<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 18:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 18:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์จุฬาฯเผยไทยมีแม่ตั้งครรภ์ ติดเชื้อ โควิด 2 ราย ประเมินประสบการณ์จีน โอกาสลูกติดเชื้อต่ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 เม.ย.93-เพจคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไลฟ์สดหัวข้อ COVID -19 in pregnancy and children หรือ การดูแลผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด ซึ่งขณะนี้อยู่ในความดูแล ของทีมแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ จึงได้มาแชร์ประสบการณ์ ดังนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.นพ.นพดล ไชยสิทธิ์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ข้อมูลการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ตั้งครรภ์มีค่อนข้างจำกัด ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน มีการรายงานว่า การตั้งท้องไม่ได้ทำให้ตัวโรคแย่ลง เมื่อเทียบกับไวรัสกลุ่มเดียวกันอย่างโรคซาร์ส และโรคเมอร์ส &amp;nbsp;ซึ่งส่งผลทำให้เด็กในครรภ์โตช้ &amp;nbsp;หรือตายขณะคลอด และตายภายหลังคลอด ตอนแรกคาดว่าโรคโควิด-19 จะมีความรุนแรงเท่ากับซาร์ส &amp;nbsp;และเมอร์ส &amp;nbsp;เพราะปกติหญิงตั้งครรภ์ระบบภูมิต้านทานและระบบการหายใจจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ปรากฏว่า ผู้ป่วยโควิดที่ตั้งท้อง กลับมีอัตราเด็กในครรภ์ตายน้อย &amp;nbsp;แต่จะมีปัญหาการคลอด เช่นคลอดก่อนกำหนด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานว่า ต้องทำการคลอดก่อนกำหนด เพราะโรคโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.นพ.นพดล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ &amp;nbsp;จากข้อมูล ยังพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด ทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด 40% ครรภ์เป็นพิษ15% เด็กโตช้า 10% &amp;nbsp;ส่วนการทำคลอดต้องประเมินจากอาการผู้ป่วย &amp;nbsp;ปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาฯ มีคนไข้โควิดตั้งครรภ์ &amp;nbsp;2 คน &amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ มีข้อมูลว่าถ้าให้ผู้ป่วยโรคโควิด ที่มีปัญหาการหายใจลำบาก นอนในท่านอนคว่ำ จะทำให้อาการดีขึ้น แต่สำหรับ คนท้องทำไม่ได้ ก็มีคำแนะนำอื่นๆ ออกมา แต่ภาพรวมสรุปว่าเด็กในครรภ์จะแย่ เมื่อแม่มีอาการแย่ลง ในต่างประเทศมีการพูดถึงการเกิดภาวะเส้นเลือดดำอุดตัน &amp;nbsp; แต่คนท้องในประเทศไทยไม่พบปัญหาดังกล่าว คนไข้โควิด เมื่ออาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะคลอดก่อนกำหนด สูตินรีแพทย์รักษาด้วยยาสเตียรอยด์ &amp;nbsp;ซึ่งการคลอดก่อนกำหนด ดูแลรักษายาก ยังไม่มีรายงานว่าใช้สเตียรอยด์สต่ำๆ มีผลต่อโควิดหรือไม่ อย่างไร &amp;nbsp; ซึ่งในพูดคุยกันระหว่าง หมอสูตินรีเวช &amp;nbsp;หมอเด็ก หมออายุรกรรม ในเรื่องการให้ยาสเตียรอยด์ และอาจปรับเปลี่ยนสูตรการให้ยาได้ &amp;nbsp; ซึ่งจะพิจารณาจากประโยชน์ที่ได้รับ ปัจจุบันมีการให้ยาแมกนีเซียม แต่ถ้าผู้ป่วยท้องแล้วมีปัญหาไตร่วมด้วยก็ไม่อยากให้ เพราะมีผลกดระบบทางเดินหายใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ที่รพ.จุฬาฯ มีเคสผู้ป่วยโควิด-19 อายุครรภ์ 27 สัปดาห์ ต้องมอนิเตอร์ตลอด &amp;nbsp;ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนการตัดสินใจให้คลอดเมื่อไหร่ &amp;nbsp;จะพิจารณาจากอายุครรภ์และตัวแม่ ถ้าเด็กและแม่แย่ลง ต้องพิจารณาเรื่องการคลอด บางรายคลอดเด็กแล้ว &amp;nbsp;อาจทำให้แม่ดีขึ้น เพราะการหายใจของแม่จะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำคนไข้โควิดไปคลอดยังมีความเสี่ยง &amp;nbsp;ส่งผลอาการผู้ป่วยแย่ลง ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำการคลอดต้องใส่ชุดป้องกันเต็มที่ เวลาเบ่งคลอด คนไข้จะสูดหายใจลึกๆ ร้องจากออกมา &amp;nbsp;เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด &amp;nbsp;จะมีน้ำลาย น้ำมูก และน้ำตา กระเด็นออกมา สิ่งเหล่านี้เป็นสารคัดหลั่งโดยตรง &amp;nbsp; &amp;ldquo; อ.นพ.นพดล กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สูตินรีแพทย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีคำแนะนำที่น่าสนใจ ถ้าแม่อาการไม่ดี ต้องมอนิเตอร์เด็กด้วย ส่วนการระงับปวดระหว่างการคลอดให้รีบทำแต่แรก กรณีคนไข้ฉุกเฉินจะได้ไม่ต้องดมยา อีกวิธีใช้ไนตรัสออกไซด์ระงับปวด แต่ส่วนใหญ่ไม่แนะนำ เพราะเป็นระบบแก๊ส หากคลอดวิธีธรรมชาติ กรณีที่แม่ติดโควิด ต้องสวมหน้ากากป้องกันขณะคลอด จะหายใจเข้าและออกได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้การคลอดยาก &amp;nbsp;ข่วงหลังจากคลอดแล้ว แม่ยังต้องกักตัว รอให้อผลตรวจออกมาเป็นลบ ต้องตรวจซ้ำ 2 ครั้ง &amp;nbsp;กลับบ้านแล้วแพทย์จะดูแลเต้านมหรือแผลผ่านวิดีโอคอล &amp;nbsp;ส่วนทารกที่กลับบ้านพร้อมแม่ แพทย์จะต้องจะติดตามอาการและตรวจเชื้อซ้ำใน 24 ชั่วโมง และ 48 ชั่วโมง &amp;nbsp; หากติดเชื้อโควิด เด็กจะแสดงอาการ &amp;nbsp;ซึม มีอาการทางระบบหายใจ และแสดงผ่านผลจากการตรวจเลือด &amp;nbsp;เพื่อหาเชื้อ ในต่างประเทศ กรณีเด็กเกิดใหม่ภายในหนึ่งสัปดาห์มักติดกับคุณแม่ หลังจากนั้นอาจติดจากคนในครอบครัว ทั้งยังมีแนวทางป้องกันทารกติดเชื้อหลังคลอด เช่น ห้ามญาติเยี่ยมเลย งดให้นมแม่ การป้องกันจะเข้มข้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.นพ.สันติ ปุณณะหิตานนท์ กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด กล่าวว่า ปัจจุบันมีคำถามมากมาย เช่น แม่ติดโควิด &amp;nbsp;สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ลูกได้มั้ย หากทารกแรกเกิดติดเชื้อมีอาการอะไรที่สำคัญและต้องกังวล &amp;nbsp;แม้แต่กรณีที่ไม่ทราบเด็กแรกเกิดติดเชื้อหรือไม่ &amp;nbsp;หรือเด็กติดเชื้อไปแล้ว ยังต้องอยู่ห้องฉุกเฉินจะมีแนวทางรักษาอย่างไร ข้อมูลการศึกษาส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน &amp;nbsp; มีกรณีศึกษาแม่ติดเชื้อ 6 ราย เด็กแรกเกิดไม่ป่วยโควิดเลย &amp;nbsp; มีการตรวจเชื้อในน้ำคร่ำ น้ำนมแม่ก็ ไม่พบ และป้ายโพรงจมูกเด็กก็พบไม่ติดเชื้อ &amp;nbsp;อีกกรณีแม่ติดเชื้อ 3 ราย พบมีเชื้อในคอ อุจจาระ แต่ที่รกไม่พบเชื้อ เมื่อตรวจเชื้อในเด็กตั้งแต่วันแรกหลังคลอด มีผลลบ กรณีต่อมาแม่ติดเชื้อ หาเชื้อในน้ำคร่ำ รก ตรวจหลังคลอดไม่พบลูกติดโควิด &amp;nbsp;ตรวจซ้ำวันที่ 3, 7 &amp;nbsp;และ 9 ก็ไม่พบ หากดูจากรายงานนี้ ก็สบายใจได้ส่วนหนึ่งว่า ลูกไม่ติด นอกจากนี้ มีกรณีแม่ติดเชื้อ คลอดลูกออกมา ตรวจหาเชื้อในลูกไม่พบเลย แต่ทารกแรกเกิดมีอาการผิดปกติ มีไข้ ระบบทางเดินหายใจ อาจไม่เกี่ยวกับโควิด &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;ldquo; แต่ก็พบแม่ป่วยโควิดคลอดลูก ผลตรวจลูกติดเชื้อด้วย ถือเป็นรายแรกลูกในท้องติดเชื้อ เคสนี้อยู่ที่จีน แม่คลอดโดยใส่หน้ากาก N95 &amp;nbsp;หลังคลอดป้ายเอาเยื่อบุในในคอเด็กออกมาตรวจพบเชื้อไวรัส ผลเป็นบวก ซึ่งเป็นกรณีแรกที่เราต้องตระหนัก ส่วนการติดเชื้อหลังคลอดรายแรกจากจีน เด็กอายุ 11 วัน มีไข้ เจอเชื้อ &amp;nbsp;อีกรายงานจากจีน มีการติดตามแม่ 33 ราย พบเด็ก 3 คน ติดเชื้อ มีไข้ อุณหภูมิไม่คงที่ เอ็กซเรย์ปอดไม่ปกติ &amp;nbsp;จากนั้นเริ่มมีรายงานตรวจหาระดับ IgM &amp;nbsp;ในเลือดทารกแรกเกิด ตรวจจากแม่โควิด 6 คน พบเด็ก 2 คน ระดับค่า IgM สูงขึ้นกว่าปกติ แสดงถึงการติดเชื้อในระหว่างครรภ์ &amp;nbsp; อีกรายงานระบุว่า แม่วินิจฉัยเป็นโควิด ต่อมา 12 วันคลอด พบ IgM ในลูกสูง แต่ป้ายในคอ ผลเป็นลบ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน &amp;nbsp;&amp;ldquo; ผศ.นพ.สันติ กล่าว
&amp;nbsp;กุมารแพทย์ กล่าวว่า แม้การติดเชื้อโควิดจากแม่สู่ลูกอัตราต่ำ เพราะเจอน้อย แต่เด็กแรกเกิดสามารถติดเชื้อได้หลังคลอด &amp;nbsp;อาการอาจจะมากก็ได้ อย่างไรก็ตาม รายงานทั้งหมดที่อ้างอิง การตรวจเชื้อในน้ำนมแม่ ไม่พบ เป็นสัญญาณบอก สามารถให้นมลูกได้ คำแนะนำหลายองค์กร รวมถึง WHO ออกมา แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน หากเจาะจงเรื่องการให้นมแม่ ไม่สามารถบอกได้จะใช้ไกด์ไลน์ไหน แต่สุดท้ายให้ดูตามสถานการณ์และบริบทของแต่ละพื้นที่ ส่วนคำแนะนำที่เหมาะกับประเทศไทย กรณีแม่ติดเชื้อโควิด หากต้องรับเด็กในห้องผ่าตัดหรือห้องคลอด แม้แม่สวมหน้ากาก บุคลากรทางการแพทย์ต้องสวมชุด PPE และจำกัดจำนวนบุคลากรที่เข้าไปห้องผ่าตัด ส่วนใหญ่เป็นกุมารแพทย์ ขณะที่นอกห้องจะจัดทีมรอรับเด็ก ส่งต่อ และเคลื่อนย้ายมาเนิสเซอร์รี่ รวมถึงอุปกรณ์จะต้องไม่ใช้ปะปนกับเด็กแรกเกิดอื่นๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; ห้องคลอดต้องเป็นห้องควบคุมแรงดันดูแลผู้ป่วยโควิด &amp;nbsp;หมอสูตินรีแพทย์ต้องอุ้มทารกไว้ ไม่วางเด็กบนหน้าท้องของแม่ ป้องกันการสัมผัสกับเชื้อไวรัส รวมถึงเมื่อลูกคลอดออกมา ต้องแยกทันที จะ CPR ก็ทำในห้องแยก จากนั้นชำระล้างตัวเด็กให้เรียบร้อยก่อนเคลื่อนย้ายเข้าหอพักผู้ป่วย อีกแนวทางแม่กับลูกอยู่ห้องเดียวกัน โดยมีผ้าม่านกั้น ห่างกัน 6 ฟุต แต่ รพ.จุฬา ใช้แนวทางแยกแม่กับเด็ก สุดท้ายแล้วแต่บริบทแต่ละพื้นที่ แต่ละโรงพยาบาล &amp;nbsp;รวมถึงบุคคลกรต้องมีความเชี่ยวชาญ เพราะต้องจัดการด้วยความรวดเร็ว ป้องกันบุคลากรเสี่ยงติดเชื้อ กรณีเด็กไม่ป่วย WHO แนะนำการให้นมหลายแบบ ตั้งแต่ไม่ให้ดื่มนมแม่ แต่หากให้ แม่ต้องทำความสะอาดเต้านม ปั๊มนม ก่อนส่งต่อให้บุคลากรหรือญาตินำไปป้อนเด็ก &amp;nbsp;อีกวิธีให้แม่สวมหน้ากากป้องกัน ล้างมือ ทำความสะอาดเต้านมอย่างเคร่งครัดและให้นมลูกจากอก &amp;nbsp;WHO วางวิธีปฏิบัติไว้ต่างกัน เพราะในประเทศโลกที่สาม เด็กอาจไม่ตายด้วยโควิด แต่ตายด้วยโรคติดเชื้อ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผศ.นพ.สันติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63359</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คณะแพทยศาสตร์  จุฬาฯ, หญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200416/image_big_5e9841d4b1321.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะแพทย์ จุฬาฯ-จีซี ลงนามร่วมมือวิจัยรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20มิ.ย.62-.ดร. บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด โดยมี ศ.นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;เป้าหมายและทิศทางความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมไทยอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มะเร็ง โรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากกว่า 1 แสนคนต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี ใน 5 ปี ที่ผ่านมา อ้างอิงข้อมูลทางสถิติจากกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข มีผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งสิ้น 330,716 คน และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นโรคที่ยากต่อการรักษาให้หายขาดและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ &amp;nbsp;จุฬาฯ จีซี จึงได้ร่วมมือกัน เพื่อศึกษาความเป็นได้ในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งเทียบเท่าต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมภายในประเทศ โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นถึงปัญหาและความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในทุกระยะ โดยผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถรับการรักษาได้ เนื่องจากข้อจำกัดของวิธีการรักษาโรคมะเร็งอีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง ในปัจจุบันต่างประเทศมีการนำเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง และพบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง ที่ได้รับการรักษาโดยวิธีดังกล่าวสามารถรอดชีวิตจากโรคมะเร็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไม่สามารถรับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้ว หรือในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ปัจจุบันการรักษาโดยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด ยังไม่ได้นำเข้ามารักษาในประเทศไทยอย่างแพร่หลายเนื่องจำเป็นต้องนำเข้ายาและเทคโนโลยีจากต่างประเทศทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ได้เล็งเห็นถึงปัญหาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็ง จึงริเริ่มที่จะศึกษาความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดขึ้นมาในประเทศไทย โดยมีการพัฒนานวัตกรรมการรักษาด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดในหลากหลายวิธี ทั้งการรักษาด้วยเทคนิค CAR-T Cell, Therapeutic Antibody และ Cancer Vaccine รวมถึงการพัฒนาการผลิตเกล็ดเลือดเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดที่อยู่ระหว่างรับการรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ กล่าวว่า GC ได้จัดตั้งหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) ขึ้นเพื่อลงทุนใน 4 กลุ่มเทคโนโลยีหลัก คือ เทคโนโลยีวัสดุชั้นสูง (Advanced materials), ดิจิตอลแพลตฟอร์ม (Digital), เทคโนโลยีสะอาด (Cleantech) และ เทคโนโลยีชีวภาพและชีววิทยาศาสตร์ (Life science) สำหรับความร่วมมือกับจุฬาฯ ในครั้งนี้ เป็นการศึกษาความเป็นได้ในการลงทุนพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ภายในประเทศ โดยเริ่มต้นศึกษาแนวทางและรูปแบบในการดำเนินการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัด เพื่อนำเทคโนโลยีกลับมาใช้ตอบแทนและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งด้วยเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดนี้ มีแผนการลงทุนเพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทยมีโอกาสได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมด้วยค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสม และยังมีเป้าหมายในการผลักดันให้การรักษานี้อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ด้านสุขภาพของหลักประกันสุขภาพภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจในการรักษาโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาด้านการแพทย์และการรักษาในประเทศไทยอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี โดยมุ่งหวังให้ประชาชนคนไทยได้รับโอกาสทางการรักษาอย่างเทียมและทั่วถึงโดยวิธีเซลล์และภูมิคุ้มกันบำบัดเทียบเท่าต่างประเทศอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39031</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จีซี, คณะแพทยศาสตร์  จุฬาฯ, จุฬาฯ, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, ศ.นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190620/image_big_5d0b42b05eb9d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
