<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีบูม&#039;สกพอ.&#039;สั่งทุ่มลงทุนอัปเกรดพื้นที่5ปี2.2ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ต.ค. 2564 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2564 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมเห็นชอบการปรับแผนลงทุนอีอีซี 2.2 ล้านล้านบาทใน 5 ปี (2565-2569) โดยมีเป้าหมายการลงทุนให้ได้มากกว่าเป้าหมายเดิม จากแผนแรกของอีอีซี (ปี2561-2565) กำหนดเงินลงทุนไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเกิดเงินลงทุนแล้ว รวม 1,605,241 ล้านบาท หรือคิดเป็น 94% และคาดว่าสิ้นปี 2564 จะได้ตามเป้าที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนลงทุนอีอีซีระยะ 2 ขับเคลื่อนต่อยอดและเร่งรัดการลงทุนด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศ มีวงเงินลงทุนรวมประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน 200,000 ล้านบาท จากเมืองการบินภาคตะวันออก การพัฒนาพื้นที่ 30 กม.รอบสนามบิน และพัฒนาพื้นที่รอบสถานีหลักรถไฟความเร็วสูงฯ (TOD) 2.ดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ปีละ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ การลงทุนในระดับฐานปกติ ปีละ 250,000 ล้านบาท และการลงทุนส่วนเพิ่มที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (นิว เอส-เคิร์ฟ) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (อีวี) ดิจิทัล การแพทย์สมัยใหม่ การขนส่งโลจิสติกส์ เกษตรสมัยใหม่และอาหาร ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (BCG) รวมปีละ 150,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แผนอีอีซีใน 5 ปีข้างหน้า จะทำให้มูลค่าการลงทุนในอีอีซี เพิ่มขึ้น 500,000 ล้านบาท/ปี (จากเดิม 300,000 ล้านบาท/ปี) ถือเป็นกลไกหลักช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ 4.5 &amp;ndash; 5% ต่อปี และยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมส่งผลให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่ประเทศพัฒนาได้ในปี 2572&amp;rdquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยัง พิจารณา ผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F โดยผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐจะได้รับจากโครงการฯ เป็นค่าสัมปทานคงที่ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 29,050 ล้านบาท และค่าสัมปทานผันแปรที่ 100 บาทต่อ TEU (หน่วยนับตู้คอนเทนเนอร์ที่มีขนาด 20 ฟุต) โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 64 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ เป็นไปตามเอกสารการคัดเลือกเอกชน และมติ ครม. ที่ได้อนุมัติไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118799</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, คณิศ แสงสุพรรณ, สกพอ., แผนลงทุนอีอีซีระยะ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f000de13d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2021 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีลุยเปิดร.ร.ต้นแบบยกระดับภาษาเยาวชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
21 ส.ค. 2564 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี &amp;nbsp;เปิดเผยระหว่างเป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในกิจกรรมปฐมนิเทศโครงการพัฒนาสมรรถนะการจัดการ โรงเรียนต้นแบบการใช้ภาษาต่างประเทศทั้งครูผู้สอนและนักเรียนในเขตพื้นที่ อีอีซี (การใช้ภาษาอังกฤษ-จีน) ในระดับมัยธมศึกษาและโรงเรียนเครือข่าย ภายใต้โครงการกองทุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2563 - 2564 เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาสู่ ระดับสากลในการใช้ภาษาต่างประเทศ โดยมีอธิการบดี ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ และคณะครูจากโรงเรียนในพื้นที่อีอีซี เข้าร่วมกว่า 150 คน ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยโครงการดังกล่าวได้ขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในมิติด้านการศึกษา โดยการพัฒนาเทคนิคการสอนและเพิ่มเติมองค์ความรู้รายวิชาภาษาอังกฤษและภาษาจีนให้แก่กลุ่มครู มุ่งสร้างเครือข่ายของครูในพื้นที่ และพัฒนาให้เป็นครูต้นแบบ ขยายองค์ความรู้ไปยังภายในและภายนอกโรงเรียน โดยโครงการพัฒนาสมรรถนะการจัดการโรงเรียนต้นแบบการใช้ภาษาต่างประเทศฯ ที่เกิดขึ้นได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่อีอีซีกว่า 17 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มโรงเรียน 13 แห่ง และวิทยาลัย 4 แห่ง มีครูที่สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนรวมกว่า 60 คน และมีนักเรียนในสังกัด รวมกว่า 28,000 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งจะสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ และร่วมกันจัดการศึกษาทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ ส่งเสริมการพัฒนาระบบการศึกษาและกำลังคนให้ได้มาตรฐานสากล และตอบโจทย์การ &amp;ldquo;สร้างอนาคต ผ่านการศึกษา&amp;rdquo; และการผลิตบุคลากรได้ตรงความต้องการ (อีอีซีโมเดล) เยาวชนมีงานมั่นคงในอนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน และอีอีซี จะเป็นต้นแบบพื้นที่แห่งการเรียนรู้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114043</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิศ แสงสุพรรณ, ภาษา, อีอีซี, โรงเรียนต้นแบบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210313/image_big_604b9ffc6bd35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอีอีซีเร่งผลักดันโครงการระเบียงผลไม้หนุนรายได้เกษตรกรเพิ่ม30%  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค. 2564 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2564 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้ได้รับทราบ และพิจารณาความก้าวหน้า การดำเนินงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ความคืบหน้าโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออ(อีเอฟซี) โดยล่าสุด สกพอ. ได้ร่วมกับ อบจ.ระยอง เตรียมจัดทำระบบสมาชิก ชาวสวนผลไม้ และกลุ่มสหกรณ์ ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ โดยระยะแรกจะคัดเลือกจากกลุ่มชาวสวนทุเรียนที่ได้รับมาตรฐานสากลสำหรับส่งออก (GAP) ในเบื้องต้นโครงการอีเอฟซี ตั้งเป้าสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้น 20 - 30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรอบการขับเคลื่อนโครงการ จะดำเนินการ 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ศึกษาความต้องการตลาด เน้นศึกษาความต้องการ รสนิยม การบริโภคทุเรียน มังคุด และผลไม้ภาคตะวันออก เริ่มจากตลาดประเทศจีน 2.วางระบบการค้าใหม่ ผ่านการค้าออนไลน์(e-commerce) และการประมูลออนไลน์(e-Auction)พร้อมพัฒนาลงทุนบรรจุภัณฑ์ เพื่อขยายการส่งทางอากาศสู่ตลาดโลก เกษตรกรได้รับรายได้ตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง 3.จัดทำระบบห้องเย็น รักษาคุณภาพผลไม้ให้ส่งขายตลอดปี และ 4.จัดระบบสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องใช้เทคโนโลยีพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ตรงความต้องการตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นชอบการเร่งเครื่อง สร้างเชื่อมั่นนักลงทุน ดึงดูดการลงทุนใน อีอีซี เพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยจะเร่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ อาทิ การจัดระบบบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ One Stop Service และ Single Window อำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากรต่างๆ การกำหนดอัตราภาษีที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ เร่งดำเนินการเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ให้เกิดการลงทุนรวมอุตสาหกรรมใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยัง รับทราบ แนวทางการดำเนินงานผลักดันการใช้ประโยชน์จาก 5G และการลงทุนพัฒนาระบบ 5G ในพื้นที่ อีอีซี โดยมีแนวทางที่สำคัญ ดังนี้ 1.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน : จากสัญญาณ สู่ข้อมูลกลาง ติดตั้งแล้วเกิน 80% ของพื้นที่ ส่วนของสัญญาณ ได้ติดตั้ง ท่อ เสา สาย และสัญญาณ โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สดช.) และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประสานให้เกิดต้นทุนต่ำสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยการใช้เสาอัจฉริยะร่วมกัน และการลงทุนเสาเพิ่มเพื่อให้เช่า รวมทั้งกำหนดราคาต่ำสุด เพื่อให้สะท้อนความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ รวมถึงด้านข้อมูลกลาง ร่วมกับ สดช. กำหนดให้ข้อมูลภาครัฐ รวมอยู่ใน คลาวด์ภาครัฐโดย อีอีซี จะสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล และร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ ปรับข้อกฎหมาย นำข้อมูลคลาวด์ภาครัฐ และภาคเอกชน เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยได้ จัดทำข้อมูลกลางเพื่อธุรกิจในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ด้านการใช้ประโยชน์ : ก้าวสู่ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเพิ่มผู้ใช้ 5G ในภาคการผลิต ผลักดันภาคธุรกิจโรงงานใน อีอีซี 10,000 แห่ง โรงแรม 300 แห่ง หน่วยราชการ สถานศึกษา โรงพยาบาล กลุ่มเอสเอ็มอี ให้มาใช้ 5G พร้อมเริ่มนำร่องใช้ 5G บริเวณสัตหีบ สนามบินอู่ตะเภา นิคมฯ มาบตาพุด และบ้านฉาง ขณะเดียวกันจะนำ 5G สร้างประโยชน์ชุมชน ให้ชุมชนใช้ประโยชน์ 5G สูงสุด ผลักดันให้บ้างฉาง ก้าวสู่ต้นแบบชุมชนอนาคต รวมทั้งนำ 5G มาใช้ประโยชน์ในแผนพัฒนาภาคเกษตร เกิดระบบเกษตรอัจฉริยะ และสนับสนุนการใช้ดิจิทัลเพื่อดูแลสุขภาพชุมชน &amp;nbsp;รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่จาก 5G ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ 5G ในการพัฒนาหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ด้านการพัฒนาบุคลากร เยาวชนไทย คือหัวใจ 5G โดยได้ผลักดันเอกชน และสนับสนุนให้ทุกบริษัทที่จะมาลงทุนด้านดิจิทัล ให้เข้ามาร่วมลงทุนการพัฒนาคน โดยเน้นผลิตบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการของเอกชน ตั้งเป้าหมาย 3 ปี (2564 &amp;ndash; 2566) รวม 115,282 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 8,392 คน มีแผนในปี 2564 - 2565 จำนวน 62,890 คน และประสานกับบริษัทชั้นนำ เช่น Huawai, HP ผลิตบุคลากรร่วมกันอย่างน้อย 44,000 คน และ 4.ด้านการมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์ &amp;nbsp;สร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ทุกภาคส่วน ให้เกิดการรับรู้การใช้ประโยชน์จาก 5G และร่วมพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94650</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิศ แสงสุพรรณ, สกพอ., อีอีซี, โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603cd2287de99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีลงทุนพุ่งรวมเฉียด 400 โครงการมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.2563 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 5/2563 ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม &amp;nbsp;เป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ว่า ที่ประชุมรับทราบ การขอรับส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี ช่วง 11 เดือน (ม.ค.- พ.ย. 2563) มีทั้งสิ้น 387 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 128,000 แสนล้านบาท เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งประเทศ เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ 76,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และปิโตรเคมี โดยนักลงทุนที่สนใจจะลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้ประสานกระทรวงต่างประเทศ ทดลองผ่อนผันการกักตัวผู้เดินทางเข้าประเทศ เพื่อความสะดวกและเป็นแรงจูงใจ ให้กับนักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในอีอีซีแล้วด้วย ขณะเดียวกันที่ประชุมยังพิจารณาความก้าวหน้าการดำเนินงานในเขตอีอีซี มีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ 1. พัฒนาโครงข่าย 5G และโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) โดยสร้างผู้ใช้ 5G อย่างเป็นระบบ ผลักดันให้ผู้ประกอบการภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐใช้เทคโนโลยี 5G ในโรงงานทั้งหมดในพื้นที่เขตส่งเสริมอีอีซี ประมาณ 10,000 แห่ง โรงแรมทั้งหมดในอีอีซี ประมาณ 300 แห่ง หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มเอสเอ็มอี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยได้จัดทำโครงการนำร่องพัฒนาระบบ 5G เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน เริ่มตั้งแต่ บริเวณฐานทัพเรือสัตหีบ เสริมความมั่นคง สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน เสริมโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เสริมประสิทธิภาพอุตสาหกรรม และอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อให้ชุมชนได้เริ่มทดลองใช้ระบบ 5G รวมถึงเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการข้อมูล ผลักดันให้ภาคเอกชนและภาครัฐ จัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ ในพื้นที่ อีอีซี โดยให้อีอีซีดี เป็นจุดติดตั้งศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ วางแนวทางและปรับข้อกฎหมาย นำข้อมูลคลาวด์ภาครัฐ และคลาวด์ภาคเอกชน เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยได้มาจัดทำข้อมูลกลาง เพื่อธุรกิจในอนาคต เพื่อให้ภาคธุรกิจ และกลุ่มสตาร์ทอัพ นำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเห็นชอบการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล ผลักดันเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนการพัฒนาคน โดยเน้นผลิตบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการของเอกชน จำนวน 100,000 คน รวมทั้งได้ปรับแนวทางการดำเนินโครงการอีอีซีดี ให้เป็นกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาโครงข่าย 5G ซึ่งวิธีการพัฒนาจะเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีประสบการณ์ จัดตั้งเขตนวัตกรรมดิจิทัลในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน และสหภาพยุโรป โดย สกพอ. เป็นเจ้าภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายคณิศ กล่าวว่า ที่ประชุมยังรับทราบการพัฒนาแผนเกษตรในอีอีซี ยกระดับ ภาคการเกษตรให้มีรายได้ ใกล้เคียงภาคอุตสาหกรรมที่ประชุม กพอ. รับทราบความก้าวหน้าแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี โดยแผนเกษตรในอีอีซี ใช้ความต้องการตลาดนำ เน้นเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พัฒนาสินค้าตรงความต้องการ ใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้ ให้สินค้าเกษตร มีคุณภาพดี ราคาสูง ให้ความสำคัญ 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ ผลไม้ ประมงเพาะเลี้ยง พืชชีวภาพ พืชสมุนไพร ปศุสัตว์ เพื่อยกระดับการผลิตตรงความต้องการ เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน และมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้แผนฯ เป็นกรอบในการขอรับงบประมาณปี 2565 เป้าหมายหลัก ต้องการยกระดับภาคเกษตร ใช้เทคโนโลยีนำการผลิต สินค้าตรงตามความต้องการของตลาด เพิ่มรายได้ภาคเกษตร ใกล้เคียงภาคอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87304</URL_LINK>
                <HASHTAG>11 เดือน, การลงทุน, คณิศ แสงสุพรรณ, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คณิศ&#039;แนะไทยร่วม CPTPP และFTA หวังดึงการลงทุนเข้าอีอีซี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย.2563 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เตรียมหารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. เพื่อพิจารณาแนวทางการปรับแผนการลงทุนอีอีซีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป้หมายระยะ 5 ปี(ปีพ.ศ.63-67 )ใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะนโยบายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ที่จะส่งผลบวกต่อการลงทุนที่คาดว่าจะมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นจากแผนเดิมซึ่งได้ประเมินไว้ว่าการลงทุนในอีอีซีรวมจะอยู่ที่ระดับ 1.7 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; มูลค่าการลงทุนในอีอีซีที่เราวางไว้ 5 ปี(ปี 63-67) อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาทรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป้าหมายเราคิดว่าจะต้องมารีวิวใหม่ จุดที่อีอีซีจะต้องดูแลคือ 1. คือเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(Green) เพราะไบเดนเน้นเรื่องลดภาวะโลกร้อนก็จะดึงนักลงทุนจากสหรัฐอมเริกาได้มากขึ้นในส่วนนี้ 2.เทคโนโลยีใหม่ที่เราเองจะเร่ง 5G รองรับ และ3.ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่จะเอื้อต่อการลงทุน&amp;rdquo; นายคณิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สกพอ.ต้องการให้รัฐบาลได้พิจารณาในเรื่องข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากสกพอ.เองทำไม่ได้ในเรื่องนี้ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านทำไปพอสมควรแล้วโดยเฉพาะเวียดนามที่ได้เข้าร่วมข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก(CPTPP) ไปแล้ว มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA)กับอียูแล้วไทยเองก็ยังไม่มี ซึ่งหากดำเนินการได้โอกาสที่จะดึงการลงทุนก็จะมีมากขึ้นเพราะนักลงทุนเองเมื่อจะมาลงทุนก็ต้องการตลาดส่งออกด้วย
อย่างไรก็ตามการจัดทำงบประมาณล่าสุดสกพอ.ได้ประชุมชี้แจงส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อจัดทำงบประมาณแผนงานบูรณาการอีอีซี ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยร่วมกับ 22 กระทรวงและ 120 หน่วยงานเบื้องต้นงบประมาณของสกพอ.เองจะมีประมาณ 500 ล้านบาทและงบประมาณบูรณาการอีก 20,000 ล้านบาทซึ่งจะใกล้เคียงกับงบปี 2564 โดยในส่วนของโครงการศูนย์ซ่อมอากกาศยานอู่ตะเภา(MRO)ยังถูกบรรจุไว้ในงบปี 65 เผื่อกรณีแผนฟื้นฟูผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; งบปี &amp;rsquo;65 สกพอ.ได้เร่งทำโดยมีเวลา 3 เดือน เพราะที่ผ่านมามีเวลาน้อยทำให้ไม่ทันโดยงบฯจะเน้นการศึกษา แผนพัฒนาระบบสาธารณสุข แผนการเกษตรและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งเรื่องทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่จะยากขึ้นเพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานที่จะมากกว่าที่ผ่านๆมา และการพัฒนาดังกล่าวจะลงสู่พื้นที่และพัฒนาชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม&amp;ldquo;นายคณิศกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA), คณิศ แสงสุพรรณ, สกพอ., หุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก(CPTPP), อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คณิศ&#039;ย้ำกลุ่มซี.พี.มีสิทธิขยับสถานีรถไฟความเร็วสูงฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 2563 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า กรณีบจ.รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบินภายใต้การนำของกลุ่ม ซี.พี. จะขอขยับสถานีของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)ตามสัญญาการพิจารณาคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal Document : RFP) เดิมนั้น เป็นสิทธิตามสัญญาที่ปรับตำแหน่งได้ หากเห็นว่าพื้นที่ใหม่เป็นประโยชน์มากกว่า และต้องได้รับอนุมัติจาก รฟท.ก่อนจึงย้ายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากสถานีในละแวกนั้นมีพื้นที่น้อยไม่สามารถที่จะพัฒนาเป็นสถานีรถไฟความเร็วสูงได้ เช่น สถานีพัทยา เป็นสถานีเล็ก และยังมีรถไฟวิ่งอยู่ ส่วนสถานีฉะเชิงเทรา พื้นที่สถานีเดิมเป็นจุดสับรางและสับเปลี่ยนรถ มีพื้นที่ไม่เพียงพอถึง 100 ไร่ จึงไม่สามารถทำได้ในทางเทคนิค โดยขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำเรื่องเวนคืนพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่าในส่วนการปรับตำแหน่งสถานีของ กลุ่ม ซี.พี.จะขยับสถานีฉะเชิงเทราไปทางด้านทิศใต้ของแม่น้ำบางปะกง แต่บางกระแสระบุว่า ไปทางบ้านโพธิ์และพื้นที่รอยต่อระหว่างหนองจอกกับถนนสุวินทวงศ์ ขณะที่สถานีชลบุรีจะอยู่ห่างจากสถานีเดิมอยู่ในเมืองออกไปเล็กน้อย ส่วนสถานีศรีราชาและสถานีพัทยาขยับลงมาอยู่ที่สถานีรถไฟบ้านห้วยขวาง ใกล้ตลาดน้ำ 4 ภาค และสวนนงนุช ที่ ซี.พี.มีที่ดินอยู่ประมาณ 600 ไร่ โดยเฟสแรกช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา รัฐจะเวนคืนส่งมอบพื้นที่ให้ตามสัญญา ต.ค. 64ใช้เวลาสร้าง 5 ปี จะแล้วเสร็จเปิดบริการในปี69 พร้อมกับสนามบินอู่ตะเภา หากเสร็จช้าจะถูกปรับตามสัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้คณะทำงานอยู่ระหว่างเร่งรัดส่งมอบพื้นที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยเร่งประเมินการเวนคืนที่ดิน รื้อย้าย ผู้บุกรุก ระบบสาธารณูปโภค ให้สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กลุ่ม ซี.พี.ได้ตามกำหนด และเดินหน้าก่อสร้างช่วงสนามบินสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ภายในเดือน ส.ค. 64 ส่วนช่วงพญาไท-ดอนเมือง ภายในเดือน ต.ค. 66 ยังติดย้ายผู้บุกรุก จำนวน 267 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)แจ้งว่าในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้จะมีการแถลงชี้แจงในกรณีกลุ่มซี.พี.ขอขยับสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82747</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิศ แสงสุพรรณ, ซีพี, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200510/image_big_5eb829422b6bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บอร์ดอีอีซี&#039;ไฟเขียวแผนพัฒนาเกษตรยกระดับเทียบขั้นอุตสาหกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย.2563 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.) เปิดเผยผลการประชุม กพอ. ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2563 โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ว่า ที่ประชุม ฯ ได้รับทราบและพิจารณาความก้าวหน้าการดำเนินงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) &amp;nbsp;มีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ 1. การจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี ที่ประชุม กพอ. รับทราบ การจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี &amp;nbsp;มีเป้าหมาย ยกระดับรายได้เกษตรกรให้เทียบเท่ากลุ่มอุตสาหกรรมและบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่ อีอีซี จะดำเนินการ โดยใช้ความต้องการ นำการผลิต ได้แก่ ความต้องการในประเทศ รองรับมหานครการบินภาคตะวันออก เมืองใหม่ และการท่องเที่ยว ความต้องการในต่างประเทศ สำรวจตลาดหาความต้องการเอเชียซีแอลเอ็มวี และยุโรป ที่มีความต้องการสูง สร้างความต้องการด้วยการพัฒนาสินค้าใหม่ รวมถึงยกระดับการตลาด-การแปรรูป-การเกษตร ด้วยเทคโนโลยีในทุกขั้นตอน ได้แก่ สร้างตลาดด้วยกลไกค้าออนไลน์(อี-คอมเมิร์ซ) เพื่อขายไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต้องเชื่อมระบบโลจิสติก ตั้งแต่ส่งออก-ขายในประเทศ-จนถึงการรวมสินค้าระดับฟาร์ม ให้สะดวกระดับสากล แปรรูปด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ได้สินค้าคุณภาพมาตรฐานระดับโลก เก็บรักษาผลไม้ อาหารทะเล ด้วยระบบห้องเย็น สร้างงานวิจัยเชิงด้านเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงตรงกับความต้องการในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ หีบห่อ การแปรรูป การปลูก การควบคุมความเสี่ยงจากภูมิอากาศ จัดกลุ่มเกษตรกร จัดทำโซนนิ่ง เพื่อสะดวกในการเสริมสร้างความรู้ใหม่ การตลาด-การผลิต-การเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับเกษตร 5 คลัสเตอร์ที่มีพื้นฐาน ทำได้ทันที ได้แก่ ผลไม้ &amp;ndash; พืช Bio-Based3 - ประมง - สมุนไพร - พืชมูลค่าสูง (เช่น ไม้ประดับ/ผักปลอดสารพิษ) โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ อีอีซี ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมีผู้แทนจาก สกพอ. เป็นเลขานุการร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการจัดหาพลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์) ในพื้นที่ อีอีซี โดยที่ประชุม กพอ. รับทราบ ความก้าวหน้าโครงการฯ ดังนี้ (1)ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เสนอโครงการพลังงานที่ใช้ในเมืองใหม่ รูปแบบพลังงานอัจฉริยะ (Smart Power Supply : SPS) ในลักษณะการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) ซึ่งมอบหมายให้ บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งให้ กฟภ. รับซื้อ และส่งจำหน่ายสำหรับใช้ในเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ &amp;nbsp;(2)อัตราค่าไฟฟ้าที่จะใช้ในเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จะไม่สูงกว่าราคาไฟฟ้าทั่วไปที่ กฟภ. ขายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3)แนวทางผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในพื้นที่ อีอีซี &amp;nbsp;ตามที่กลุ่มบุคลากรภาคธุรกิจในพื้นที่ อีอีซี จากประเทศญี่ปุ่น อาทิ หอการค้าประเทศญี่ปุ่น (เจซีซี) และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ภาคธุรกิจจากสาธารณรัฐเกาหลี และประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม ได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐ ขอให้ผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ รวมถึงการส่งช่างเทคนิค เข้ามาตรวจสอบซ่อมบำรุงเครื่องจักร ในอุตสาหกรรม และเพื่อสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยและต่างประเทศ มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อรองรับบุคลากรภาคธุรกิจในพื้นที่ อีอีซี ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สกพอ. อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข ถึงแนวทางผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศไทย ได้แก่ การสร้างภาคีเครือข่ายองค์กร บุคลากรทางการแพทย์ในประเทศต้นทาง กับสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกลศุลใหญ่ จัดให้มีการตรวจและออกใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าผู้เดินทางมีสุขภาพเหมาะสมกับการเดินทางทางอากาศ การขึ้นทะเบียนสถานที่และการบริการ Alternative State Quarantine เพิ่มเติมในพื้นที่อีอีซี รวมถึงทบทวนข้อกำหนด หรือมาตรการให้บุคลากรต่างชาติสามารถทำภารกิจในพื้นที่ได้คล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการอนุญาตให้เดินทางระหว่างประเทศ เป็นลำดับแรกในพื้นที่เฉพาะเจาะจง อาทิ พื้นที่ อีอีซี โดย สกพอ. จะได้เสนอศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 1019 หรือ ศบค. เพื่อทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69451</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.), คณิศ แสงสุพรรณ, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
