<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57181</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัฒนา&#039; เผยไม่สบายใจเห็นข่าว &#039;ปอง อัญชะลี-พวก&#039; ถูกศาลพิพากษาจำคุกกรณีบุกเอ็นบีที </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ.63 - นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่สบายใจเมื่อเห็นข่าวที่คุณอัญชะลีกับพวกถูกศาลพิพากษาจำคุกกรณีบุกเอ็นบีที เพราะคนเหล่านี้ไม่มีแรงจูงใจทางอาญา (criminal motive) แต่ที่กระทำไปด้วยแรงจูงใจทางการเมือง (political motive) อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 จนนำไปสู่เหตุการณ์ในปี 2553 ต่อด้วยการยึดอำนาจในปี 2557 จนบัดนี้ความขัดแย้งทางการเมืองยังดำรงอยู่เพียงแต่คู่ขัดแย้งเปลี่ยนใหม่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2555 สภาผู้แทนราษฏรได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองโดยมีสถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานทางวิชาการช่วยกรรมาธิการโดยศึกษาจากหลายประเทศที่เคยเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง แต่เนื่องจากขณะนั้นสังคมไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะปรองดองเพราะมีคนอยู่ฝ่ายเดียวที่ถูกดำเนินคดี วันนี้เกิดกับทั้งสองฝ่ายแล้วจึงเป็นโอกาสดีที่สังคมไทยควรจะหาทางปรองดองยุติความขัดแย้งเพื่อนำพาประเทศชาติเดินไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการศึกษาของ คอป. ที่ถูกตั้งขึ้นโดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์และสถาบันพระปกเกล้ามีความเห็นตรงกันว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการเมือง การปกครอง กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่มิได้อยู่บนหลักนิติธรรม ตัวอย่างล่าสุดคือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นำมาซึ่งความขัดแย้งและก่อปัญหาไม่รู้จบ ผมและพรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการยกร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับโดย สสร. (ยกเว้นหมวด 1 และ 2 ที่ให้เป็นไปตามเดิม) เพื่อให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้เป็นผู้กำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันในสังคมแทนที่จะให้เผด็จการเป็นผู้กำหนดแบบที่กำลังเป็นอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความตั้งใจจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ประชาชนจะร่วมกันผลักดันครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่เผด็จการร่างขึ้นมีผู้คนหลายกลุ่มที่ได้ประโยชน์จึงย่อมจะคัดค้านกันสุดฤทธิ์ เหมือนที่มิตรสหายท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตไว้ว่า &amp;ldquo;รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงไม่กล้าเข้าไปในค่ายทหาร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57181</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบุกเอ็นบีที, ปอง อัญชะลี, วัฒนา เมืองสุข, ไก่วัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181129/image_big_5bffab5a8194d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้อมรับคำพิพากษา&#039;สมเกียรติ-อัญชะลี&#039;เปิดใจหลังได้ประกันตัวคดีบุก NBT</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 63&amp;nbsp;-&amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ภายหลังศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดี 5 จำเลยซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ถูกพิพากษาจำคุกคดีบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเมื่อช่วงเช้าแล้วนั้น ญาติและทนายความของจำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวพร้อมหลักทรัพย์ เพื่อประกันตัวต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยในส่วนของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำเลยที่ 1 อดีตแกนนำ พธม. ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี ได้ยื่นโฉนดที่ดิน จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 4 ไร่ ราคาประเมิน 1.4 ล้านบาทเศษ ส่วน น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก จำเลยที่ 2, นายภูวดล ทรงประเสริฐ จำเลยที่ 3, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที จำเลยที่ 4, นายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล จำเลยที่ 5 ที่ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด คนละ 200,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งเวลา 14.45 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งห้าระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันในส่วนของนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 วงเงิน 300,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-5 ตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท ซึ่งคดีจะครบกำหนดการยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 12 มี.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังได้รับการปล่อยตัวแล้ว น.ส.อัญชะลี หรือเจ๊ปอง ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในพิธีกรข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง เนชั่นทีวี 22 ได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนนั้น จะมีผลในการทำหน้าที่สื่อหรือไม่ หลังจากที่ถูกตัดสินจำคุกคดีนี้ โดย น.ส.อัญชะลี ระบุว่า ไม่มีผล ตนก็จะยังกลับไปจัดรายการข่าวเหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อถามว่าวันนี้ก็มีชาวเน็ตบางรายเปรียบเทียบกรณีนี้ กับนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรข่าวที่ยุติการทำหน้าที่สื่อ (กรณีนายสรยุทธถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคดีสนับสนุนเจ้าพนักงาน อสมท.ไม่รายงานโฆษณาส่วนเกิน) น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า ในรายละเอียดคงเปรียบเทียบกันไม่ได้ เนื่องจากคดีของตนกล่าวหาเรื่องการทำกิจกรรมการเมืองภาคประชาชน ที่บริเวณด้านนอกของสถานีช่อง 11 คนละเรื่องกับของนายสรยุทธ จึงขออนุญาตไม่เปรียบเทียบกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถามว่าการให้ประกันตัว ศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ ไว้ ถือว่ายังปฏิบัติหน้าที่สื่อได้ต่อไปหรือไม่ น.ส.อัญชะลี กล่าวชี้แจงว่า ในการกระทำนั้นเป็นกิจกรรมภาคประชาชนที่อยู่ในสถานราชการ ดังนั้นคนละเรื่องกัน ไม่ได้มีเรื่องใดๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ กับทางเนชั่นเองก็คุยกันแล้ว ก็บอกว่าคดียังไม่ถึงที่สุด เรายังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถยื่นอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เราก็ไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากการนั้น ไม่เคยหาประโยชน์ใดๆ เป็นเรื่องการเมืองภาคประชาชน 11 ปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการทางกฎหมายตามปกติเลย ไม่เคยบิดเบือน ไม่ตะแบงว่ากันไปตามตัวบทกฎหมายเลย กฎหมายว่าอย่างไรน้อมรับอย่างนั้น ในส่วนการทำงานของพี่ปองก็ยังทำงานต่อไปในฐานะนักสื่อมวลชน เพราะการทำงานการเมืองภาคประชาชนก็ทำในนามของสื่อ ที่บอกเล่าเก้าสิบให้ประชาชนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด เพียงแต่ ณ วัน-เวลานั้น สถานที่ ที่พูดว่าใครคิดร้ายกับประเทศ ใครทุจริตกับประเทศและประชาชนของเรา เราไปยืนอยู่หน้าช่อง 11 จึงเอาไปเปรียบเทียบคดีกันไม่ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสมเกียรติ ให้สัมภาษณ์ว่า ความยุติธรรมดำเนินมาถึง 11 ปีวันนี้ เรายอมรับทุกอย่างเสมอ ตนยังยืนยันจะทำงานเพื่อชาติและความถูกต้องของสังคม ที่สำคัญที่สุดตนจะทำงานเพื่อความมั่นคงของรัฐโดยตลอด วันนี้เราได้รับโชคชะตาอย่างไรเราไม่เคยหวั่นไหวที่อะไรจะเกิดขึ้น เราไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย แม้รัฐบาลจะมานี่ก็มาจากพวกเรา จนมาถึงรัฐบาลชุดนี้ ถ้าไม่มีเราบ้านเมืองอาจจะเป็นอย่างไรไปก็ได้ เพราะฉะนั้นเรายังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อชาติ ความถูกต้องของสังคม และความมั่นคงของรัฐเสมอ น้อมรับคำตัดสินด้วยความสุภาพเรียบร้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายภูวดล กล่าวว่า ระบบความยุติธรรมของประเทศชาติต้องให้ความกระจ่างกับปัญหานี้ เพื่อจะทำให้สังคมเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น เพราะการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำเพื่อส่วนรวม เมื่อสังคมดีขึ้นแล้วส่วนรวมก็จะต้องดีขึ้น
&amp;nbsp;
ส่วนนายยุทธิยง กล่าวว่า ศาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับสังคม เราก็คงต้องน้อมรับ เป็นสิ่งที่เป็นพัฒนาการ เราเป็นข้อต่อหนึ่งในประวัติศาสตร์ให้สังคมบ้านเมืองดีขึ้น เราไม่ได้ประโยชน์อะไร เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57001</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบุกเอ็นบีที, ชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล, ปอง อัญชะลี, พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ภูวดล ทรงประเสริฐ, ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e43888c6bca6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งจำคุก &#039;สมเกียรติ&#039;  2 ปี &#039;เจ๊ปอง&#039; โดน 1 ปีไม่รอลงอาญาคดีบุก NBT</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.63 -&amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.1033/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.), น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก มั่วสุม สร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อั้งยี่ซ่องโจรฯ กรณีร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ในช่วงการชุมนุมของ พธม. เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 25-26 ส.ค. 2551 จำเลยทั้งห้ากับพวก 85 คน ที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดเป็นซ่องโจร มั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยร่วมกันเดินขบวนในถนนสาธารณะจากบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และจากที่อื่นๆ โดยมีอาวุธปืน มีด ขวาน ไม้กอล์ฟ ไม้ท่อน หนังสติ๊ก ลูกเหล็ก แล้วร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณและอาคารสำนักงานสถานีเอ็นบีที ทุบทำลายประตูหน้าต่าง ตัดสายไฟฟ้าตู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบกล้องวงจรปิด ทำลายระบบส่งสัญญาณการออกอากาศวิทยุโทรทัศน์ และร่วมกันข่มขืนใจพนักงานไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ออกอากาศและกระจายเสียง และสั่งให้ออกไปจากอาคารสถานี โดยจำเลยทั้งห้าเป็นหัวหน้าและเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันบุกรุก และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210, 215, 309, 358, 364 และ 365 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จำเลยทั้งหมดเดินทางมาฟังคำพิพากษาครบทุกคน โดยนายภูวดลนั่งรถเข็นมาศาล และมีกลุ่มคนเดินทางมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย น.ส.อัญชะลี เดินทางมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มทักทายสื่อมวลชน และให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นฟังการพิจารณาคดีว่า วันนี้มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีบุกสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบคำพิพากษาของศาล แต่ก็ได้เตรียมหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัวมาด้วย สำหรับคดีนี้กลุ่มของตน 1-5 คน ที่จะมาฟังคำพิพากษาในวันนี้เป็นคดีที่อัยการฟ้องเพิ่มภายหลังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ส่วนรายละเอียดในคดีให้ทีมทนายความดำเนินการทั้งหมด ทั้งเอกสาร พยานในการต่อสู้คดี รวมถึงหลักทรัพย์ในการยื่นประกันตัว โดยตนเองไม่ทราบถึงรายละเอียด ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ได้ติดต่อให้กำลังใจมาตลอด ล่าสุดได้กล่าวกับตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเกิด เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปดูแลรักษาความปลอดภัย, ผอ.สถานีเอ็นบีที และช่างภาพสถานีเอ็นบีที เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุกลุ่ม พธม. ชุมนุมกันที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2551 แกนนำ พธม. ประกาศว่าวันที่ 26 ส.ค.2551 จะบุกสถานที่ราชการหลายแห่ง รวมทั้งสถานีเอ็นบีเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2551 ในเวลา 05.00 น.มีกลุ่มนักรบศรีวิชัย ซึ่งเป็นการ์ดของกลุ่ม พธม. บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมได้ 85 คน หลังจากนั้นมีกลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาที่หน้าประตูทางเข้าออกด้านหน้าสถานี จนเวลา 06.00 น.ผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่พร้อมรถยนต์บรรทุกติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่มาถึงสถานีเอ็นบีที่หลายคันผู้ชุมนุมบนรถดังกล่าวผลัดเปลี่ยนกันพูดโจมตีรัฐบาลและสถานีเอ็นบีที ว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล ต้องการยึดเอ็นบีทีให้จอดำและเชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่ม พธม. รวมทั้งเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ในลักษณะประจันหน้ากันที่ประตูรั้ว พยานเห็นจำเลยทั้ง 5 อยู่บนรถ และมีพยานจำเสียงของจำเลยที่ 2 ได้ โดยโจทก์มีภาพถ่ายเป็นพยานหลักฐานด้วย ต่อมากลุ่ม พธม. ได้พังประตูรั้วเหล็กฝ่าแนวกั้นของเจ้าพนักงานตำรวจบุกรุกเข้าไปในบริเวณพื้นที่และอาคารสถานีเอ็นบีที ซึ่งจำเลยที่ 5 ประกาศต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจว่าผู้ชุมนุมเป็นกองทัพประชาชน มีผู้สั่งการให้มายึดเอ็นบีที ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจออกจากอาคารสถานีไป จากนั้นกลุ่ม พธม. ได้ยึดพื้นที่สถานีและอาคารดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น.จึงออกจากพื้นที่ดังกล่าว นอกจากพยานในที่เกิดเหตุแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจผู้ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี และผู้ถอดเทปคำปราศรัยบนเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ยังเบิกความข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกยึดสถานีเอ็นบีทีอย่างสอดคล้องกัน พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกที่บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที เมื่อเวลา 08.00 น.กับกลุ่มนักรบศรีวิชัยที่บุกรุกเข้าไปในอาคารสถานีเอ็นบีที เมื่อเวลา 05.00 น.ในวันที่ 26 ส.ค.2561 มีเจตจำนงเดียวกัน กระทำการต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเพื่อปฏิบัติภารกิจบุกยึดสถานีเอ็นบีทีให้บรรลุเป้าหมายที่แกนนำร่วมกันมีมติเป็นการร่วมกันกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งอ้างว่ามีผู้ชุมนุมดาวกระจายไปที่สถานีเอ็นบีที่แล้วถูกจับกุมไป ยังมีผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งอยู่ที่หน้าสถานีเอ็นบีที เมื่อจำเลยทราบข่าวจึงเคลื่อนขบวนติดตามไปภายหลังเพื่อจะนำมวลชนที่อยู่หน้าสถานีเอ็นบีทีกลับมาที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยไม่ได้เข้าไปในสถานีเอ็นบีที และจำเลยที่ 5 เป็นเพียงผู้ชุมนุมธรรมดาที่เดินทางไปร่วมชุมนุม ไม่ได้พูดประกาศต่อเจ้าพนักงานตำรวจนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ฐานร่วมกันบุกรุก ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น ส่วนความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรนั้น โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานว่า จำเลยทั้งห้ากับพวกและกลุ่มนักรบศรีวิชัยสมคบกันร่วมประชุมวางแผนกัน &amp;nbsp;จึงลงโทษในความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรไม่ได้ จำเลยที่ 1 เป็นแกนนำของกลุ่ม พธม. ร่วมสมคบคิดบุกยึดสถานีเอ็นบีที ขึ้นเวทีชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ร่วมประกาศภารกิจและเดินทางไปในลักษณะกำกับดูแล เป็นหัวหน้าเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด แต่สำหรับจำเลยที่ 2-5 พยานหลักฐานยังไม่ชัดว่าเป็นหัวหน้าหรือมีหน้าที่สั่งการในการบุกยึด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พิพากษาให้ลงโทษบทหนักสุด ฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน ให้จำคุกนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุก น.ส.อัญชะลี จำเลยที่ 2 นายภูวดล จำเลยที่ 3 นายยุทธิยง จำเลยที่ 4 และนายชิติพัทธ์ จำเลยที่ 5 คนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา&amp;nbsp;หลังจากนี้ จำเลยทั้งห้าได้ยื่นประกันตัวสู้คดีชั้นอุทธรณ์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีบุกยึด NBT ก่อนหน้านี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาในส่วนของการ์ดและผู้ชุมนุม พธม. คดีหมายเลขดำ อ.4486/2551 เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวกรวม 85 คน ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดของกลุ่ม พธม. และผู้ชุมนุม พธม. เป็นจำเลยที่ 1-85 ใน โดยศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จำคุก นายธเนศร์ คำชุม จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 เดือน, นายเมธี อู่ทอง จำเลยที่ 24 จำคุก 8 เดือน, นายนัสเซอร์ ยีหมะ อดีตหัวหน้าการ์ดเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) จำเลยที่ 14 กับจำเลยที่ 2-13, 15-23, 25-29, 31-41, 43&amp;ndash; 46, 48 - 80, 82 รวม 76 ราย จำคุกคนละ 6 เดือน แต่ศาลยังให้รวมโทษปรับนายชนินทร์ อินทร์พรหม จำเลยที่ 2, นายจรัส วีระพันธ์ จำเลยที่ 39 กับนายธนพล แก้วเชิด จำเลยที่ 80 ในความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกคนละ 500 บาท ส่วนนายอัมรินทร์ ยี่เฮง จำเลยที่ 48 ยังให้บวกโทษคดีนี้กับคดีอื่นอีก 3 เดือน จึงจำคุกรวม 9 เดือน และนายประดิษฐ์ คงช่วย จำเลยที่ 70 ก็เช่นกัน ให้บวกโทษกับคดีอื่นอีก 2 เดือน จึงจำคุกรวม 8 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มที่เป็นเยาวชนขณะกระทำความผิด ประกอบด้วยจำเลยที่ 30, 47, 81 นั้น ซึ่งระหว่างกระทำผิดอายุยังไม่เกิน 20 ปี ให้จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 83-85 ระหว่างกระทำผิดยังเป็นเยาวชน ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ศาลจึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกทั้งหกรายจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้รายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ส่วนความผิดฐานซ่องโจรนั้นให้ยกฟ้อง สำหรับจำเลยห้ารายที่ไม่มาศาลนั้น ประกอบด้วยจำเลยที่ 31, 37, 59, 78, 84 ศาลให้ออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในส่วนของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56962</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบุกเอ็นบีที, จำคุก, พันธมิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e4385481f6f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
