<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุมตัวคนร้ายข่มขืนแม่ชีพิการขาขาดวัย 79 ปี ทำแผนรับสารภาพ ตร.ตั้ง 5 ข้อหาหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.64 - พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และพนักงานสอบสวน คุมตัวนายอัจฉริยะ สีทา อายุ 24 ปี หรือนายโอ๋ อยู่บ้านเลขที่ 148 ม.1 ต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม ผู้ต้องหาในคดีข่มขืน นางสมยา ปรางทอง อายุ 79 ปี อยู่บ้านเลขที่ 201ม.2 ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้พิการขาขวาขาด ขณะนอนอยู่ในห้องพักภายในสวนปฏิบัติธรรมบ้านหนองโน หมู่8 ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายโอ๋ ทำแผนประกอบคำรับสารภาพทั้งหมด 4 จุด เริ่มจากจุดแรกคือ ที่หน้า สภ.หนองเรือ ซึ่งเป็นจุดที่นายโอ๋ถอดรองเท้าแล้ววิ่งหลบหนีข้ามไปฝั่งตรงข้าม โดยพยายามสลัดกุญแจมือแต่ไม่สามารถเอาออกได้ ก่อนจะควบคุมตัวไปยังจุดที่ 2 บริเวณหน้าร้านค้าใต้สะพานลอยตรงข้ามโรงพัก ซึ่งมีรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านจอดเสียบกุญแจอยู่หน้าร้านค้า โดยนายโอ๋ไม่สามารถสลัดกุญแจมือออกได้ ขับรถมือเดียวด้วยมือขวารีบสตาร์ทขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็วโดยขับย้อนศรไปถึงสี่แยกไฟแดงหลบหนีเข้าไปยังหมู่บ้านหนองโนที่เคยก่อเหตุข่มขืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมตัวนายโอ๋ไปทำแผนที่เรือนพักผู้ปฏิบัติธรรมของนางยาผู้เสียหายถูกข่มขืน โดยในจุดนี้นายโอ๋ปีนเข้าจากทางด้านหลังของเรือนพัก ลอดเข้าไปในช่องด้านบนแล้วเข้าไปข่มขืนแม่ชี และในจุดสุดท้ายเป็นกระท่อมในไร่อ้อยห่างจากสวนปฏิบัติธรรมประมาณ 1 กม. ซึ่งนายโอ๋ได้ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวและนอนหลับก่อนถูกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับตัวได้เมื่อวานที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวสอบถามนายโอ๋ ผู้ต้องหาว่ามีอะไรจะพูด โดยนายโอ๋ได้ขอโทษแม่ชี ขอโทษสังคมสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำและจะไม่ทำผิดอีก สัญญาว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ทำผิด และปฏิเสธว่าไม่เคยก่อเหตุคดีอื่นๆในพื้นที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายโอ๋ดำเนินคดีตามกฎหมาย และคุมตัวส่งฟ้องศาลจังหวัดชุมแพใน 5 ข้อหาประกอบด้วย ผู้ขับขี่เสพยาเสพติด,ข่มขืนกระทำชำเรา,ลักทรัพย์รถจักรยานยนต์,กักขังหน่วงเหนี่ยว,และ หลบหนีที่คุมขังของเจ้าพนักงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96364</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีข่มขืน, จังหวัดขอนแก่น, สภ.หนองเรือ, แม่ชี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051bc5a2f57b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2021 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ตร.จับ&#039;ไอ้ปิ๊ก&#039;ผู้ต้องหาข่มขืนลูกสาวแม่กราบป้ายโรงพักชนบทแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.64-ความคืบหน้ากรณีนางยุวะรีย์ งานหมั่น อายุ 52ปี อยู่บ้านเลขที่32 ม.4 ต.เพ็กใหญ่ อ.พล จ.ขอนแก่น กราบป้ายโรงพักชนบท อ.ชนบท จ.ขอนแก่น &amp;nbsp;เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกสาวและครอบครัว &amp;nbsp;ภายหลังจากที่น้องเอ ลูกสาววัย 27 ปี นายอเนก โคตรดา หรือปิ๊ก อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.8 บ้านหนองสะแบง ต.ห้วยแก อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ลวงออกจากบ้านไปที่บ้านพักและอยู่ด้วยกันทั้งคืน &amp;nbsp;ล่าสุดพ.ต.อ.ชาญศิลป์ นาสูงชน ผกก.สภ.ชนบท จ.ขอนแก่น นำกำลังเจ้าหน้าาตำรวจชุดสืบสวนสภ.ชนบท ลงพื้นที่ที่บ้านเลขที่ 62 ม.3 บ้านโนนสวรรค์ ต.คอนฉิม อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น &amp;nbsp;ซึ่งเป็นบ้านพักของนางสุดใจ ครอซ อายุ 45 ปี น้าสาว และน.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ผู้เสียหาย เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและสอบถามรายละเอียดต่างๆ ซึ่งทางผู้เสียหาย รวมถึงน้าสาว ญาติพี่น้องยืนยันให้ตำรวจไปเอาตัวนายปิ๊ก มาสอบสวน และพูดคุยกันที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสภ.ชนบทและชุดสืบสวนสภ.แวงใหญ่ เข้าทำการควบคุมตัวนายอเนก โคตรดา หรือปิ๊ก &amp;nbsp;อายุ 38 ปี มาที่บ้านของ น.ส.เอ โดยนายปิ๊ก เดินทางมาพร้อมกับนางบุญแถม โคตรดา อายุ 77 ปี มารดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิ๊ก กล่าวว่า ก่อนมารับตัวน้องไปได้โทรศัพท์หาฝ่ายหญิง ซึ่งฝ่ายหญิงยืนยันว่าไปได้ เพราะบอกยายแล้ว และยอมรับว่าได้มีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายหญิงจริง ไม่ได้เป็นการข่มขืน และยินดีรับผิดชอบแต่งงานกับฝ่ายหญิงให้ถูกต้องตามปะเพณีทุกอย่าง เพราะอยากได้ฝ่ายหญิงเป็นภรรยาอยู่กินด้วยกัน ถ้าหากฝ่ายหญิงและญาติไม่ยอมรับก็ยินดีที่จะถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ น.ส.เอ ยืนยันว่า ไม่รักและไม่ต้องการอยู่ด้วย ส่วนนางสุดใจ ครอซ อายุ 45 ปี น้าสาวก็ยืนยันว่าไม่ให้หลานสาวแต่งงานอยู่กินกับผู้ชายคนนี้เด็ดขาด ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด และไม่ต้องการเงินจากทางฝ่ายนายปิ๊กแม้แต่บาทเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวลาต่อมาพ.ต.ท.เธียรไชย ชาวส้าน รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.แวงใหญ่ และ ร.ต.อ.นิรันดร์ จันทะอุทัย สว.สอบสวน สภ.แวงใหญ่ ได้เดินทางมายังบ้านหลังดังกล่าว คุมตัวายปิ๊ก ผู้ต้องหาไปสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งไม่ไม่ภรรยาของตน โดยพ.ต.ท.เธียรไชย กล่าวว่า คดีของน้องเอ สาววัย 27 ปี นั้น มารดาและญาติพาเข้าแจ้งความคนหายและคดีข่มขืนไว้ที่สภ.แวงใหญ่เมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อได้ตัวผู้ต้องหา ก็จะคุมตัวไปสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหา ในส่วนของการจะประกันตัวนั้น ครอบครัวต้องไปประกันตัวที่ศาลจังหวัดพล &amp;nbsp; ซึ่งเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นก็จะส่งฟ้องฝากขังที่ศาลจังหวัดพล อ.พล จ.ขอนแก่นต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96040</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีข่มขืน, ตำรวจ, สภ.ชนบท จ.ขอนแก่น, แม่กราบป้ายโรงพัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210314/image_big_604de2480da27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุงรับข่มขืน ด.ญ.พิการจนท้อง 7 เดือนอ้างทำโทษที่ขโมยเงิน เมียโต้ทั้งน้ำตาไม่เคยขู่คู่กรณี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26&amp;nbsp;ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีครอบครัวหนึ่งใน ต.เมืองไผ่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ กลัวจะไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากที่ ด.ญ.เอ&amp;nbsp; หลานสาววัย 14 ปี ซึ่งเป็นเด็กพิการทางสมอง (ออทิสติก)&amp;nbsp;ถูกนายชัย อายุ 65 ปี ผู้สูงอายุในหมู่บ้านเดียวกันข่มขืนกระทำชำเรา จนตั้งท้องได้&amp;nbsp;7&amp;nbsp;เดือนกว่าจะรู้ นายชัยก็ยอมรับว่าได้กระทำจริง&amp;nbsp;และเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน แต่นายชัยถูกปล่อยตัวชั่วคราว และมีคนได้ยินว่านายชัยไปพูดบอกชาวบ้านว่า ไม่กลัว ทำกับคนพิการแล้วไม่มีความผิด&amp;nbsp;และอยู่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม&amp;nbsp;พร้อมยืนยันให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำให้ถึงที่สุด เพราะหลานเป็นเด็กพิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านนายชัย ผู้ต้องหา&amp;nbsp;ก็พบนายชัยอยู่ที่บ้านกับนางสวย&amp;nbsp;(นามสมมติ)&amp;nbsp;ซึ่งเป็นภรรยา&amp;nbsp;จากการสอบถามนายชัยยอมรับสารภาพว่าได้ล่วงละเมิดทางเพศ ด.ญ.เอ&amp;nbsp;จริง&amp;nbsp;แต่ไม่ได้มีการบังคับหรือให้เงินเพื่อให้เด็กยอมนอนด้วยตามที่เป็นข่าว&amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมาเด็กจะมาเล่นกับหลานของตนเองที่บ้านบ่อย&amp;nbsp;แล้วจะชอบเข้าไปลักขโมยเงินในบ้าน จึงบอกว่าห้ามขโมยอยากได้ให้ขอเอา&amp;nbsp;จากนั้น ด.ญ.เอ&amp;nbsp;ก็เข้ามาขอเงินเรื่อยๆ ตนก็ให้ไปครั้งละ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;บาทบ้าง&amp;nbsp;120&amp;nbsp;บ้าง&amp;nbsp;บางครั้งก็มาขอซื้อรองเท้า&amp;nbsp;เสื้อผ้า&amp;nbsp;กระเป๋าครั้ง&amp;nbsp;300&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;400&amp;nbsp;บาทก็มี&amp;nbsp;จนเด็กได้ใจก็จะเข้ามาขอเงินและขอของกินที่บ้านอยู่เรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัย ยังอ้างว่าที่ตนเองล่วงละเมิดทางเพศ ด.ญ.เอ&amp;nbsp;เพราะเด็กยินยอมเองไม่ได้บังคับ&amp;nbsp;เนื่องจากเด็กอยากได้เงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ก็ยอมรับว่าสิ่งที่ทำลงไปผิด&amp;nbsp;ซึ่งหลังจากเรื่องแดงก็มีการไกล่เกลี่ยขอเยียวยาและรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;แต่ฝั่งผู้เสียหายไม่ยอมได้ไปแจ้งความให้ดำเนินคดี&amp;nbsp;ตนเองก็เข้าไปมอบตัวและยอมรับสารภาพตั้งแต่แรกไม่ได้หลบหนีหรือปฏิเสธ&amp;nbsp;ยืนยันว่าไม่เคยไปข่มขู่หรือพูดเยาะเย้ยฝั่งผู้เสียหายเลย ก็รอให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสวย&amp;nbsp;ภรรยานายชัย&amp;nbsp;ผู้ต้องหาก็ออกมาพูดทั้งน้ำตา&amp;nbsp;สามีก็ยอมรับผิดและเข้ามอบตัวตั้งแต่แรกแล้ว&amp;nbsp;จากการสอบถามสามีก็ยอมรับว่าทำจริง สาเหตุเพราะต้องการลงโทษที่เด็กไปขโมยเงิน ไม่อยากทุบตีเพราะสงสาร คิดว่าจะทำโทษเพียงครั้งเดียวให้เข็ดหลาบ แต่เด็กก็ยังเข้ามาหาสามีของตนอีกเรื่อยๆ&amp;nbsp;ซึ่งตอนแรกตนก็ไม่รู้เรื่องกระทั่งเด็กตั้งท้อง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือน จึงรู้เรื่องแต่ก็ยอมรับสภาพกับสิ่งที่เกิดขึ้นสามีก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน ส่วนที่อีกฝ่ายอ้างว่าตนกับสามีไปพูดเยาะเย้ยหรือบอกว่าเส้นใหญ่นั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงสามีทำผิดก็ยอมรับผิดแล้ว&amp;nbsp;ตอนนี้ก็รอไปตามที่ศาลจะเรียกตัว ก็อยากให้เห็นใจทางฝั่งตนเองด้วยเพราะหลังจากเกิดเรื่องก็เครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสอบถามข้อมูลกับทางพนักงานสอบสวน สภ.กระสัง&amp;nbsp; ก็ให้ข้อมูลว่า ทางผู้ปกครองของเด็กผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;มิ.ย.2563&amp;nbsp;กล่าวหาว่าถูกนายชัย&amp;nbsp;(นามสมมติ) อายุ&amp;nbsp;65&amp;nbsp;ปี ซึ่งเป็นผู้สูงอายุในหมู่บ้านเดียวกันข่มขืนกระทำชำเราหลายครั้ง จนตั้งท้องได้&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เดือนช่วงที่แจ้งความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นวันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.ค. นายชัย&amp;nbsp;ที่ถูกกล่าวหา&amp;nbsp;ก็ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่โรงพัก&amp;nbsp;เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา&amp;nbsp;ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นนายชัย&amp;nbsp; ก็ยอมรับสารภาพว่าได้กระทำการข่มขืนกระทำเราเด็กจริง&amp;nbsp;เบื้องต้นจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา &amp;ldquo;กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม&amp;nbsp;,&amp;nbsp;พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร&amp;nbsp;,&amp;nbsp;พาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร&amp;rdquo; หลายกรรมต่างกัน&amp;nbsp;จากนั้นก็ได้ประสานทีมสหวิชาชีพร่วมสอบปากคำเด็กผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;จากนั้นพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน และได้สรุปสำนวนการสอบสวน ส่งอัยการแล้วตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ส.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp;พร้อมตัวผู้ต้องหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ไม่ได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นเนื่องจากผู้ต้องหาเข้ามอบตัวเองและไม่มีพฤติกรรมจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน&amp;nbsp;ซึ่งหลังจากสรุปสำนวนส่งอัยการแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอัยการที่จะพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp;ซึ่งทางพนักงานสอบสวนก็ดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอนแล้ว&amp;nbsp;ไม่ได้มีความล่าช้าแต่อย่างใด&amp;nbsp;แต่หากทางญาติหรือผู้เสียหายถูกคู่กรณีข่มขู่คุกคาม ก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75619</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีข่มขืน, จังหวัดบุรีรัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4636de03bcf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งกรรมการสอบ &#039;ร.ต.อ.&#039; สน.บุคคโล ข่มขืน-ขู่เอาเงินลูกสาวอดีตนายพล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.63 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;(ตร.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณี ร.ต.อ. ถูกกล่าวหา บังขับขืนใจลูกสาวนายพลและอดีตนักการเมืองพร้อมถ่ายคลิปแบล็คเมย์เรียกทรัพย์&amp;nbsp;ว่าได้รับรายงานเพิ่มเติมจาก บก.น.5 ว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 63 พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ได้เรียกผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติม ในคดีข่มขืน ซึ่งพบว่าเกิดเหตุในท้องที่ สน.คลองตัน ในช่วงเดือน ธ.ค.2562&amp;nbsp;ซึ่งพนักงานสอบสวน จะสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น พร้อมส่งสำนวนคดีข่มขืน ไปให้ สน.คลองตัน ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเบื้องต้น พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา จำนวน 4 ข้อหา ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ , ความผิดตาม มาตรา 16 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท , ข้อหารีดเอาทรัพย์ มาตรา 338 โทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และ ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา มาตรา 276 ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000-400,000 บาท แล้ว โดยในคดีข่มขืนกระทำชำเราจะมีการส่งสำนวนสอบสวนให้ทาง สน.คลองตัน ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ ดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่าในส่วนของทาง บก.น.8 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผู้ต้องหาสังกัดอยู่นั้น วันนี้ (30 มิ.ย. 63 ) ผกก.สน.บุคคโล ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและสืบสวนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรม เน้นย้ำ คณะกรรมการตรวจข้อเท็จจริง เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ โดยหากพบว่าข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องกระทำความผิดตามที่กล่าวอ้างจริง ให้เร่งดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ บุญพูล ผกก. สน.พระโขนง เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเวลา24.00 น.ที่ผ่านมา &amp;quot;ร.ต.อ.&amp;quot;รายดังกล่าว เดินทางมาที่ สน.พระโขนง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา คดี &amp;quot;พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์&amp;quot; และ&amp;quot;หมิ่นประมาท&amp;quot; เบื้องต้นผู้กองนายดังกล่าวให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ก่อนเดินทางกลับ ถึงแม้ทางผู้กองจะปฎิเสธข้อกล่าวหา แต่ทางผู้เสียหายมีหลักฐานสื่อโซเชียลเป็นบทสนทนาระหว่างผู้กองและผู้เสียหาย ส่วนการสอบปากคำพยานก็มีหลักฐานชัดเจนที่ ผู้กองส่งให้กับเพื่อนผู้เสียหาย ขณะนี้ถือว่ามีหลักฐานชัดเจน แต่คดีดังกล่าวเป็นคดีลหุโทษ ซึ่งสามารถยอมความได้ทั้งในชั้นพนักงานสอบสวนหรือศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีข่มขืนนั้นอยู่ในระหว่างส่งสำนวนให้กับ สน.คลองตัน พื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งคดีข่มขืนในปัจจุบันถือเป็นคดีอาญาไม่สามารถยอมความได้ หรือหากผู้เสียหายจะให้การภายหลังว่า เป็นเหตุเข้าใจผิด ซึ่งทางผู้เสียหายยืนยันกับพนักงานสอบไว้แล้ว จะถือว่า ผู้เสียหายมีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70152</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีข่มขืน, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ, สน.คลองตัน, สน.พระโขนง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efb00c516aca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67868</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทึ่ง! เด็กเก่าพปชร.อ่านขาดมาก &#039;เอ๋&#039; เปิดศึก &#039;บุ๋ม&#039; หวังกลบกระแสพรรคพลังประชารัฐแตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 63 - นายธันวา ไกรฤกษ์ อดีตผู้สมัครส.ส. กรุงเทพ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงวิวาทะระหว่าง เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ กับ &amp;quot;บุ๋ม ปนัดดา&amp;quot; &amp;nbsp;ว่า หลายท่านอาจจะไม่เชื่อ แต่จากที่เคยเห็น 2-3 ครั้ง คุณปารีณาตัวจริงสวยนะครับ สำหรับคนอายุวัยนี้ และเมื่อมองที่ตาของเธอ บอกได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนโง่ แต่ฉลาดมากด้วยซ้ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแสดงมึนๆเบลอๆนั้น น่าจะเป็นการแกล้งทำซะมากกว่า ซึ่งหากพิจารณาให้ดี สิ่งที่เธอเคลื่อนไหวจะมีวัตถุประสงค์ซ่อนอยู่แทบทุกครั้ง รวมทั้งกรณีพิพาทกับคุณบุ๋มด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นก็คือ &amp;#39;กลบข่าว&amp;#39; การแตกแยกและความขัดแย้งของพรรคพลังประชารัฐ ที่คาบเกี่ยวไปถึงการปรับครม.ซึ่งกำลังจะมาถึง โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้กลบจนมิดไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เขียนโพสต์นี้อาจดูไม่มีสาระอะไร แต่ส่วนตัวผมชอบที่จะประเมินคนให้ลึกๆ และอยากแบ่งปันให้ทุกท่านได้ช่วยกันคิด ว่าสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ ควรจะใส่ใจในเรื่องอะไรมากกว่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการที่คุณบุ๋มประกาศลงการเมือง ต้องถือเป็นข่าวดีมากๆ ที่คนจริงคนกล้า อยากเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศ ผมเองก็กำลังหาที่ใหม่สังกัดอยู่ หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#อยากร่วมงานกับคนดีๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67868</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีข่มขืน, ธันวา ไกรฤกษ์, บ๋ม ปนัดดา, ปารีณา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190602/image_big_5cf36ca831e38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 09:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอ๋ ปารีณา&#039; ชิงแจ้งความ &#039;บุ๋ม ปนัดดา&#039; ท้าลั่นลงส.ส.เขตแข่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 63 - จากกรณี นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดศึก &amp;quot;บุ๋ม ปนัดดา&amp;quot; ดารานักแสดง &amp;nbsp;จากประเด็นข้อกฎหมายคดีข่มขืน คุกคาม ลามไปถึงเรื่องส่วนตัวนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดนางสาวปารีณา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;เตรียม แจ้งความบุ๋ม ปนัดดาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พรบ. คอมพ์ พร้อมฟ้องแพ่ง เอาเงินมอบให้ นักเรียนยากจนแต่แต่งตัวเรียบร้อย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอโพสต์ด้วยว่า &amp;quot;อยากเห็นปนัดดา ลง ส.ส เขตปารีณา ไหมคะ อย่าหนีไปลงเขตอื่นนะคะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วิวาทะของบุคคลทั้งสองมาจากการที่บุ๋ม ปนัดดา ได้โพสต์ข้อความเรียกร้องให้มีการแก้ไขการคุกคามทางเพศ โดยอยากให้มีบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา เอ๋ ปารีณา โพสต์ข้อความทำนองว่า กฎหมายดังกล่าวมีอยู่แล้ว ก่อนที่จะพาดพิงอีกฝ่ายว่า &amp;ldquo;มากสามี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้บุ๋มตอบโต้ทันทีว่า อยากให้ ส.ส.ราชบุรี อ่านเนื้อหาที่ตนโพสต์ให้ละเอียด เพราะสิ่งที่ตนพยายามผลักดันให้เป็นความผิดอาญาคือการคุกคามทางเพศ พร้อมติดแฮชแท็กว่า #ถ้าไม่ฉลาดให้อยู่เงียบๆ #เดี๋ยวทำบุญไปให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บุ๋มยังได้โพสต์คลิปโชว์ถ้วยรางวัลนางสาวไทยปี 2543 ที่เธอได้มา โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า เอ๋ ปารีณา ก็เคยประกวดเวทีนางสาวไทยเช่นเดียวกัน แต่ทำดีที่สุดคือผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย และรับตำแหน่งนางงามมิตรภาพในปี 2544&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67862</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คดีข่มขืน, บุ๋ม ปนัดดา, ปารีณา ไกรคุปต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5ed9a7bd5135a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้ฯปล่อยของ!  &#039;ลงโทษหนักคดีข่มขืน อาจไม่ใช่คำตอบของ &#039;ความยุติธรรม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 63 -&amp;nbsp;แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่สกุ๊ปพิเศษเรื่อง&amp;#39;ลงโทษหนักคดีข่มขืนอาจไม่ใช่คำตอบของ&amp;lsquo;ความยุติธรรม&amp;rsquo; &amp;#39; โดยมีเนื้อหาดังนี้ ข่าวการก่อเหตุข่มขืนในสังคมไทยเกิดขึ้นไม่ว่างเว้นจากหน้าสื่อ หลายเหตุการณ์สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในสังคม เมื่อผู้ถูกกระทำเป็นเด็กที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ แล้วถูกกระทำจากคนใกล้ชิดที่เด็กไว้วางใจ เช่น พ่อ ญาติ เพื่อนบ้าน หรือครู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อกระบวนการยุติธรรมไม่รวดเร็วทันใจ มีการตัดสินลงโทษไม่สาสม ผู้ก่อเหตุเป็นผู้ก่อคดีซ้ำซาก มีการใช้อิทธิพลแทรกแซง เกิดการคุกคามครอบครัวผู้เสียหาย หรือการบีบบังคับให้ยุติการดำเนินคดี สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความขุ่นเคืองให้กับสังคม จนหลายครั้งนำไปสู่การรณรงค์ให้มีการลงโทษแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดยมุ่งหวังว่าจะให้ผู้ก่อเหตุข่มขืนจะเกิดความหวาดกลัว เช่น โทษประหารชีวิต หรือล่าสุดที่มีการหยิบยกข้อเสนอเรื่องการฉีดยาให้อัณฑะฝ่อ เพื่อที่จะไม่ผลิตฮอร์โมนเพศชาย และเชื่อว่าจะทำให้ผู้ก่อเหตุไม่ไปกระทำผิดซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากมองไปที่ปัญหาการข่มขืนที่เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ปัญหานี้ทวีความรุนแรงในสังคมไทย รวมไปถึงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมที่เปิดช่องว่างให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามครรลอง การเสนอให้ใช้การลงโทษที่เด็ดขาดรุนแรงในโครงสร้างระบบยุติธรรมที่ยังมีข้อบกพร่อง อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่สังคมจะมีคำตอบในเรื่องนี้ เราจึงควรมีการพูดคุยกันอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงก็คือการลงโทษแบบไหนที่จะตอบสนองต่อปัญหาการข่มขืนได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองอารมณ์ของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อถกเถียงวิธีลงโทษด้วยการฉีดไข่ฝ่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฉีดยาเพื่อกดฮอร์โมนเพศชายแก่ผู้กระทำผิดคดีข่มขืน เป็นวิธีที่ยังมีการถกเถียงถึงความเหมาะสมในหลายประเทศ ถึงความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และจุดมุ่งหมายที่ต้องการลดเหตุข่มขืนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์ กัมปนาท พรยศไกร&amp;nbsp;ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ เคยให้ความเห็นเรื่องนี้ทางแฟนเพจเฟซบุ๊กSarikahappymen&amp;nbsp;ว่า ทางการแพทย์มีวิธีลดฮอร์โมนเพศชายเพื่อรักษาคนไข้มะเร็งต่อมลูกหมาก 2 วิธี คือ 1.ผ่าตัดเอาไข่ที่เป็นตัวผลิตฮอร์โมนออก วิธีนี้ง่าย สะดวก ประหยัด 2.ฉีดยากดฮอร์โมน ไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องฉีดยาทุก 3 เดือนตลอดชีวิต ค่ายาปีละนับแสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลของการไม่มีฮอร์โมนเพศชายจะทำให้หงอยเหงา ซึมเซา ความต้องการทางเพศลด ความแข็งและขนาดลดลง จึงนำมาสู่แนวคิดว่าจะนำมาใช้กับนักโทษคดีทางเพศเพื่อให้สังคมปลอดภัย แต่มีข้อสังเกตซึ่งเป็นที่ถกเถียงในหลายประเทศต่อประเด็นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. คดีข่มขืนลดลงจริงหรือ?&amp;nbsp;จากข้อมูลพบว่าคดีข่มขืนลดลงได้เล็กน้อย แต่ถ้าเกิดเหตุแล้วจะหนักกว่าเดิม เมื่อข่มขืนเสร็จแล้วผู้ก่อเหตุจะพยายามฆ่าปิดปาก เนื่องจากกลัวโดนจับได้ทีหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แล้วถ้าเป็นแพะล่ะ?&amp;nbsp;ขณะที่ระบบยุติธรรมบ้านเรายังเป็นที่คาใจในหลายๆ เรื่อง หากคนที่ถูกดำเนินคดีกลายเป็นแพะขึ้นมา ตัดอวัยวะเพศไปแล้วมารู้ที่หลังว่าเป็นแพะ จะทำอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ใครจ่าย?&amp;nbsp;ในประเทศอังกฤษก็มีการถกเถียงกันเรื่องความคุ้มค่าที่จะต้องเอาภาษีปีละเป็นแสนบาทมาจ่ายค่ายากดฮอร์โมนให้ผู้ต้องหาหนึ่งคน ในขณะที่คนไข้มะเร็งต่อมลูกหมากในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ยังเบิกยาตัวนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพสต์ดังกล่าวตั้งข้อสังเกตว่าแม้วิธีดังกล่าวจะกำจัดฮอร์โมนเพศชายได้ แต่ผู้หญิงหลายคนก็ก่อคดีทางเพศได้ไม่ต่างกัน จึงมีทั้งประเทศที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ชายเป็นใหญ่-อำนาจนิยม&amp;rsquo;&amp;nbsp;รากเหง้าปัญหาข่มขืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะแก้ปัญหาได้ต้องมองไปถึงรากเหง้าของปัญหา&amp;nbsp;จะเด็ด เชาวน์วิไล&amp;nbsp;ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่ารากเหง้าการก่อเหตุข่มขืนในไทยมาจากอำนาจแบบชายเป็นใหญ่และอำนาจเหนือ เมื่อผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิด เช่น พ่อ ญาติ ครู ใช้สถานะที่เหนือกว่านำไปสู่การคุกคามทางเพศหรือการข่มขืน การใช้อำนาจเช่นนี้ซ้อนทับอยู่กับอำนาจแบบชายเป็นใหญ่ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนข่มขืนที่เป็นผู้ชายจะพูดคล้ายกันว่า ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ เขาถูกบ่มเพาะมาจากครอบครัวและการศึกษาที่เชื่อว่าผู้ชายสามารถแสดงออกถึงความต้องการทางเพศได้ทันทีโดยไม่ต้องเก็บไว้ เมื่อเริ่มโตก็ถูกปลูกฝังว่าให้ไปเที่ยวสถานบริการ เมื่อมีแฟนก็มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องความยินยอมของผู้หญิง นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังเป็นตัวกระตุ้นในคดีรุมโทรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาสำคัญที่ จะเด็ด มองเห็นคือกระบวนการยุติธรรมไทยเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษ เมื่อผู้ถูกกระทำมีอายุเกิน&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ปี จะสามารถไกล่เกลี่ยคดีได้ ผู้กระทำที่เป็นผู้มีอิทธิพลก็จะเสนอเงินเพื่อให้ยุติคดี จากการเก็บข้อมูลเขาพบว่ากรณีตัวอย่างมากกว่าครึ่งจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย นี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผู้หญิงที่ถูกกระทำเข้าถึงสิทธิได้ยาก การต่อสู้คดีก็มีกระบวนการที่ทำให้ผู้ถูกกระทำลำบากใจ โดยเฉพาะเด็กที่จะได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการพูดเรื่องนี้ซ้ำ ทำให้เหยื่อคดีข่มขืนไม่อยากต่อสู้คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขามองว่าการเพิ่มโทษคดีข่มขืนไม่ใช่คำตอบ การเสนอทางออกด้วยการฉีดอวัยวะเพศให้ฝ่อเป็นการเสนอในเชิงสีสัน แต่ยิ่งจะทำให้ผู้กระทำผิดโกรธและไม่คิดจะปรับเปลี่ยนตัวเอง และการข่มขืนก็สามารถทำด้วยอวัยวะอื่นได้ และเขาก็ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษประหารชีวิตที่เป็นแนวทางลงโทษแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน จะทำให้ผู้กระทำผิดไม่ได้ปรับตัว การข่มขืนในสังคมก็ไม่ลดลงและยิ่งทำให้คนข่มขืนทำร้ายเหยื่อรุนแรงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเด็ด เห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่นั้นรุนแรงพอแล้ว แต่จะต้องสร้างเงื่อนไขในกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้คนที่ก่อคดีเพศไม่มาทำซ้ำอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่ได้เข้าข้าง ยังไงเขาต้องถูกลงโทษ แต่ทำยังไงที่ลงโทษไปแล้วจะทำให้เขาที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต หรือทำยังไงที่จะปกป้องผู้หญิงที่ถูกกระทำให้ลุกขึ้นมาต่อสู้และพิสูจน์ด้วยกระบวนการยุติธรรม เพราะสังคมไทยยังมีมายาคติกดทับผู้หญิงที่ถูกข่มขืนว่าแต่งตัวโป๊ ไปหาเขาเอง หรือต้องการแบล็กเมล์ผู้ชาย&amp;nbsp;สังคมต้องเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจไปด้วยกัน ดีกว่าจะทำให้ผู้กระทำผิดตายไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการยุติธรรมที่ได้ผลต้องทำให้ผู้กระทำผิดยอมรับความผิดด้วยตัวเอง เรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นความผิดพลาดและมีโอกาสปรับตัวได้ สิ่งสำคัญที่จะแก้ปัญหานี้คือกลไกทางนโยบาย เช่น กรณีครูข่มขืนนักเรียน จะทำอย่างไรให้ครูอำนาจน้อยลง อาจต้องให้มีการประเมินผลโดยชุมชน การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดชายเป็นใหญ่ก็ต้องแก้ที่ระบบการศึกษา ต้องมีหลักสูตรเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เปลี่ยนการบ่มเพาะในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำระยะยาว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขเชิงนโยบายที่ จะเด็ด มองว่าภาครัฐสามารถดำเนินการได้ก่อน คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp;กฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดทางเพศในปัจจุบันมีการแก้ไขโดยระบุว่า การกระทำชำเราต้องเป็นการกระทำที่ใช้อวัยวะเพศเท่านั้น หากไม่ใช่อวัยวะเพศถือเป็นการอนาจารซึ่งเป็นคดีที่เบากว่ามาก จึงต้องแก้กฎหมายส่วนนี้ให้ครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;กฎหมายอาญาควรเพิ่มคำนิยามเรื่องการคุกคามทางเพศให้มากกว่านี้ เพราะการคุกคามทางเพศมีหลายประเภท ทั้งการใช้สายตา วาจา การใช้โซเชียลมีเดีย พฤติกรรมต่างๆ ควรจะถูกนิยามไว้ในกฎหมายด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;การปรับเปลี่ยนเนื้อหาของสื่อ ยังไม่มีการเซ็นเซอร์ฉากข่มขืนในละคร เป็นการตอกย้ำมายาคติแบบผิดๆ ว่าพระเอกข่มขืนนางเอกแล้วมาคืนดีกัน ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริง&amp;nbsp;และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องรณรงค์การปรับเปลี่ยนทัศนคติเรื่องความเท่าเทียมกันอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชื่อมั่นในการเยียวยาและแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่ทำให้เกิดการข่มขืนมาจากระบบอำนาจนิยม การเสนอให้ฉีดอวัยวะเพศหรือทำอะไรต่อเนื้อตัวร่างกายคนละเมิดจึงไม่ตอบโจทย์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิชา ณ นคร&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;ป้ามล&amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก ยืนยันว่าสาเหตุที่ทำให้คดีคดีข่มขืนเกิดขึ้นซ้ำซากมีหลายมิติ แต่มิติใหญ่ที่สุดคือเรื่องระบบอำนาจนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คนที่จะละเมิดคนอื่นต้องมีอำนาจที่เหนือกว่า โรงเรียนพยายามทำให้เด็กเชื่อง เชื่อฟังอำนาจของครู แล้วในหมู่คนจำนวนมากตามโรงเรียนต่างๆ ก็มีคนแฝงเข้าไปอยู่ในนั้น อำนาจนิยมนั้นจึงออกมาในรูปของการละเมิดทางเพศ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการเข้าไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนผู้ถูกกระทำในหลายคดี สิ่งที่ป้ามลสังเกตเห็นคือการ&amp;nbsp;&amp;lsquo;ยอมจำนน&amp;rsquo;&amp;nbsp;ของเด็กเหล่านั้น เขารู้สึกด้อยอำนาจ รู้สึกผิด อับอาย ด้อยค่า ลงโทษตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหากไม่มีการเยียวยาที่เหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการยุติธรรมจึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การลงโทษผู้กระทำผิด สิ่งสำคัญคือกระบวนการส่งเสริมสนับสนุน (empower) ให้ผู้ถูกกระทำยึดมั่นในสิทธิเนื้อตัวร่างกาย โดยเฉพาะเด็กที่ต้องมีคนช่วยเหลือ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการ&amp;nbsp;empower&amp;nbsp;ไม่ง่ายที่จะเขียนเป็นกฎหมาย อยากให้นึกถึงว่าเหยื่อคดีทางเพศที่เข้าไปอยู่ในการคุ้มครองพยาน เขารู้สึกอับอาย ด้อยค่า และต้อยต่ำอยู่แล้ว แต่กระบวนการคุ้มครองพยานถูกออกแบบเพื่อรักษาความปลอดภัย มีคนยืนเฝ้าตลอด ก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ราชการออกแบบกลไกแบบการตัดเสื้อโหล พอลงรายละเอียดก็เป็นจุดอ่อน เราจึงต้องสนธิพลังกัน เราไม่มีบ้านพักหรือทรัพยากรมากเท่ารัฐ แต่รัฐไม่มีในสิ่งที่เรามี คือการนั่งลงโอบกอดเด็กๆ และเชื่อมั่นว่าเขาไม่ได้ผิดพลาด เขาเป็นแค่ผู้ถูกกระทำ ถ้าเขาสามารถเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จะค่อยๆ ทำให้วงของคนกระทำผิดเล็กลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานอีกส่วนหนึ่งที่บ้านกาญจนาภิเษกทำคือการดูแลเด็กผู้ชายที่ทำผิดกฎหมาย รวมถึงคนที่ก่อคดีละเมิดทางเพศ และละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายรูปแบบอื่นๆ เช่น การฆ่า การทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ซึ่งมีวิธีคิดว่าตัวเองสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้และตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าผู้ถูกกระทำ หรือบางรายต้องการการยอมรับในหมู่เพื่อนจนนำไปสู่การรุมโทรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเข้ามาที่บ้านกาญจนาฯ แล้ว เด็กเหล่านี้จะเข้าสู่กระบวนการ&amp;nbsp;&amp;lsquo;แก้ไข&amp;rsquo; เพื่อเปลี่ยนวิธีคิด โดยให้เขาเห็นตัวอย่างจากคดีทางเพศอื่นๆ ว่าเหยื่อต้องตกอยู่ในเงื่อนไขชีวิตแบบไหน เขาต้องอับอาย รู้สึกไม่มีคุณค่า จนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า เด็กชายเหล่านั้นก็รู้สึกผิด เป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ต้องทำงานกันเป็นปี วิธีคิดเขาจึงจะค่อยๆ เปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่คนเสนอให้ใช้โทษประหารชีวิตกับคดีข่มขืนก็เข้าใจว่าเขารับรู้เรื่องการข่มขืนซ้ำหลายหน แล้วการจัดการยังไม่ตอบโจทย์ จึงเสนออะไรที่สะใจแทน แต่นโยบายที่จะบังคับใช้จริงต้องใช้เวลาพูดคุยกันให้ลุ่มลึกและเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ ก่อนจะออกมาเป็นกฎกติกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยู่ในประเทศที่การบังคับใช้กฎหมายไม่เสถียรในทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความผิดทางเพศ ต้องเข้าใจคนที่เสนอให้ลงโทษอย่างรุนแรงว่าเขารู้สึกไม่มีทางเลือก เราต้องต่อสู้ทางความคิดกัน และต้องสื่อสารให้เห็นว่าการข่มขืนเป็นเรื่องอำนาจนิยม เพราะคุณจะไม่ทำสิ่งนี้กับคนที่มีอำนาจเหนือคุณ มาหนุนเสริมกับระบบอุปถัมภ์ ทำให้เราละเลยที่จะปกป้องคนที่อ่อนแอ เมื่ออำนาจนิยมมาเจอระบบอุปถัมภ์ก็หล่อเลี้ยงด้านมืดของมนุษย์เอาไว้จนแข็งแกร่ง เวลาจะออกกฎหมายต้องรู้ว่ารากเหง้าคืออะไร ไม่เช่นนั้นจะเป็นเพียงการทำตามเสียงเรียกร้องของคนที่ผิดหวังกับกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้นเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทิชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลงโทษรุนแรง ไม่เท่ากับ ความยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน&amp;nbsp;แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล&amp;nbsp;องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก เผยว่า ทางองค์กรต่อต้านอาชญากรรมและความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบ ไม่ว่าเกิดกับเพศใดก็ตาม รวมทั้งที่เกิดขึ้นกับเด็กด้วย และเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อยุติความรุนแรงเช่นนี้ โดยระบุว่า การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กเป็นสิ่งที่ทารุณจนยากจะบรรยาย แต่การลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการฉีดยาเพื่อให้หมดความรู้สึกทางเพศหรือโทษประหารชีวิตไม่ถือเป็นความยุติธรรม หากยิ่งเพิ่มความทารุณโหดร้ายมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิธีการที่เรียกว่าการฉีดยาเพื่อให้หมดความรู้สึกทางเพศ เป็นการฉีดยาหรือฮอร์โมนเพื่อกดความรู้สึกทางเพศ และเป็นการรักษาพยาบาลที่อาจกระทำได้ เมื่อบุคคลให้ความยินยอมซึ่งเกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้น หรือเป็นผลมาจากการประเมินโดยผู้ชำนาญการทางการแพทย์ว่ามีความเหมาะสม และอาจใช้ได้ดีสำหรับผู้ที่ต้องได้รับการรักษาอาการเจ็บป่วย แต่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อลงโทษโดยไม่มีความยินยอม อาจถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี นอกจากนั้น ยังเป็นการปฏิบัติที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ โดยเป็นการปฏิบัติงานนอกเหนือจากกรอบการวินิจฉัยทางการแพทย์และจริยธรรมทางการแพทย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตัวอย่างในประเทศอินโดนีเซียที่มีกฎหมายบังคับฉีดยาเพื่อให้หมดความรู้สึกทางเพศ แพทยสภาแห่งอินโดนีเซีย&amp;nbsp;(IDI)&amp;nbsp;ได้ออกมาปฏิเสธไม่ร่วมมือในการลงโทษด้วยการฉีดยาเพื่อให้หมดความรู้สึกทางเพศ เนื่องจากเป็นการละเมิดจริยธรรมทางการแพทย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการนำ&amp;nbsp;&amp;ldquo;การฉีดยาเพื่อให้หมดความรู้สึกทางเพศ&amp;rdquo;&amp;nbsp;อาจมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึง &amp;ldquo;ความเด็ดขาด&amp;rdquo; ของรัฐบาลที่ใช้กฎหมายนี้ในการปราบปรามความรุนแรงทางเพศต่อเด็ก แต่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเชื่อว่า มันเป็นมาตรการ &amp;ldquo;ที่ฉาบฉวย&amp;rdquo; เพียงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการปฏิรูปด้านกฎหมายและนโยบายที่ซับซ้อนมากกว่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องนำมาใช้เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศได้อย่างเป็นผลมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ย้ำว่าการเยียวยาผู้เสียหายและครอบครัว จะต้องทำอย่างรอบด้านทั้งด้านกฎหมาย ร่างกาย จิตใจและสังคม&amp;nbsp;สิ่งที่รัฐจะต้องกระทำอย่างเร่งด่วนคือ การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมจะต้องโปร่งใส รวดเร็ว แม่นยำและเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;จะต้องไม่มีการปล่อยคนผิดลอยนวล ยิ่งกระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมและรวดเร็วเท่าไร ยิ่งถือได้ว่าเป็นการเยียวยาผู้เสียหายได้มากเท่านั้น&amp;nbsp;นอกจากนั้นยังต้องมีการเยียวยาสภาพจิตใจของผู้เสียหายในระยะยาวด้วย ซึ่งเรื่องหลังนี้รัฐจะต้องมีการทำงานอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาผู้เสียหายหลายคนรวมทั้งครอบครัวที่ประสบชะตากรรมดังกล่าวยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการกล่อมเกลาผู้กระทำผิดในทัณฑสถาน ตามวิสัยทัศน์ของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมได้ระบุไว้ว่า &amp;ldquo;เป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพในการควบคุม แก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม&amp;quot;&amp;nbsp;เราหวังว่าทัณฑสถานจะสามารถมีบทบาทในการกล่อมเกลาผู้กระทำผิด เพื่อที่ผู้พ้นโทษที่ได้รับการแก้ไข บำบัดฟื้นฟูแล้วจะมีความพร้อมในการกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่กระทำผิดซ้ำ และทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ&amp;nbsp;เมื่อเป็นเช่นนั้นเป้าหมายหลักของ &amp;ldquo;โครงการคืนคนดีสู่สังคม&amp;rdquo; ที่กระทรวงยุติธรรมตั้งไว้จะได้เป็นจริงเสียที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66893</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีข่มขืน, สิทธิมนุษยชน, แอมเนสตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e0a6029975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
