<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออกหมายจับ &#039;ลุงวิศวะ&#039; ยิงโจ๋ดับ หนีฟังคำตัดสินศาลฎีกา สั่งริบเงินประกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.64 - ที่ศาลจังหวัดชลบุรี ได้นัดอ่านคำพิพากษาในชั้นศาลฎีกา ในคดีที่นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 56 ปี วิศวกร เป็นจำเลยในความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเมื่อค่ำวันที่ 4 ก.พ. 2560 ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จากเหตุวิวาทเรื่องที่จอดรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายสุเทพมีความผิด ให้จำคุก 15 ปี แต่ลดโทษเหลือ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 10 ปี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์ตู้มาจอดที่หน้าร้านขายของฝาก กีดขวางทางออกของจำเลย แล้วมีการโต้เถียงกันนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีถ้อยคำพูดที่ไม่สุภาพจากฝ่ายใดแต่หลังจากที่จำเลยกะพริบไฟใส่รถตู้และบีบแตรหลายครั้ง จำเลยเริ่มใช้คำพูดไม่สุภาพในลักษณะยั่วโทสะของผู้ตาย โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนของกลางอยู่ใกล้ตัว แสดงว่าจำเลยและภริยามีโทสะและพร้อมที่จะมีเหตุวิวาทกับพวกของผู้ตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จำเลยฎีกา อ้างว่าเหตุการณ์ในขณะนั้นมีปากเสียงกันเพียงเล็กน้อยและจบลงแล้ว จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อพวกของผู้ตายขับรถตู้และรถยนต์เก๋งออกไปแล้ว หากจำเลยมีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจอารมณ์ร้อนบ้าง โดยจอดรถรอสักพักหนึ่งก่อน เพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุทะเลาะวิวาทในคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามไปในทันที ขับแซงรถยนต์ตู้บีบแตรยาวใส่ แสดงให้เห็นว่าจงใจเจตนายั่วโทสะพวกของผู้ตาย มิใช่การบีบแตรเตือน ดังที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ พฤติกรรมสมัครใจพร้อมจะทะเลาะวิวาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลยังระบุอีกว่า จำเลยขับไปอยู่ด้านหน้า เมื่อพวกของผู้ตายซึ่งขับตามรถจำเลยมาบีบแตรยาว และเปิดไฟสูงใส่รถจำเลย อันเป็นการส่งสัญญาณความไม่พอใจและท้าทาย จำเลยก็ชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถ เพื่อให้พวกผู้ตายขับชนท้าย และบีบแตรรถในลักษณะส่งสัญญาณโต้ตอบกลับไป อันเป็นการรับคำท้าทายของฝ่ายผู้ตายกับพวก ทั้งมีเจตนายั่วโทสะฝ่ายผู้ตายให้เพิ่มมากขึ้น และไม่เกรงกลัวจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่จำเลยมีพฤติการณ์เช่นนี้ เนื่องจากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แสดงให้เห็นถึงนิสัยและพฤติกรรมของจำเลยว่าพร้อมที่จะสมัครใจวิวาท เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยหักหัวรถอย่างกะทันหัน ในลักษณะปาดหน้า และขัดขวางมิให้รถยนต์เก๋งของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดเส้นทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคนก็เริ่มเกิดความกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายและพวกด้วยน้ำเสียงดุดันในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง มิใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตน หรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่องหรือให้เลิกแล้วกันไป &amp;nbsp; แม้ฝ่ายผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอนนับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามพฤติการณ์เป็นกรณีจำเลยเป็นผู้เริ่มต้นก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท เมื่อจำเลยยั่วโทสะท้าทายจนฝ่ายผู้ตายโต้ตอบและสมัครใจร่วมวิวาทกับจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าฝ่ายผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุและเมื่อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น จำเลยจึงจำต้องชักปืนออกมายิงเพื่อป้องกันชีวิตของจำเลยและคนในครอบครัว อันเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังรับฟังคำพิพากษา นายสุเทพยื่นประกันตัวเพื่อขอต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลฎีกา ด้วยเงินสด 874,000 บาท พร้อมระบุว่า ยอมรับคำตัดสินศาล แต่ต้องการต่อสู้เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายสุเทพ มีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง โดยต้นเหตุเกิดจากที่รถตู้ของพวกผู้ตาย จอดรถหน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางเข้าออกของจำเลย แต่เหตุวิวาทจบลงภายหลังจากที่พวกผู้ตายจับรถตู้และรถเก๋งออกไปโดยไม่ได้ท้าทายจำเลยอีก หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจ เหตุการณ์คงไม่เกิดขึ้น ทั้งภรรยาจำเลยใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพรถเก๋งของผู้ตาย ย่อมเป็นการท้าทายผู้ตายและพวกให้เกิดโทสะเข้ามาวิวาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าทาย ก็เนื่องจากจำเลยพกพาอาวุธปืนซึ่งบรรจุกระสุนไว้แล้วติดตัวไปด้วย และเตรียมอาวุธไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภรรยา และหลานที่มากับจำเลย จึงมิอาจอ้างได้ว่าจำเลยยิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของ ผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะมาถึง จำเลยจึงมีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุมตน จำเลยยิงปืนไปเพียง 1 นัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีไปไหน และยอมรับกับเจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเป็นคนยิงผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบา ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ฐานพกอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 2,000 บาทรวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันนี้นายวันชัย แสงสุวรรณ์ ทนายฝ่ายผู้เสียชีวิต ได้เป็นตัวแทนฝ่ายโจทย์ผู้เสียหาย ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยในเวลานัดได้นัดไว้เวลา 09.40 น. โดยผู้พิพากษารอทั้งจำเลยและทนายฝ่ายจำเลย จนเวลาล่วงเลยไปเกือบ 10.30 น. &amp;nbsp;ไม่มีวี่แววว่าจำเลยและทนายฝ่ายจำเลย จะเดินทางมาตามนัด และไม่มีท่าทีจะติดต่อกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิพากษา จึงทำตามกระบวนการตามกฎหมายคือสั่งยึดริบเงินประกันจำนวน 874,000 บาท พร้อมออกหมายจับนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ โดยภายใน 1 เดือนหากจับกุมตัวได้ก็จะคุมตัวมาฟังคำพิพากษา แต่หากยังตามจับกุมตัวไม่ได้ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในวันที่ 17 มิถุนายน ในเวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102692</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีลุงวิศวะ, ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, จังหวัดชลบุรี, พกพาอาวุธปืน, ศาลจังหวัดชลบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609bae19021b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2018 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2018 16:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาชี้คดี&#039;ลุงวิศวะ&#039;ไม่เป็นการป้องกันตัวตามกม.ระวังวิจารณ์มั่วผิดฐานดูหมิ่นศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28ก.ย.61- ภายหลังศาลชลบุรีมีคำพิพากษาจำคุก 10 ปี และให้ชดใช้สินไหมทดแทน 3.4 แสนบาท &amp;nbsp;คดีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร เป็นจำเลย ในความผิดฐานพกพาอาวุธปืน ฆ่าคนตายโดยเจตนา กรณีก่อเหตุยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นที่ล้อมรถเก๋งและพยายามทำร้าย เป็นเหตุให้กระสุนถูกนายนวพล หรือปอน ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ล่าสุด นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng &amp;nbsp; ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....วิชากฎหมายเป็นวิชาการอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้ศึกษาไม่ว่าจะศึกษาจากสถาบันการศึกษาหรือศึกษาด้วยตนเอง ก็ไม่อาจจะรู้ได้ ไม่ต่างจากวิชาการด้านอื่นๆ เช่น แพทย์ วิศวะ หรือเภสัช เป็นต้น
.....คนที่ไม่ได้เรียนแพทย์ แต่วิพากษ์วิจารณ์วิชาการทางการแพทย์ ไม่ได้เรียนวิศวะแต่ไปวิพากษ์วิจารณ์การกำหนดโครงสร้างของอาคาร หรือไม่ได้เรียนเภสัชแต่ไปวิพากษ์วิจารณ์อัตราส่วนผสมของยา
.....ย่อมไม่ต่างจากคนที่ไม่ได้ศึกษาวิชากฎหมายและไม่มีความรู้ทางกฎหมาย แต่กลับชอบให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตัวบทกฎหมายหรือเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล โดยไม่ได้อ่านเนื้อหาในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเลย
.....ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์คดีที่วิศวกรคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มวัยรุ่นที่มีการทะเลาะกับวิศวกรเป็นเหตุให้วัยรุ่นตายหนึ่งคนและศาลพิพากษาลงโทษจำคุกวิศวกรในความผิดฐานฆ่าคนตาย โดยไม่ได้พิจารณาเนื้อหาข้อเท็จจริงที่ปรากฎในสำนวนศาล แต่กลับวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างรุนแรง
.....การกระทำเพิ่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ นั้น
.....หลักสำคัญของมาตรานี้ก็คือ ผู้กระทำต้องไม่ได้มีส่วนกระทำอันละเมิดต่อต่อกฎหมายด้วย ถ้าผู้กระทำมีส่วนกระทำละเมิดต่อกฎหมายด้วยก็ไม่เป็นการป้องกันตามกฎหมาย
.....นายขาวนอนหลับอยู่ในบ้านของตนเอง รู้สึกตัวตื่นได้ยินเสียงดังกุกกักอยู่ที่ชั้นล่างของบ้าน จึงหยิบอาวุธปืนถือเดินลงไปดูเห็นคนสองคนกำลังช่วยกันขนทรัพย์สินไปวางไว้ที่ประตูบ้าน จึงร้องบอกว่าหยุดเดี๋ยวนี้ คนร้ายทั้งสองหันมามองเห็นนายขาวถืออาวุธปืนคนร้ายคนหนึ่งใช้อาวุธยิงนายขาวแต่กระสุนปืนพลาดไป นายขาวจึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่คนร้ายทั้งสองคน ๑ นัด กระสุนปืนถูกคนร้ายคนที่ใช้อาวุธปืนยิงนายขาวถึงแก่ความตาย ส่วนคนร้ายอีกคนหนึ่งวิ่งหลบหนีไปได้
..........กรณีเช่นนี้การกระทำของนายขาวเป็นการกระทำที่เป็นการป้องกันที่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีความผิดใดๆ เพราะนายขาวไม่ได้มีการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายเลย
.....นายเขียวกับนายเหลืองขับขี่รถยนต์เฉี่ยวชนกัน ต่างจอดรถยนต์แล้วลงมาโต้เถียงกันว่า ตนเป็นฝ่ายขับขี่รถยนต์ถูกตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก อีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด โต้เถียงกันอยู่พักหนึ่งแล้วเกิดการชกต่อยกัน นายเขียวมีร่างกายเล็กกว่าสู้ไม่ได้จึงเปิดประตูรถยนต์หยิบเอามีดที่อยู่ในรถออกมาแล้วแทงนายเหลืองได้รับได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
..........กรณีเช่นนี้การกระทำของนายเขียวจะอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเองที่มีรูปร่างเล็กกว่านายเหลืองไม่อาจสู้นายนายเหลืองได้ไม่ได้ เพราะนายเขียวกับนายเหลืองมีการทะเลาะวิวาทและชกต่อยกันซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายกันมาก่อน
.....การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องกฎหมายโดยที่ตนเองไม่มีความรู้กฎหมายจึงควรต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลถ้าเกินเลยไปจนเป็นด่าศาลด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย อาจมีความผิดฐานดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๙๘ ซึ่งมีโทษจำคุก ๑ ปี ถึง ๗ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ บาท ถึง ๑๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.....นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่ศึกษากฎหมายมาแต่ตีความหมายของตัวบทกฎหมายผิดๆ หรือบุคคลที่ไม่เคยศึกษาและไม่มีความรู้ทางกฎหมาย แต่ชอบแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งก่อให้เกิดความความเข้าใจผิดแก่ประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้กฎหมาย ย่อมเป็นอันตรายแก่สังคมส่วนรวมไม่น้อยเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18634</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีลุงวิศวะ, ชูชาติ ศรีแสง, นายนวพล หรือปอน ผึ่งผาย, นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์, ป้องกันตัวตามกฎหมาย, ศาลชลบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
