<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแล้ว&#039;บังหลี&#039; ฆ่าข่มขืนโหด สาวชาวสวิส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จับแล้ว &amp;quot;บังหลี&amp;quot; ลูกชายอดีตกำนันดัง ฆาตกรโหดเขย่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวสวิตเซอร์แลนด์ สารภาพเกิดอารมณ์กำหนัด เผยอดีตโชกโชนเคยติดคุกคดียาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีพบศพนางนิโคล ซาเวน ไวส์คอปฟ์ อายุ 57 ปี นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ รองหัวหน้าพิธีการทูตของสมัชชาสหพันธรัฐเยอรมนี และเลขาธิการสมาคมอดีตสมาชิกวุฒิสภาสวิตเซอร์ แลนด์ ที่เพิ่งเดินทางมาเที่ยวเกาะภูเก็ต ตามโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ถูกคนร้ายฆ่าเปลือยห่อศพลากไปทิ้งน้ำในลำธารน้ำตกโตนอ่าวยน ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต กระทั่งชาวบ้านไปพบในช่วงบ่ายวันที่ 5 ส.ค. สภาพศพเริ่มบวมอืด คาดว่าเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 2 วัน หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ระดมนักสืบมือดีจากส่วนกลางลงพื้นที่ไปร่วมคลี่คลาย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าฆาตกรหมายขืนใจแต่เหยื่อขัดขืนลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม ตามที่เสนอข่าวไปนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 ส.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.ท.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบช.ภ.8, พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7, พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8 สนธิกำลัง ตำรวจกองปราบปราม ตำรวจ บก.สส.ภ.8 ลงพื้นที่ตรวจสอบภาพวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง และนำกำลังเข้าตรวจสอบแคมป์คนงานก่อสร้างบริเวณใกล้เคียงน้ำตกโตนอ่าวยนจุดพบศพประมาณ 2-3 แคมป์อย่างละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อตรวจหาหลักฐานเชื่อมโยงกับคดี กระทั่งชุดสืบสวนพบเบาะแสสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงตัวผู้ก่อเหตุ ก่อนได้ควบคุมผู้ต้องสงสัย 1 คน เป็นชายไทยอายุ 27 ปี ชาวจังหวัดภูเก็ต ทราบชื่อต่อมาคือนายธีรวัฒน์ ท่อทิพย์ หรือบังหลี อยู่บ้านเลขที่ 11/7 หมู่ 3 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างนำตัวมาสอบปากคำ พร้อมรายงาน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ให้รับทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้นชายคนดังกล่าวให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุจริง โดยในวันเกิดเหตุได้เดินทางไปเก็บของป่า จำพวกกล้วยไม้ ก่อนพบนางนิโคล ซาเวน ไวส์คอปฟ์ เข้ามาที่บริเวณจุดเกิดเหตุ และเกิดอารมณ์กำหนัด จึงได้ไปหมายจะข่มขืนแต่ผู้ตายไม่สนใจอีกทั้งขัดขืนจึงได้ลงมือก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2563 ในฐานความผิดครอบครองยาเสพติด ในส่วนของรายละเอียดทางคดี จะมีการแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรวิชิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบังหลี เป็นลูกชายของอดีตกำนันคนดัง สมัยวัยรุ่นเป็นนักมวยเดินสายชกตามเวทีต่างๆ ก่อนชีวิตพลิกผันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และได้ย้ายจากบ้านเกิดในพื้นที่ปากครอก มาใช้ชีวิตอยู่ใน อ.เมืองฯ กระทั่งมาก่อเหตุสลดดังกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112541</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าข่มขืน, ฆาตกรโหด, ฆ่าข่มขืน, ฆ่าแหม่มสวิส, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, สาวชาวสวิส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210807/image_big_610e6041d6a97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 12:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 12:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝากขังคนร้ายข่มขืนฆ่า &#039;น้องนิหน่า&#039; บอกสำนึกผิดพร้อมขอโทษครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีน้องนิหน่า อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ ถูกข่มขืนแล้วฆ่าชิงทรัพย์นำรถจักรยานยนต์ทับร่างอำพรางว่าเป็นอุบัติเหตุ ทิ้งศพในคูน้ำกลางถนนสายเอเชีย เส้นทางหาดใหญ่-บางกล่ำ พื้นที่หมู่ 5 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งคดีนี้ตำรวจสามารถปิดคดีได้ภายในเวลา 26 ชั่วโมงจนจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุได้คือนายประถม เอียดขาว อายุ 49 ปี หรือ&amp;rdquo;บังหมัด กงหรา&amp;rdquo; ชาว ต.คลองทรายขาว อ.กงหรา จ.พัทลุง และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาโดยมูลเหตุจูงใจต้องการที่จะข่มขืนน้องนิหน่าหลังพบกันโดยบังเอิญขณะทั้งสองคนเข้าไปเติมน้ำมันในปั้มน้ำมันก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากที่นายประถม ถูกจับกุมตัวได้เมื่อวานนี้ได้ถูกส่งตัวไปควบคุมตัวที่ สภ.คลองหอยโข่ง ชั่วคราวแทนการคุมขังที่ สภ.บางกล่ำ พื้นที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันความวุ่นวายจากญาติพี่น้องที่ยังโกรธแค้นและอาจจะมารวมตัวที่โรงพัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปติดตามบรรยากาศที่ สภ.คลองหอยโข่ง ที่ นายประถม ถูกนำไปควบคุมตัวอยู่พบว่ามีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมงและต้องรายผู้งานผู้บังคับบัญชาทุกชั่วโมง เนื่องจากผู้ต้องหามีอาการเครียดและไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนเพราะเกรงว่าจะคิดสั้น และยังไม่มีญาติพี่น้องเดินทางมาเยี่ยมแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้&amp;nbsp;ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บางกล่ำ ได้นำรถตู้ตำรวจมารับตัว นายประถม ออกจาก สภ.คลองหอยโข่ง เดินทางกลับไปยัง สภ.บางกล่ำ เพื่อทำการสอบสวนอีกครั้ง ก่อนที่จะทำเรื่องฝากขังผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เร้นในวันนี้และคัดค้านการประกันตัวและหากศาลไม่ให้ประกันตัวก็จะถูกส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสงขลาทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายประถม ขณะถูกนำตัวออกจากห้องขัง สภ.คลองหอยโข่งและตอบเพียงสั้นๆว่า สำนึกผิดและยอมรับกรรมและรับโทษกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป และอยากขอโทษน้องนิหน่าและครอบครัว และบอกว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ในคืนนั้นจะไม่ทำแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระหว่างการควบคุมตัวกลับไปยัง สภ.บางกล่ำ ตำรวจชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน สภ.บางกล่ำ ได้นำตัว นายประถม ไปชี้จุดเกิดเหตุและถ่ายภาพเพื่อประกอบสำนวนคดีอีกครั้งและทุกขั้นตอนเป็นความลับและทำอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อป้องกันความวุ่นวายที่อาจะจะเกิดขึ้นเพราะเป็นคดีที่สะเทือนขวัญและไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.บางกล่ำมาก่อน และเมื่อถึง สภ.บางกล่ำก็นำตัวเข้าห้องสอบสวนทันที&amp;nbsp; โดยมี พ.ต.อ.เอนก ศรีคำอ้าย รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา ลงพื้นที่สอบสวนด้วยตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94738</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆาตกรรม, คดีฆ่าข่มขืน, จังหวัดสงขลา, น้องนิหน่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603dccbef2bb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 18:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับได้แล้ว! คนร้ายฆ่าข่มขืนเด็ก 9 ขวบ จนมุมตำรวจคากระท่อมหลังบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ.64 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุคนร้ายฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 9&amp;nbsp;ขวบ ที่กลางทุ่งนาคุ้มโนนตูม หมู่ที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;บ้านมาบเชือก ตำบลธงชัยเหนือ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยเหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 10&amp;nbsp;กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายในพื้นที่ อ.ปักธงชัย ชื่อนายอนุวัฒน์ ผลจะโป๊ะ&amp;nbsp;หรือ แหบ อายุ 24 ปี โดยจับกุมตัวได้ในกระท่อมหลังบ้าน ขณะคนร้ายกำลังเดินกลับมายังบ้านตัวเอง โดยเจ้าหน้าที่ได้ระดมสรรพกำลังเร่งล่าคนร้ายกว่า 21 ชั่วโมงตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ทั้งใช้เฮลิคอปเตอร์ และร่มบินจากสมาคมต่างๆ พร้อมทั้งประสานพรานป่าที่เชี่ยวชาญในพื้นที่ รวมทั้งให้สุนัขทหารจากศูนย์ฝึกสุนัข 2 ตัวมาช่วยตามดมกลิ่น สะกดรอยติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์และทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยคนร้ายมีสติไม่สมประกอบ และยัง⁣มีประวัติเคยต้องโทษในคดีข่มขืนเด็กชาย ถูกจำคุกและเพิ่งพ้นโทษออกมาแค่ 3 เดือน ก่อนมาก่อเหตุซ้ำอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92748</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าข่มขืน, จังหวัดนครราชสีมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210211/image_big_60251220bbcad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจตั้งรางวัลนำจับ 2 หมื่น &#039;ชายเสื้อส้ม&#039; ฆ่าข่มขืนเด็ก 9 ขวบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุคนร้ายฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 9&amp;nbsp;ขวบ ที่กลางทุ่งนาคุ้มโนนตูม หมู่ที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;บ้านมาบเชือก ตำบลธงชัยเหนือ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยเหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 10&amp;nbsp;กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด เมื่อช่วงบ่ายวันนี้&amp;nbsp;ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้ตั้งรางวัลนำจับ&amp;nbsp;นายอนุวัฒน์ ผลจะโป๊ะ หรือ แหบ อายุ&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ปี คนร้ายที่ก่อเหตุ เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท ให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแสจับกุมคนร้ายรายนี้&amp;nbsp;พร้อมเผยชุดเสื้อผ้าที่คนร้ายสวมใส่ในการหลบหนี โดยคนร้ายได้สวมเสื้อยืดแขนยาวสีส้ม สวมใส่กางเกงกีฬาขาสั้นสีดำ มีโลโก้ของทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดอยู่มุมกางเกง ซึ่งหากใครพบเห็นชายลักษณะดังกล่าว สามารถโทรศัพท์แจ้งได้ที่หมายเลข 191, 081-2975545, 092-6565396, 099-6594191&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92732</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าข่มขืน, จังหวัดนครราชสีมา, ตั้งรางวัลนำจับ2หมื่น, ประกาศจับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210211/image_big_6024ee0d132a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 14:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 14:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกายืนโทษประหาร &#039;2หนุ่มพม่า&#039;ฆ่าหนุ่ม-สาวผู้ดีบนเกาะเต่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค.62 - ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง&amp;nbsp;นายซอลิน หรือโซเรน และนายเวพิว หรือวิน ทั้งสองอายุ 26 ปี สัญชาติพม่า เป็นจำเลยที่ 1-2 ในคดีฆาตกรรม นายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ และร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราและ ฆ่า น.ส.ฮานนาห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ ทั้งสองอายุ 24 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ ที่บริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2557&amp;nbsp;โดยการอ่านคำพิพากษาวันนี้ มีการถ่ายทอดสดผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนมายังศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีพยานหลักฐาน รวมทั้งผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ตรงกับจำเลย ขณะที่คดีเกี่ยวกับการกระทำต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนเฉพาะกิจขึ้นมา โดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ควบคุมใกล้ชิด ในการตรวจเก็บสถานที่เกิดเหตุและพยานหลักฐาน เพื่อจะติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของประเทศคืนมา มีการตรวจเก็บดีเอ็นเอทั้งคนไทยและต่างชาติที่อาจจะเกี่ยวข้องจำนวนมาก และมีการใส่ถุงมือป้องกันการปนเปื้อน ใช้น้ำยาตรวจที่มีคุณภาพ เครื่องตรวจอัตโนมัติมีมาตรฐานในการตรวจพิสูจน์ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาดูประเด็นข้อสงสัยต่างๆ ทีละประเด็น โดยตัดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปทีละคนทีละประเด็น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งครั้งแรก จำเลยก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องสงสัย แต่เมื่อยังไม่ชัดเจนจึงยังไม่ถูกดำเนินคดี กระทั่งตรวจดีเอ็นเอจากเยื่อบุกระพุ้งแก้มจำเลย ตรงกับการตรวจหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อปรักปรำจำเลย เพราะในการสอบสวนต้องใช้เวลา, บุคลากรจำนวนมาก รวมทั้งงบประมาณ หากจะสร้างพยานหลักฐานคงไม่ต้องให้สิ้นเปลืองทั้งบุคลากรและงบประมาณ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัย ข้อฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีนี้ อัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยในพื้นที่ ซึ่งศาลจังหวัดเกาะสมุยและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนให้ประหารชีวิตทั้งสอง โดยระหว่างพิจารณาตั้งแต่ปี 2557 จำเลยทั้งสองไม่ได้รับการประกันตัว เมื่อทั้งสองศาลมีคำพิพากษาแล้วระหว่างฎีกา จำเลยทั้งสองก็ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางบางขวาง กระทั่งนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันนี้ ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ใกล้สถานที่คุมขัง ศาลจึงได้เบิกตัวจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกระบวนการอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีนี้ว่า การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ เป็นการอ่านคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ที่มีการเผยแพร่ภาพและเสียง ผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรน มายังศูนย์อำนวยความยุติธรรมอิเล็กทรอนิกส์ (E-Justice Conference Center) ชั้น 6 อาคารศาลอาญา ที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดให้มีล่ามแปลภาษาพม่า เพื่อแปลภาษาให้จำเลยได้ฟังอย่างเข้าใจถึงผลคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการจัดหาล่ามแปลภาษานั้น ถือเป็นมาตรการของสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นชาวต่างชาติ โดยในวันนี้เป็นการแปลภาษาผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เราถือเป็นการอำนวยความยุติธรรมในยุคก้าวสู่ศาลดิจิทัล หรือ D-Court&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับศูนย์อำนวยความยุติธรรมอิเล็คทรอนิกส์ ที่ตั้งอยู่ชั้น 6 อาคารศาลอาญานั้น ได้จัดให้ห้องถ่ายทอดภาพ-เสียงการแปลภาษาของล่าม เพื่ออำนวยความสะดวกในคดีผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นชาวต่างชาติ รวมทั้งสิ้น 3 ห้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44560</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าข่มขืน, คดีอาชญากรรม, คดีเกาะเต่า, คำพิพากษาศาลฎีกา, ฆ่าข่มขืนสาวอังกฤษ, ประหารชีวิต, ศาลจังหวัดนนทบุรี, เกาะพะงัน, เกาะเต่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190829/image_big_5d6778b42f747.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11980</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2018 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2018 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพล เปิดผลสำรวจพบ คนไทย 92% อยากให้โทษประหารชีวิตต่อไป </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ทำการสำรวจใน &amp;ldquo;โทษประหารชีวิต ควรหยุดหรือไปต่อ&amp;rdquo; พบคนไทย 92% อยากให้คงโทษประหารชฃีวิต เชื่อว่าจะทำให้คดีอาชญากรรมลดลง ชี้ 54% หนุนคดีฆ่าข่มขืน ต้องโดนโทษประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp;เรื่อง &amp;ldquo;โทษประหารชีวิต ควรหยุดหรือไปต่อ&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 22 มิถุนายน 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับโทษประหารชีวิต ควรหยุดหรือไปต่อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงบทลงโทษที่ผู้กระทำความผิดในคดีร้ายแรงควรได้รับ ระหว่าง &amp;ldquo;โทษจำคุกตลอดชีวิต&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;โทษประหารชีวิต&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.50 ระบุว่า โทษประหารชีวิต ร้อยละ 18.86 ระบุว่า โทษจำคุกตลอดชีวิต และร้อยละ 0.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อ &amp;ldquo;บทลงโทษประหารชีวิต&amp;rdquo; จะมีผลทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทย มีความศักดิ์สิทธิ์หรือน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.29 ระบุว่า ทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น เพราะ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเด็ดขาด ทำให้ประชาชนมีความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะกระทำความผิดอีก ขณะที่ ร้อยละ 12.07 ระบุว่า &amp;nbsp;ไม่ได้ทำให้มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น เพราะ กระบวนการยุติธรรมไม่มีความโปร่งใส มีช่องโหว่ทางกฎหมาย และการปฏิบัติหน้าที่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และร้อยละ 2.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ &amp;ldquo;โทษประหารชีวิต&amp;rdquo; จะทำให้คดีอาชญากรรมลดลงหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ &amp;nbsp;ร้อยละ 79.05 ระบุว่า จะทำให้คดีอาชญากรรมลดลง รองลงมา ร้อยละ 15.83 ระบุว่า จะทำให้คดีอาชญากรรมเท่าเดิม ร้อยละ 2.88 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จะทำให้คดีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อ &amp;ldquo;โทษประหารชีวิต&amp;rdquo; ว่าควรมีต่อไปหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 92.49 ระบุว่า &amp;nbsp;ควรมีโทษประหารชีวิตต่อไป เพราะ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และเป็นบทเรียนเตือนใจให้แก่ผู้กระทำความผิดหรือคิดจะกระทำความผิด มีความเกรงกลัว เพื่อลดปัญหาอาชญากรรม และเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับครอบครัวที่สูญเสีย และร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ควรมี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โทษประหารชีวิตต่อไป เพราะ ไม่ได้ทำให้คดีอาชญากรรมลดลง ควรให้โอกาสสำหรับผู้ที่กระทำผิด เนื่องจากบางคนอาจจะทำเพราะเหตุบันดาลโทสะ หรือไม่ได้เจตนา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ให้จำคุกตลอดชีวิตน่าจะดีกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ท้ายที่สุด เมื่อถามผู้ที่ตอบว่าควรมีโทษประหารชีวิตต่อไป เกี่ยวกับคดีที่ผู้กระทำผิดสมควรได้รับโทษประหารชีวิตมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.45 ระบุว่า เป็นคดีฆ่าข่มขืน (ข่มขืนแล้วฆ่าหรือรุมโทรมจนเสียชีวิต) ร้อยละ 23.95 ระบุว่า เป็นผู้ที่กระทำผิดซ้ำในคดีที่ร้ายแรง เช่น ฆ่าคนตาย ข่มขืน ร้อยละ 16.68 ระบุว่า เป็นคดีฆ่าคนตายโดยเจตนา ร้อยละ 2.42 ระบุว่า เป็นคดียาเสพติด ร้อยละ 0.95 ระบุว่า เป็นคดีก่อการร้าย ร้อยละ 0.86 &amp;nbsp;ระบุว่า เป็นคดีทุจริตคอร์รัปชัน และร้อยละ 0.69 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.23 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 26.06 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 17.75 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.25 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 14.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่างร้อยละ 52.04 เป็นเพศชาย ร้อยละ 47.72 เป็นเพศหญิง และร้อยละ 0.24 เป็นเพศทางเลือก ตัวอย่างร้อยละ 5.27 มีอายุ 18 &amp;ndash; 25 ปี ร้อยละ 17.03 มีอายุ 26 &amp;ndash; 35 ปี ร้อยละ 23.18 มีอายุ 36 &amp;ndash; 45 ปี ร้อยละ 35.01 มีอายุ 46 &amp;ndash; 59 ปี ร้อยละ 17.67 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 1.84 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่างร้อยละ 92.32 ระบุว่า นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.56 ระบุว่า นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 0.56 ระบุว่า นับถือศาสนาคริสต์/ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือศาสนาใด ๆ และร้อยละ 4.56 ไม่ระบุศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 18.54 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 72.10 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.40 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 4.96 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 28.86 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 27.02 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.83 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.54 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 4.71 จบการศึกษาสูงกว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.04 ไม่ระบุการศึกษา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างร้อยละ 11.51 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 14.23 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.10 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 13.83 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.35 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 16.95 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 1.44 เป็นนักเรียน/นักศึกษา &amp;nbsp;ร้อยละ 0.08 เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 5.51 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 14.07 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 21.58 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 26.06 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 &amp;ndash; 20,000 บาท ร้อยละ 10.39 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 &amp;ndash; 30,000 บาท ร้อยละ 5.76 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 &amp;ndash; &amp;nbsp;40,000 บาท ร้อยละ 10.55 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า มากกว่า &amp;nbsp;40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 11.59 ไม่ระบุรายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11980</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าข่มขืน, คดีอาชญากรรม, นิด้าโพล, ประชาชนหนุนโทษประหารชีวิต, โทษประหารชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180624/image_big_5b2f001f6277f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
