<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70335</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เด็กปชป.&#039; ชี้ช่องรื้อคดี &#039;โอ๊ค พานทองแท้&#039; ฟอกเงินกรุงไทย บี้ อสส.กวาดบ้านตัวเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เชาว์&amp;rdquo; ชี้ช่อง รื้อคดี &amp;ldquo;โอ๊ค&amp;rdquo; เชื่อยื่นอุทธรณ์ใหม่ได้ ยกคำวินิจฉัยอัยการสูงสุดที่ 41/2533-เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุชัด การชี้ขาดคดีเป็นอำนาจเฉพาะตัวของ อสส. มอบใครทำแทนไม่ได้ คำสั่งรอง อสส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แนะ ดีเอสไอ ยื่นศาลปกครองสั่งเพิกถอน บี้ อสส.กวาดบ้านตัวเอง ก่อนความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมตั้งต้นจะล้มละลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.63 - นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ชี้ช่องข้อกฎหมาย จุดตาย คดี &amp;ldquo;โอ๊ค พานทองแท้&amp;rdquo; ที่จะต้องนับหนึ่งใหม่ คดีนายพานทองแท้ ชินวัตร จำเลยคดีทุจริตฟอกเงินแบงค์กรุงไทยปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในเครือกฤษฎามหานคร โดยมีเช็คเงินลงชื่อนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารบริษัที่ได้สินเชื่อจากแบ๊งค์กรุงไทยจำนวน 10 ล้านบาท เข้าบัญชีนายพานทองแท้ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตพิพากษายกฟ้อง ซึ่งต่อมานายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดใม่ยื่นอุทธรณ์ ทั้ง ๆ ที่อธิบดีดีเอสไอมีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์และผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีความเห็นแย้งให้ลงโทษจำคุกนายพานทองแท้ แต่คดีกลับจบลงด้วยการใช้ดุลพินิจของรองอัยการสูงสุด ทำให้คดีถึงที่สุดตามกฎหมาย สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในการสั่งคดีของรองอัยการสูงสุดจนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีนักกฎหมายหลายคนได้นำเรื่องนี้ไปยื่นต่อปปช.และยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้เอาผิดรองอัยการสูงสุดฐานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบตามปอ.157 แต่ผมเห็นว่ายังมีประเด็นหนึ่งที่หลายคนไม่เคยมีคนพูดถึงเลยคือ เรื่องอำนาจการชี้ขาดความเห็นแย้งหรืออำนาจในการสั่งคดี ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด ที่ถือเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวเฉพาะตำแหน่งทางกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะและไม่อาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทนได้ ตามคำวินิจฉัยอัยการสูงสุดที่ 41/2533 และเทียบเคียงแนวคำสั่งฎีกาที่ 30/2542 นอกจากนี้ยังเทียบเคียงได้กับเรื่องการรับรองอุทธรณ์หรือฎีกาตามป.วิอาญาซึ่งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะแยกอำนาจของอธิบดีอัยการหรืออัยการสูงสุดระบุไว้แจ้งชัดดังนั้นการสั่งคดีชี้ขาดความเห็นแย้งของนายเนตร รองอัยการสูงสุด ถึงแม้จะอ้างว่าได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด ก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะขณะสั่งคดีนายเนตรไม่ใช่อัยการสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงขอเสนอให้อธิบดีดีเอสไอในฐานะพนักสอบสวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนำประเด็นนี้ไปยื่นต่อศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนคำชี้ขาดไม่อุทธรณ์ของรองอัยการสูงสุดดังกล่าวเสีย เนื่องจากเป็นคำสั่งที่สั่งโดยไม่มีอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้อัยการสูงสุดทำความจริงประเด็นนี้ให้กระจ่าง ตามแนวคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุด เพราะเรื่องนี้หลักสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์แต่อยู่ที่คนชี้ขาดไม่มีอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งหมดเป็นความเห็นในฐานะนักกฎหมายที่ไม่ต้องการเห็นความเสื่อมเกิดกับองค์กรอัยการ ซึ่งเป็นทนายของแผ่นดิน และเพื่อรักษาหลักนิติธรรมของบ้านเมือง ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอในฐานะเจ้าของสำนวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องเดินเรื่องต่อเพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ซึ่งจะเป็นช่องทางให้คดีกลับเข้าสู่สถานะเดิมในอำนาจชี้ขาดของอัยการสูงสุดตามกฎหมาย คดีจะได้ขึ่นสู่การพิจารณาของศาลสูงตัดสินให้สิ้นกระแสความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอัยการสูงสุดก็ต้องไม่ละเลยประเด็นนี้ต้องดำเนินการทุกอย่างแบบตรงไปตรงมา เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ให้สาธารณชนรับทราบ การชี้ขาดคดีที่ยังเป็นปัญหาให้ถึงที่สุดลงดื้อๆ ทั้งที่มีความเห็นแย้งทั้งผู้พิพากษาและอธิบดีดีเอสไอ อย่าให้ใครกล่าวหาได้ว่า พอเป็นคดีคนรวยแล้วเป่ากันได้ง่าย ๆ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้ความน่าเชื่อถือต่อสถาบันอัยการล้มละลายในสายตาของประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70335</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอกเงินกรุงไทย, นายพานทองแท้ ชินวัตร, เชาว์ มีขวด, โอ๊ค พานทองแท้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd9c6c606ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชัดเจน!&#039;เนตร นาคสุข-รองอสส.&#039;เซ็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&#039;โอ๊ค&#039;ฟอกเงินถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 พ.ค.63 - ที่สำนักงานคดีอาญา 3 ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีฟอกเงินกรุงไทย ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ว่า คดีดังกล่าว นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด อาวุโสลำดับที่ 1 รักษาราชการแทนนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ซึ่งขณะนั้นเดินทางไปราชการในพื้นที่ภาค 7 มีคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสำนวนดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี อัยการสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความเห็นแย้ง ได้ทำความเห็นว่าควรไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว ส่งมายังอัยการสูงสุด โดยมีนายเนตร ซึ่งรักษาราชการแทนดังกล่าวพิจารณาแล้วมีความเห็นควรไม่อุทธรณ์คดี ตามที่สำนักงานชี้ขาดคดีทำความเห็นส่งมา จึงมีความเห็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลสูง โดยมีการชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการยื่นขยายอุทธรณ์ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.แล้ว ศาลอนุญาตขยายไปวันที่ 25 มิ.ย.นั้น นายประยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากขณะนั้นทางสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยังไม่ทราบคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุด จึงได้ยื่นอุทธรณ์ไปตามระเบียบ โดยหลังจากนี้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ส่วนรายละเอียดเหตุผลในการสั่งคดีดังกล่าว ทางนายวงศ์สกุล อัยการสูงสุดได้สั่งการให้อัยการที่เกี่ยวข้องรายงานเพื่อชี้แจงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67265</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายประยุทธ เพชรคุณ, คดีฟอกเงินกรุงไทย, นายพานทองแท้  ชินวัตร, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0a94970126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชัดเจน!&#039;เนตร นาคสุข-รองอสส.&#039;เซ็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&#039;โอ๊ค&#039;ฟอกเงินถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 พ.ค.63- ที่สำนักงานคดีอาญา 3 ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีฟอกเงินกรุงไทย ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย ว่า คดีดังกล่าว นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด อาวุโสลำดับที่ 1 รักษาราชการแทนนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ซึ่งขณะนั้นเดินทางไปราชการในพื้นที่ภาค 7 มีคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสำนวนดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี อัยการสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความเห็นแย้ง ได้ทำความเห็นว่าควรไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว ส่งมายังอัยการสูงสุด โดยมีนายเนตร ซึ่งรักษาราชการแทนดังกล่าวพิจารณาแล้วมีความเห็นควรไม่อุทธรณ์คดี ตามที่สำนักงานชี้ขาดคดีทำความเห็นส่งมา จึงมีความเห็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลสูง โดยมีการชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่มีการยื่นขยายอุทธรณ์ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค.แล้ว ศาลอนุญาตขยายไปวันที่ 25 มิ.ย.นั้น นายประยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากขณะนั้นทางสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยังไม่ทราบคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุด จึงได้ยื่นอุทธรณ์ไปตามระเบียบ โดยหลังจากนี้ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ส่วนรายละเอียดเหตุผลในการสั่งคดีดังกล่าว ทางนายวงศ์สกุล อัยการสูงสุดได้สั่งการให้อัยการที่เกี่ยวข้องรายงานเพื่อชี้แจงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67263</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอกเงินกรุงไทย, นายประยุทธ เพชรคุณ, พานทองแท้  ชินวัตร, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0a94970126.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เดอะแจ็ค&#039;ยื่น6ข้อบี้อัยการตอบคำถามไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงิน&#039;โอ๊ค&#039;มีใบสั่ง-วิ่งเต้นหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.63- เมื่อเวลา 13.30 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ขอทราบเหตุผลรายละเอียดกรณีที่อัยการไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร จำนวน 10 ล้านบาท ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย พร้อมนำบทความคอลัมน์ &amp;ldquo;กวนน้ำให้ใส&amp;rdquo; ของผู้ใช้นามปากกา &amp;ldquo;สารส้ม&amp;rdquo; จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า เรื่อง &amp;ldquo;อย่าหักดิบคดีพานทองแท้ ระวังสึนามิวิกฤติศรัทธา&amp;rdquo; ซึ่งมีเนื้อหาสรุปความเห็นแย้งของผู้พิพากษาในคดีนี้มามอบให้อัยการ โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ กล่าวว่า ตามที่อัยการสำนักคดีพิเศษและอัยการศาลสูง ได้เห็นพ้องต้องกันมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้ฟอกเงินนั้น พี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีมีความสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดคดีนี้เป็นอย่างมาก จึงให้ตนส่งหนังสือถามดังต่อไปนี้
1.การที่อัยการไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้โดยอ้างคำพิพากษายกฟ้องนั้น ท่านได้อ่านความเห็นแย้งของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนที่ตัดสินลงโทษจำคุกนายพานทองแท้ 4 ปี หรือไม่ ซึ่งคดีนี้มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่านเท่านั้น และความเห็นแย้งของท่านผู้พิพากษาฉบับเต็มนั้นย่อมติดอยู่ท้ายคำพิพากษาในคดีนี้อยู่ที่สำนักงานอัยการสูงสุดผู้ว่าคดีแล้ว
&amp;nbsp;2.การปฏิบัติราชการของอัยการ กรณีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นมีความเห็นแย้งแนบท้ายคำพิพากษา เมื่อคดีมันไม่ขาด ในอดีตอัยการมีธรรมเนียมการปฏิบัติราชการที่ผ่านมาอย่างไร
3.ขอให้เปิดเผยเหตุผลการไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้โดยละเอียด และขออนุญาตถามตรงๆ ว่ามีใบสั่งหรือมีการแทรกแซงทางการเมืองหรือมีการวิ่งเต้นคดีนี้หรือไม่
4.คณะกรรมการอัยการศาลสูงที่ตัดสินเห็นพ้องต้องกันไม่อุทธรณ์เป็นเอกฉันท์นั้น ได้มีการหารืออัยการสูงสุดหรืออัยการสูงสุดเห็นชอบด้วยหรือไม่ หรือจะมีการทบทวนดุลยพินิจไม่อุทธรณ์นี้หรือไม่
5.ขอให้เปิดเผยรายชื่ออัยการสำนักคดีพิเศษผู้ว่าคดีนายพานทองแท้ และขอคำสั่งแต่งตั้งหรือรายชื่ออัยการคดีศาลสูง โดยขอให้เปิดเผยรายชื่อต่อสาธารณชนได้หรือไม่
6.ขอทราบรายชื่อคดีสำคัญๆ ที่สำนักงานคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง หรือคดีที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่ พ.ศ.2540 มีกี่คดี ชื่อคดีอะไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ถามอัยการสูงสุด ถามสำนักงานอัยการสูงสุดตรงๆ ว่า คดีนายพานทองแท้คดีนี้มีใบสั่งหรือมีการวิ่งเต้นหรือไม่ ซึ่งจากการที่ผมขอรายชื่ออัยการศาลสูงทั้ง 5 ท่านนั้น ก็เพื่อที่จะเตรียมการนำไปพิจารณาดำเนินการฟ้องต่อศาลยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีทนายสุวัตร อภัยภักดิ์ และคณะ ซึ่งเป็นทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะร่างสำนวนฟ้องต่อศาลยุติธรรมต่อไป&amp;rdquo; นายวัชระ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการฟ้องอัยการจะใช้พยานหลักฐานเหตุผลอย่างไร นายวัชระ กล่าวว่า เรามาขอเหตุผลจากทางสำนักงานอัยการสูงสุดก่อนว่าท่านมีเหตุผลประการใด ที่เห็นพ้องต้องกันในการไม่อุทธรณ์คดีนายพานทองแท้ เรามาขอทราบเหตุผลจากท่านก่อนว่ามีเหตุผลรับฟังได้หรือไม่ เพราะคดีนี้ศาลมีองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่าน ท่านหนึ่งให้ยกฟ้อง อีกท่านให้ลงโทษจำคุก 4 ปี เมื่ออัยการเลือกใช้ดุลยพินิจเห็นชอบกับท่านที่ให้ยกฟ้อง แล้วเหตุใดจึงตัดคำพิพากษาของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนอีกท่านหนึ่ง ทำไมไม่พิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลสูง เพื่อให้ความยุติธรรมกับนายพานทองแท้ต่อไป เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่เป็นเอกฉันท์ โดยหลักปฏิบัติที่ผ่านมา ต้องถามท่านอัยการปฏิบัติอย่างไร อุทธรณ์หรือไม่ ทำไมคดีนี้ถึงไม่อุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาอุทธรณ์แล้ว อยากฝากอะไรถึงดีเอสไอ นายวัชระ กล่าวว่า อยากให้ผู้รักษาการอธิบดีดีเอสไอได้ดูนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ เป็นอุทาหรณ์ เพราะถ้าทำตามใบสั่งทางการเมือง ในที่สุดไม่มีใครช่วยข้าราชการประจำได้ จึงขอให้ข้าราชการประจำทุกท่านได้โปรดยึดหลักกฎหมายของบ้านเมือง ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม อย่าทำตามใบสั่งหรือทำตามการวิ่งเต้นใดๆ ทั้งสิ้น ตนเชื่อว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจะให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศต่อไป รวมทั้งดีเอสไอและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งเป็นผู้ติดตามเส้นทางการเงินของนายพานทองแท้ นำส่งหลักฐานให้ดีเอสไอในการฟ้องคดีฟอกเงินนี้ มีหลักฐานแจ่มชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับเรื่อง นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากรับหนังสือแล้ว โดยระเบียบขั้นตอนของสำนักงานอัยการสูงสุดจะได้นำลงสารบบกราบเรียนท่านอัยการสูงสุดต่อไป คดีนี้เมื่อทางพนักงานอัยการศาลสูงมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ ยังไม่แล้วเสร็จตามกระบวนการกฎหมาย สำนวนคดีนี้ไปต่อที่ดีเอสไอ ถ้าดีเอสไอพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับคำสั่งของอัยการก็จะถึงที่สุด แต่ถ้าเห็นแย้งก็ส่งต่อมาที่อัยการสูงสุดชี้ขาด ในส่วนเนื้อหาโดยภารกิจตนไม่สามารถไปอธิบายได้ แต่ยืนยันในหลักการว่าศาลยกฟ้อง ความเห็นขององค์คณะที่แตกต่างเป็นรายละเอียดทางคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในแง่กฎหมายคือยกฟ้อง อัยการคณะทำงานก็เห็นด้วยกับศาลยกฟ้องเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ส่วนประเด็นการพิจารณาผมยืนยันได้ในหลักการ มีหนังสือร้องเรียนบอกว่ามีใบสั่งวิ่งเต้นไหม ขอให้มั่นใจว่าไม่มีประเด็นเหล่านี้ เฉกเช่นเดียวกับการวินิจฉัยของศาล เราก็ต้องให้ความเชื่อมั่นในความสุจริตของท่าน ว่าท่านยกฟ้องก็คงไม่มีใครไปวิ่งเต้นท่าน อัยการสั่งไม่อุทธรณ์ก็คงทำนองเดียวกัน ในหลักการตรงนี้อธิบายได้&amp;rdquo; นายประยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63446</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอกเงินกรุงไทย, นายประยุทธ เพชรคุณ, นายพานทองแท้  ชินวัตร, นายวัชระ เพชรทอง, ไม่อุทธรณ์คดีฟอกเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e9967426a711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วัชระ&#039; จี้ ยธ.แจงย้ายผู้ตรวจการฯ โยงคดี &#039;โอ๊ค&#039; ฟอกเงินกรุงไทยหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.63 - นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึงนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม หลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน โดยเฉพาะสำนักข่าวอิศราที่ออกมาตั้งข้อสังเกต กรณีที่กระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งโยกย้ายพันตำรวจโทกรวัชร์ ปานประภากร ให้กลับไปรับตำแหน่งเดิมคือผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมว่า อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อาจไม่ต้องการอุทธรณ์คดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยของนายพานทองแท้ ชินวัตร ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน จึงจำเป็นต้องสอบถามรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไร มีฝ่ายการเมืองเข้าไปสั่งการในคดีนี้จริงหรือไม่ และกระทรวงยุติธรรมมีนโยบายในเรื่องคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทยของดีเอสไออย่างไร ทั้งนี้ คดีดังกล่าวได้อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างมาก ทางกระทรวงยุติธรรมจึงควรออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจนโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62615</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, คดีฟอกเงินกรุงไทย, ดีเอสไอ, นายวัชระ เพชรทอง, พานทองแท้ ชินวัตร, สมศักดิ์ เทพสุทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd86c7b00040.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51034</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่หนีจ้า!&#039;พานทองแท้&#039;ขึ้นศาลฟังคำพิพากษาคดีฟอกเงินแบงก์กรุงไทย(ชมคลิป)</HEADLINE>
                <CONTENT>



&lt;p&gt;25 พ.ย 62 -&amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันนี้ เวลา 10.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฟอกเงิน ทุจริตการปล่อยสินเชื่อของ ธ.กรุงไทยฯ ให้ธุรกิจเครือกฤดามหานคร คดีหมายเลขดำ อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 41 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้อัยการ ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2561 จากกรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่าง ธ.กรุงไทยฯ กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งชั้นพิจารณาศาลอาญาคดีทุจริตฯ นายพานทองแท้ จำเลย ก็ให้การปฏิเสธ สู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นส่วนที่จะร่วมลงทุนธุรกิจนำเข้ารถซุปเปอร์คาร์ กับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ขณะที่นายพานทองแท้ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยวันนี้มีกลุ่มคนสนิทนายพานทองแท้ เดินทางมาให้กำลังใจตั้งแต่ช่วงเช้า ขณะที่นายพานทองแท้ เดินทางมาพร้อมกับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร มารดา และพี่สาว-น้องสาว รวมทั้งบุคคลในครอบครัว ซึ่งเดินทางมาถึงศาลในเวลา 09.38 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าตื่นเต้นหรือไม่ในการฟังคำพิพากษาวันนี้ นายพานทองแท้ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มเล็กน้อยว่า รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ด้านคุณหญิงพจมานได้ยิ้มทักทาย ขณะเดินทางมาให้กำลังใจผู้ชายคนโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บริเวณศาลได้มีการประสานกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.1 ประมาณ 50 นายเพื่อดูแลความเรียบร้อยบริเวณศาลด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51034</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอกเงินกรุงไทย, ทักษิณ ชินวัตร, พานทองแท้ ขินวัตร, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, โอ๊ค พานทองแท้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddb4ecb0fa8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘โอ๊ค’ขาสั่น!ไม่หนีตามพ่อ 25พ.ย.มาฟังคำพิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;โอ๊ค&amp;quot; ขาสั่น! ตื่นเต้นขึ้นไต่สวนคดีฟอกเงินกรุงไทย ยืนกรานเช็ก 10 ล้าน วางแผนลงทุนธุรกิจรถยนต์ โวตอบคำถามศาลชัดเจน แต่ไม่รู้จะชัดเจนพอหรือเปล่า ศาลนัดพิพากษา 25 พ.ย. ตามกำหนดเดิม เจ้าตัวยันไม่หนี&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลไต่สวนพยานนัดสุดท้าย คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 40 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2561 จากกรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยฯ กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎาคนละ 12 ปีร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย, นายรัชฎา และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดา รวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในชั้นศาล นายพานทองแท้ จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา ขณะที่ศาลนัดไต่สวนพยาน 3 นัด ในวันที่ 24-26 ก.ย.นี้ ซึ่งได้ไต่สวนพยานไปแล้ว 4 ปาก เป็นพยานโจทก์และพยานที่โจทก์และจำเลยอ้างร่วมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยคือ นายพานทองแท้ขึ้นเบิกความด้วยตนเองเพียงปากเดียว เกี่ยวกับการวางแผนที่จะดำเนินธุรกิจนำเข้ารถยนต์ซูเปอร์คาร์ ที่จะมีนายรัชฎาร่วมด้วยว่า แนวคิดดังกล่าวตนเป็นผู้คิดเองมาตั้งแต่ช่วงปี 2547 จากที่ได้มีการพูดคุยในกลุ่มเพื่อน 5-6 คน โดยหลังจากพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการแล้ว ในวันรุ่งขึ้น นายรัชฎาได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับจำเลยว่าจะขอร่วมลงทุนด้วย โดยเหตุที่นายรัชฎาเร่งโทร.มาคุย เพราะกังวลว่าจำเลยจำลืมชักชวนนายรัชฎาในการลงทุนด้วย แนวคิดขณะนั้นคิดไว้เพียงว่าการลงทุนน่าจะต้องใช้เงินลงทุนคนละ 20 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่ารถซูเปอร์คาร์นั้นต่อคันจะตกอยู่ที่ 20 ล้านบาทขึ้นไป ช่วงนั้นที่ยังไม่มีบุคคลอื่นมาร่วมเสนอลงทุนด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการจะดำเนินธุรกิจดังกล่าวนั้น ตนได้ให้นายเฉลิม แผลงศร ซึ่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน (CFO) ที่ดูแลเรื่องการเงินทุกบริษัทของจำเลย ไปศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจดังกล่าว แม้นายเฉลิมจะไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ซูเปอร์คาร์ แต่ที่จำเลยมอบหมายงานให้ศึกษา เพราะเป็นผู้ที่จำเลยให้ความไว้วางใจในเรื่องที่ได้ดูแลเรื่องการเงินบริษัทและเงินส่วนตัว รวมทั้งธุรกิจของจำเลยด้วย โดยสุดท้ายธุรกิจนี้ไม่ได้ดำเนินไป ยุติลงในชั้นของการศึกษาแนวทาง เพราะนายเฉลิมได้แจ้งผลการศึกษาการดำเนินธุรกิจนี้ให้กับจำเลยทราบว่ามีความเป็นไปได้ยาก และจะไม่คุ้มเงินลงทุนทางธุรกิจ ส่วนที่นายรัชฎาโอนเงิน 10 ล้านบาทให้จำเลยที่จะมาร่วมลงทุนโดยเป็นเช็คชื่อนายวิชัยนั้น จำเลยไม่ทราบเหตุผล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ จำเลยได้ตอบคำถามศาลเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวและของตัวจำเลย รวมทั้งความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างตัวจำเลยกับนายเฉลิม และระหว่างตัวจำเลยกับนายรัชฎาและนายวิชัย ว่าในครอบครัวของจำเลยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองคือ นายทักษิณ บิดา, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาของจำเลย ซึ่งทั้งสองเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและลูกพี่ลูกน้องที่เป็น ส.ส. ส่วนตัวจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปัจจุบันจำเลยประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งมีอยู่ 7 กิจการ อาทิ บ.วอยซ์ทีวี, บ.ฮาวคัม โดยจำเลยมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน ในจำนวนนั้น 4 แสนบาท เป็นค่าตอบแทนที่ได้จากธุรกิจวอยซ์ทีวี ที่เหลือเป็นเงินปันผลจากหุ้นบริษัทต่างๆ จำเลยจะมีค่าใช้จ่าย 4-5 แสนบาทต่อเดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนธุรกิจของครอบครัวปัจจุปันมีประมาณ 7 กิจการ เช่น โรงแรมโรสวูด แบงคอก กับสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งบางกิจการจำเลยก็มีหุ้นอยู่ด้วย และกับใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างตัวจำเลยกับนายรัชฎา รู้จักมาตั้งแต่อายุ 21 ปี และเคยไปหานายรัชฎาที่บ้าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกันกับบ้านของนายวิชัย แต่เป็นคนละหลัง โดยจำเลยไม่เคยไปพบนายวิชัยที่บ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพานทองแท้ยังตอบคำถามศาลด้วยว่า ระหว่างการถูกดำเนินคดี จำเลยได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ 3 หน่วยงาน ซึ่งได้กล่าวถึงประเด็นการเมืองที่เชื่อว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่ไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานได้ตรวจสอบ โดยมี 2 หน่วยงานที่แจ้งกลับมาว่าจะทำการตรวจสอบให้คือ สำนักงานอัยการสูงสุดและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยจำเลยยืนยันว่าจำเลยไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองใดๆ เป็นการส่วนตัวกับพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังนายพานทองแท้เบิกความตอบคำถามศาล, อัยการโจทก์ และทนายความจำเลยเสร็จสิ้นแล้วในเวลา 12.45 น. ศาลเห็นว่าได้ไต่สวนพยานครบถ้วนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ตามกำหนดเดิม คือวันที่ 25 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. โดยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดีภายใน 30 วัน นับจากวันนี้ หากไม่ยื่นภายในกำหนดจะถือว่าไม่ติดใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายพานทองแท้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ไม่ได้เครียดอะไรมาก แต่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ ศาลได้สังเกตเห็นอาการตื่นเต้น เพราะถือว่าเป็นการเข้าไต่สวนเป็นครั้งแรก บรรยากาศในห้องพิจารณาไม่เครียด ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะพูดทุกอย่างตามความจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ผมได้ให้คำตอบกับศาลไปอย่างชัดเจนในทุกข้อซักถาม แต่ก็ไม่ทราบว่าจะชัดพอไหม มีความคาดหวังว่าสิ่งที่พูดไปกับศาลวันนี้ จะทำให้ผลการตัดสินจะออกไปในทิศทางที่ดี ซึ่งหลังจากเสร็จขึ้นศาลวันนี้ ตนจะไปทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล และจะกลับมาฟังคำตัดสินอีกครั้งในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ซึ่งผมจะเดินทางมา&amp;quot; บุตรชายนายทักษิณกล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46727</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นไต่สวนคดีฟอกเงิน, คดีฟอกเงินกรุงไทย, พานทองแท้ ชินวัตร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เช็ก 10 ล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8cc48abb49c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
