกล้เคียงกับที่ได้พบในกลุ่มประชากรทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้ที่มีอายุ12 ถึง 15 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษาที่ 2 จากข้อมูลจนถึงวันที่ตัดข้อมูลในวันที่ 13 มีนาคม 2564 มีผู้ที่มีอายุ 12 ถึง 15 ปี จำนวน 2,260 ราย (ได้รับโคเมอร์เนตี 1,131 ราย และ ได้รับยาหลอก 1,129 ราย) โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกติดตามอาการเป็นเวลาอย่างน้อยที่สุด 2 เดือนหลังจากที่ได้รับวัคซีนโคเมอร์เนตีเข็มที่ 2 จำนวน 1,308 ราย (660 รายได้รับโคเมอร์เนตีและ 648 รายได้รับยาหลอก) ทั้งนี้การประเมินความปลอดภัยในการศึกษาที่ 2ยังไม่สิ้นสุดการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยที่สุดในผู้ที่มีอายุ 12 ถึง 15 ปีคือ อาการปวดบริเวณที่ฉีดยา (มากกว่าร้อยละ 90)อ่อนล้าและปวดศีรษะ (มากกว่าร้อยละ 70) ปวดกล้ามเนื้อและหนาวสั่น (มากกว่าร้อยละ 40) ปวดข้อและมีไข้(มากกว่าร้อยละ 20)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตารางแสดงอาการไม่พึงประสงค์จากการศึกษาทางคลินิกและการใช้วัคซีนภายหลังการอนุมัติในผู้ที่มีอายุ
ตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป
อาการไม่พึงประสงค์ที่พบในระหว่างการศึกษาทางคลินิกได้แสดงไว้ด้านล่างตามหมวดความถี่ต่อไปนี้
พบบ่อยมาก (มากกว่าหรือเท่ากับ 1/10)&amp;nbsp;
พบบ่อย (มากกว่าหรือเท่ากับ 1/100 ถึงน้อยกว่า 1/10)&amp;nbsp;
พบไม่บ่อย (มากกว่าหรือเท่ากับ 1/1,000 ถึงน้อยกว่า 1/100)&amp;nbsp;
พบน้อย (มากกว่าหรือเท่ากับ 1/10,000 ถึงน้อยกว่า 1/1,000)&amp;nbsp;
พบน้อยมาก (น้อยกว่า 1/10,000)&amp;nbsp;
ไม่ทราบความถี่ (ไม่สามารถประเมินได้จากข้อมูลที่มีอยู่)
++++++++++++++++++++++++&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;a. หมวดความถี่สำหรับลมพิษ และ angioedema คือ พบน้อย
b. จากระยะติดตามผลด้านความปลอดภัยของการศึกษาทางคลินิกไปจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 มีรายงานพบ
อัมพาตเฉียบพลันที่ใบหน้า (หรือใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก) ในผู้เข้าร่วมการศึกษาสี่รายในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ
สำหรับป้องกันโรคโควิด-19 วันที่เริ่มมีอาการอัมพาตที่ใบหน้าคือ วันที่ 37 หลังการฉีดวัคซีนครั้งที่ 1 (ผู้เข้าร่วม
การศึกษาไม่ได้รับการฉีดวัคซีนครั้งที่ 2) และวันที่ 3, 9 และ 48 หลังการฉีดวัคซีนครั้งที่ 2 ไม่มีรายงานพบการเกิด
อัมพาตเฉียบพลันที่ใบหน้า (หรือใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก) ในกลุ่มยาหลอก
c. อาการไม่พึงประสงค์ที่ระบุพบหลังภายหลังจากอนุญาตให้ใช้
d. อ้างถึงแขนข้างที่ฉีดวัคซีน
e. ได้สังเกตพบการเกิดอาการไข้ในความถี่ที่สูงกว่าหลังการฉีดวัคซีนครั้งที่สอง
9
การรายงานเหตุการณ์ที่สงสัยว่าจะเป็นอาการไม่พึงประสงค์
การรายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่สงสัยหลังจากได้รับอนุญาตของผลิตภัณฑ์ยาเป็นสิ่งสําคัญ ช่วยให้สามารถตรวจสอบความสมดุลของประโยชน์/ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ยาอย่างต่อเนื่อง
4.9. การได้รับยาเกินขนาด
ข้อมูลการได้รับยาเกินขนาดได้มาจากผู้เข้าร่วมการศึกษา 52 ราย ที่รวมอยู่ในการศึกษาทางคลินิกซึ่งได้รับโคเมอร์เนตี 58 ไมโครกรัม เนื่องมาจากความผิดพลาดในการเจือจาง ผู้รับวัคซีนไม่ได้รายงานถึงการเพิ่มขึ้นของการก่อปฏิกิริยา (reactogenicity) หรืออาการไม่พึงประสงค์
ในกรณีของการได้รับยาเกินขนาด แนะนำให้ตรวจติดตามการทำงานของอวัยวะสำคัญในการคงชีพและอาจให้การรักษาตามอาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5. คุณสมบัติทางเภสัชวิทยา
5.1. คุณสมบัติทางเภสัชพลศาสตร์
กลุ่มการรักษาทางเภสัชวิทยา: วัคซีน วัคซีนไวรัสอื่น ๆ รหัส ATC: J07BX03&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กลไกการออกฤทธิ์
Messenger RNA ที่ถูกดัดแปลงนิวคลีโอไซด์ในวัคซีนโคเมอร์เนตีถูกสร้างขึ้นในอนุภาคไขมันขนาดนาโน ซึ่งทำให้สามารถส่ง non-replicating RNA เข้าไปในเซลล์โฮสต์เพื่อให้สามารถมีการแสดงออกของ S แอนติเจนของ SARS-CoV-2 โดยตรงอย่างชั่วคราวได้ mRNA นี้มีรหัสสำหรับ membrane-anchored, full-length S ที่มีการกลายพันธุ์สองตำแหน่งภายในสายเกลียวกลาง (central helix) การกลายพันธุ์ของกรดอะมิโนสองตัวนี้ไปเป็นโพรลีน (proline) จะบังคับให้ S อยู่ในโครงสร้างแบบ prefusion conformation ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เป็นที่ต้องการมากกว่าในแง่ของการเป็นแอนติเจน วัคซีนกระตุ้นให้เกิดทั้งแอนติบอดีที่ยับยั้งการติดเชื้อ (neutralizing antibody) และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของเซลล์ต่อแอนติเจนของหนาม (S) ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการป้องกันจากการติดเชื้อโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประสิทธิผลทางคลินิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การศึกษาที่ 2 เป็นการศึกษาทางคลินิก ระยะที่ 1/2/3 แบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุมเป็นยาหลอก ปกปิดข้อมูลผู้สังเกตการณ์ที่ดำเนินการในหลายศูนย์ หลายประเทศ เพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสม คัดเลือกผู้รับวัคซีน และประเมินประสิทธิผลในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป การสุ่มได้รับการแบ่งชั้นตามอายุดังนี้อายุ 12 ถึง 15 ปี อายุ 16 ถึง 55 ปี หรืออายุ 56 ปีขึ้นไป โดยมีผู้เข้าร่วมการศึกษาอย่างน้อยร้อยละ 40 อยู่ในกลุ่มอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 56 ปี การศึกษานี้คัดผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและเป็นผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยทางคลินิกหรือทางจุลชีววิทยาว่าเป็นโรคโควิด-19 มาก่อน ออกจากการศึกษา สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เป็นมาก่อนหน้าแต่มีอาการคงที่ (ตามนิยาม คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญด้านการรักษา หรือเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการแย่ลงของโรค ตลอดช่วงระยะเวลา 6 สัปดาห์ก่อนการเข้าร่วมการศึกษา) ได้ถูกคัดเลือกเข้าร่วมการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในคน (human &amp;nbsp;immunodeficiency virus [HIV]) ไวรัสตับอักเสบซี (hepatitis C [HCV]) หรือไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus [HBV]) ที่มีอาการคงที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสิทธิผลของวัคซีนในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่16 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนของระยะที่ 2/3 ของการศึกษาที่ 2 จากข้อมูลที่เก็บสะสมจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 ผู้เข้าร่วมการศึกษาประมาณ 44,000 ราย ถูกสุ่มอย่างเท่าเทียมกันและได้รับวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอเพื่อป้องกันโรควิด-19 หรือยาหลอก 2 เข็ม โดยฉีดวัคซีนแต่ละเข็มห่างกัน 21 วัน การวิเคราะห์ประสิทธิผลได้รวมผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่2 ภายใน 19 ถึง 42 วันหลังจากที่ฉีดวัคซีนเข็มแรก ผู้รับวัคซีนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 93.1) ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ภายใน 19 วันถึง 23 วันหลังจากที่ฉีดวัคซีนเข็มแรก ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมการศึกษาจะถูกติดตามผลนาน 24 เดือนหลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิผลต่อโรคโควิด-19 ในการศึกษาทางคลินิกนี้ผู้เข้าร่วมการศึกษาจำเป็นต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 14 วันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อที่จะได้รับยาหลอกหรือวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 รวมทั้งจำเป็นต้องเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 60 วันก่อนและหลังการรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากเลือด/พลาสมา หรืออิมมูโนโกลบูลินไปจนเสร็จสิ้นการสรุปข้อมูลการศึกษาเพื่อที่จะได้รับยาหลอกหรือวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอเพื่อป้องกันโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการวิเคราะห์จุดยุติหลักทางด้านประสิทธิผลได้รวมผู้เข้าร่วมการศึกษา 36,621 รายที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป (18,242 รายในกลุ่มที่รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอสำหรับป้องกันโรคโควิด-19 และ 18,379 รายในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก) โดยเป็นผู้ไม่มีหลักฐานของการติดเชื้อ SARS-CoV-2 มาก่อนจนถึง 7 วันหลังจากที่รับวัคซีนเข็มที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการศึกษา 134 รายเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 16 ถึง 17 ปี (66 รายในกลุ่มที่รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอสำหรับป้องกันโรคโควิด-19 และ 68 รายในกลุ่มที่รับยาหลอก) และผู้เข้าร่วมการศึกษา 1,616 รายเป็นผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป (804 รายในกลุ่มที่รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอสำหรับป้องกันโรคโควิด-19 และ 812 รายในกลุ่มที่รับยาหลอก)
ณ เวลาที่ทำการวิเคราะห์ประสิทธิผลหลัก ได้ทำการติดตามอาการของโรคโควิด-19 ที่แสดงอาการในผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งสิ้น 2,214 person-years สำหรับกลุ่มที่รับวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอสำหรับป้องกันโรคโควิด-19 และทั้งสิ้น 2,222 person-years ในกลุ่มที่รับยาหลอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีความแตกต่างที่มีความหมายทางคลินิกในประสิทธิผลโดยรวมของวัคซีนในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง รวมถึงผู้ที่มีโรคที่เกิดร่วมกัน 1 โรคขึ้นไป ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง (ตัวอย่างเช่น โรคหืด มีดัชนีมวลกาย (body mass index [BMI]) มากกว่าหรือเท่ากับ 30 กิโลกรัม/ตารางเมตร โรคปอดเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง)ข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนแสดงไว้ใน ตารางที่2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตารางที่2 : ประสิทธิผลของวัคซีน &amp;ndash; การเกิดโรคโควิด-19 ครั้งแรกจาก 7 วันหลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 โดยเรียงตามกลุ่มย่อยของอายุ &amp;ndash; ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ไม่มีหลักฐานของการติดเชื้อก่อน 7 วัน หลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 &amp;ndash; ประชากรที่สามารถประเมินประสิทธิผลได้ (7 วัน)
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : รายงานผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันถูกกำหนดตามปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบย้อนกลับ (Reverse TranscriptionPolymerase Chain Reaction [RT-PCR]) และมีอาการอย่างน้อยที่สุด 1 อาการที่สอดคล้องกับอาการของโควิด-19 [*คำจำกัด ความของรายงานผู้ป่วย: (มีอาการอย่างน้อยที่สุด 1 อาการของ) มีไข้ ไอที่เกิดขึ้นใหม่หรือไอเพิ่มขึ้น หายใจลำบากที่เกิดขึ้นใหม่ หรือมีอาการเพิ่มขึ้น หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นใหม่หรือมีอาการเพิ่มขึ้น สูญเสียการรับรสหรือรับกลิ่นที่เกิดขึ้นใหม่ เจ็บคอ ท้องเสีย หรืออาเจียน] * ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทางภูมิคุ้มกันวิทยาหรือทางไวรัสวิทยา (ก่อน 7 วันหลังจากที่ได้รับวัคซีนครั้งสุดท้าย) ของ การติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในอดีต (นั่นคือ มีผลการตรวจ N-binding antibody [ซีรัม] เป็นลบที่การนัดตรวจครั้งที่ 1 และ ตรวจไม่พบ SARS-CoV-2 โดยการตรวจ nucleic acid amplification tests (NAAT) [การป้ายโพรงจมูก] ที่การนัดตรวจ ครั้งที่ 1 และ 2) และมีผลการตรวจ NAAT (การป้ายโพรงจมูก) เป็นลบที่การนัดตรวจที่ไม่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อน 7 วัน หลังจากที่ได้รับวัคซีนครั้งที่ 2 ถูกรวมเข้าไปในการวิเคราะห์ข้อมูล a. N = จำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยในกลุ่มที่ระบุ b. n1 = จำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยที่ตรงตามนิยามจุดยุติ c. ระยะเวลาในการเฝ้าระวังทั้งหมดในหน่วย 1,000 person-years สำหรับจุดยุติที่กำหนดของผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดใน แต่ละกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อจุดยุติ ระยะเวลาของการรับรายงานผู้ป่วยโรคโควิด-19 คือ จาก 7 วันหลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ถึงจุดสิ้นสุดระยะเวลาเฝ้าระวัง d. n2 = จำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อจุดยุต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;e. ช่วงความเชื่อมั่น (confidence interval [CI]) สำหรับประสิทธิผลของวัคซีนได้มาจากวิธี Clopperและ Pearson ที่ได้รับ การปรับให้เข้ากับระยะเวลาในการเฝ้าระวัง ไม่ได้ปรับ CI สำหรับความหลากหลาย ประสิทธิผลของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอสำหรับป้องกันโรคโควิด-19 ในการป้องกันการเกิดโรคโควิด-19 ครั้งแรก จาก 7 วันหลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่อเทียบกับยาหลอกอยู่ที่ร้อยละ 94.6 (ช่วงความเชื่อมั่น 95%เท่ากับ ร้อยละ 89.6 ถึงร้อยละ 97.6) ในผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปที่มีหรือไม่มีหลักฐานของการ ติดเชื้อ SARS-CoV-2 มาก่อน นอกจากนี้ การวิเคราะห์กลุ่มย่อยของจุดยุติหลักทางด้านประสิทธิผลได้แสดงให้เห็นถึงค่าประมาณการจุดยุติ ทางด้านประสิทธิผลที่คล้ายคลึงกันทั่วทั้งกลุ่มที่แบ่งตามเพศ เชื้อชาติ และผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีโรคร่วมที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสิทธิผลและความสามารถในการสร้างภูมิคุ้มกันในวัยรุ่นที่มีอายุ12 ถึง 15 ปี ในการวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษาที่ 2 ในผู้ที่มีอายุ 12 ถึง 15 ปีซึ่งไม่มีหลักฐานว่าเคยติดเชื้อมาก่อน ไม่มี รายงานการติดเชื้อในผู้เข้าร่วมการศึกษา 1,005 รายที่ได้รับวัคซีน และมีรายงานการติดเชื้อ 16 รายจาก ผู้เข้าร่วมการศึกษา 978 รายที่ได้รับยาหลอก ค่าประมาณการจุดยุติด้านประสิทธิผล เป็นร้อยละ 100 (ช่วง ความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 75.3 และ 100.0) สำหรับในผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งที่มีและไม่มีหลักฐานของการติดเชื้อ มาก่อน มีรายงานการติดเชื้อเป็น 0 รายจากผู้เข้าร่วมการศึกษา 1,119 รายที่ได้รับวัคซีน และมีรายงานการติด เชื้อ 18 รายจากผู้เข้าร่วมการศึกษา 1,110 รายที่ได้รับยาหลอก ซึ่งบ่งชี้ถึงค่าประมาณการจุดยุติด้าน ประสิทธิผล เป็นร้อยละ 100 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% เท่ากับ 78.1 และ 100.0) เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการศึกษาที่ 2 มีการวิเคราะห์ระดับ SARS-CoV-2neutralising titres ที่ 1 เดือนหลังจากที่ได้รับวัคซีนเข็ม ที่ 2 ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลในกลุ่มย่อยของผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ถูกสุ่มเลือกโดยเป็นผู้ที่ไม่มีหลักฐานทาง ภูมิคุ้มกันวิทยาหรือทางไวรัสวิทยาของการติดเชื้อ SARS-CoV-2ตั้งแต่อดีตจนถึง 1 เดือนหลังจากที่ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 โดยการเปรียบเทียบนี้ เป็นการเปรียบเทียบการตอบสนองระหว่างผู้ที่มีอายุ 12 ถึง 15 ปี (จำนวน = 190 ราย) กับผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอายุ 16 ถึง 25 ปี (จำนวน = 170 ราย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตราส่วนค่าไตเตอร์เฉลี่ยเรขาคณิต [geometric mean titres [GMT]] ในกลุ่มที่มีอายุ 12 ถึง 15 ปีต่อกลุ่มที่ มีอายุ 16 ถึง 25 ปีเท่ากับ 1.76 โดยมีช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% แบบสองด้าน (2-sided 95% CI) อยู่ที่ 1.47 ถึง 2.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ความไม่ด้อยกว่า (non-inferiority) ที่ 1.5 เท่า โดยพิจารณาจากขอบล่างของ 2- sided 95% CI ของอัตราส่วนค่าเฉลี่ยเรขาคณิต [geometric mean ratio [GMR]] ที่มากกว่า 0.67&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.2. คุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.3. ข้อมูลความปลอดภัยจากการศึกษาพรีคลินิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลที่ไม่ใช่การศึกษาทางคลินิกเผยให้เห็นว่าไม่มีอันตรายเป็นพิเศษต่อมนุษย์จากการศึกษาแบบมาตรฐาน ด้านความเป็นพิษในการให้ยาซ้ำ ๆ และความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์และพัฒนาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเป็นพิษทั่วไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฉีดโคเมอร์เนตีเข้ากล้ามเนื้อในหนู (rat) (ได้รับวัคซีนในขนาดยาเต็ม 3 โดสของที่ให้ในมนุษย์ สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งทำให้มีระดับยาเชิงสัมพัทธ์ในหนูที่สูงกว่าเนื่องมาจากความแตกต่างของน้ำหนักตัว) ได้แสดงให้เห็นถึงอาการ บวมบริเวณที่ฉีดยาและผิวหนังแดง และมีเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น (รวมถึงเม็ดเลือดขาว basophil และเม็ด เลือดขาว eosinophil) ซึ่งสอดคล้องกับการตอบสนองต่อการอักเสบ ตลอดจนการเกิดช่องว่างของ portal hepatocytes โดยไม่มีหลักฐานของการบาดเจ็บที่ตับ ผลทั้งหมดสามารถหายกลับเป็นปกติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิษทางพันธุกรรม/ฤทธิ์ก่อมะเร็ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ได้ทำการศึกษาพิษทางพันธุกรรมหรือฤทธิ์ก่อมะเร็ง ไม่คาดว่าส่วนประกอบของวัคซีน (ไขมันและ mRNA) จะมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดพิษทางพันธุกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้ทำการศึกษาความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์และความเป็นพิษต่อพัฒนาการในหนู (rat) ในการศึกษาร่วมกัน ทางด้านความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์และความเป็นพิษต่อพัฒนาการ โดยฉีดโคเมอร์เนตีเข้ากล้ามเนื้อในหนู เพศเมียก่อนช่วงผสมพันธุ์และในระหว่างตั้งครรภ์ (ได้รับวัคซีนในขนาดยาเต็ม 4 โดสของที่ให้ในมนุษย์ซึ่งทำให้ มีระดับยาเชิงสัมพัทธ์ในหนูที่สูงกว่าเนื่องมาจากความแตกต่างของน้ำหนักตัว โดยฉีดวัคซีนระหว่างช่วงก่อนการ ผสมพันธุ์วันที่ 21 และช่วงตั้งครรภ์วันที่ 20) พบว่ามีการตอบสนองของแอนติบอดีหักล้างฤทธิ์ต่อ SARS-CoV-2 (neutralising antibody) ในสัตว์ตัวแม่จากระยะก่อนการผสมพันธุ์ไปจนถึงจุดสิ้นสุดการศึกษา ซึ่งเป็นวันที่ 21 หลังคลอด ทั้งยังพบการตอบสนองในตัวอ่อนในครรภ์และในลูกสัตว์อีกด้วย ไม่มีผลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนต่อการ สืบพันธุ์ของตัวเมีย การตั้งครรภ์ หรือพัฒนาการของเอ็มบริโอ-ตัวอ่อนในครรภ์ หรือลูกสัตว์ ไม่มีข้อมูลของ โคเมอร์เนตีเกี่ยวกับการข้ามผ่านรกของวัคซีนหรือการขับวัคซีนออกทางน้ำนม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. รายละเอียดทางเภสัชกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.1. รายการตัวยาไม่สำคัญ ((4-hydroxybutyl)azanediyl)bis(hexane-6,1-diyl)bis(2-hexyldecanoate) (ALC-0315) 2-[(polyethylene glycol)-2000]-N,N-ditetradecylacetamide (ALC-0159) 1,2-Distearoyl-sn-glycero-3-phosphocholine (DSPC) Cholesterol Potassium chloride Potassium dihydrogen phosphate Sodium chloride Disodium phosphate dihydrate Sucrose Water for injections&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.2. ความไม่เข้ากันของยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้ามผสมผลิตภัณฑ์ยานี้กับผลิตภัณฑ์ยาชนิดอื่น ๆ ยกเว้นผลิตภัณฑ์ยาที่ได้ระบุไว้ในหัวข้อ 6.6. ข้อควรระวัง พิเศษในการกำจัดและการบริหารจัดการอื่น ๆ 14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.3. อายุของยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขวดวัคซีนที่ยังไม่ได้เปิดใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขวดวัคซีนที่แช่แข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 เดือนที่อุณหภูมิ -90 องศาเซลเซียสถึง -60 องศาเซลเซียส ภายในช่วงอายุการใช้งาน 6 เดือน สามารถเก็บและขนส่งวัคซีนในขวดที่ยังไม่ได้เปิดใช้ที่อุณหภูมิ -25 องศา เซลเซียสถึง -15 องศาเซลเซียส ได้เพียงครั้งเดียวและต้องไม่เกิน 2 สัปดาห์และสามารถนำกลับไปเก็บแช่แข็ง ที่อุณหภูมิ -90 องศาเซลเซียสถึง -60 องศาเซลเซียส ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขวดวัคซีนที่ละลายจากการแช่แข็งแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เดือน ที่ 2 องศาเซลเซียสถึง 8 องศาเซลเซียส ภายในช่วงอายุการใช้งาน 1 เดือน ที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสถึง 8 องศาเซลเซียสนี้ อาจทำการขนส่งได้ แต่ ต้องใช้ระยะเวลาไม่เกิน 12 ชั่วโมง ก่อนใช้งาน สามารถเก็บขวดวัคซีนที่ยังไม่ได้เปิดใช้ได้นาน 2 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิสูงถึง 30 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวัคซีนละลายจากการแช่แข็งแล้ว ต้องไม่นำกลับไปแช่แข็งซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดการกับอุณหภูมิ นอกเหนือจากที่ระบุในสภาวะจัดเก็บเมื่อนำวัคซีนออกจากตู้แช่แข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลความคงตัวบ่งชี้ว่าวัคซีนในขวดวัคซีนที่ยังไม่ได้เปิดใช้มีความคงตัวนาน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; 24 ชั่วโมงเมื่อเก็บที่อุณหภูมิจาก -3 องศาเซลเซียสถึง 2 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; รวม 4 ชั่วโมงเมื่อเก็บที่อุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียสถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งรวมถึงระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่อุณหภูมิสูงถึง 30 องศาเซลเซียสดังที่ได้แสดงรายละเอียดไว้ด้านบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์ให้เป็นแนวทางสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้นในกรณีที่อุณหภูมิออกนอกช่วงที่ ระบุในสภาวะจัดเก็บชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขนส่งขวดวัคซีนที่ถูกแช่แข็งซึ่งเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำเป็นพิเศษ (ต่ำกว่า -60 องศาเซลเซียส)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ถาดบรรจุขวดวัคซีนชนิดมีฝาปิด มีขวดวัคซีนบรรจุอยู่ 195 ขวดซึ่งถูกนำออกมาจากตู้แช่แข็งที่มีอุณหภูมิ ต่ำเป็นพิเศษ (ต่ำกว่า -60 องศาเซลเซียส) สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงถึง 25 องศาเซลเซียสได้นานถึง 5 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ถาดบรรจุขวดวัคซีนชนิดฝาเปิด หรือถาดบรรจุขวดวัคซีนที่มีขวดวัคซีนบรรจุอยู่น้อยกว่า 195 ขวดซึ่งถูก นำออกมาจากตู้แช่แข็งที่มีอุณหภูมิต่ำเป็นพิเศษ (ต่ำกว่า -60 องศาเซลเซียส) สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูง ถึง 25 องศาเซลเซียสได้นานถึง 3 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; หลังจากที่นำถาดบรรจุขวดวัคซีนกลับไปเก็บที่ตู้แช่แข็งหลังจากสัมผัสอุณหภูมิสูงถึง 25 องศาเซลเซียส จะต้องเก็บถาดบรรจุขวดวัคซีนไว้ในตู้แช่แข็งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนที่จะนำออกมา จากตู้แช่แข็งอีกครั้ง 15&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขนส่งขวดวัคซีนที่ถูกแช่แข็งซึ่งเก็บไว้ที่อุณหภูมิ-25 องศาเซลเซียสถึง -15 องศาเซลเซียส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ถาดบรรจุขวดวัคซีนชนิดมีฝาปิด มีขวดวัคซีนบรรจุอยู่ 195 ขวดซึ่งถูกนำออกมาจากตู้แช่แข็ง (-25 องศา เซลเซียสถึง -15 องศาเซลเซียส) สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงถึง 25 องศาเซลเซียสได้นานถึง 3 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ถาดบรรจุขวดวัคซีนชนิดฝาเปิด หรือถาดบรรจุขวดวัคซีนที่มีขวดวัคซีนบรรจุอยู่น้อยกว่า 195 ขวดซึ่งถูก นำออกมาจากตู้แช่แข็ง (-25 องศาเซลเซียสถึง -15 องศาเซลเซียส) สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงถึง 25 องศาเซลเซียสได้นานถึง 1 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนำขวดวัคซีนออกมาจากถาดบรรจุขวดวัคซีนแล้ว ควรปล่อยให้ละลายจากการแช่แข็งสำหรับใช้งาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลิตภัณฑ์ยาที่เจือจางแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนที่เจือจางแล้วมีความคงตัวทางเคมีและทางกายภาพสำหรับในขณะใช้งาน (in-use stability) รวมถึงเวลา ในระหว่างการขนส่ง โดยมีความคงตัวเป็นเวลา 6 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสถึง 30 องศาเซลเซียส หลังจากที่เจือจางในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ 9 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร (0.9%) สำหรับฉีด จากมุมมองทางจุล ชีววิทยา (ยกเว้นในกรณีที่วิธีการเจือจางวัคซีนจะป้องกันความเสี่ยงของการปนเปื้อนของจุลินทรีย์)ควรใช้ วัคซีนที่เจือจางแล้วทันที หากไม่ใช้ทันที เวลาและสภาวะในการเก็บในการใช้งานจะถือเป็นความรับผิดชอบของ ผู้ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.4. ข้อควรระวังพิเศษในการเก็บยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เก็บไว้ในตู้แช่แข็งที่อุณหภูมิ -90 องศาเซลเซียสถึง -60 องศาเซลเซียส เก็บยาไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมเพื่อไม่ให้ยาโดนแสง ในระหว่างการเก็บรักษา ให้ขวดวัคซีนสัมผัสแสงไฟในห้องให้น้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดและแสง อัลตราไวโอเลตโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถบริหารจัดการขวดวัคซีนที่ละลายจากการแช่แข็งแล้วในห้องที่มีแสงสว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสภาวะการเก็บยาหลังจากที่ละลายจากการแช่แข็งและเจือจางผลิตภัณฑ์ยาแล้ว ดูหัวข้อ 6.3. อายุของยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.5. ลักษณะและส่วนประกอบของภาชนะบรรจุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขวดแก้วใสความจุขนาด 2 มิลลิลิตรสำหรับใช้หลายครั้ง (multidose vial) (แก้ว type I) ที่มีจุกยาง (ยางโบร โมบิลทิลสังเคราะห์) และฝาปิดพลาสติกแบบ flip-off ที่มีผนึกอลูมิเนียม แต่ละขวดมีวัคซีนบรรจุอยู่ 6 โดส ดู หัวข้อ 6.6. ข้อควรระวังพิเศษในการกำจัดและการบริหารจัดการอื่น ๆ ขนาดบรรจุภัณฑ์: 195 ขวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.6. ข้อควรระวังพิเศษในการกำจัดและการบริหารจัดการอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำแนะนำในการจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุคลากรทางการแพทย์ควรเตรียมโคเมอร์เนตีโดยใช้เทคนิคปราศจากเชื้อเพื่อให้มั่นใจถึงการปลอดเชื้อของ วัคซีนชนิดกระจายตัวที่เตรียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111360</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเภสัช จุฬาฯ, วัคซีนไฟเซอร์, เอกสารกำกับยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210728/image_big_6100b99251f06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 23:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “ฮายักษ์” สร้างอาร์ตทอยจากกัญชาครั้งแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กัญชาปอง ฮายักษ์ งานศิลปะจากกัญชา 13 แบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อภาครัฐปลดล็อกกัญชาจากบัญชียาเสพติด สถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมเดินหน้างานวิจัยอย่างเต็มสูบ รวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มทำคลัสเตอร์วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา (Chula C.A.N.S.) โดยมีคณาจารย์คณะต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาเข้ามาร่วมกันวิจัย ทั้งพัฒนายากัญชาทางทันตกรรม ยากัญชารักษาโรคระบบประสาท พัฒนาสายพันธุ์กัญชาคุณภาพเพื่อผลิตสารสกัดสำหรับตำรับยา อาหารเสริมและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ไอศกรีมกัญชาของจุฬาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกโครงการที่น่าสนใจ เป็นครั้งแรกในแวดวงศิลปะร่วมสมัยที่นำกากกัญชามาสร้างเป็นอาร์ตทอย เมื่อฮายักษ์&amp;nbsp; (HAYAK) จับมือกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ คลัสเตอร์นักวิจัยกัญชา ผลิต &amp;rdquo;กัญชาปอง ฮายักษ์&amp;rdquo; ออกแบบคาแร็กเตอร์โดย วรชัย มัทกิจ นิสิตเก่าคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ กรรมการ บริษัท ไทยทูเกตเตอร์ จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ไอเดียเจ๋งนำกากกัญชามาสร้างอาร์ตทอย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับฮายักษ์ อาร์ตทอย มีให้สะสม 13 แบบ 13 สี ในรูปลักษณ์ของลูกบอล &amp;ldquo;กาชาปอง&amp;rdquo; ของเล่นชื่อดังที่ฮิตสุดๆ ของญี่ปุ่น หาซื้อได้ตามตู้จำหน่ายของที่ระลึกอัตโนมัติ ภายใต้ชื่อ &amp;quot;กัญชาปอง HAYAK X CHULA C.A.N.S.&amp;rdquo; สนนราคาหมุนเครื่องขายของเล่นอัตโนมัติครั้งละ 100 บาท กัญชาปองจะหล่นลงมาให้ ถือเป็นผลงานศิลปะสะสม ตั้งโชว์ เห็นสีสันสวยงามรับประทานไม่ได้ เวลานี้ไปบิดได้ที่ร้านสมาคมศิษย์เก่าเภสัชจุฬาฯ ตรงข้ามมาบุญครอง อีกที่ชั้น G โซนสุขสยาม ไอคอนสยาม เป็นอีกประสบการณ์ลุ้นว่าจะได้ของเล่นจากกัญชาแบบไหน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่ปลูกกัญชาแบบชีวภาพ นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงกัญชาปอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับของเล่นกัญชาโปรเจ็กต์ใหม่ วรชัยบอกว่า ตนเป็นเภสัชกร ศิษย์เก่าจุฬาฯ มีไอเดียสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มีจังหวะที่คณบดีคณะเภสัชติดต่อ เล่าถึงคลัสเตอร์วิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชา ซึ่งมีกากกัญชาที่สกัดออกมาแล้ว หาวิธีทำให้เกิดประโยชน์ต่อไป ก็เกิดไอเดียกาชาปองจากกัญชา กากกัญชาที่ใช้สร้างผลงานมาจากกัญชาของกลางจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยนำมาสกัดให้เหลือแต่กาก จากนั้นนำมาทดสอบคุณสมบัติการยึดเกาะ แล้วจึงนำมาแยกส่วนที่ละเอียดและส่วนที่หยาบ ก่อนจะขึ้นรูป นำไปผลิตเป็นชิ้นงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ก่อนปลดล็อกกัญชา กากกัญชาที่สกัดได้ มีทั้งส่วนใบ ก้าน ดอก ต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีเผาทำลายเท่านั้น แต่หลังปลดล็อกสามารถนำไปผลิตสินค้าให้เกิดประโยชน์ได้ แต่จะต้องมีแหล่งที่มาของกากกัญชาที่ถูกต้อง ส่วนกัญชาปอง ไม่สามารถนำไปบริโภคหรือสูบได้ เพราะมีส่วนผสมในการผลิตกว่าจะเป็นของเล่นกายักษ์ ที่ตู้หมุนจะมีป้ายเตือนห้ามบริโภค&amp;ldquo; วรชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วรชัย มัทกิจ ศิลปินผู้ออกแบบคาแร็กเตอร์&amp;rdquo;ฮายักษ์&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศิลปินผู้ออกแบบ &amp;rdquo;ฮายักษ์&amp;rdquo; บอกด้วยว่า ฮายักษ์มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน บริษัทต้องการสร้างคาแร็กเตอร์ให้เป็นที่จดจำเมื่อปรากฏบนสินค้า เหมือนต่างชาติมีสนูปปี้ คิตตี้ มูมิน เราเป็นธุรกิจไลเซนซิ่ง เป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย แรงบันดาลใจออกแบบอยากได้มาสคอตของสินค้าไทยแท้ๆ จึงเลือกยักษ์ ซึ่งคนต่างชาติรู้จักดีจากยักษ์วัดอรุณฯ และยักษ์วัดโพธิ์ โดยปรับดีไซน์ให้เป็นยักษ์เด็ก ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ลืมเอกลักษณ์ความเป็นไทย มีผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศซื้อลิขสิทธิ์ฮายักษ์ติดบนสินค้า แต่เจอโควิดหนึ่งปี ธุรกิจหยุดชะงักไปบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ตู้จำหน่ายของที่ระลึกอัตโนมัติ &amp;quot;กัญชาปอง HAYAK X CHULA C.A.N.S.&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารบริษัทคนเดิมบอกมีจำหน่ายฮายักษ์เทียนหอม ฮายักษ์เซรามิกไว้หยดน้ำมันหอมระเหย กระเป๋าผ้า สร้อย แหวนฮายักษ์ กระติกชา และฟิกเกอร์โมเดลฮายักษ์ ที่ต่างชาตินิยมมาก แล้วยังมีกาชาปองฮายักษ์ตัวโลหะสีพิเศษ หมุนละ 50 บาท คนก็ตามเก็บ มีใส่แมสก์ทั้งขาวและดำ ตลอดจนได้เผยแพร่สัญลักษณ์ฮายักษ์ในเทศกาลภาพยนตร์อาเซียน จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม ถือเป็นตัวแทนของไทยสร้างการรับรู้คาแร็กเตอร์ของคนไทยในระดับนานาชาติ อีกทั้งจะพัฒนาฮายักษ์ในรูปแบบการ์ตูนสร้างการรับรู้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101781</URL_LINK>
                <HASHTAG>HAYAK, กัญชาปอง, คณะเภสัช จุฬาฯ, ฮายักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210504/image_big_60916cddf13fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี !จุฬาฯ วิจัยสารสกัดสมุนไพรกว่า 60 ชนิด  มาเป็นยารักษาโควิด 19  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มี.ค.64 - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา นวัตกรรมยาสมุนไพรรักษา โควิด-19 งานวิจัยสมุนไพรมากกว่า 60 ชนิด เพื่อการค้นหาสารตั้งต้นสำหรับผลิตยาที่สามารถนำมารักษาโรคติดเชื้อ โควิด-19 ในอนาคตผศ.ดร.ธัญญดา รุ่งโรจน์มงคล ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ให้ข้อมูลการวิจัยสมุนไพรที่สามารถนำมารักษาโควิด-19 ว่า สารเคมีจากสมุนไพรมีโครงสร้างซับซ้อนและมีโอกาสพัฒนาเป็นยาได้มากกว่าโครงสร้างทั่วไป แต่ต้องมีการปรับโครงสร้างเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเป็นพิษ และเพิ่มความคงตัวจนสามารถใช้เป็นยาได้ โดยในการวิจัยครั้งนี้ใช้ทั้งสารที่มาจากยาแผนปัจจุบันที่มีอยู่เดิม และสารสกัดสมุนไพรที่ได้ศึกษาเพิ่มอีกกว่า 60 ชนิด ที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นยา อาทิ สมุนไพรในกลุ่มสารไบโอฟลาโวนอยด์ แต่สมุนไพรกลุ่มนี้ในทางเภสัชวิทยา จะไม่แนะนำเพราะจะไม่มีความจำเพาะกับโปรตีนใดๆ ในทางกลับกันเราได้นำสมุนไพรกลุ่มนี้บางชนิด มาปรับปรุงโครงสร้าง ให้เกิดเป็นโครงสร้างใหม่ อาทิ สาร Baicalein ซึ่งเป็นสารสกัดที่ได้มาจากเปลือกของต้นเพกา โดยได้มีศึกษาวิจัยจากที่อื่นๆ ที่มีการตีพิมพ์แล้ว แต่สิ่งที่เราทำคือการต่อยอดในการนำไปปรับปรุงโครงสร้างให้มีความจำเพาะเพื่อให้มีการออกฤทธิ์ในการจับตัวและยับยั้งกับ&amp;quot;โปรตีเอส&amp;quot;ซึ่งเป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เรียกรวมกันว่า เอ็นไซ์ โปรตีเอส เป็นสารคงที่ &amp;nbsp;ของไวรัสโควิด 19 &amp;nbsp;ที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อย มากกว่าโปรตีนชนิดอื่น ที่อยู่ในไวรัสโควิด ซึ่งถ้าหากหาสมุนไพรหรือยายับยั้งโปรตีเอสได้ ไม่ให้กระจายเชื้อได้ดี ก็จะรักษาอาการได้ &amp;nbsp;ซึ่งสารที่น่าสนใจที่สุดในงานวิจัย คือ สารลูติน ที่เป็นสารสกัดจากผิวเปลือกส้ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ซึ่งสารที่ได้จากสมุนไพรดังกล่าว เราจะมีการทดลองใช้กับเป้าหมายของเราคือ เอนไซม์ โปรตีเอส ซึ่งเป็นหนึ่งในวงจรชีวิตของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะมีหน้าที่ในการตัดโพลีเปปไทด์ และยังสามารถช่วยให้ไวรัสแบ่งตัวได้ดี อีกทั้งยังเป็นโปรตีนที่มีความคงที่ มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ดังนั้น หากเราสามารถหายาหรือสมุนไพรที่ยับยั้งการสร้างโปรตีเอสได้ ก็อาจจะเป็นการค้นพบสมุนไพรที่ต้านเชื้อโควิด-19 ด้วย โดยได้มีการศึกษาทางเคมีทางคอมพิวเตอร์ โดยการนำสารสมุนไพรมาออกแบบโครงสร้างให้สามารถจับโปรตีเอสได้ดี เข้าสู่การทดลองในห้องปฏิบัติการต่อไป&amp;rdquo; ผศ.ดร.ธัญญดา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.ร.ต.อ.หญิง ภญ.ดร.สุชาดา สุขหร่อง ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ กล่าวเสริมว่า สมุนไพรในกลุ่มสารไบโอฟลาโวนอยด์ เป็นสารในสมุนไพรที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัว เพราะพืชเคลื่อนที่ไม่ได้ หากสัตว์มากินก็เป็นพิษและเสียชีวิต หากเราไปเด็ดลำต้นของพืชทำให้เกิดแผล สารชนิดนี้จึงช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียให้ ซึ่งจะพบในสมุนไพรหลายชนิด การค้นหาศึกษาสมุนไพรนับว่ามีโอกาสอย่างมากที่จะนำสารตั้งต้นของสมุนไพรมาดัดแปลง ในการพัฒนาเป็นยารักษาต่อสู้กับไวรัสโควิด- 19 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งขั้นตอนการพัฒนายาจากสมุนไพรไม่ได้ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้ยาที่ผลิตออกมามีคุณภาพ มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.กิตติคุณ วังกานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงในขั้นตอนของการนำสารสมุนไพรมาทดลองกับโปรตีเอสว่า ยาที่ยับยั้งการทำงานของโปรตีเอส อาจเป็นหนทางในการป้องกันและรักษาโรคโควิด-19 ควบคู่ไปกับวัคซีน โดยความรู้ก่อนหน้าจากโรค SARS และ MERS บ่งชี้ว่าโปรตีเอส เป็นเป้าหมายสำหรับการพัฒนายาที่ดี ในปัจจุบันบริษัทยา เช่น Pfizer ก็กำลังพัฒนายาเพื่อยับยั้งการทำงานของโปรตีเอส &amp;nbsp;ซึ่งห้องปฏิบัติการของจุฬาฯ สามารถสังเคราะห์โปรตีเอสเองได้แล้ว &amp;nbsp;และนำไปทดสอบกับสารสกัดสมุนไพร เพื่อยับยั้งโปรตีเอส ซึ่งพบว่าได้ผลน่าพอใจ &amp;nbsp;สมุนไพรหลายชนิดสามารถยับยั้งโปรตีเอสได้ นอกจากนั้น เรายังสามารถหาโครงสร้างสามมิติของโปรตีเอสได้ ซึ่งจะทำให้เราทราบถึงกลไกการทำงานในระดับโมเลกุลและสามารถพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.กิตติคุณ กล่าวต่อว่า คณะวิจัยใช้ยีนของโปรตีเอสที่สังเคราะห์ขึ้นมา โดยวิธีการทางเคมี แล้วนำไปใส่ในเชื้อแบคทีเรียทำให้สามารถผลิตโปรตีเอสได้เป็นจำนวนมาก จนสามารถนำมาทดสอบกับยาได้ โดยเทคนิคนี้ทำให้รู้ว่ายาตัวไหนที่น่าจะจับกับโปรตีเอสตัวนี้ได้ ไม่เพียงแต่การทดสอบทางคอมพิวเตอร์ แต่สามารถทดสอบจริงในห้องปฏิบัติการได้ด้วย &amp;nbsp; ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาในการหายารักษาโรคโควิด-19 ซึ่งปกติใช้เวลานานถึง 10 ปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น ซึ่งในขณะนี้ยังคงมีกาคทดลองเพื่อให้ได้ประสิทธิผลก่อนนำไปทดสอบในสัตว์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95018</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สมุนไพร, คณะเภสัช จุฬาฯ, ดร.กิตติคุณ วังกานนท์, ศ.ร.ต.อ.หญิง ภญ.ดร.สุชาดา สุขหร่อง, โควิด19, โปรตีเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6040c9c05c9e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 09:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผมร่วง มีความหวังแก้ได้ &quot;ทีมวิจัยเภสัชจุฬาฯ&quot; ค้นพบ&quot;แสมสาร &quot;อัศจรรย์ช่วยให้ผมงอกใหม่ เผยตัวต่อไปแก้&quot;ผมหงอก&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.64- &amp;nbsp;คณะเภสัชฯ จุฬาฯ ชูผลงานวิจัยรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นระดับดีมากจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2564 สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช พร้อมเผยแพร่สมุนไพรสกัดจากแสมทะเลแก้ปัญหาผมร่วงได้อย่างถึงราก คาดจะออกสู่ตลาดภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ พบทางออกที่ทำให้ผู้มีปัญหาผมร่วงยิ้มได้ ด้วยผลงานวิจัย &amp;ldquo;ผลิตภัณฑ์แก้อาการผมร่วงชนิดแอนโดรจินิค-อโลเพเชียจากสารสกัดแสมทะเล&amp;rdquo; ที่ผ่านการทดสอบกับอาสาสมัครทั้งชายและหญิงกว่า 50 ชีวิตแล้วพบว่าได้ผลจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ. ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษางานวิจัยเล่ากระบวนการทดสอบและผลลัพธ์ของงานวิจัยว่า เราถ่ายรูปศีรษะของอาสาสมัครทุกมุม รวมทั้งใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องบริเวณที่ผมหลุดร่วงเพื่อดูลักษณะการหลุดร่วงของเส้นผม และนัดหมายอีก 1 เดือน ถ่ายรูปในตำแหน่งเดิมเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง โดยทำอย่างนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน พบว่า เพียงแค่เดือนแรกที่ใช้สารสกัดแสมทะเล บริเวณศีรษะที่ล้านเริ่มมีผมดำแซมขึ้นจนปิดรอยที่เกิดจากการหลุดร่วง จำนวนผมที่หลุดร่วงเวลาสระผมลดลง เส้นผมแข็งแรง ยึดติดกับหนังศีรษะได้ดีขึ้น ที่สำคัญ ไม่ปรากฏว่าผู้ใช้สารสกัดแสมทะเลมีอาการแพ้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มาของงานวิจัยชิ้นนี้ ศ.ดร.วันชัย กล่าวว่าว่ามาจากวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาเอกคณะเภสัชศาสตร์ ที่ศึกษาเกี่ยวกับการหลุดร่วงของเส้นผม แล้วทีมวิจัยศึกษาต่อยอดด้วยการตรวจสอบว่ามีสารสกัดหรือสารบริสุทธิ์ที่เป็นธรรมชาติชนิดใดบ้างที่มีฤทธิ์ในการรักษาอาการผมร่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เราคัดกรองสารสกัดสมุนไพรจำนวนกว่า 50 ชนิด และสารบริสุทธิ์จำนวนกว่า 20 ชนิด จนพบว่า สารสกัดจากแสมทะเลมีสารออกฤทธิ์สำคัญ คือ สาร avicequinone C ที่สามารถยับยั้งการทำงานของ &amp;nbsp; เอ็มไซม์ที่สร้างฮอร์โมนที่ทำให้ผมร่วง นอกจากนี้ สารสกัดจากแสมทะเลยังช่วยในการสร้างโปรตีนที่เสริมการงอกของเส้นผมได้อีกด้วยจึงเป็นการช่วยแก้ปัญหาอาการผมร่วงได้แบบครบวงจร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.วันชัย กล่าวว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอางหลายชนิดที่อ้างสรรพคุณการรักษาอาการผมร่วง โดยมากประกอบด้วยยาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอาการแพ้และผิวหนังอักเสบจนกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกาย นอกจากนี้ &amp;nbsp;เกือบทั้งหมดยังไม่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิผลทางวิทยาศาสตร์หรือผ่านการวิจัยเพื่อหากลไกในการทำงานของสารที่นำมาใช้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา เรานำเข้ายาสังเคราะห์จากต่างประเทศ ทั้งชนิดยาทาและยารับประทานซึ่งใชัได้ผลเพียง 30% และ 48% ตามลำดับ ซ้ำยังมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ดังนั้นสารสกัดจากแสมทะเล ไม้ยืนต้นที่พบได้ในป่าชายเลนของไทยจะช่วยลดการนำเข้ายาสังเคราะห์เหล่านั้น และยังอาจเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างมูลค่าทางการตลาดให้ประเทศอีกด้วย&amp;rdquo; ศ.ดร.วันชัย กล่าว &amp;nbsp;
ปัจจุบัน มีบริษัทเอกชนซื้อลิขสิทธิ์ผลงานวิจัยชิ้นนี้ผ่านสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาฯ เพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว โดยจะทำการทดสอบกับอาสาสมัครจำนวนมากอีกครั้ง ก่อนจะจะเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์และขอขึ้นทะเบียน อย. ต่อไป ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 6 เดือน ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดแสมทะเลจะเริ่มออกวางจำหน่ายในท้องตลาด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมอยากเห็นผลิตภัณฑ์นี้พัฒนาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ช่วยแก้ไขปัญหาให้ผู้ที่มีอาการผมร่วง ศีรษะล้านให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเสริมความมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข&amp;rdquo;
ศ.ดร.วันชัย กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า นอกจากงานวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาผมร่วง ศีรษะล้านแล้ว ทีมกำลังวิจัยเพื่อแก้ปัญหาผมหงอก ผมขาวด้วยสมุนไพรหรือสารสกัดที่สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ทำให้ผมดำได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90400</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเภสัช จุฬาฯ, ต้นแสมสาร, ศ. ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล, โรคผมร่วง ผมบาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_600794e0ba425.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2020 16:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2020 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯเปิดตัว &quot;ปัตตานีโมเดล&quot; รุกตรวจหาภูมิคุ้มกันโควิด ชาวปัตตานี กว่า 1 หมื่นราย ก่อนปลดล็อกเมือง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;Baiya Rapid Covid-19 IgM IgG Test Kit&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1มิ.ย.63-ศ. &amp;nbsp;ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ผู้รักษาการแทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์ฯ ให้ข้อมูลว่า นับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทย ในสถาการณ์โควิด-19 ที่เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่ทางรัฐกำหนดออกมา อย่างเคร่งครัด ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างที่ทราบว่ามีการปลดล็อคดาวน์เป็นระยะ เพื่อให้วิถีชีวิตของคนไทยได้กลับมาปกติโดยเร็วที่สุด แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องดำเนินการไปอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการระบาดโควิด-19 ในระลอกสอง ที่ผ่านมาทางจุฬาฯ ได้พัฒนานวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบว่องไว Baiya Rapid Covid-19 IgM IgG Test Kit t ความสำเร็จในการวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์และบริษัทสตาร์ทอัพจุฬาฯ ใบยา ไฟโตฟาร์ม และพัฒนาต่อเนื่องไปในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับไวรัสโดยอาศัยการเรียนรู้จากงานระบาดวิทยาชุมชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานีในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โดยการดำเนินงานภายใต้โครงการ ปัตตานีโมเดล &amp;nbsp;เพราะเป็นพื้นที่จังหวัดชายแดนประเทศไทย และมีความเสี่ยงการเดินทางเข้าออกจากคนชาวต่างชาติและคนในพื้นที่ที่หลากหลาย ร่วมไปถึงประเพณีต่างๆที่อาจจะทำให้เกิดการใกล้ชิดมากกันมากขึ้น โดยได้นำร่องตรวจภูมิคุ้มกันให้ชาวปัตตานี โดยมีเป้าหมายจำนวน 10,000 รายก่อนเปิดเมือง เพื่อเก็บข้อมูลจัดทำระบบ Big Data ระดับชุมชน นำมาใช้วางแนวทางสร้างนวัตกรรมเชิงป้องกันให้คนไทยตรวจทั้งประเทศเพื่อให้ทราบสภาวะการติดเชื้อโควิด-19 รองรับการระบาดระลอกต่อไปที่อาจเกิดขึ้นได้ทัน และเป็นข้อมูลในระยะยาวให้รัฐใช้วางแนวทางการบริหารจัดการ เช่น กลุ่มใดควรได้รับวัคซีนก่อน กลุ่มใดควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มต่อมา กลุ่มใดมีภูมิแล้ว กลุ่มใดควรตรวจก่อน เป็นต้น ซึ่งนี่ถือเป็นการนำนวัตกรรมที่เราพัฒนาขึ้นเพื่อใช้สู้กับวิกฤติโควิด-19 และต่อยอดใช้ในพื้นที่อื่นๆให้เกิดประโยชน์ต่อไป&amp;rdquo; ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ. นพ .ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ผู้รักษาการรองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเสริมว่า ปัตตานีโมเดล ถือเป็นการพัฒนานวัตกรรมการจัดการความไม่แน่นอน (Uncertainty Management) อันเกิดจากโรคระบาดโควิด-19 แห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาที่ได้จากปัตตานีโมเดล ในพื้นที่ชุมชนตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ที่จะมีการติดตามผลประมาณ 1 ปี แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้ทราบว่า สามารถใช้ Rapid Test เสริมการตรวจในคนที่ไม่มีอาการ และตรวจได้เร็วขึ้นใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที และตรวจควบคู่ไปกับ RT-PCR รู้จำนวนคนที่ติดเชื้อได้ไวขึ้น และช่วยลดระยะเวลากักตัวใน Local Quarantine จากเดิม14 วัน เหลือ 1 สัปดาห์ ให้สามารถกลับไปกักตัวที่บ้านได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ช่วยลดภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ใน Local Quarantine เพื่อเสริมความมั่นใจให้กระบวนการการทำงานของ State Quarantine และ Local Quarantine&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ. นพ. ดร.นรินทร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ผลการตรวจจาก Rapid Test &amp;nbsp;จะสามารถพัฒนานวัตกรรมเชิงป้องกันทางระบาดวิทยา และคาดว่าจะเป็นต้นแบบในการนำไปพัฒนาวิเคราะห์และวางแผนสถานการณ์โควิด-19 ในระดับชุมชน &amp;nbsp;ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละจังหวัด ขณะนี้ก็มีจังหวัดสุรินทร์ได้มีการติดต่อในการลงพื้นที่สำรวจประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ก็ต้องมีการวางแผนและเตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ได้ร่วมมือกับทางจังหวัดปัตตานี อาทิ โครงการพาเพื่อนกลับบ้าน และโครงการสำรวจระดับภูมิคุ้มกันโควิด-19 ในชุมชนตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไกรศร&amp;nbsp; วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าฯจ.ปัตตานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรศร &amp;nbsp;วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า สถาการณ์โควิด-19 ปัจจุบันไม่มีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 40 วัน เพราะได้มีการวางระบบคัดกรอง ค้นหาผู้ป่วยและกักกันที่เข้มข้น เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง มีการเดินทางเข้า-ออกจากต่างประเทศทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทำให้ที่ผ่านมามีจำนวนผู้ติดเชื้อยืนยัน 92 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่นำเชื้อโควิด-19 เข้ามาแพร่จำนวน 31 ราย และเสียชีวิต 1 ราย &amp;nbsp;จึงได้มีการออกนโยบายค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชนแบบเข้มข้น เอ็กซเรย์เต็มพื้นที่เสี่ยง และมีแนวคิดในการคัดกรองคนจำนวนมากด้วยวิธีการทางแล็บ ที่ต้องมีความคุ้มค่า ประหยัด และปลอดภัย จึงได้ร่วมมือกับจุฬาฯ ในการนำนวัตกรรมชุดตรวจว่องไวนี้นำมาใช้ตรวจร่วมกับ RT-PCR คัดกรองผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาภูมิคุ้มกันในชุมชน เพื่อหากลุ่มเสี่ยง และผู้ที่ไม่แสดงอาการ จากการเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง อย่าง กรุงเทพฯ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ปัตตานีโมเดลเป็นรูปแบบการคัดกรองที่รวดเร็ว ทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างมั่นใจ คาดว่าจะขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดปัตตานีต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67546</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, -ศ.  ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, Baiya Rapid Covid-19 IgM IgG Test Kit, คณะเภสัช จุฬาฯ, จ.ปัตตานี, ปลดล็อกเมือง, ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล, ไกรศร  วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าฯจ.ปัตตานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4c44f6d795.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ร่วมกับ&quot;ศิริราช - เภสัช จุฬาฯ -ไบโอเทค&quot; พัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโควิด 3 ชนิด ผลิตที่โรงงานสระบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
31พ.ค.63-นพ.วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า ในสถานการณ์โควิด -19 นั้น ภารกิจของ อภ. คือการผลิต จัดหา ยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกัน ที่สำคัญคือการร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้นแบบในหลายรูปแบบ ได้แก่ การให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ต้นแบบ 2 ชนิด คือชนิดวัคซีนอนุภาคเหมือนไวรัส (Virus-like particle) พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล และชนิดวัคซีนโปรตีนซับยูนิต (Subunit vaccine) พัฒนาโดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวัคซีนทั้ง 2 ชนิด นี้ ใช้เทคโนโลยีการใช้เซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งหากวัคซีนต้นแบบนี้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ &amp;nbsp;อภ.จะรับถ่ายทอดเทคโนโลยีมาเพื่อพัฒนาต่อในการขยายขนาดการผลิตเป็นวัคซีนตามมาตรฐาน GMP สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เพื่อวิจัยพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อตายจากการตัดต่อยีนของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ SARS-CoV2 เข้าไปในยีนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Inactivated influenza virus-based COVID-19 vaccine) เพื่อเป็นเชื้อไวรัสตั้งต้นหากสำเร็จจะนำเชื้อไวรัสตั้งต้นนี้ผลิตเป็นวัคซีนโดยใช้เทคโนโลยีการใช้ไข่ไก่ฟักของอภ.ที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่อยู่เดิม เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาทางคลินิกต่อไป โดยคาดว่าการวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้ง 3 ชนิด จะทราบผลเบื้องต้นในปลายปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผอ.อภ. กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 คณะผู้บริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนจากหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประธานมูลนิธิไอเอสพีอี (ประเทศไทย) หรือ International Society for Pharmaceutical Engineering (ISPE Thailand) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (World Health Organization Regional Office for South-East Asia (SEARO) และผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านวัคซีน ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าและความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิดสำหรับใช้ในประเทศ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ของ อภ. ที่จ.สระบุรี จากการรับฟังข้อมูลและการดูพื้นที่ของโรงงานผลิตวัคซีนฯ คณะผู้บริหารสถาบันวัคซีนฯและคณะผู้เชี่ยวชาญต่างมีความเห็นว่าอภ.มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่มีศักยภาพและมีความพร้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบรรจุวัคซีนโควิด &amp;ndash; 19 ที่สามารถทำในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อภ.มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิด&amp;ndash; 19 เรามีโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นทุนเดิมที่มีศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานหลายๆด้าน สามารถนำมาประยุกต์และก่อสร้างต่อยอดเพิ่มเติมเป็นโรงงานสำหรับผลิตวัคซีนโควิด&amp;ndash; 19 ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านการวิจัย พัฒนาวัคซีน มีประสบการณ์การผลิตวัคซีนหลายชนิด มีเครื่องมือ เครื่องจักรที่ทันสมัย รองรับการผลิตทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและในระดับอุตสาหกรรม ได้ในหลายรูปแบบตามผลสำเร็จของการวิจัย และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งยังรอผลการวิจัยว่าจะได้วัคซีนต้นแบบชนิดไหนที่เหมาะสมที่สุดต่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม&amp;rdquo; ผอ.อภ. กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67458</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเภสัช จุฬาฯ, คณะแพทย์ศิริราช, วัคซีนโควิด-19, อภ., ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed36fe5b2845.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
