<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2019 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2019 07:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลออก 3 กฎเหล็กห้ามทำ!ระหว่างการพิจารณาคดี&#039;ไก่เอื้ออาทร&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.62 - ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วานนี้ นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีบ้านเอื้ออาทร พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 และ 102/2561 นัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่ 5 คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 61 ปี อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร 2 และสมาชิกพรรคเพื่อไทย จำเลยที่ 1, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548&amp;ndash;2549 จำเลยที่ 2 , นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย จำเลยที่ 3 , นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ จำเลยที่ 4 , นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทยจำเลยที่ 10 และกลุ่มเอกชนรวม 14 ราย เป็นจำเลย โดยคดีมีจำเลย 4 รายที่ไม่มาศาลมีพฤติการณ์หลบหนีศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว คือ น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงานบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด จำเลยที่ 6-7 และผู้แทนนิติบุคคล บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด , บริษัท นามแฟทท์ คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 11-12&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นายวัฒนา อดีต รมว.พม. จำเลยที่ 1, นายอริสมันต์ อดีต ส.ส.เพื่อไทย จำเลยที่ 10 และจำเลยร่วมคนอื่นๆ ที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ขณะที่ศาลก็ได้เบิกตัว นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 และ น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 5 ซึ่งถูกจำคุกในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวจีทูจี มาจากเรือนจำเพื่อร่วมฟังการพิจารณาต่อหน้าจำเลยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้ อัยการโจทก์ นำพยานเข้าไต่สวนรวม 5 ปาก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูง ใน กคช.ระดับอดีต ผอ.- รอง ผอ.กองการประชุม ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ช่วงดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร, รอง ผอ.กองประมูลและสัญญาก่อสร้าง รวมทั้งอดีตปลัดกระทรวง พม.ซึ่งเคยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ (บอร์ด) กคช.ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการไต่สวนทั้งศาล อัยการโจทก์ และฝ่ายจำเลย ได้ซักถามรวมทั้งการซักค้านประเด็นขั้นตอนการทำรายงานการประชุมของบอร์ด กคช. และประเด็นสำคัญที่พาดพิงถึงเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 ว่าเคยมีการสั่งการจากเลขานุการที่ประชุมของบอร์ด ให้จัดส่งเอกสารหนังสือเชิญประชุม, รายงานการประชุม หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุมถึงที่ปรึกษา รมว.พม. 7 ครั้ง ที่อ้างว่ามีการระบุถึงชื่อนายอภิชาติ จำเลยที่ 4 หรือไม่ โดยทนายความจำเลยพยายามซักค้านว่าจำเลยที่ 4 ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับแทรกแซงกับการประชุมบอร์ดรวมทั้งไม่เคยถูกพาไปแนะนำตัวว่าเป็นที่ปรึกษา รมว.พม. ไม่เคยเข้าร่วมประชุมใดๆ นอกจากนี้การไต่สวนพยาน ยังซักถามถึงหลักเกณฑ์การจัดโปรโมท Pre-Sale (ขายจองล่วงหน้า) โครงการให้ได้ตามเงื่อนไขที่ประกาศไว้ กับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าที่จะได้ทำ 15% จากยอดมูลค่าโครงการ (ค่าที่ดิน+ค่าก่อสร้าง) หรือจากยอดค่าก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อศาล อัยการโจทก์ และฝ่ายจำเลย ซักถามพยานโจทก์ทั้ง 5 ปากดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งต่อไปวันที่ 5 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น. และที่จำเลยที่ 4, 8 ขอยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่สองนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในการพิจารณาคดีให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนจึงอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนนายวัฒนา จำเลยที่ 1 ที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ไต่สวนหาผู้รับผิดชอบ กรณีที่อ้างว่าตรวจพบว่า บันทึกคำให้การของพยาน 2 ราย คือนายพิทยา เจริญวรรณ กับนายพรศักดิ์ บุณโยดม ในชั้น ป.ป.ช. กับชั้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อาจคลาดเคลื่อนอย่างมีนัยยะสำคัญที่อาจจะส่งผลเสียหายต่อจำเลยที่ 1 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์คณะฯ แจ้งให้จำเลยทราบว่า ตามที่ศาลมีคำสั่งให้อัยการโจทก์ที่ได้แถลงคัดค้านกรณีดังกล่าว ทำคำคัดค้านเป็นเอกสารเสนอศาลมาภายในวันที่ 18 ก.ค.นั้น เนื่องจากศาลเพิ่งได้รับเอกสารจากอัยการโจทก์เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.) ซึ่งจะต้องพิจารณารายละเอียดเพื่อประกอบกานวินิจฉัย โดยวันนี้มีไต่สวนพยานโจทก์ในคดีอยู่ด้วย จึงให้รอฟังคำสั่งเรื่องคำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวในนัดหน้า (5 ส.ค.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการไต่สวนพยานคดีกล่าวหาทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ผ่านมานั้น หลังจากที่มีเหตุการณ์ในการสื่อสารเกี่ยวกับข้อมูลคดีจนอาจกระทบการพิจารณาได้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา องค์คณะฯ จึงได้ออกข้อกำหนดระหว่างการพิจารณานี้ว่า ห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการ 1. ให้ข่าว รายงาน หรือย่อเรื่องกระบวนพิจารณาคดีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง 2.ทำการวิภาค (ภาษาตามกฎหมาย) โดยไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน รวมทั้งการแถลงข้อความที่เป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงของคู่ความ - พยาน 3.ชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ โดยการกระทำนั้นประสงค์จะให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือศาล, คู่ความ, พยานหลักฐาน ที่จะมีผลทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป โดยการออกข้อกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 30, 32 , 33&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41434</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, รองประธานศาลฎีกา, วัฒนา เมืองสุข, วิชัย เอื้ออังคณากุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffab6bd740b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2019 19:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2019 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไก่เอื้ออาทร&#039;ดิ้นสุดฤทธิ์!แถลงอ้างถูกลากขึ้นศาลเพราะเรื่องการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.62 - ที่พรรคเพื่อไทย นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)แถลงกรณียื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ไต่สวนบันทึกคำให้การของพยาน 2 ราย ในคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรว่า &amp;nbsp;พยานทั้ง 2 คน คือนายพิทยา เจริญวรรณ กับนายพรศักดิ์ บุณโยดม ในชั้นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ถูกตัดตอนข้อความของพยานในสาระสำคัญ จึงขอให้ศาลไต่สวนหาตัวผู้กระทำ โดยเฉพาะคำให้การของนายพรศักดิ์จำนวน 23 แผ่น ซึ่งปรากฎว่าเอกสารตั้งแต่แผ่นที่ 15-22 พยานไม่ได้เซ็นชื่อกำกับ เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากพยานหลงลืม น่าเชื่อว่าเอกสารต้นฉบับถูกดึงออกทั้งปึ้กแล้ว นำรายละเอียดอื่นมาตัดต่อใส่ไว้แทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในคำให้การของนายพิทยา ซึ่งให้การยืนยันว่า รมว.พม.ไม่เคยเข้ามาสั่งการหรือแทรกแซงโครงการบ้านเอื้ออาทร ไม่ได้กำหนดทีโออาร์ตามอำเภอใจ อีกทั้งทีโออาร์บ้านเอื้ออาทรก็ยังใช้อยู่แม้บ้านเมืองผ่านการปฏิวัติมาแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวถูกตัดออก จงใจไม่นำเสนอในชั้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัฒนา กล่าวอีกว่า บันทึกคำให้การของพยานในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ คตส. เจ้าพนักงานไม่มีสิทธิไปแต่งคำให้การ สาระสำคัญในคำให้การต้องคงเดิม เมื่อมีการตัดทอน ต่อเติมข้อความที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนแล้วปล่อยให้คลุมเครือ ซึ่งเป็นความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ และเป็นเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมกระทำการหรือไม่กระทำการให้ผู้หนึ่งผู้ใดต้องรับโทษหรือไม่ได้รับโทษ &amp;nbsp;ตนจึงขอให้ศาลไต่สวน โดยศาลสั่งให้อัยการส่งคำคัดค้านภายในวันที่ 18 ก.ค.นี้ เมื่อทราบตัวผู้กระทำตนจะยื่นฟ้องและดำเนินคดีให้ถึงที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาการตรวจสอบป.ป.ช.ทำได้ยาก ทำให้ป.ป.ช.วางตัวเป็นเทวดา เมื่อศาลฎีกามีมติแล้วว่าบุคคลธรรมดาสามารถฟ้องป.ป.ช.ได้ จะทำให้ป.ป.ช.ระวังตัวมากขึ้น คดีของผมเป็นเรื่องการเมือง ผมถูกลากมาศาลเพราะการเมือง ป.ป.ช.เป็นพนักงานสอบสวนต้องรู้ว่าอะไรเป็นจุดเป็นจุดตายในคดี เอกสารในชั้นป.ป.ช.มีเป็นหมื่นแผ่น ถ้าผมไม่เป็นทนายความก็คงตรวจไม่พบความผิดปกติ จึงเป็นห่วงไปถึงคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมีเอกสารมากกว่า 6 หมื่นแผ่น หากมีการยัดไส้เอกสารคงยากต่อการตรวจสอบ&amp;rdquo;นายวัฒนากล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40864</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, คตส., ปปช., วัฒนา เมืองสุข, ศาลฎีกาฯ, เสี่ยไก่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190713/image_big_5d2963649fccc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่ายเช็คให้ไก่โกงเอื้ออาทร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;เสี่ยไก่&amp;quot; หนาว! เบิกความโจทก์นัดแรกคดีโกงบ้านเอื้ออาทร พยาน-ผู้ประกอบการแฉกลางศาล &amp;quot;อริสมันต์&amp;quot; ชักชวนทำโครงการแต่ต้องจ่ายค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ ชี้คนชื่อ &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; โทรมาทวงเงิน 40 ล้าน &amp;quot;เสี่ยเปี๋ยง&amp;quot; ก็โทรมาทวง ฝ่ายการเงินบริษัทคู่สัญญารับสั่งจ่ายเช็ค 81 ล้านให้ &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; บันทึกในบัญชี &amp;quot;ค่าใช้จ่ายต้องห้าม&amp;quot; คาดพิพากษาภายในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษา 9 คนนัดไต่สวนพยานโจทก์คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อายุ 62 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2 พรรคเพื่อไทย, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย, นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, &amp;nbsp;นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 56 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลยที่ 1-14&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา &amp;nbsp;มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ &amp;nbsp;หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 &amp;nbsp;มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ นายวัฒนาและนายอริสมันต์ที่ได้ประกันตัวไป 5 ล้านบาท กับจำเลยอื่นที่ได้รับการประกันตัวซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตได้เดินทางมาศาล ส่วนจำเลยที่ 6-7, 11-12 หลบหนี ศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว ส่วนเสี่ยเปี๋ยงและลูกน้องที่ตกเป็นจำเลยที่ 4-5 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวจากเรือนจำมาศาล ขณะที่จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ได้เดินทางมาศาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอัยการโจทก์นำพยานเข้าไต่สวนรวม 4 ปาก พยานของอัยการโจทก์ปากแรก คือ น.ส.ประเทือง ภิรมย์นก อดีตพนักงานฝ่ายการเงิน บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด เบิกความต่อศาลสรุปว่า ตนมีหน้าที่ทำเอกสารสั่งจ่ายเช็คตามคำสั่งของหัวหน้าฝ่ายการเงิน ซึ่งได้รับคำสั่งมาจากผู้บริหารอีกต่อหนึ่ง &amp;nbsp;โดยบริษัทมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวมาเลเซีย 3 คน และคนไทย 1 คน ซึ่งผู้อนุมัติเช็คเป็นชาวมาเลเซีย ส่วนเงินที่สั่งจ่ายถูกบันทึกว่าเป็นค่าที่ปรึกษา ซึ่งได้สั่งจ่ายเช็ครวมทั้งหมด 60 ล้านบาท แต่แยกจ่ายเช็คหลายใบ สั่งจ่ายแต่ละครั้ง 1-2 ล้านบาท และการจ่ายจะระบุเป็นเงินสดโดยไม่ได้ระบุเป็นชื่อผู้รับเช็ค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังจากสั่งจ่ายเช็คไม่ทราบว่าเป็นของใคร หรือนำไปทำอะไร รวมถึงไม่ทราบว่าบริษัทมีที่ปรึกษากี่คน ส่วนที่เคยให้การกับ คตส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามในรายละเอียดเกี่ยวกับการสั่งจ่ายเช็ค ถามเพียงข้อมูลการทำงานเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางชดช้อย พงศ์ไพโรจน์ ผู้ประกอบการบริษัทเอกชน พยานปากที่ 2 เบิกความว่า บริษัทได้เข้าร่วมโครงการบ้านเอื้ออาทรกับการเคหะแห่งชาติ ก่อนที่นายวัฒนา จำเลยที่ 1 รับตำแหน่งเป็น รมว.พม. และไม่เคยหารือกับนายวัฒนาเกี่ยวกับการทำโครงการ โดยได้ติดต่อนายอริสมันต์ให้ช่วยหาที่ดิน &amp;nbsp;ซึ่งนายอริสมันต์ได้แนะนำที่ดินในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 6 แปลง ซึ่งนายอริสมันต์แจ้งว่าหากได้รับการอนุมัติให้ร่วมโครงการต้องจ่ายค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ 40 ล้านบาท และ 7.6 ล้านบาทเป็นค่านายหน้า โดยมีที่ดิน 2 แปลงผ่านหลักเกณฑ์ให้ทำโครงการได้จึงทำการซื้อจำนวน 2 แปลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังที่บริษัทได้รับการอนุมัติให้ทำโครงการ ก็มีผู้โทรศัพท์เข้ามาอ้างชื่อนายวัฒนา ทวงถามเงินค่าดำเนินการอนุมัติโครงการจำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งตนไม่ทราบว่านายวัฒนา จำเลยที่ 1 อยู่ในนิวยอร์กเพื่อร่วมประชุมกับสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ส่วนเงินจำนวนดังกล่าวยืนยันมีการจ่ายจริง โดยตนได้เป็นผู้ดำเนินการแทนเจ้าของที่ดิน ขณะที่โครงการประชาวัฒนาในพื้นที่ลาดกระบัง หลังจากได้รับอนุมัติโครงการมีนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 4 โทรมาทวงเงินค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ในกระทรวง แต่ตนได้ปฏิเสธไป ทั้งนี้ ตลอดการทำโครงการบริษัทไม่ได้มีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาช่วงบ่าย อัยการโจทก์นำพยานขึ้นเบิกความอีก 2 ปาก โดย น.ส.วิชชุดา รักจันทร์ อายุ 43 ปี &amp;nbsp;อดีตหัวหน้าฝ่ายการเงินบริษัท กล่าวว่า ตนมีหน้าที่รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินของบริษัท โดยระหว่างที่บริษัทเป็นคู่สัญญาในโครงการบ้านเอื้ออาทร ผู้บริหารได้สั่งให้จัดทำเช็ค 11 ฉบับ จำนวน 18 ล้านบาท &amp;nbsp;และเช็ค 34 ฉบับ จำนวน 63 ล้านบาทเพื่อจ่ายให้ผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ จึงได้สั่งการต่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดทำเช็คดังกล่าว ต่อมาทราบจากผู้บริหารอีกคนของบริษัทว่าเป็นการสั่งจ่ายให้นายวัฒนา &amp;nbsp;เมืองสุข รมว.พม.ในขณะนั้น ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวถูกบันทึกในบัญชีไว้เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เพื่อหักออกจากรายได้ของบริษัท เพราะรายจ่ายนี้ไม่มีใบเสร็จ แต่ในเอกสารรายงานระบุเป็นค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าเช็คดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีใคร เพราะเมื่อนำเช็คส่งให้ผู้บริหารที่สั่งให้ทำเช็คก็ไม่ได้สอบถาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.รุ่งทิพย์ จารุทรรศนกุล เจ้าของที่ดินในโครงการบ้านเอื้ออาทร เบิกความสรุปว่า น้องชายตนแจ้งว่าจะหาคนมาซื้อที่ดิน ซึ่งน้องชายตนเป็นเพื่อนกับน้องชายของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง &amp;nbsp;น้องชายตนบอกว่านายอริสมันต์จะช่วยให้ขายที่ดินได้ ต่อมานายอริสมันต์ได้มาติดต่อเสนอจะนำที่ดินของตนให้การเคหะฯ พิจารณาทำโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยแนะนำให้บริษัทของนางชดช้อยเป็นผู้ซื้อที่ดิน และให้น้องชายตนเป็นกลุ่มนายหน้า ตนจึงเสนอขายที่ดินไร่ละ 2.5 ล้านบาท มีการทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทของนางชดช้อยพร้อมวางมัดจำ 1 ล้านบาท ซึ่งการเจรจาซื้อขายมีครั้งหนึ่งนายอริสมันต์แจ้งว่าต้องมีค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ 40 ล้านบาท และ 7.6 ล้านเป็นค่านายหน้า กระทั่งโครงการได้รับอนุมัติเมื่อเดือน ม.ค.49 นางชดช้อยให้ตนเสนอราคาไปที่การเคหะฯ ไร่ละ 3 ล้านบาท เพราะต้องใช้ดินถมที่จำนวนมาก แต่ตนไม่มีประสบการณ์ติดต่อกับหน่วยงานราชการ ดังนั้น เงินค่านายหน้า ค่าถมที่ดิน และค่าดำเนินการที่ได้มอบให้นางชดช้อยดำเนินการ ซึ่งตนไม่เห็นตัวเลขที่แท้จริงของเงินที่จ่ายไป &amp;nbsp;ไม่ทราบว่านางชดช้อยจ่ายให้ใครบ้าง และไม่ทราบว่าผู้ใหญ่ของการเคหะฯ เป็นใคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดิฉันไม่รู้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเสนอราคาให้ส่วนราชการเท่าไหร่ แต่ดิฉันต้องการขายที่ดิน 2 &amp;nbsp;แปลง รวม 97 ไร่เศษ ในราคาไร่ละ 2.5 ล้านบาท ดังนั้น ส่วนต่างที่เป็นค่านายหน้าหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ &amp;nbsp;ดิฉันบอกไปว่าไม่ขอรับรู้ ให้ไปดำเนินการกันเอง แต่ต่อมาทราบว่าเช็คเงินสด 7.6 ล้านบาทเป็นค่านายหน้าให้น้องชายตน ส่วนเช็คเงินสด 40 ล้านบาทไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับไป&amp;quot; น.ส.รุ่งทิพย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการไต่สวน นายวัฒนา เมืองสุข กล่าวว่า คดีนี้ใช้เวลาไต่สวนมา 12 ปี ขาดอายุความไปเยอะมาก ถ้าโดยสามัญสำนึกคดีไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไร แต่ใช้เวลาไต่สวนตั้งแต่คณะรัฐประหารแรก จนกระทั่งมาถึงรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ตนมีความมั่นใจในคดีจึงเดินหน้าสู้ ไม่ได้มีความกังวลอะไร &amp;nbsp;ความจริงก็คือความจริง คดีนี้หากมีหลักฐานดำเนินคดีไปนานแล้ว นี่ดึงมาจนกระทั่งคดีขาดอายุความ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าพยานได้ให้การไว้ค่อนข้างนานแล้ว กังวลว่าอาจจะถูกกดดันจากอัยการสูงสุดหรือไม่ &amp;nbsp;นายวัฒนากล่าวว่า ข้อเสียเปรียบของจำเลยมีอยู่หลายอย่าง อย่างแรกถึงเวลาพยานก็จะบอกจำไม่ได้บ้าง มันเป็นปัญหามาก วันนี้บอกจำไม่ได้ แต่ไปพูดกับ คตส.ในวันนั้น ก็เกิดความยากลำบากต่อจำเลยที่ต้องไปหาพยานหลักฐานมาหักล้าง ขณะที่วันนี้ศาลก็ไต่สวนพยานได้ 4 ปาก โดยตนยังต้องเดินทางมาศาลอีกประมาณ 12 ครั้ง ในนัดไต่สวนตั้งแต่เดือน ก.ค.-ก.ย.นี้ โดยหากได้สืบพยานจำเลยภายในเดือน ต.ค.62 คาดว่าคดีดังกล่าวจะพิพากษาได้ภายในปี 2562 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถึงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะสู้จนสุดทาง มันเป็นที่เดียวที่เราจะใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่ได้โดนคดีนี้เป็นคดีแรก คดีที่เกิดจากการรัฐประหารคดีนี้เป็นคดีที่ 5 มี 4 คดีที่ยกฟ้องไปแล้ว ทุกคดีก็โดนกล่าวหาว่าทุจริต เหลือคดีนี้เป็นคดีสุดท้าย&amp;quot; นายวัฒนากล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38203</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, พยาน-ผู้ประกอบการแฉกลางศาล, ยุครัฐบาลทักษิณ 2, วัฒนา เมืองสุข, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์, หมายเลขดำ อม.42/2561, เสี่ยไก่ วัฒนา, โกงเอื้ออาทร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190610/image_big_5cfe6a4f42fd3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ไก่’ขอเปิดคดี บ้านเอื้ออาทร ปิดฉาก‘คตส.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลนัดไต่สวนคดีบ้านเอื้ออาทรนัดแรกมิ.ย.นี้ &amp;ldquo;วัฒนา&amp;rdquo; ฟุ้งขอแถลงเปิดคดีด้วยวาจาเพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ตั้งแต่ คตส.ส่งไม้ถึงมือ ป.ป.ช. ชี้โครงการและข้าราชการไร้ความเสียหาย โอดถูกเล่นงานแม้หายใจแรงยังผิด ไม่สนอัยการฟ้องเพิ่มยึดทรัพย์ ชี้หากติดคุกเรื่องเงินก็ไม่สำคัญแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนนัดตรวจพยานหลักฐานคดีหมายเลขดำ อม.42/2561 หรือคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 2, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการ กคช. และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน), นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงศ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และพวกรวม 14 คน เป็นจำเลย ในความผิดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ มาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 และ 91
โดยนายวัฒนา, นายอริสมันต์ และจำเลยอื่นที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล ส่วนนายอภิชาติกับลูกน้อง จำเลยที่ 4-5 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวจากเรือนจำมาศาล ขณะที่จำเลยที่ 6, 7, 11, 12 ไม่มาศาล ศาลได้ออกหมายจับไว้ก่อนหน้านี้เป็นเวลาครบ 3 เดือนแล้วยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ศาลจึงพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ก่อนหน้านี้ ที่โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันตรวจบัญชีพยานหลักฐานตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. โดยจำเลยได้นำเสนอบัญชีพยานขึ้นไต่สวนรวม 57 ปาก ซึ่งศาลเห็นว่าคดีนี้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจก่อสร้างบ้านเอื้ออาทร ควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมาเป็นพยานด้วย จึงให้หมายเรียกนายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย มาเป็นพยานของศาล และเห็นควรอนุญาตให้นำพยานขึ้นไต่สวนทั้งหมด 82 ปาก ส่วนพยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญตามหมายเรียกของศาล หากจำเลยประสงค์นำผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายตนเองมาไต่สวนด้วย ก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันนี้ โดยกำหนดวันนัดไต่สวนพยานโจทก์วันที่ 3, 10 มิ.ย. 8, 12, 15, 19 ก.ค. และ 5, 16, 19, 26 ส.ค.2562 รวม 10 นัด และไต่สวนพยานจำเลยวันที่ 4, 13, 20, 27 ก.ย.2562 รวม 4 นัด ทั้งนี้กรณีที่นายวัฒนาขอศาลแถลงเปิดคดีด้วยวาจา ศาลให้นายวัฒนายื่นคำร้องต่อศาล โดยศาลจะมีคำสั่งในวันนัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรก
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. พนักงานอัยการ ซึ่งรับมอบอำนาจจาก อสส. ได้ยื่นเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับมาตรการร้องขอให้ริบทรัพย์สินหรือการใช้เงิน หรือทรัพย์สินอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยื่นตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 83 ประกอบ พ.ร.บ.วิ อม. มาตรา 42, 43 โดยศาลสั่งให้จำเลยยื่นคำให้การประเด็นดังกล่าวภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 12 ก.พ.
ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา นายวัฒนากล่าวถึงการนัดไต่สวนพยานครั้งแรกในเดือน มิ.ย.นี้ ว่าเป็นเรื่องที่ดี จะได้มีโอกาสหาเสียงก่อน ซึ่งคดีนี้ศาลไต่สวนพยานจำเลยเพียง 4 นัด ซึ่งไม่มั่นใจว่าจะไต่สวนได้ทันหรือไม่ เพราะพยานมีกว่า 10 คน แต่จะพยายามทำให้เต็มที่เพื่อให้เสร็จทัน และวันนี้ได้ขออนุญาตศาลแถลงเปิดคดีด้วยวาจา เพื่อทำความเข้าใจให้เห็นภาพความเป็นมาอย่างไร เพราะคดีนี้ประเด็นคือไม่มีเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับผู้ว่าการ กคช.ลงมากระทำผิดเลย ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติโครงการไม่มีใครขาดทุน ทุกคนทำถูกต้องตามระเบียบคณะกรรมการ กคช.ทั้ง 10 คน ถูกแจ้งข้อหาเพียงคนเดียว และผู้ประกอบการที่ถูกอ้างว่ามีการจ่ายสินบน 11 ราย แต่เอามาฟ้องแค่ 3 ราย อีก 8 รายไม่ฟ้อง ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เรื่องนี้การเคหะฯ และราชการไม่มีใครได้รับความเสียหาย ทุกอย่างประสบความสำเร็จหมด ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ไม่มีใครทำผิด ตรงนี้คือข้อเท็จจริง จึงต้องขอศาลแถลงด้วยวาจา เพื่อให้ได้เห็นภาพว่าคดีนี้มันมีอะไรเป็นพิรุธบ้าง มีที่ไหนคดีที่ปกติธรรมดาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้เวลาไต่สวน 12 ปีแล้วก็มาถึงศาลในช่วงที่ผมทะเลาะกับ คสช. ที่ผ่านมาก็เห็นว่าผมนั้นโดนอะไรมาบ้าง ทุกวันนี้หายใจแรงยังผิดเลย&amp;rdquo; นายวัฒนากล่าว
นายวัฒนาระบุอีกว่า เรื่องนี้ยังมีความพิสดารที่สุดอีก คือการส่งสำนวนมาศาลของ ป.ป.ช. ต้องมีแถลงและอยู่ในเว็บไซต์ แต่คดีนี้ปิดเงียบไม่ให้ใครรู้ จนวันหนึ่งมีนักข่าวเข้าไปถามเจ้าของสำนวน มีการแจ้งนักข่าวคนนั้นว่า ถ้าหากเผยแพร่ข้อมูลให้รู้ เดี๋ยวเกิดจำเลยมาขอความเป็นธรรมก็จะทำให้ส่งสำนวนไม่ได้ ตรงนี้แปลว่า ป.ป.ช.กลัวการร้องขอความเป็นธรรมอย่างนั้นหรือจึงแอบส่งสำนวนมา คดีที่ควรเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ ทำไมถึงต้องใช้เวลาขนาดนั้นถึงมาศาล และที่มาศาลได้ก็เพราะว่าเป็น ป.ป.ช.ที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร แต่วันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่มันจะได้จบสิ้นคดีนี้ เพราะเป็นคดีสุดท้ายของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งขณะนั้นในการไต่สวนพยานของ คตส. มีการข่มขู่พยานถึงขนาดที่ว่า ใครให้การไม่เป็นประโยชน์ก็จะโดนเอาเข้าคุก เรื่องนี้มีหลักฐานทั้งหมด เพราะฉะนั้นคดีนี้จึงต้องแถลงให้เห็นภาพ อย่างเรื่องที่นายแก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเป็นประธานกรรมการไต่สวนตน พอไต่สวนเสร็จก็ไปสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องนี้อะเมซิ่งมาก
ถามว่า หากชนะคดีนี้จะฟ้องกลับ ป.ป.ช.หรือไม่ นายวัฒนาตอบว่า ยังไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้น เนื่องจากขณะนี้ ป.ป.ช.มีกฎหมายคุ้มครองจนใครไม่สามารถแตะต้องได้ การจะฟ้องได้ต้องได้เสียงในสภา 1 ใน 5 หรือประชาชนเข้าชื่อ 2 หมื่นชื่อ ซึ่งถือเป็นจุดบกพร่องของกฎหมายที่ทำให้องค์กรอิสระเหล่านี้ใช้อำนาจตามอำเภอใจ เรื่องนี้ควรต้องแก้ไข เพื่อให้องค์กรอิสระมีความรับผิดชอบมากขึ้น อยากฝากไปถาม ป.ป.ช.ว่าหานาฬิกาเจอหรือยัง เรื่องง่ายขนาดนั้นยังหาไม่เจอ ชาวบ้านเขาเจอตั้งนานแล้ว
&amp;quot;ผมเห็นว่าวันนี้ความยุติธรรมมันไม่ได้อยู่ข้างผม ผมหายใจยังผิด ผมแถลงข่าวที่พรรคผมยังเป็นภัยต่อความมั่นคง เรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้ หากวันที่อำนาจกลับคืนมาเป็นของประชาชน ผมก็คิดว่าองค์กรที่ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมจะเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เราต้องรอให้อำนาจกลับมาเป็นของประชาชน&amp;rdquo; นายวัฒนาระบุ
สำหรับเรื่องที่อัยการยื่นคำร้องให้ยึดทรัพย์นั้น นายวัฒนากล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ แต่หากว่าศาลพิพากษาว่าไม่ผิด ก็จะไม่มีเรื่องการยึดทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าศาลพิพากษาว่าผิด ก็ไม่สนใจ ยังไงก็ติดคุกอยู่แล้ว ไม่ต้องไปดูอีกว่าจะยึดทรัพย์หรือไม่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29232</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, วัฒนา เมืองสุข, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์, อม.42/2561</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c66c00f40674.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
