<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>34265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 12:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลพิพากษาจำคุก 26 ปี 3 เดือน พ่อเลี้ยงโหดฆ่าลูกเลี้ยงวัย 6 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 เม.ย. 62 -&amp;nbsp;ที่ห้องพิจารณา 905 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีความผิดต่อชีวิตหมายเลขดำ อย.4011/2561 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายวิทวัส หรือกัส จิตธโนปจัย อายุ 23 ปี พ่อเลี้ยงโหดใช้หมอนทับลูกเลี้ยงจนสิ้นใจ ก่อนนำศพใส่ตะกร้าไปทิ้งปากซอยย่านห้วยขวาง เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 199, 288, 366/3 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2561 เวลากลางคืน จำเลยจับเด็กทารกชายวัย 6 เดือนพลิกคว่ำหน้าลงกับพื้นเตียงแล้วนำผ้าห่มห่อคลุมร่างไว้ก่อนนำหมอนวางทับผ้านวมแล้วนอนหนุนกดทับร่างเด็กทารกที่อยู่ใต้ผ้าห่มนาน 30 นาทีโดยมีเจตนาฆ่าเด็กทารก จนถึงแก่ความตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ จากนั้นจำเลยกับ น.ส.กาญจนา ทศสว่าง มารดาของเด็กทารก&amp;nbsp; ซึ่งแยกดำเนินคดี ได้ร่วมกันเคลื่อนย้ายศพโดยนำศพใส่ตะกร้าเสื้อผ้ามีเสื้อผ้าวางปิดบังศพไว้แล้วนำไปทิ้งบริเวณที่ดินรกร้าง ริม ถ.ประชาอุทิศ ซ.รัชดานิเวศน์ แยก 5 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. เพื่อปิดบังการตาย นอกจากนี้ยังพบว่า จำเลยจำเลยได้เสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดประเภท 1 หรือยาบ้าโดยใช้ไฟลนแล้วสูดดมควันเข้าร่างกาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยให้การรับสารภาพ และถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ศาลเบิกตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพว่าวันเกิดเหตุจำเลยอยู่กับผู้ตายเพียง 2 คนในห้องเช่า โดยผู้ตายร้องไห้เสียงดัง จำเลยเกิดความรำคาญ จึงใช้ผ้าห่มกดทับร่างของผู้ตายจนเสียชีวิตแล้ว เมื่อมารดาของผู้ตายกลับมาจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ก่อนจะนำศพไปทิ้งที่ ที่ดินรกร้าง ริม ถ.ประชาอุทิศ ซ.รัชดานิเวศน์ แยก 5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์มี น.ส.กาญจนา เทศสว่าง มารดาของผู้ตายเบิกความเป็นพยานสอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลย จึงเชื่อว่าคำให้การของเป็นความจริง ไม่ใช่เพื่อปัดความผิด ประกอบกับผลตรวจศพของแพทย์ระบุว่าผู้ตายเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ สอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลย ซึ่งหากจำเลยไม่ได้กระทำผิด คงไม่ทราบถึงสาเหตุการตาย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานซ่อนเร้นศพ จำคุก 2 ปี และเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพลดเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาโทษให้กึ่งหนึ่ง ฐานฆ่าผู้อื่น จากจำคุกตลอดชีวิตเปลี่ยนเป็นโทษ จำคุก 50 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 25 ปี ,ฐานซ่อนเร้นศพ จำคุก 1 ปี และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก จำเลยไว้ทั้งสิ้น 26 ปี 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ น.ส.กาญจนา เทศสว่าง มารดาของผู้ตาย ถูกฟ้องแยกอีกสำนวนหนึ่ง เป็นคดีหมายเลขดำ อย.3635/2561 ในข้อหา ช่วยให้ผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นฯ, ร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย และโดยไม่มีเหตุอันสมควร, เสพเมทแอมเฟตามีนโดยผิดกฎหมาย โดยศาลได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยมีผิดฐานช่วยให้ผู้อื่นได้รับโทษน้อยลง ทำให้เสียหาย ฯ จำคุก 4 ปี, ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6&amp;nbsp; จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุ บรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34265</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาญจนา เทศสว่าง, คดีข่มขืนกระทำชำเรา, พ่อเลี้ยงโหด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190423/image_big_5cbe9c5821973.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 19:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 19:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาติงบางคนได้ทำตัวเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาล กรณีนายแพทย์ถูกร้องข่มขืนกระทำชำเรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.61 - นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Chuchart Srisaeng ว่า.....ขณะนี้มีข่าวที่เป็นที่วิพากวิจารณ์ของชาวโซเชียลเน็ตเวิร์คและสื่อมวลชนให้ความสนใจมากพอสมควรคือข่าวที่สุภาพสตรีคนหนึ่งไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าถูกนายแพทย์คนหนึ่งข่มขืนกระทำชำเรา
.....ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขืนกระทําชําเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กําลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นน้ันอยู่ในภาวะท่ีไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทําให้ผู้อื่นน้ันเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจําคุกต้ังแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาท
.....การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทําเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทําโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทํากระทํากับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทํากับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น&amp;nbsp;
..............ฯลฯ..........
.....ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ในระหว่างดำเนินการสอบสวนแสวงหาพยานหลักฐาน ยังไม่อาจรู้ได้ว่า พนักงานสอบสวนจะมีคำสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่และพนักงานจะมีคำสั่งอย่างไร รวมทั้งถ้าพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ถูกกล่าวต่อศาลแล้ว ศาลจะพิจารณาพิพากษาลงโทษหรือยกฟ้อง
.....แต่ปรากฎว่า มีทั้งผู้ที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมายและนักกฎหมายบางคนได้ทำตัวเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาล ได้วินิจฉัยคดีนี้กันเรียยร้อยแล้ว
.....นี่คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้และเข้าใจกฎหมายและกระบวนการดำเนินการในคดีอาญาสับสนและหากในอนาคตคดีขึ้นสู่ศาลและศาลมีคำพิพากษาไม่ตรงกับที่ผู้ทำตัวเป็นผู้พิพากษาโดยไม่ต้องเรียนกฎหมายหรือเป็นนักกฎหมายแต่ไม่ต้องสอบเป็นผู้พิพากษาให้ความเห็นไว้ ประชาชนก็คงพากันด่าศาลอีกแน่นอน
.....การพิจารณาพิพากษาคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา มีเรื่องที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยอยู่ ๒ ประการ คือ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
.....ถ้ายังไม่รู้ข้อเท็จจริงอย่างแน่ชัด ก็ไม่อาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ เพราะไม่อาจนำข้อกฎหมายปรับกับเรื่องที่ต้องวินิจฉัยได้ หรือรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแน่ชัดชัดแล้ว แต่ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ไม่ว่าเป็นกรณีหนึ่งกรณใดหรือทั้งสองกรณี การวินิจฉัยก็ต้องผิดพลาดแน่นอน
.....แพทย์ผู้ตรวจรักษาตรวจผู้ป่วยแล้วยังไม่ทราบว่าผู้ที่มารับการตรวจรักษาป่วยเพราะสาเหตุอะไรหรือเป็นโรคอะไร การสั่งจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยก็ยากที่จะจ่ายให้ได้ถูกต้อง ฉันใดก็ฉันนั้น
.....กรณีที่เกิดขึ้นในคดีดังกล่าว ขณะเกิดเหตุที่ผู้กล่าวหาหรือผู้เสียหายอ้างว่าผู้ถูกกล่าวหาข่มขืนกระทำชำเรานั้น ตามข่าวปรากฎว่ามีผู้อยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเพียง ๒ คนเท่านั้น คือผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา จึงมีเพียงผู้เสียหายและผู้ต้องหาเท่านั้นที่รู้ว่า มีการข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้นจริงผู้เสียหายยินยอมหรือไม่ นอกจากนี้ก็อาจมีทนายความของผู้เสียหายและพนักงานสอบสวน ถ้าผู้เสียหายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทราบตามความเป็นจริง
.....ส่วนบุคคลอื่นๆ นอกจากที่กล่าวแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเพียงการพูดเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเช่น อ้างคำพิพากษาศาลฎีกามาให้ความรู้แก่ผู้อ่านก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การให้ความเห็นในข้อเท็จจริงที่ตนเองไม่รู้และวินิจฉัยไปเหมือนคำพิพากษาของศาล เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง&amp;nbsp;
.....แต่ถ้าบุคคลใดต้องการทำหน้าที่เป็นศาลหรือผู้พิพากษา ก็ควรจะสมัครสอบเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา เมื่อสอบได้แล้วท่านจะได้ทำหน้าที่ผู้พิพากษาอย่างเต็มที่ แต่ถ้าท่านไม่ชอบการเป็นผู้พิพากษาหรือสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้วแต่สอบไม่ได้ ก็ไม่ควรแสดงความคิดเห็นเฉกเช่นการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22462</URL_LINK>
                <HASHTAG>Chuchart Srisaeng, คดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชูชาติ ศรีแสง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
