<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039; เผยคำวินิจฉัยส่วนตนคดีสลายพธม. &#039;สมชาย-ชัย&#039; ควรรับผิดชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.61 - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกาและกรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต) ในศาลฎีกา ในฐานะองค์คณะผู้พิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ได้เผยแพร่เอกสารคำวินิจฉัยส่วนตนชั้นอุทธรณ์ ในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)&amp;nbsp;เป็นโจทก์ฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี,&amp;nbsp;พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ&amp;nbsp;ฝ่ายความมั่นคง,&amp;nbsp;พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) (น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp;รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง) และ&amp;nbsp;พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;1-4&amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;และต่อมาในชั้นอุทธรณ์ของศาลฎีกาฯ พิพากษายืนยกฟ้องจำเลยที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ที่ ป.ป.ช.ได้ยื่นอุทธรณ์เข้ามาเพียงคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายชำนาญมีคำวินิจฉัยส่วนหนึ่งสรุปได้ว่า โจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายว่า การแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้นสามารถดำเนินการเลื่อนวันประชุมรัฐสภาหรือเปลี่ยนสถานที่ประชุมเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนผู้ชุมนุมได้ จึงเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายก่อนว่า จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ในฐานะนายกรัฐมนตรี หรือนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา อาจเลื่อนการแถลงนโยบายหรือเปลี่ยนสถานที่ประชุมได้หรือไม่ แม้โจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ทั้งไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษนายชัยมาด้วย แต่มีความจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย เพราะนอกจากจะต้องวินิจฉัยถึงการกระทำความผิดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันความสูญเสียแก่ประเทศชาติและประชาชนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ให้การว่าการแถลงนโยบายเป็นหน้าที่เพื่อประเทศจะได้มีคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ แต่จำเลยที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้การว่าได้ขอให้มีการเลื่อนหรือย้ายสถานที่แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีไป จำเลยที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;แก้อุทธรณ์ว่าการเลื่อนหรือย้ายสถานที่แถลงนโยบายของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;และบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;176&amp;nbsp;เป็นเงื่อนไขข้ออ้างสำคัญของฝ่ายการเมืองว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนกำหนดการแถลงนโยบายเกินกว่า&amp;nbsp;15&amp;nbsp;วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นว่าตามมาตรา&amp;nbsp;176&amp;nbsp;ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดว่าการไม่แถลงนโยบายตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิด ทั้งไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะมีผลให้จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง แม้จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ต้องแถลงนโยบาย ก็มีผลบังคับเพียงให้ต้องดำเนินการแถลงนโยบายโดยชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่มิได้บังคับว่าต้องทำภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เพราะแม้ยังไม่ได้แถลงนโยบาย จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และคณะรัฐมนตรีก็ยังมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งอาจมีเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคำฟ้องในคดีนี้ที่อาจทำให้ไม่สามารถแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายได้ การยืนยันหรือฝืนสถานการณ์ที่เล็งเห็นได้ว่าอาจเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตร่างกายของประชาชนไม่แต่เฉพาะผู้มาชุมนุม แต่ยังรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนในสถานการณ์เผชิญหน้าเช่นนั้น จึงไม่ควรได้รับการรับรองว่าถูกต้อง แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช&amp;nbsp;2550&amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;176&amp;nbsp;บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่การจะแถลงนโยบาย ณ สถานที่ใด กำหนดเวลาใดนั้นย่อมอาจขยายหรือย่นระยะเวลาได้ตามความจำเป็นโดยต้องคำนึงถึงความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง&amp;rdquo; นายชำนาญ ระบุตอนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องช่วงค่ำวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ต.ค.&amp;nbsp;2551&amp;nbsp;ไม่มีเหตุที่จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;จะเชื่อว่าการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งนายชัย ประธานรัฐสภา ซึ่งอาสาเข้ามาบริหารประเทศมิได้ตระหนักถึงหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของบ้านเมือง และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน การไม่หลีกเลี่ยงภยันตรายที่เล็งเห็นได้ว่าจะต้องขึ้นด้วยการไม่เลื่อนหรือย้ายสถานที่ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นเหตุให้มีการเผชิญหน้า ปะทะกัน เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน งบประมาณแผ่นดิน รวมทั้งเกิดความเกลียดชังกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของฝ่ายการเมืองคือจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และนายชัย ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาในขณะนั้น แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ โดยขอให้ลงโทษจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มาด้วย จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตามที่โจทก์ฟ้องได้ และการไม่หลีกเลี่ยงภยันตรายที่เล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นด้วยการไม่เลื่อนหรือย้ายสถานที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงไม่ใช่ความผิดของจำเลยที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. และจำเลยที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ผบช.น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16550</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดี7ตุลาคม2551, คดีสลายการชุมนุมพันธมิตร, คำวินิจฉัยส่วนตัวคดีพันธมิตร, ชำนาญ รวิวรรณพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b890411f092c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยะใส&#039;ชี้ยกฟ้องสลายพันธมิตร สะท้อนความพิการของต้นทางกระบวนการยุติธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.61 - &amp;nbsp;นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตและผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย โพสต์ข้อความ &amp;quot;ยกฟ้องตำรวจสลายการชุมนุมของพันมิตรฯ 7 ตุลาฯ 51 ....ความพิกลพิการของต้นทางกระบวนการยุติธรรม&amp;quot;ลงในเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องคดีที่ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นอุทรณ์ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น.ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีออกคำสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 471 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเคารพและน้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ผลคดีดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนความพิกลพิการ และความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในชั้นต้น เพราะกลายเป็นว่า การใช้แก๊สน้ำตาของตำรวจไม่เกินกว่าเหตุ ไม่ได้ทำให้ใครตายเลยแม้แต่คนเดียว รวมทั้งถือว่าสมควรแก่เหตุด้วย และนั่นเท่ากับว่า &amp;quot;น้องโบว์&amp;quot; ผู้เสียชีวิตพกระเบิดไปหรือพวกเดียวขว้างระเบิดโดนกันเองอย่างนั้นหรือ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งที่ข้อเท็จจริงเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และวัตถุพยานชัดเจน ว่า แรงระเบิดมาจากภายนอกเสื้อของ &amp;quot;น้องโบว์&amp;quot; ซึ่งรองโฆษก ตร.ในตอนนั้น จึงได้ขอโทษแม่น้องโบว์ และหุบปากเงียบสนิท เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกฟ้องคดีอาญาและแพ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ตามข้อเท็จจริงแก๊สน้ำตาแบบจีน มีดินระเบิด C4 ซึ่งมีส่วนประกอบของสาร RDX อยู่ 7 กรัม จึงมีการระเบิดเสียงดังและรุนแรงมากพอที่จะทำให้คนโดนระเบิดโดยตรงบาดเจ็บพิการหรือแม้แต่เสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าย้อนไปอ่านคำพิพากษาศาลปกครอง รายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรรมาธิการวิสามัญฯวุฒิสภา หรือแม้แต่ผลการชี้มูลของ ปปช.ต่างยืนยันว่าตำรวจกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่เป็นไปตามหลักสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การกล่าวหาใส่ความกลุ่มผู้ชุมนุมว่าพวกเดียวกันทำระเบิดตกใส่ แต่การสืบสวนสอบสวนของตำรวจผู้รับผิดชอบการใช้แก๊สน้ำตากลับไม่รู้ว่าเป็นใครเป็นคนขว้างหรือยิงใส่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะข้อเท็จจริงเป็นเพียงการแต่งเรื่องสอบสวนขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบสวนเป็นคดีไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดมาหนึ่งปีตามระเบียบแล้ว ตำรวจก็เสนอให้อัยการสั่ง &amp;quot;งดสอบสวน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ที่ผมอยากชี้ คือ คดีที่ตำรวจเป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่กลับมีอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งให้อัยการ จะเชื่อถือได้อย่างไรว่าการสอบสวนเป็นไปด้วยความสุจริตไม่มีการบิดเบือนพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามมาตฐานสากล คดีสำคัญเช่นนี้หรือที่มีการร้องเรียนจะต้องให้อัยการมีอำนาจตรวจสอบหรือควบคุมการสอบสวนตั้งแต่เกิดเหตุ แต่ประเทศไทยปล่อยให้ตำรวจเห็นและรวบรวมพยานหลักฐานเพียงฝ่ายเดียวสรุปแล้วส่งให้อัยการ โดยไม่มีโอกาสได้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมด และสั่งคดีไปตามที่ตำรวจสรุปเสนอกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสอบสวนต้นทางกระบวนการยุติธรรมจึงมีความสำคัญที่สามารถสร้างความเข้าใจผิดและความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน รวมทั้งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะตำรวจบางนายอาจทำความจริงให้เป็นเท็จ และปั้นแต่งความเท็จให้เป็นจริงได้ หรือแม้กระทั่งกล่าวหาใส่ความผู้เสียหายและพรรคพวกให้ได้รับความเสียหาย เกิดความคับแค้นใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งปฏิรูประบบงานสอบสวนต้นทางกระบวนการยุติธรรมที่สำคัญของประเทศให้หลักประกันความสุจริตและมีประสิทธิภาพแท้จริงด้วยการกำหนดให้พนักงานอัยการเข้าตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีสำคัญ รวมไปถึงการบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำบุคคลทั้งผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาและประจักษ์พยานปากสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อป้องกันการสร้างพยานหลักฐานเท็จหรือบิดเบือนพยานหลักฐานให้ผิดไปจากความเป็นจริงอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าให้ความพิกลพิการของกระบวนการสอบสวนทำลายความน่าเชื่อถือต่อระบบยุติธรรมของประเทศโดยรวม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16480</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดี7ตุลาคม2551, พธม., พันธมิตรฯ, ยกฟ้องสุชาติ เหมือนแก้ว, สลายม็อบพันธมิตร, สุริยะใส กตะศิลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180121/image_big_5a64500b0ece1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
