<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะแพทย์ฯจุฬา ประกาศผลสำเร็จก้าวแรกวิจัยใช้เซลล์นักฆ่า รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่กลับมาเป็นซ้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย.62- คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย &amp;nbsp;เผยความสำเร็จก้าวแรกของงานวิจัยการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ด้วยเซลล์นักฆ่า ผู้ป่วยรายแรกเข้ารักษาไม่พบอาการแสดงของโรคกลับเป็นซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อ.นพ.กรมิษฐ์ ศุภพิพัฒน์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยเซลล์บำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีความเสี่ยงสูง สามารถรักษาได้ด้วยเซลล์นักฆ่า หรือ Natural Killer Cell ซึ่งก็คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีอยู่ประมาณ 5-10% ของเซลล์เม็ดเลือดขาวทั้งหมด ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มีหน้าที่หลัก คือ ลาดตระเวนและตรวจหาเซลล์แปลกปลอม ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเซลล์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;จนอาจก่อให้เกิดอันตรายภายในร่างกาย และยังสามารถทำลายเซลล์แปลกปลอมและเซลล์ที่ผิดปกติได้ &amp;nbsp;จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสนใจและพยายามศึกษาวิจัยในการนำเซลล์นักฆ่ามาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งก็ค้นพบว่าสามารถกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าภายนอกร่างกายได้ และมีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในมะเร็งหลายๆ ชนิด ทั้งมะเร็งก้อนและมะเร็งทางโลหิตวิทยา ทั้งในการศึกษาระดับหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;อ.นพ.กรมิษฐ์ กล่าวต่อว่า โดยปกติเซลล์นักฆ่ามีจำนวนน้อยมากในเลือด การจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยจะต้องนำออกมากระตุ้น และเพิ่มจำนวนก่อน โดยมีขั้นตอนก็คือ ทำการเจาะเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วย หรือผู้บริจาค แล้วก็เอามาปั่นแยกเซลล์เม็ดเลือดขาวออกจากเลือด คัดแยกเซลล์นักฆ่า ออกจากเม็ดเลือดขาว จากนั้นทำการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่า ด้วยอาหารเลี้ยงเซลล์ชนิดพิเศษและโปรตีนไซโตคายเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ แล้วค่อยตรวจสอบคุณภาพของเซลล์นักฆ่าที่ได้ในเชิงปริมาณคุณภาพว่า ปลอดจากการปนเปื้อนและปลอดจากเชื้อโรค จึงนำเซลล์นักฆ่าประสิทธิภาพสูงที่ได้ &amp;nbsp;กลับไปให้แก่ผู้ป่วยได้ โดยกระบวนการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนทั้งหมดนี้ จะทำอยู่ในภายในห้องปฏิบัติการสะอาดปลอดเชื้อพิเศษในแบบที่คล้ายกับการผลิตยา จึงนำมาสู่การเตรียมดำเนินก่อสร้างศูนย์บูรณาการวิจัยและรักษาโรคมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาฯ ทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้ให้คำแนะนำในด้านการปรับปรุงห้องปฏิบัติการสะอาดพิเศษสำหรับการผลิตเซลล์ เพื่อใช้กับผู้ป่วยรวมถึงกระบวนการควบคุมการผลิตเซลล์เพื่อใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งเบื้องต้นทาง อย.ได้อนุมัติแบบแปลนสำหรับการปรับปรุงห้องปฏิบัติการ เรียบร้อยแล้ว ก็กำลังดำเนินการปรับปรุงห้องให้ได้มาตรฐานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนการรักษากับอย.ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หัวหน้ากลุ่มวิจัยเซลล์บำบัดมะเร็ง &amp;nbsp;กล่าวถึงประสิทธิภาพ ของเซลล์นักฆ่าอีกว่า มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค และป้องกันโรคกลับเป็นซ้ำในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ &amp;nbsp;โดยเฉพาะการใช้เซลล์นักฆ่าจากพ่อแม่พี่น้อง หรือลูกที่มีสารพันธุกรรมตรงกันเพียงครึ่งเดียว &amp;nbsp;ทางโครงการได้ร่วมวิจัยและพัฒนาการรักษาเซลล์บำบัดมะเร็งด้วยเซลล์นักฆ่า &amp;nbsp;ตั้งแต่การทดสอบประสิทธิภาพในหลอดทดลอง ในสัตว์ทดลอง และปี 2561 นำร่องกับผู้ป่วยจริง 5 ราย &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้ป่วยชาวไทย เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอีลอยด์ที่มีความเสี่ยงสูง &amp;nbsp;โดยผู้ป่วยทั้ง 5 ราย ได้รับการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคทั้งหมด ซึ่งส่วนนี้ นักวิจัยประสบความสำเร็จ ในการกระตุ้นและเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาคให้มีปริมาณและคุณภาพที่ได้มาตรฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการใช้เซลล์จริงในผู้ป่วย สามารถเพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่าขึ้นมาได้ในระดับที่เพียงพอสำหรับการใช้ในผู้ป่วยแล้ว เซลล์นักฆ่าที่ได้ไม่มีเซลล์อื่นๆ ปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และในปี 2562 นี้ทางโครงการก็มีความตั้งใจจะเริ่มดำเนินโครงการต่อเนื่อง เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่มีความเสี่ยงสูงต่อไป นำไปสู่การใช้รักษาจริงในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านผศ.นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ &amp;nbsp;หัวหน้าสาขาวิชาโลหิตวิทยาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ &amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า การใช้เซลล์นักฆ่าจากตัวผู้ป่วยเอง มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคค่อนข้างต่ำ ตรงข้ามกับการใช้เซลล์นักฆ่าจากผู้บริจาค ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค &amp;nbsp;โดยมีโอกาสควบคุมโรคได้ถึง 40-80% และยังช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้ &amp;nbsp; ยกตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ รายแรกที่เข้าร่วมโครงการเป็นผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 52 ปี &amp;nbsp;ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในปี 2560 ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาเคมีบำบัดถึง 3 สูตรยาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ดีเท่าที่ควร คือ ในไขกระดูกของผู้ป่วยยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ และได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่ามีโรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำ ทีมแพทย์ผู้รักษาก็เลยประเมินจากลักษณะการกลับเป็นซ้ำ &amp;nbsp;แล้วผู้ป่วยมีโอกาสการตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานต่ำมาก จึงเสนอให้ผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการนำร่อง &amp;nbsp;โดยใช้เซลล์นักฆ่าจากพี่สาว ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวรายนี้ได้รับเซลล์นักฆ่าและหยุดรักษามาเป็นเวลา 1 ปี โดยที่ไม่มีอาการของโรคกลับเป็นซ้ำเลย &amp;nbsp;แต่ก็ยังได้รับผลข้างเคียง มีอาการเซลล์ต่อต้านแบบเรื้อรังในระดับที่ไม่รุนแรง &amp;nbsp; ในบริเวณเยื่อบุช่องปาก เป็นแผล ซึ่งสามารถควบคุมอาการได้ด้วยการใช้ยากดภูมิชนิดบ้วนปาก &amp;nbsp;ส่วนอีก 4 รายที่อยู่ในโครงการ ทั้งหมดมีระยะปลอดจากโรค หลังจากหยุดรักษาไปแล้วตั้งแต่ 2 เดือนถึง 7 เดือน ซึ่งจากการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้น เห็นได้ว่าการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่า ในผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความปลอดภัย แต่ต้องอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไปอย่างน้อยก็ 1-2 ปีเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวอีกว่า อีกไม่นานไทยเราก็จะมีพระราชบัญญัติเซลล์บำบัดเพื่อมาควบคุมมาตรฐานการรักษาด้วยเซลล์บำบัด และกำกับมาตรฐานห้องปฏิบัติการสำหรับผลิตเซลล์เพื่อมาใช้ในผู้ป่วย รวมถึงข้อบ่งชี้ในการใช้เซลล์บำบัดเฉพาะในโรค ที่มีการรับรองประสิทธิภาพของการรักษา แต่ในขณะที่ ยังไม่มีกฎหมายควบคุมประชาชนก็ควรรับทราบข้อพึงระวังเอาไว้ด้วยว่า การรักษาด้วยเซลล์บำบัด อาจเกิดผลข้างเคียงจากเซลล์ที่ใส่กลับเข้าไปได้ โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการปนเปื้อนจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน &amp;nbsp;ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการแพ้อย่างรุนแรงหรือการติดเชื้ออย่างรุนแรง แต่ในปัจจุบันยังมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงในการใช้เซลล์นักฆ่าในการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน &amp;nbsp;ใช้ในการป้องกันการเกิดมะเร็ง ช่วยชะลอวัย &amp;nbsp;ใช้ในการรักษาโรคเอดส์ หรือแม้แต่การใช้ในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ &amp;nbsp;ซึ่งการอวดอ้างดังกล่าวไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ รองรับ &amp;nbsp;การรักษาด้วยเซลล์นักฆ่านั้น ยังไม่ใช่การรักษามาตรฐานของโรคมะเร็งชนิดใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการรักษาตามมาตรฐานของโรคนั้นๆ ก่อนที่จะพิจารณาการรักษาด้วยเซลล์นักฆ่าผู้ป่วยควรที่จะได้รับการรักษาภายใต้โครงการ การศึกษาหรือการวิจัยทางคลินิกในโรงเรียนแพทย์เท่านั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยเอง.
...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34280</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มวิจัยเซลล์บำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬา, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์, ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์, อ.นพ.กรมิษฐ์ ศุภพิพัฒน์, เซลล์นักฆ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbecfb38c7c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2018 11:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขตสุขภาพที่ 6 จับมือ คณะแพทย์ จุฬาฯ เร่งพัฒนาศักยภาพ “คลินิกหมอครอบครัว” ดูแล “อาชีวเวชศาสตร์” กลุ่มแรงงานไทย-ต่างด้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โรงพยาบาลชลบุรี และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) จัดงานสัมมนา &amp;ldquo;เชื่อมสถาบัน สานเครือข่าย DHS Academy สู่ศตวรรษที่ 21 ภาคตะวันออก&amp;rdquo; แลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาสมรรถนะคลินิกหมอครอบครัว ด้วยหลักเรียนร่วมสหวิชาชีพ (Interprofessional Education-IPE) และการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) เพื่อดูแลอาชีวเวชศาสตร์ในกลุ่มแรงงานไทย-ต่างด้าว ในเขตสุขภาพที่ 6 &amp;nbsp;พื้นที่อุตสหกรรมขนาดใหญ่สร้างรายได้ให้ประเทศนับพันล้านบาทต่อปี ด้านคณะแพทย์ จุฬาฯ ปรับหลักสูตรการสอน เน้นเชี่ยวชาญรักษาระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิในชุมชนมากขึ้น โดยใช้พื้นที่เขตสุขภาพที่ 6 เป็นฐานการเรียนรู้ ขณะที่ WHO พร้อมสนับสนุน ปันองค์ความรู้จากไทยขยายไปทั่วโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โรงพยาบาลชลบุรี&amp;nbsp; คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.) จัดงาน &amp;ldquo;เชื่อมสถาบัน สานเครือข่าย DHS Academy สู่ศตวรรษที่ 21 ภาคตะวันออก&amp;rdquo; ใน โครงการพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพในศตวรรษที่ 21 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) องค์การอนามัยโลก (WHO) และ มูลนิธิไชน่าเมดิคัลบอร์ดประจำประเทศไทย (CMB) ให้การสนับสนุน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสถาบันการศึกษากับโรงพยาบาลชุมชน ในการพัฒนาศักยภาพรวมถึงสมรรถนะกลุ่มหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ เน้นคลินิกหมอครอบครัว ด้วยหลักเรียนร่วมสหวิชาชีพ (Interprofessional Education-IPE) และการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) ที่จะมาช่วยดูแลเรื่องอาชีวเวชศาสตร์ในกลุ่มแรงงานไทยและต่างชาติในพื้นที่อุตสาหกรรม โดย นพ.โสภณ เมฆธน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ให้เกียรติร่วมบรรยายพิเศษ &amp;ldquo;กำลังคนที่ตอบสนองต่อกลุ่มหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ&amp;rdquo; และ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อดีตผู้ตรวจฯ สธ. เขตสุขภาพที่ 6 เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ดร.ลีวีอู เวดราสโก Technical Officer World Health Organization (WHO) และ ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว เลขาธิการ ศสช. ณ ห้องประชุมเฉลิมราชสมบัติ ชั้น 9 อาคารเฉลิมราชสมบัติ โรงพยาบาลชลบุรี&amp;nbsp; จ.ชลบุรี โดยมีบุคลากรสาธารณสุขให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 200 คน&amp;nbsp; เมื่อเร็ว ๆ นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นพ.โสภณ เมฆธน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ที่ปรึกษา รมว.สธ.) กล่าวว่า สธ.มีนโยบายปฏิรูประบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถจัดการตนเองด้านสุขภาพ ผ่านทีมหมอครอบครัว ซึ่งจะมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นหัวหน้าทีม คอยให้คำปรึกษาและร่วมดูแลประชาชน ถือเป็นการส่งแพทย์ลงสู่พื้นที่ตำบล หวังให้ประชาชนมีแพทย์เป็นญาติ ตั้งเป้าในอีก 10 ปี ข้างหน้า คนไทยทุกคนจะมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวประจำตัวใน 4 ด้าน ได้แก่ จัดระบบบริการคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster) ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 1 คน พยาบาลวิชาชีพ 4 คน นักวิชาการหรือเจ้าพนักงานสาธารณสุข 4 คน ทันตาภิบาล 1 คน แพทย์แผนไทย 1 คน เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 1 คน โดยหมอครอบครัว 1 ทีม ดูแลประชาชนในอัตราส่วน 1: 10,000 คน 2.กระบวนการเวชศาสตร์ครอบครัวมุ่งเน้นเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้มุ่งที่โรคหรือการรักษาโรคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วยได้ในแบบองค์รวม ทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมรอบตัว 3.เชื่อมโยงกับระบบสุขภาพอำเภอและคณะกรรมการสุขภาพอำเภอ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4.เชื่อมโยงระบบบริการด้วยระบบส่งต่อแบบไร้รอยต่อในเขตบริการสุขภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;หลักการของเวชศาสตร์ครอบครัว ทุกสหสาขาวิชาชีพด้านสาธารณสุขในทีมหมอครอบครัว ต้องรู้ลึกในสาขาวิชาชีพของตนเองเพื่อที่จะสามารถรักษาโรค รู้กว้างในด้านเวชศาสตร์ครอบครัวรวมถึงบริบทของชุมชน เพื่อดูแลประชาชนในองค์รวมครบรอบด้าน ยังต้องมีทักษะในการทำงานเป็นทีมในพื้นที่ชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของการดูแลประชาชนในพื้นที่เขตอุตสาหกรรม&amp;rdquo; ที่ปรึกษา รมว.สธ. ระบุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อดีตผู้ตรวจฯ สธ. เขตสุขภาพที่ 6 กล่าวว่า สำหรับเวชศาสตร์ครอบครัวของเขตพื้นที่สุขภาพเขต 6 ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษเนื่องจากเป็นเขตอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีระบบการดูแลด้านสาธารณสุขที่ครบวงจรแก่ประชาชนที่อยู่ในวัยทำงาน หรือ &amp;ldquo;อาชีวเวชศาสตร์&amp;rdquo; ทั้งการป้องกันการเกิดโรคที่เน้นเป็นพิเศษ การดูแลสุขอนามัย และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งทั้งหมดเป็นการทำงานร่วมกับชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การผลักดันเรื่องเวชศาสตร์ครอบครัวที่เสริมด้วยอาชีวเวชศาสตร์ เป็นนโยบายที่ทางรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้ให้เขตสุขภาพที่ 6 ทำงานร่วมกับคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่การพัฒนาระบบให้บริการในพื้นที่ ไปจนถึงด้านการพัฒนาการเรียนการสอนของทางคณะแพทยศาสตร์ ที่จะเน้น Community Based Learning สำหรับนิสิตแพทย์ ที่ต่อไปจะยึดการเรียนรู้จากพื้นที่จริงในชุมชนเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้หลักสูตรเสร็จแล้วและอยู่ในระหว่างการนำมาใช้ โดยหวังผลให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงการบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพได้มากทั้งในส่วนของประชาชนเองและงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล &amp;nbsp;อย่างเขตสุขภาพที่ 6 ก็มีโรงพยาบาลบ้านโพธิ์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำลเทพราช ใน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นต้นแบบในเรื่องดังกล่าว&amp;rdquo; &amp;nbsp;นพ.ธเรศ ชี้แจงเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการผลิตบัณฑิตแพทย์ในเขตสุขภาพที่ 6 มานานแล้ว แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่คือการปรับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตของทางจุฬาฯ เพื่อให้นิสิตเข้ากับชุมชนได้มากขึ้น เชี่ยวชาญการรักษาอาการเจ็บป่วยในเคสทั่วไประดับปฐมภูมิและทุติยภูมิมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งพัฒนาการรักษาในระดับตติยภูมิ โดยใช้พื้นที่เขตสุขภาพที่ 6 เป็นหนึ่งในฐานการเรียนรู้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;หลักสูตรใหม่ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่เราเปิดในปีการศึกษา 2561 เป็นต้นมา จะเพิ่มระยะเวลาให้นิสิตมีโอกาสได้เลือกเรียนตามความถนัดมากขึ้น จะได้เรียนอย่างมีความสุขเพราะได้ศึกษาในสิ่งที่ตนเองชอบ จะพบว่านิสิตแพทย์ จุฬาฯ จะมีความสามารถในหลายๆ ด้าน หลายคนมีความสนใจในเรื่องการทำวิจัย หรือบางกลุ่มต้องการเรียนเชิงลึก ขณะที่บางคนต้องการเรียนในเรื่องของชุมชน แน่นอนว่านิสิตที่มีความสนใจในการเป็นแพทย์ในชุมชนนั้น จะทำให้เขามีความสนใจในการศึกษาเพิ่มเติม อันนี้จะได้ประโยชน์ทั้งตัวผู้เรียนและตัวชุมชนด้วย แต่ส่วนพื้นฐานของการเป็นแพทย์ หลักสูตรใหม่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง บัณฑิตแพทย์ทุกคนจะมีความรู้เท่าเทียมกัน หากแต่จะมีพหุศักยภาพของตนเองที่จะไปเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้&amp;rdquo; คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี โรงพยาบาลชลบุรีได้รับความช่วยเหลือจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าช่วยเป็นพี่เลี้ยงในกระบวนการเรียนการสอนด้านการแพทย์ รวมถึงคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยลัยมหิดล ที่จะเข้ามาให้ความร่วมมือและช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนด้านการแพทย์ในอนาคต นอกจากนี้ โรงพยาบาลชลบุรียังได้ขยายองค์ความรู้พร้อมพัฒนาด้านการแพทย์เพื่อประชาชนในพื้นที่ ร่วมกับโรงพยาบาลพุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี และโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี โดยในอนาคตจะขยายให้มีสถาบันทางการแพทย์ครบทุกจังหวัดทั่วภาคตะวันออก และเร่งขับเคลื่อนเรื่องหลักสูตรเวชศาสตร์ชุมชน (District Health System-DHS) ที่เน้นการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) และคลินิกหมอครอบครัว ในการผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.ลีวีอู เวดราสโก Technical Officer WHO กล่าวตบท้ายว่า องค์การอนามัยโลกทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ต่างมุ่งที่จะสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมประชาชนในทุกระดับ โดยรากฐานของหลักประกันสุขภาพนี้ คือระบบดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีการนำไปใช้งานในทั่วโลก เพราะเป็นสิ่งที่เข้ามาดูแลชุมชนและผู้คน โดยแนวคิดนี้จะช่วยให้การดูแลสุขภาพเข้าไปถึงผู้คนได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เราจะสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวในทุกหนทางที่เป็นไปได้ พร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์จากนานาประเทศ อีกทั้งยังจะแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีจากประเทศไทยให้กับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงนานาประเทศในอนาคต&amp;rdquo; ดร.ลีวีอู กล่าว &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24655</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์, มูลนิธิพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพแห่งชาติ (ศสช.), เขตสุขภาพที่ 6, โรงพยาบาลชลบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1b1c45ebf77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
