<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110603</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จตช. โวสอบ &#039;พล.ต.อ.&#039; พันคดีบอส ไม่มีแรงกดดัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 64 - จากกรณีที่ มีคำสั่ง ตร.ที่ 288/2564 ลง 21 มิ.ย.2564แต่งตั้ง พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จตช.เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส โดยมีข้าราชการตำรวจที่ถูกระบุให้ถูกสืบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 4 นาย โดยมีรายตำรวจระดับ พล.ต.อ. ถูกกล่าวหาด้วยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จตช. เปิดเผยว่าตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานครั้งนี้ เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 4นาย โดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับ พล.ต.อ.ถูกกล่าวหาด้วย ดังนั้น จึงมีการแต่งตั้ง จตช.ซึ่งมียศระดับ พล.ต.อ.เป็นประธาน เพื่อให้เกิดความถ่วงดุลย์ในกระบวนการสืบสวนตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติฯและ กฏ ก.ตร. โดยวันนี้ ( 21ก.ค.2564) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดเดิมที่ได้มีการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อเนื่องมาอยู่แล้ว โดยสาระการประชุมในครั้งนี้ เป็นการกำหนดรูปแบบการทำงาน ซึ่งต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบในการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมและพิจารณาสำนวนคดี ซึ่งพบว่า มีการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการฯที่ ตร.แต่งตั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2563 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดเหตุ เมื่อ ก.ย.2555 จึงมีเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องนับ 10,000 หน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ทางคณะกรรมการฯจะต้องสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมกับประสานข้อมูลการตรวจสอบ และ ไต่สวนของหน่วยงานตรวจสอบ เช่น &amp;nbsp;ปปช. และ คณะตรวจสอบข้อเท็จจริงฯของอาจารย์วิชา มหาคุณ มารวบรวมเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วิสนุ ยืนยันว่า การดำเนินการของคณะกรรมการฯไม่มีแรงกดดันแต่อย่างใด ทุกอย่างยึดถือข้อมูลตามพยานหลักฐาน และให้ความสำคัญกับทุกความเห็นของคณะตรวจสอบฯทุกชุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และสามารถตอบคำถามต่อสังคมได้ ขอให้มั่นใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110603</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทิงแดง, คดีบอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f7f9c9f2d3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2021 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2021 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอเหวง&#039; แชร์โพสต์ Weng ถาม &#039;บิ๊กตู่-วิชา&#039; คดีบอสชนตำรวจตายไปถึงไหนแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.64 - นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แชร์โพสต์ของ Weng Tojirakarn โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถาม พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ วิชา มหาคุณครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าคดี บอส ชนตำรวจตายแล้วลากศพไปร่วมร้อยเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไปถึงไหนแล้วครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือจะจบดื้อๆแค่นั้นหรือครับ???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยให้คดีหมดอายุความงั้นหรือเปล่าครับ???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อได้มีความพยายามพิสูจน์แล้วว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนตัวเลขความเร็วรถยนต์นั้นเป็นเรื่องเสกสรรปั้นแต่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี คุยโม้คุยโตตลอดว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีเรื่องมากมายที่ประจานว่าที่คุยโวโอ้อวดไว้ไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องอุ้มหาย อุ้มฆ่าของคนไทยจำนวนนับสิบคนในยุครัฐบาลประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้เรื่องหายไปในสายลมซะงั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้คนเขาจะประจานเอาได้นะครับว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดโกหก (หรือไม่จริง?????)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่นดังที่ประกาศว่าจะไม่รัฐประหารยึดอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แล้วก็กลับเข้ายึดอำนาจรัฐประหารสบายใจเฉิบไปเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช่หรือไม่ครับ?????&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106108</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส, นพ.เหวง โตจิราการ, วิชา มหาคุณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210320/image_big_60557cfa717a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2021 22:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2021 22:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.ส.ก้าวไกล ซัด &#039;ประยุทธ์-ประวิตร&#039; เป่าหมายแดงช่วย &#039;บอส วรยุทธ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 20.30 น. นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส แม้เรื่องนี้จะเกิดตั้งแต่ปี 2555 โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หลังจากนายวรยุทธ หนีคดีไปต่างประเทศ พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ประสานออกหมายแดงไปยังตำรวจสากล เป็นหมายเปิดแบบสาธารณะให้คนรับรู้ทั่วกัน เมื่อวันที่ 21ส.ค.2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ต่อมาวันที่ 30 ส.ค.2560 พล.ต.ต.อภิชาติ ถูกสั่งย้ายเข้ากรุ เป็นผบก.ประจำภูธรภาค 3 โดยผู้ที่นั่งหัวโต๊ะสั่งย้ายคือ พล.อ.ประวิตร มีการเปลี่ยนหมายแดงสากล เป็นหมายบุคคลทั่วไป ในเดือน มี.ค.2561 เป็นหมายแดงปาหี่ ใส่เลขพาสปอร์ตที่ยกเลิกไปแล้ว ไม่ใส่ไฟล์ลายนิ้วมือ และใบหน้ายืนยันตัวตน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรัจชัยกล่าวว่า เดือนต.ค.2561 พล.ต.ต.อภิชาติ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี(กมค.) จากนั้นวันที่ 29 ส.ค.2562 พล.ต.ต.อภิชาติ ถูกสั่งย้ายไปอยู่ไปอยู่กองส่งกำลังบำรุง ผู้ที่นั่งหัวโต๊ะสั่งย้ายคือ พล.อ.ประยุทธ์ และวันที่ 7ต.ค.2562 นายวรยุทธขอความเป็นธรรมต่ออัยการ ครั้งที่ 14 วันที่ 20 ม.ค.2563 อัยการสูงสุดจึงสั่งไม่ฟ้อง ส่งเรื่องมายังกมค. หากพล.ต.ต.อภิชาติ ไม่ถูกโยกย้าย นายวรยุทธจะต้องถูกสั่งฟ้อง แม้ต่อมาตำรวจจะสั่งฟ้องนายบอส แต่ยังตามตัวไม่ได้ เพราะยังคงใช้หมายปาหี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาสถานทูตออสเตรีย แจ้งมายังสตช.ว่า นายวรยุทธขอวีซ่าเชงเก้น ที่เข้าออกได้ 26 ประเทศในสหภาพยุโรปได้ แต่สิ่งที่ตำรวจทำคือ ส่งจดหมายไปยังกระทรวงต่างประเทศ ขอให้สถานทูตไทยในกรุงเวียนนา ตามสืบหาที่อยู่นายวรยุทธและแจ้งมาให้ทราบ แสดงให้เห็นว่าตำรวจไม่กระตือรือร้น ติดตามตัวนายวรยุทธกลับมาดำเนินคดี แบบนี้ผบ.ตร.ขณะนั้นต้องถูกฟ้องเอาผิด ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ นายกฯต้องตั้งกรรมการสอบวินัย ผบ.ตร.หรือไม่ แบบนี้ซูเอี๋ยกันหรือไม่ หรือเป็นเพราะอดีตผบ.ตร.คนนี้ จะลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคพลังประชารัฐ แน่จริงนายกฯกล้าเปิดรายงานฉบับเต็มหรือไม่ แต่คิดว่าไม่กล้า เพราะไม่ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน แต่กำลังขายกระบวนการยุติธรรม ปล่อยให้ตำรวจชั้นผู้น้อยรับโทษทางวินัย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมยืนยันว่าคดีนี้ ไม่ใช่เพียงคดีอาญาสะเทือนขวัญทั่วไป แต่เป็นคดีที่สั่นคลอนความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อระบบยุติธรรมไทย ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ไม่สมคบกันใช้อำนาจในฐานะผู้บริหารประเทศ แทรกแซงกระบวนการเอาผิดนายวรยุทธตั้งแต่ต้นน้ำ นี่ไม่ใช่การกระทำของคนระดับนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี แต่เป็นพฤติกรรมมาเฟียเก็บค่าต๋งที่ใช้อำนาจบารมีปัดเป่าให้ใครที่มาสวามิภักดิ์และเสนอผลประโยชน์ให้ตนเอง นี่คือที่บอกว่า รัฐประหารมาเพื่อความสามัคคีคนในชาติ ปราบทุจริต แต่สุดท้ายเข้ามาเพื่อสร้างระบบมาเฟีย ช่วยคนมีเงิน มีอิทธิพลบนความเจ็บปวดของตำรวจชั้นผู้น้อย บดขยี้ศักดิ์ศรีกระบวนการยุติธรรมใช่หรือไม่ ผมไม่อาจทน มีนายกฯ และรองนายกที่มีพฤติกรรมมาเฟียเช่นนี้ได้ ขอไม่ไว้วางใจทั้งสองคน&amp;rdquo;นายธีรัจชัย กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93273</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทิงแดง, คดีบอส, ธีรัจชัย พันธุมาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210216/image_big_602bde1a0c775.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิชา&#039; ลั่น &#039;คดีบอส&#039; ไม่มีมวยล้ม เผย &#039;ดีเอสไอ&#039; รับเป็นคดีพิเศษแล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการนำรายงานสรุปแนวทางการปฏิรูปกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม เสนอนายกรัฐมนตรี ได้มีการสอบถามความคืบหน้าของคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ว่า เราได้รับทราบข้อมูลจากนายกฯ เยอะแล้วคนนึกว่าคดีนิ่งอยู่ แต่ความจริง องค์กรที่เกี่ยวข้องได้เดินหน้าในส่วนของตนเอง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว และในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับสำนวน และเข้าสำนวนสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และจะนำไปสู่การไต่สวนต่อไปส่วนการตรวจสอบเรื่องการเงิน ป.ป.ช. จะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการตรวจสอบแล้ว อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองพยานปากสำคัญก็ยังคงต้องทำอยู่ จนกว่าจะมีการเบิกความเสร็จเรียบร้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า รายงานความคืบหน้าทั้งหมดถือเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่าดีแล้ว ถือว่าไปได้เยอะแล้ว ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ยังคงตามต่อ ซึ่งคณะกรรมการชุดตน ก็จะประสานกับป.ป.ท.ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามา วันนี้ยังตอบกับสังคมได้หรือไม่ว่าคดีดังกล่าว ไม่มีล้มนายวิชา กล่าวว่า ไม่มีแน่นอน เรารอว่าจะได้ตัวมาเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้ได้ดำเนินการด้านต่างประเทศไปแล้วพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามอีกว่า ตัวความผิดที่นอกสำนวนคดีบอสมองว่าทิศทางสามารถไปต่อได้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า เรื่องคดีอื่น ๆ &amp;nbsp;ที่จะไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ อัยการก็ตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว เพื่อดำเนินการไปสู่การฟ้องร้อง ก็ขอให้รอฟังว่าจะส่งไปศาลเมื่อไหร่ เมื่อถามว่า นายกฯ ชวนทำงานต่อหรือไม่ นายวิชากล่าวว่า ก็ยังไม่รู้ รอดูกฎหมายเข้าสภาฯ เผื่อจำเป็นก็ต้องไปปกป้องประโยชน์สิทธิ์ของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79223</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส, ตำรวจ, วรยุทธ อยู่วิทยา, วิชา มหาคุณ, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f75a5570de6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/09/2020 13:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/09/2020 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีบอส! วิชา:เป็นกระบวนการสมคบคิดกันระหว่าง ตำรวจ อัยการ ทนายความ และบุคคลอื่นที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ลากจูงกันไปสู่เหวนรก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ย.63 - นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่ได้พิจารณากรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา(บอส) ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ปี 2555 กล่าวปาฐกถาพิเศษเมื่อวานนี้ ก่อนเริ่มเสวนาถอดบทเรียนกระบวนการยุติธรรม ณ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชา กล่าวว่า ขอเริ่มต้นการถอดบทเรียนคดีบอส อยู่วิทยา ในฐานะที่ได้ทำงานในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ด้วยคำที่มีความสำคัญกับการทำงานเรื่องนี้ว่า ความเหลื่อมล้ำในความยุติธรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เมื่อได้รับแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้มีสื่อถามว่า มีปัญหาเยอะหรือไม่ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ก็ได้ตอบไปสั้น ๆ ว่า ถ้าไม่เป็นปัญหาคงไม่ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจและอัยการ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหา แต่ปัญหาของความยุติธรรมอยู่ที่ตรงไหน ตรงนี้เคยได้พูดไปแล้วว่า ปัญหาเป็นเรื่องของผู้คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประกอบไปด้วย ตำรวจ อัยการ สิ้นสุดที่ศาล ปลายทางไปราชทัณฑ์ และมีส่วนเกี่ยวข้องคือ ทนายความ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการยุติธรรมมีปัญหาที่คนจริง ๆ เพราะประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของกระบวนการยุติธรรม ที่จะให้ความยุติด้วยความเป็นธรรรม จะต้องอาศัยคนที่มีจิตใจที่สูงกว่าปกติ คนที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีมโนสำนึก ไม่มีจิตสำนึกที่ดีงาม ไม่มีความเสียสละ ไม่อุทิศตนเพื่อส่วนรวม ไม่นึกถึงประชาชนที่ทุกข์ยาก ไม่ได้เด็ดขาด เพราะว่าจะมีองค์กรต่าง ๆ ที่มีผู้มีอำนาจเข้ามาครอบงำได้ตลอดเวลา บางองค์กรถึงกับต้องซื้อตำแหน่งมา ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้ว ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่จะเข้ามาทำลายผู้คนซึ่งเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีหลักเกณฑ์คุณสมบัติ 4 อย่าง คือ 1.ต้องรอบรู้ ต้องรู้ลึกซึ้งในสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้และรู้เท่าทันความทุจริต ความประพฤติไม่ชอบต่าง ๆ และรู้ทำทันเพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านั้น 2.ต้องมีความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจเด็ดขาดในการดำเนินการ ถ้าไม่มีความกล้าจะเกิดความอ่อนแอในการทำงาน และไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ต้องมีความพอประมาณ อย่าตึงเกินไป หย่อนเกินไป ต้องเดินทางสายกลาง ต้องคิดถึงประชาชนที่ถูกกดดันเป็นอันดับแรก เข้าใจหัวอกคนอื่น ถ้าตึงเกินไปก็จะเกิดความทรมานอย่างที่กล่าวกันว่า ในกระแสแห่งยุติธรรมยากจะหาความเกษมเปรมใจ และ 4.ต้องมีความยุติธรรม ถ้าเราขาดสิ่งนี้จะไม่ไม่มีความหมายเลยในกระบวนการยุติธรรม เพราะจะต้องบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลเป็นการทั่วไป ต้องไม่มีอคติ ความลำเอียง เพราะฉะนั้น คนที่จะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีความดีอันยิ่งใหญ่ทั้ง 4 อย่างนี้ จึงจะไม่โดนผู้มีอำนาจสั่ง บังคับ ขู่เข่นได้ ซึ่งก็เกิดขึ้นแล้วกับคดี บอส อยู่วิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีความนี้เป็นกระบวนการที่สมคบคิดกันระหว่าง ตำรวจ อัยการ ทนายความ และบุคคลอื่นที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ลากจูงกันไปสู่เหวนรก ซึ่งลึกมากเพราะว่าไม่ละอาย หรือเกรงกลัวต่อบาปเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีคำกล่าวขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ที่ให้ระวังถึงที่สุดในกระบวนการยุติธรรม การทุจริตหวาดกลัวต่อการเผชิญหน้าต่อความจริง เช่น ทำผิดไปแล้วพยายามที่จะดำเนินการให้พ้นจากความผิดนั้นโดยไม่ยอมสารภาพผิด ไม่ยอมเผชิญหน้าต่อความจริง เมื่อทำผิดแล้วไม่ยอมไปสู่กระบวนการคนหาความจริง ของตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาจะตัดสินตามความเป็นธรรม เราจะเห็นได้เลยว่าเขาไม่ยอมเผชิญหน้ากับความจริง โดยตั้งโจทย์ไว้ว่าฉันจะไม่ขึ้นศาล ให้จบลงที่พนักงานอัยการให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทุจริตที่คิดว่าความยุติธรรมซื้อได้ เมื่อไรที่คนคิดว่าความยุติธรรมซื้อได้ เมื่อนั้นความทุจริตจะเกิดขึ้นทั้งแผ่นดิน มีบทเรียนจากสหรัฐอเมริกาในอดีต ยุคที่เจ้าพ่อมาเฟียขึ้นครองประเทศ พวกที่เป็นเจ้าพ่อซื้อความยุติธรรมทุกระดับ ไม่เคยขึ้นศาลเลยหรือขึ้นศาลก็หลุดคดีหมด เพราะคิดว่าความยุติธรรมเป็นเรื่องซื้อได้ จนกระทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงโคนล้มเจ้าพ่อ แต่จะโคนล้มไม่สำเร็จ ถ้าไม่กันบุคคลที่อยู่ในกระบวนการทุจริตร่วมกันเอามาเป็นพยาน เพราะฉะนั้นจึงเกิดกรณีกฎหมายกันไว้เป็นพยาน เป็นตัวอย่างของการเอาชนะเหนือความทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทุจริตเกิดจากจุดที่อ่อนแอที่สุด เราก็จะเห็นได้แล้วว่าจุดที่อ่อนแอที่สุดของประเทศในขณะนี้ของกระบวนการยุติธรรม คือองค์กรไหน บอกได้เลยคือ ตำรวจ เป็นจุดอ่อนที่สุด เพราะตั้งแต่เขาเข้ามาทำงาน เขาไม่ได้เข้ามาเพราะความรู้ความสามารถ ได้เข้ามาเพราะมีเส้นมีสาย ระบบอุปถัมภ์ การเลื่อนตำแหน่ง ถูกครอบงำด้วยผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น กระบวนการเหล่านี้หลายฝ่ายพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เข็มแข็งขึ้น แต่องค์กรกลับมองว่าจุดอ่อนนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะช่วยปกป้องพวกเขาได้ ด้วยความเกรงใจใน ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ถูกโจมตีมากสุดในคดีของ บอส อยู่วิทยา เพราะว่าตั้งต้นก็รวบรวมพยานหลักฐานแบบอ่อน ให้สามารถแก้ไขได้ การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ก็อ่อนแอ ไม่เข็มแข็งอย่างเพียงพอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจสอบทางการนิติวิทยาศาสตร์ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เป็นจุดที่แข็งที่สุดของกระบวนการยุติธรรมกลับถูกทำให้อ่อนแอที่สุด เพราะใช้หลักซื้อได้ ฉะนั้นการตรวจสอบหลักวิทยาศาสตร์จึงมีความโอนเอียง มีคนมาบอกว่าอาจารย์ท่านนี้ มีวิธีคำณวนความเร็วรถใหม่ การตรวจสอบจะตรวจสอบเหลวไหลแบบนี้ไม่ได้ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการพิสูจน์จึงเป็นกระบวนการที่อ่อนแอที่สุดในขณะนี้ และเป็นจุดที่ต้องแก้ไขให้ถึงที่สุด เพราะหลักฐานพยานทางบุคคลจะเปลี่ยนไปได้ถ้าถูกซื้อ แต่วิทยาศาสตร์ซื้อไม่ได้ เช่น กรณีวันที่เกิดกระบวนการแก้ไขพยานหลักฐาน เพื่อให้เห็นได้ว่าเป็นวันเวลาที่สมควรนำมาประกอบการพิจารณาของอัยการสั่งไม่ฟ้อง จากที่สั่งฟ้อง วันที่มีการบันทึกรูปภาพเอาไว้ในโทรศัพท์ หลังการให้การบันทึกพยานใหม่นั้น จะไม่หายไป โทรศัพท์สามารถกู้ข้อมูลได้ จึงได้มีการหน้าแตก ว่าวันที่ 26 ก.พ.ได้บันทึกพยานบุคคลไว้ แต่ในโทรศัพท์บอกว่าไม่ใช่ เป็นวันที่ 29 ก.พ. โดยการยืนยันโดยสถาบันนิติวิทายาศาสตร์ 2 แห่ง โดยสถาบันของกระทรวงยุติธรรมและสถาบันสารสนเทศของรัฐบาล ได้ยืนยันและสามารถใช่ได้ถึงศาล เป็นพยานที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม ในคดีนี้เห็นได้ชัดว่าใช้เวลาเดินทางถึง 8 ปี จากที่เกิดเหตุรถชนกัน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิต กระบวนการยุติธรรมได้เดินทางไปโดยที่ไม่นำตัวผู้ต้องมาฟ้องร้อง ปล่อยให้เลื่อนไปเรื่อย ๆ โดยอยู่ที่ตำรวจ 6 เดือน หลังจากนั้นร้องขอความเป็นธรรมถึง 14 ครั้ง การร้องข้อความเป็นธรรมใช้เวลารวมกัน 8 ปี ในระหว่างที่ความเป็นยุติธรรมเดินทางอย่างล่าช้านั้น การแทรกแซงอำนาจภายนอกก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าความยุติธรรมเดินช้าให้ตัดสินเลยว่า มีความทุจริตแทกซ้อน เข้าไปสู่กระบวนการที่ว่า ความยุติธรรมสามารถซื้อได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แขนต้องแข็งแรงแล้วเท่ากัน หรือ ต้องมีความเท่าเทียมกัน คำนี้มาจากประเทศอังกฤษ เพื่อให้มองเห็นภาพว่า มือใครยาวกว่า มีพลังอำนาจมากว่า พลังงานเศรษฐกิจมากกว่า ก็จะได้ประโยชน์จากการเอาชนะในคดีนั้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นคนที่ยากจนกว่าจะเอาอะไรไปสู้ ตัวอย่างเช่น สู้ไม่ได้เพราะไม่มีเงินประกันตัวออกจากเรือนจำ แต่คนรวยจะได้การปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อจะได้ออกมาวิ่งเต้นคดีได้ เพราะฉนั้นคู่ความต้องได้รับความเป็นธรรม เปิดเผยข้อมูล อังกฤษได้สร้างกฎหมายที่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งด้านร้ายและด้านดีสำหรับจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการในการเปิดเผยข้อมูล ไม่มีเลยในคดีบอส เราจะเห็นได้ว่าปกปิดไว้ มารู้เมื่อสื่อต่างประเทศเปิดเผยข้อมูลว่ามีการสั่งไม่ฟ้อง แม้แต่อัยการสูงสุดยังแถลงในวันรับตำแหน่งว่า ต้องดำเนินการติดตามตัวเอามาลงโทษให้ได้ แต่วันนั้นเองได้มีการสั่งไม่ฟ้องไปเรียบร้อยแล้ว คิดดูแล้วกันว่า กระบวนการยุติธรรมที่ลึกลับดำมืดขนาดนี้ มันคือความไม่ยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลของทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ต้องได้รับความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน ต้องมีการเปิดเผยข้อมูล การสอบสวนทุกอย่างต้องถูกบันทึกเอาไว้ เปิดเผยในชั้นอัยการ ให้รับรู้ทั่วถึงกัน โดยที่เรากำลังจะมีร่างพระราชบัญญัติพิจารณาความคดีอาญา ที่กำลังดำเนินการออกกฎหมายอยู่ในขณะนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้มีส่วนร่วม จะผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้โดยทั่วถึงกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการ องค์กรนี้ต้องเป็นองค์กรอิสระ แต่ความอิสระนี้ต้องอยู่บนรากฐานของการกลั่นกรองคดีด้วยความชอบทางกฎหมายด้วยหลักยุติธรรม ในคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่มีความสำคัญมาก การใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการต้องอยู่ในความสมเหตุสมผล ต้องมีกรอบด้วยความชอบกฎหมาย ซึ่งสามารถจะชี้แจงได้ เทียบเคียงได้กับการตัดสินของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการมอบอำนาจตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาของการบริหารทุกเรื่อง รวมถึงการบริหารงานกระบวนการยุติธรรมด้วย ในมาตรา 40 ของระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระบุว่า ให้ผู้มอบอำนาจพิจารณาถึงความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฎิบัติราชการ การกระจายความรับผิดชอบตามสภาพของตำแหน่งผู้รับมอบอำนาจ แลผู้รับมอบอำนาจต้องปฎิบัติหน้าที่ตามผู้รับมอบอำนาจ เพราะฉนั้นหลักของการมอบอำนาจ ต้องไม่ทำเกินกว่าผู้มอบอำนาจให้ไว้ ในวรรคที่ 2 ให้ผู้มอบอำนาจตรวจสอบติดตามผลข้อการปฏิบัติราชการ และเปลี่ยนตัวผู้รับมอบอำนาจได้ ถ้าไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระบวนการทการสอบสวนที่ได้รายงานต่อท่านนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการสมยอมคบคิดกัน โดยองค์กรระดับชาติ คือคณะกรรมาธิการหนึ่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้มีอดีตผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจ รวมอยู่กับผู้ที่มีตำแหน่งระดับสูงของสำนักงานพิสูจน์พยานหลักฐาน แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาเปลี่ยนความเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะเห็นได้เลยว่า ถ้าท่านรองอัยการที่ได้รับมอบอำนาจ ได้ตรวจดูตามหลักวิชา ใช้ความรู้ความสามารถของท่าน ที่เป็นอัยการมาในระยะเวลายาวนาน ท่านต้องเห็นแล้วว่ามีอะไรผิดปกติ เพราะว่ามีที่ทีมงานอัยการตรวจสอบแล้วพบว่าสมควรสั่งไม่ฟ้อง แต่กลุ่มดังกล่าวเป็นรุ่นเด็ก ที่มีความกล้าหาญมาก แต่คนสั่งกลับบอกว่าไม่ได้ดู บอกว่าไม่สนใจ กระบวนการรับมอบอำนาจจึงเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ดูอยากรอบครอบถี่ถ้วน เช่นเดี่ยวกัน ตำรวจ ที่ด้าน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งไม่ฟ้อง ก็บอกว่าไม่ได้ดูเอกสาร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ได้บอกเหมือนกันว่า มอบขาดอำนาจไปแล้ว ไม่รู้เรื่องเลย เรื่องใหญ่ๆแบบนี้ไม่ได้มีการติดตาม ตั้งข้อสังเกต แสดงให้เห็นว่าระบบเสื่อมถึงที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปกครองบ้านเมืองที่ปล่อยให้ดำเนินไม่มีหลักการ ข้อกำหนด ขาดสติ ไม่มีความรอบครอบ ถือว่าเข้าข่ายรัฐเสื่อมแล้ว ถ้าไม่แก้ไขจะเป็นปัญหาต่อคดีอื่น มากมายมหาศาล มีคดีเช่นนี้นับ 100 คดี ที่พิจารณาเรื่องของการขอความเป็นธรรม ตามระเบียบอัยการ และมีการพิจารณาให้ถอนฟ้องด้วยซ้ำไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการทั้งหมดนี้ เราต้องแก้ไขทั้งคนที่ต้องมีคุณภาพมากขึ้น ทั้งระบบที่การเข็มแข็งในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีอาญา จะต้องมีการถ่วงดุลอย่างไร จะเติมเต็มแต่ละสิ่งให้สมบูรณ์อย่างไร ประเทศไทย มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ไม่แพ้ประเทศใดในโลก แต่บังเอิญว่าคนที่ใช้กฎหมายขาดความสุจริต ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ไม่ละอายต่อบาป &amp;nbsp;ไม่เข็มแข็งเพียงพอ มีความรู้น้อย ความประมาทมาก ขาดสติ ยั้งคิด เพราะฉะนั้นต้องแก้ไขทั้งคนและระบบไป พร้อม ๆ กัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณข้อมูลจาก&amp;nbsp;สำนักข่าวอิศรา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78474</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบวนการยุติธรรม, คดีบอส, ตำรวจ, วิชา มหาคุณ, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e60563c9ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการสั่งฟ้อง &#039;บอส อยู่วิทยา&#039; เสพโคเคน-ขับรถชนคนตาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.63 - ที่ห้องประชุม 301 สำนักงานอัยการสูงสุด มีการแถลงข่าวของคณะทำงานสำนักงานอัยการสูงสุด ตามคำสั่งอัยการสูงสุดที่ 1400/2563 ลงวันที่ 4 ส.ค. 2563 ตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 147 ที่นำโดย นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา, นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และนายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าในคดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563 คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาสำนวน และบันทึกความเห็นของคณะทำงาน ตามคำสั่งที่ พิเศษ/2563 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ทำการสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น และต่อมา ในวันที่ 31 ส.ค. 2563 และวันที่ 9 ก.ย. 2563 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมจนครบถ้วนแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้น ต่อมาในวันนี้ (18 ก.ย. 2563) คณะทำงานได้ร่วมกันพิจารณาสำนวนพร้อมผลสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมดแล้วมีความเห็นโดยเอกฉันท์ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. &amp;nbsp;คดีปรากฏพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้ จึงสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส &amp;nbsp;อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อาญา มาตรา 291
โดยแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวนายวรยุทธ หรือบอส &amp;nbsp;อยู่วิทยา มาเพื่อฟ้องต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. &amp;nbsp;คดีมีพยานหลักฐานทั้งปรากฏในสำนวนอยู่เดิมและได้จากการสอบสวนเพิ่มเติม แน่นแฟ้นมั่นคงว่าขณะเกิดเหตุ ผู้ต้องหาเสพโคเคน อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 จึงเห็นควรสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส &amp;nbsp;อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 2 (โคเคนหรือโคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 58, 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีนี้ที่คณะทำงานมีคำสั่งฟ้องคดีใหม่ 2 ข้อหา มองว่าจะเป็นการกลับคำสั่งของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ซึ่งมีระดับสูงกว่าและสามารถสั่งใหม่ได้หรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า คำสั่งของคณะทำงานชุดนี้ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงคำสั่งของนายเนตร เนื่องจากการสั่งคดีของคณะทำงานชุดนี้อาศัยอำนาจตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.องค์กรอัยการ ที่บัญญัติไว้ว่าอัยการสูงสุดสามารถเรียกสำนวนทุกสำนวนมาสั่งคดีได้ ซึ่งคดีนี้อัยการสูงสุด ได้อาศัยอำนาจตามมาตราดังกล่าวเรียกสำนวนมาแล้วตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาสั่งคดี ถือเป็นการเริ่มสั่งคดีใหม่ตามพยานหลักฐานใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งคดีของนายเนตรก่อนหน้านี้ซึ่งจบไปแล้ว จึงไม่ใช่คณะทำงานไปกลับความเห็นและคำสั่งของนายเนตรดังกล่าว สำหรับขั้นตอนต่อไปหลังจากที่คณะทำงานมีคำสั่งฟ้องในวันนี้แล้ว ก็จะต้องแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหามาเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ กรณีนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด มีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย และต่อมา พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ไม่แย้งคำสั่งดังกล่าว เป็นผลให้คำสั่งไม่ฟ้องเสร็จเด็ดขาด ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 145/1 ซึ่งคณะทำงานที่มีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ได้เสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุดว่า แม้คดีดังกล่าวจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว แต่ปรากฏข้อเท็จจริงทางคดีว่าผู้ต้องหาได้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคคาอีน) ด้วย แต่ยังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ กับผู้ต้องหาเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดดังกล่าว อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญ ที่จะพิสูจน์ให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้ จึงมีการตั้งคณะทำงาน นายอิทธิพร &amp;nbsp;แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เป็นหัวหน้าคณะทำงาน นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา นายอุทัย สังขจร เลขานุการรองอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และนายนรา เขมอุดลวิทย์ เลขานุการผู้ตรวจการอัยการ เป็นคณะทำงาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77843</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบอส, บอส อยู่วิทยา, อัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200918/image_big_5f6472737c3f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 12:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ขีดเส้น1สัปดาห์7หน่วยงานแจงคืบหน้าคดีบอส ยันไร้ชื่อส.ส.มีเอี่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าผลสอบคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) กำลังพิจารณาในช่วง 10 วันที่ผ่านมา ว่า เราเพิ่งแจ้งไปเมื่อวันที่ 9-10 ก.ย. แต่เขายังไม่ได้รายงานมา โดยให้เวลา 7 วัน ในการรายงานกลับมาในเบื้องต้น แต่เวลาแค่ 7 วัน แค่อ่านสำนวน อ่านพยาน อ่านหลักฐาน ก็คงไม่ทัน อย่างน้อยให้บอกกลับมาว่ากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งได้แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 แห่ง ทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สภาทนายความ ให้แจ้งความคืบหน้ากลับมาเพื่อรายงานนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ส่วนจะแถลงต่อสาธารณะหรือไม่ทาง ป.ป.ท. จะเป็นผู้พิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ความชัดเจนว่าในคดีดังกล่าวมีข้าราชการระดับสูง หรือนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในรายงานการสอบชุดที่นายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน พบว่าพฤติกรรมบางคนชัดเจน บางคนอาจยังไม่ชัดเจน คณะกรรมการก็มองอยู่ว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่ ขณะที่บางคนชัดเจนแต่จะผิดหรือไม่ผิดแต่ละหน่วยงานก็ไปพิจารณาตามกฎหมายของเขา เช่น อัยการก็ใช้กฎหมายของอัยการ ดีเอสไอก็แจ้งไปแล้ว ซึ่งเขาขอเอกสารบางอย่างเพิ่มเติม เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเพราะการอ่านเอกสารแค่ 30-40 หน้า คงไม่ทำให้เข้าใจ และในเมื่อเขาต้องเป็นพนักงานสอบสวนก็ต้องการข้อมูลที่มากกว่านั้น เพื่อที่จะไปสอบใหม่ จึงมอบหมายให้ ป.ป.ท. ไปประสานในเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงข้อกังวลว่าคดีดังกล่าวจะสามารถเอาผิดนักการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ได้หรือไม่นั้น รองนายกฯ กล่าวว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องรู้อยู่แล้วว่ามี 8 ประเภท มีทั้งนักการเมืองและไม่ใช่นักการเมือง เป็นผู้ที่อยู่ในวิชาชีพเป็นข้าราชการประจำ แต่ขณะนี้ไม่ปรากฏรายชื่อนักการเมืองที่เป็น ส.ส. ในเวลานี้อยู่เลย แต่ถ้าเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ชุดที่แล้ว และครบวาระพ้นหน้าที่ไปแล้ว คณะกรรมาธิการบางคนที่พ้นวาระไปแล้ว แม้บางคนจะมานั่งอยู่ในวุฒิสภาขณะนี้ ก็ถือว่าเป็นคนละสภากัน ส่วนในแง่ของการสอบสวนจะย้อนหลังได้หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะเวลานี้เจ้าหน้าที่กำลังทำงานประสานกันอยู่ และทางสภาจะรับเรื่องไว้ได้หรือไม่ เพราะการทำหน้าที่จบแล้ว ทั้งนี้เมื่อตั้งเข้ามาใหม่ก็เข้ามาตามรัฐธรรมนูญคนละฉบับและเป็นคนละสภา ก็อาจจะเป็นปัญหาบ้างแต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะสามารถสอบได้ทั้งหมด ที่จะเป็นปัญหาบ้างจะเป็นในการสอบในเชิงจริยธรรม เพราะถ้าสอบในกรณีนี้ได้ก็คงสอบ ส.ส. ย้อนหลังไปได้ 3-5 สมัย แต่ทางสภาคงไม่สมัครใจที่จะทำ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77370</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดเส้น7วัน, คดีบอส, ป.ป.ท., วิษณุ เครืองาม, สนช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb0d3f87b7c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
