<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;ไข4ประเด็นคดีค่าโง่โฮปเวลล์ยันรัฐไม่ต้องจ่ายเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันที่ 21 มี.ค. 2564 นายธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีโฮปเวลล์ ระบุว่า
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 มีสาระสำคัญว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง เป็นการออกระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 44 แต่ไม่ได้นำระเบียบไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 5 และไม่ได้ส่งระเบียบนี้ไปให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ศาลต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม และมาตรา 197 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้วิธีพิจารณาคดี และการดำเนินงานของศาลปกครองให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเรื่องนี้ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมาย เรื่อง ผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีโฮปเวลล์ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในปี 2551 ด้วยการจ่ายเงินให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมดอกเบี้ย เป็นเงินรวมกันประมาณ 25,000 ล้านบาท ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดขัดรัฐธรรมนูญ จึงนับระยะเวลาที่โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองดังกล่าว เป็นระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงทำให้มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ และ จึงทำให้ไม่สามารถนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง รวมทั้งระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ ตามระเบียบดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การนับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ จึงไม่สามารถเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ตามที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ได้ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต้องทำภายใน 5 ปี นับจากวันรู้เหตุเสนอข้อพิพาท โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาท 24 พฤศจิกายน 2547 เกิน 5 ปี หากนับจาก 30 มกราคม 2541 วันได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 กำหนดให้การฟ้องคดีรวมทั้งการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต้องกระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี เมื่อไม่สามารถนับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ได้ การที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 อาจจะเป็นการเสนอข้อพิพาทที่เกินกำหนดเวลาตามกฎหมาย คือ เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 5 ปี นับจากวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 &amp;nbsp;โดยถือเอาวันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา เป็นวันที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นและเป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาท ระยะเวลา 5 ปี จึงต้องเริ่มนับจากวันที่ 30 มกราคม 2541 และครบกำหนดในวันที่ 30 มกราคม 2546 เมื่อบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 จึงเกินระยะเวลา 5 ปี ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. หนทางสู่การพิจารณาคดีใหม่ เรื่องระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ ว่าได้เสนอข้อพิพาทภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงเป็นประเด็นที่อาจนำไปสู่การพิจารณาคดีใหม่ของศาลปกครองสูงสุดได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง (4) ที่กำหนดว่า กรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแล้ว คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นอำนาจดุลพินิจของศาลปกครองที่จะพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่
โดยการยื่นคำขอให้พิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งใหม่ต้องทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้ แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ หากยุติว่า โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เกิน 5 ปี อนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาท ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนและปฏิเสธบังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน
ถ้าหากศาลปกครองอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่ และมีการนับระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา และถือเป็นวันที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นและเป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทดังที่กล่าวไป หรือตั้งแต่วันอื่นใด อันจะทำให้การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 เกินกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากข้อเท็จจริงยุติเช่นนี้ ศาลปกครองมีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นเสนอไว้เพื่อพิจารณาได้ และการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมีคำพิพากษาให้เพิกถอนและปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรค 3 (2) (ข) และมาตรา 44 ซึ่งจะทำให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96765</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีค่าโง่โฮปเวลล์, ธนกฤต วรธนัชชากุล, สถาบันนิติวัชร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60360b695cef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 11:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พีระพันธุ์&#039;แนะอ่านรธน.มาตรา5 ชี้ชัดคำวินิจฉัยศาลรธน.ช่วยรัฐสู้มหากาพย์&#039;โฮปเวลล์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 มี.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp; นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานศึกษาปัญหาสัญญาโฮปเวลล์ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิ มนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อปี 2545 เรื่องปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองที่กำหนดให้นับอายุความฟ้องคดีปกครองตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือวันที่ 9 มี.ค.2544 มาใช้อ้างอิงในคดีสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ เข้าข่ายเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ว่า&amp;nbsp; ตนไม่มีความเห็น ไม่รู้เรื่อง เรื่องมันยาว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญสามารถนำไปใช้ในการขอรื้อคดีนี้ได้หรือไม่&amp;nbsp; นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า&amp;nbsp; ตามหลักการถือว่านั่นเป็นข้อเท็จจริงใหม่อยู่แล้ว&amp;nbsp; แต่เราจะไปพูดแทนตุลาการศาลปกครองก็ไม่ได้&amp;nbsp; เพราะมันเป็นดุลพินิจของเขา แต่ถ้าตามหลักที่ตนเรียนมา มันคือเรื่องใหม่อยู่แล้ว&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมายื่นทีไร ก็บอกว่าไม่ใช่สักที&amp;nbsp; เมื่อถามย้ำว่าถือเป็นการได้ข้อเท็จจริงใหม่หรือได้ข้อกฎหมายใหม่ใช่หรือไม่&amp;nbsp; นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ใช่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าขั้นตอนกระบวนการต่อไปในการรื้อฟื้นคดีโฮปเวลล์จะเป็นอย่างไร&amp;nbsp; นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า&amp;nbsp; ขอให้ไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 5&amp;nbsp; เมื่อถามว่าถ้ามีการรื้อคดีขึ้นมาใหม่จริง ถือว่ามีแนวโน้มที่รัฐไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายในคดีนี้ใช่หรือไม่&amp;nbsp; นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า ให้ลองไปอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 5&amp;nbsp; เมื่อถามต่อว่าจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลมีความได้เปรียบหรือมีโอกาสในการชนะคดีใช่หรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า&amp;nbsp; ชนะหรือแพ้ไม่รู้ แต่มันบังคับไม่ได้แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 ระบุไว้ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96564</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีค่าโง่โฮปเวลล์, คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, ศาลปกครองสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_6054222debda5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฮปเวลล์ส่งสัญญาณดี เล็งตั้งกก.เอาผิดอาญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ศักดิ์สยาม&amp;rdquo; แย้มคดีค่าโง่โฮปเวลล์ส่งสัญญาณที่ดี&amp;nbsp; แต่ต้องรอคำวินิจฉัยศาลปกครองกลางฉบับเต็มถึงจะเป็นข้อยุติ&amp;nbsp; ย้ำดำเนินการมาตั้งแต่รับตำแหน่ง สู้อย่างเต็มที่ เล็งตั้งคณะกรรมการเอาผิดทางอาญาเพิ่มเติม ด้านโฆษกศาลปกครองยันมติที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดไม่ใช่ระเบียบ ไม่ต้องจำเป็นประกาศในราชกิจจาฯ หรือส่งสภาผู้แทนฯ ให้ความเห็นชอบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยมีมติที่ประชุมศาลปกครองสูงสุดคดีโฮปเวลล์ขัดรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; ว่าที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้พยายามดำเนินการแก้ไขเรื่องโดยยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง โดยได้มีการตั้งคณะทำงานต่างๆ ขึ้นมาตรวจสอบและดูในเรื่องนี้เริ่มตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา กระทรวงคมนาคมคงต้องรอคำวินิจฉัยกลาง ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญต้องฟังคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยกลางตามกระบวนการจะต้องส่งไปผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา แล้วจึงกลับมายังกระทรวงคมนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยามกล่าวว่า เมื่อคำวินิจฉัยกลางส่งมาที่กระทรวงคมนาคม โดยคณะทำงานที่มี จึงจะได้ดูว่าคำวินิจฉัยกลางที่ออกมาว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอย่างไร กระทรวงคมนาคมจึงจะสามารถดำเนินต่อไปได้ เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีท่านบอกตลอดว่าอะไรที่ดำเนินการโดยตามหลักกฎหมายและถูกต้อง ต้องดำเนินการ อะไรที่มันไม่ถูกต้อง จะทำให้ถูกไม่ได้ ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราจะต่อสู้อย่างเต็มที่ เพราะเราถือว่าเงินงบประมาณของรัฐบาลคือเงินของภาษีพี่น้องประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นการที่จะต้องดำเนินการในเรื่องที่จะจ่ายหรือชำระค่าอะไรก็ตาม ต้องถูกต้องตามระเบียบกฎหมายและข้อเท็จจริง ถ้าอะไรไม่ถูกต้อง กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการตามขั้นตอนในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องอายุความ ต้องรอคำวินิจฉัยกลาง เนื่องจากเมื่อมีคำตัดสินออกมา จะต้องรอว่าคำวินิจฉัยกลางคือตัวองค์คณะของศาล จะมีรายละเอียดออกมาถึงจะเป็นข้อยุติว่าการตัดสินโดยหลักกฎหมายข้อใด ข้อเท็จจริง และมีผลคำวินิจฉัยอย่างไร ต้องดูในรายละเอียด วันนี้จะพูดอะไรออกไปโดยไม่เห็น มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ดี เบื้องต้นที่เห็นถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องรอดูรายละเอียดที่ชัดเจนก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่ได้ยื่นเรื่องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน มี 2 ประเด็นคือ 1.การดำเนินการเป็นไปตามหลักข้อกฎหมายที่มีหรือไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด&amp;nbsp; และ 2.เรื่องอายุความ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรอคำวินิจฉัยกลางตัดสินอย่างไร ทั้งนี้ เมื่อเราได้คำวินิจฉัยกลางที่สมบูรณ์แล้วจะดำเนินการต่อได้ โดยยึดหลักข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง และยึดผลประโยชน์ของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ ทางกระทรวงจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางอาญาเพิ่มเติม โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ซึ่งเรื่องดังกล่าวรายละเอียดเยอะ ต้องใช้เวลาพิจารณา เพราะที่ผ่านมาเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2532 ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนความผิดในการละเมิดอยู่ระหว่างการส่งรายชื่อคณะกรรมการฯ เพื่อแต่งตั้งสอบสวนหาความผิดดังกล่าวมาที่เราให้พิจารณา เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นเราไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นอำนาจที่เราสามารถแต่งตั้งได้ หากเราเกี่ยวข้องจะเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้ ต้องดูคุณสมบัติของคณะกรรมการด้วยว่ามีความรู้ความสามารถอย่างไรบ้าง&amp;quot; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประวิตร บุญเทียม โฆษกศาลปกครอง ให้สัมภาษณ์ ว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่ามติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2555 เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2556 เรื่องปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองเป็นการออกระเบียบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 44 แต่มิได้ดำเนินการตามมาตรา 5 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 197 วรรคสี่นั้น เป็นเพียงการชี้ว่าที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ดำเนินการนำมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2556 มาออกเป็นระเบียบตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 5 ที่กำหนดว่า บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศที่ออกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา 44 และมาตรา 66 ต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ออกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ ส่วนประเด็นอื่นที่เกี่ยวกับผลการชี้ขาดแห่งคดี ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น ต้องดูคำวินิจฉัยฉบับเต็มก่อนว่าประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครอบคลุมไปลึกแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดใช้หลักปฏิบัติเดียวกับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาของศาลยุติธรรม เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 68 ที่กำหนดว่า กรณีประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นสมควรที่จะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใด คดีใด ให้เสนอที่ประชุมใหญ่พิจารณา ซึ่งที่ผ่านมาหากประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคดีนั้นมีปัญหา หรือเป็นคดีสำคัญ หรือเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูง ก็จะนำเข้าที่ประชุมใหญ่พิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนั้น ซึ่งทำกันเกือบทุกเดือน มีเป็นร้อยเรื่อง ไม่ได้มองว่าเป็นระเบียบที่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบตามมาตรา 5 มาตรา 6 ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ จึงต้องดูว่ามตินี้เป็นระเบียบเพราะอะไร&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายประวิตรกล่าวว่า ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแบบนี้แล้วมันจะกระทบไปยังคดีเดิม เพราะคดีนั้นศาลพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว ถ้าทุกคนนิ่ง ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ศาลวินิจฉัยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแล้วก็เป็นไปตามนั้น แต่จะไม่นิ่งก็เมื่อคู่กรณีใช้ช่องทางขอพิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 75 ซึ่งตรงนี้เป็นช่องทางที่เป็นสิทธิของคู่กรณี เมื่อขอมาศาลก็พิจารณา หากเมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยเต็มของศาลรัฐธรรมนูญแล้วเห็นว่ามันเข้าเกณฑ์พิจารณาใหม่ ตามมาตรา 75 ก็สามารถรับพิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ถ้าดูแล้วไม่เข้าเกณฑ์ ถึงจะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตรงนั้น ก็ต้องยกไม่รับคำขอเหมือนกับคดีที่แล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96535</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีค่าโง่โฮปเวลล์, คำวินิจฉัยศาลปกครองกลาง, ค่าโง่โฮปเวลล์, ตั้งคณะกรรมการเอาผิดทางอาญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6053694a3f854.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประยุทธ์&#039; เผยคดีค่าโง่โฮปเวลล์เป็นงานค้างคามาถึงรัฐบาลนี้ ยันจะแก้ปัญหาทุกเรื่องให้ประเทศชาติมั่นคง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงคดีค่าโง่โฮปเวลล์ว่า&amp;nbsp;ต้องติดตามในรายละเอียดอีกทีเพราะมีคณะทำงานตรงนี้อยู่แล้ว จะเอาคำพิพากษาออกมาพิจารณาดูจะดำเนินการอย่างไรต่อไปได้ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลผม แต่ผมต้องเอามาแก้ไขในรัฐบาลนี้ ถ้ามันสามารถแก้ไขได้ก็เป็นการดี เป็นการสงวนเงินงบประมาณแผ่นดิน ทำอะไรก็ตามผมระวังที่สุดที่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างด้วยความถูกต้อง ขอให้เข้าใจว่างานเหล่านี้เป็นงานที่ค้างคามาถึงรัฐบาลผม และผมก็แก้ไขไปในทางที่ถูกที่ควรตามช่องทางของกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมผมเคารพ เพราะฉะนั้นจะเป็นผู้ตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างได้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้ต่อไปในทุกๆเรื่องที่มันค้างคาอยู่ หรือมีอุปสรรคอยู่ว่า จะทำอย่างไรประเทศชาติจะมั่นคงสักที ประชาชนจะมีความสุขได้อย่างไรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร หลายอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป&amp;rdquo; นายกฯกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96371</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีค่าโง่โฮปเวลล์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051c88e9e87c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.คมนาคม ลุ้นศาลนัดวินิจฉัยปมนับอายุความคดีค่าโง่โฮปเวลล์ ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ 17 มี.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.64 - ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ขอให้วินิจฉัยว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดนำมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดครั้งที่ 18/2545 วันพุธที่ 27 พ.ย.2545 ที่กำหนดให้นับอายุความฟ้องคดีปกครองตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มี.ค. 2544 มาใช้อ้างอิงในคดีสัญญาสัมปทานโครงการโฮปเวลล์ เข้าข่ายเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 5 วรรคหนึ่ง มาตรา 25 วรรคสาม มาตรา 188 และมาตรา 197 หรือไม่ และขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติหรือการกระทำดังกล่าว โดยศาลปกครองสูงสุดได้ส่งเอกสารรายงานการประชุมตามมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดครั้งดังกล่าว รวมทั้งระเบียบและเอกสารที่เกี่ยวข้องและศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับรวมไว้ในสำนวนแล้วนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงให้ยุติการไต่สวนตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 17 มี.ค. เวลา 09.30 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94142</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, คดีค่าโง่โฮปเวลล์, คดีโฮปเวลล์, ศาลรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210218/image_big_602e0a228636f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
