<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/01/2021 13:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 13:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีคนขับรถคนสนิทรับจ้างคนไม่รู้จักกันวางยาพิษ&#039;จอมพลป.-เผ่า ศรียานนท์&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการศาลพิเศษเป็นโจทก์ &amp;nbsp;ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ เป็นจำเลยที่ ๑ ๒ และ ๓ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องตามสรุปของศาลมีว่า &amp;ldquo;ในระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ถึงวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑ นายร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ จำเลย มีหน้าที่ตระเตรียมการสะสมกำลังเพื่อใช้กำลังบังคับรัฐบาล และได้แสดงความปรากฏแก่คนทั้งหลายให้เกิดการดูหมิ่นเกลียดชังหรือกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลในตำบล และอำเภอต่างๆ ในจังหวัดพระนคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ เวลากลางวัน นายร้อยโทณเณร นายละมัย และนายมณี ได้ใช้ให้พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต นำยาพิษใส่ในอาหารให้นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม รับประทาน หลวงพิบูลสงคราม กับนางพิบูลสงคราม นายนาวาโท หลวงยุทธศาสตร์โกศล นายนาวาอากาศตรี ขุนรณนภากาศ นายพันโท หลวงเดชเสนา นายพันตรี หลวงประหารริปูราบ และนายร้อยเอกเผ่า ศรียานนท์ ซึ่งร่วมรับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้น ได้รับประทานยาพิษนั้นเข้าไป มีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากยาพิษซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ หากแต่แพทย์ได้ทำการแก้ไขไว้ทัน นายพลตรี พลวงพิบูลสงครามกับพวกที่รับประทานอาหารอยู่ด้วยนั้นจึงไม่ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดขึ้นที่บ้านพักกรมทหารบางซื่อ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร&amp;nbsp;
.
ณเณร ตาละลักษมณ์ &amp;nbsp;เป็นบุตรชายคนเล็กสุดของพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาบาลีและสันสกฤตระดับสุดยอดคนหนึ่งของเมืองไทย มีผลงานเรียบเรียงพจนานุกรมบาลี-ไทย ที่เรียกว่า พระบาฬีลิปิกรมขึ้นเป็นผลสำเร็จเป็นคนแรก &amp;nbsp;ทั้งยังเป็นผู้สนใจในทางอักษรศาสตร์ &amp;nbsp;ประวัติศาสตร์และโบราณคดี อย่างกว้างขวาง ผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งตั้งแต่ยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ &amp;nbsp;คือท่านไปพบต้นฉบับพงศาวดารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อน แล้วนำมามอบให้แก่หอสมุดวชิรญาณ กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าต่อประเทศชาติ ได้รับการตั้งชื่อว่า พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านผู้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยผมเรียนอยู่มัธยม จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์การเมือง เขียนโดยไทยน้อย เล่าเรื่องของณเณรและได้ลงรูปถ่ายในเครื่องแบบทหารยศร้อยโทไว้ด้วย ผมพยายามตามหารูปนั้นมาลงให้ดูกันอยู่นานหลายปี กว่าจะเจอ ณเณรมีเค้าหน้าคล้ายท่านบิดาและพี่ชายต่างมารดาที่ชื่อ พลโท ปาระณี ตาละลักษมณ์มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาผู้ต้องหาคดีกบฏพระยาทรงนี้ ณเณรเป็นผู้ที่มีสีสรรที่สุด แค่ชื่อก็ไม่มีใครเหมือนแล้ว แถมยังหน้าตาดีรูปร่างสมาร์ต อารมณ์แจ่มใสอยู่เป็นนิตย์ กล่าวกันว่าชายชาติทหารผู้นี้พูดจาติดตลกได้เสมอแม้ว่าจะกำลังเผชิญเรื่องร้ายแรงที่สุดในชีวิตอยู่ก็ตาม &amp;nbsp;
.
ก่อนหน้าในปี ๒๔๗๙ รัฐบาลได้ผ่านพระราชบัญญัติจัดซื้ออาวุธสงครามครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้ทุกกองทัพ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์อันอาจนำไปสู่มหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยังเป็นนายทหารประจำการอยู่ &amp;nbsp;แต่ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ถูกหอกปลายปืนจี้หลังให้ไปปรับทัศนคติกับหลวงพิบูล รองผู้บัญชาการทหารบก แต่ยุคนั้นไม่ได้ใช้วาจาพาทีแต่ใช้ท๊อปบู๊ตอธิบาย มีข่าวว่าณเณรโดนศาลเตี้ยยำใหญ่ ก่อนจะถูกนำไปกักขังไว้ในคุกกระทรวงกลาโหม ๒๕ วัน ในข้อหาว่าประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์กับการปกครองตามรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;
.
เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาแล้วณเณรลาป่วย กองทัพบกจึงถือโอกาสสั่งปลดออกจากราชการไปเลย ณเณรจึงได้หันเข็มไปลงทุนทำหนังสือพิมพ์ ตั้งตนเองเป็นบรรณาธิการ ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;ชุมชน&amp;rdquo; ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอุดมคติ มุ่งมั่นจะให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยฉบับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรใช้หนังสือพิมพ์นี้เป็นฐานเสียงของตนลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพเขต ๒ ในการเลือกตั้งปี ๒๔๘๑ ชนะคู่แข่งซึ่งเป็นคนของพระยาเทพหัสดินแบบไม่ต้องลุ้น ทำให้ทั้งสองไม่ถูกกันในสภา แล้วก็ต้องมาอยู่ในคุกทั้งคู่ด้วยข้อหาเดียวกัน แต่ในเวลาที่จะต้องจากตาย ขณะที่ถูกนำตัวออกจากรงขัง ผ่านห้องของท่านเจ้าคุณ ณเณรได้คุกเข่าลงกราบขอขมาลาโทษ และอโหสิกรรมซึ่งกันและกันไปโดยสิ้นมลทินคาใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ณ เณรได้คะแนนแบบถล่มทลาย จึงเดินยืดอกเข้าสภาในฐานะฝ่ายค้านฝีปากกล้า ไม่เกรงที่จะชนกับฝ่ายรัฐบาลในทุกเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย คราวหนึ่ง ฝ่ายค้านออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลงุบงิบกับคนที่คณะราษฎร์ส่งตัวเข้าไปเป็นราชเลขาฯ เอาที่ดินของพระคลังข้างที่ผืนงามๆในกรุงเทพหลายแปลง อ้างว่าพระราชทานให้มาจัดสรรขายให้แก่สมัครพรรคพวกในราคาถูกแสนถูก แถมยังให้ผ่อนส่งอีกต่างหาก แต่ตัวนายก ซึ่งตอนนั้นคือพระยาพหลกลับไม่ทราบเรื่องเลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ณ เณรได้โจมตีพระยาพหลอย่างรุนแรงในสภาโดยกล่าวว่าท่านโง่ เท่านั้นยังไม่พอ ยังจูงควายเอาไปผูกไว้หน้าวังปารุสก์ อันเป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรีอีกต่างหาก &amp;nbsp;สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับท่านเจ้าคุณเป็นอย่างยิ่ง และยังจุดความแค้นให้แก่หลวงพิบูลมากเพราะว่าที่นายกคนต่อไปต้องรีบคายแปลงที่จองเอาไว้ ก่อนที่จะถูกลากไปมัวหมองด้วย แต่หลายคนที่ซื้อสดโอนโฉนดกันไปแล้วก็เลยตามเลย บ้านใหญ่ๆบนถนนราชวิถีฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังสวนจิตรลดานั้น บางหลังยังติดป้ายชื่อเจ้าของอวดนามสกุลที่สืบจากอดีตผู้ก่อการคณะราษฎรอยู่อย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้แม้รัฐบาลจะได้รับคะแนนความไว้วางใจผ่านแต่ก็สร้างแผลในใจพระยาพหล จนต้องประกาศลาออกเพราะอับอาย เมื่อเก้าอี้จะว่างลง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ ที่มาจากการเลือกตั้งจึงได้จัดให้มีการประชุมลับเพื่อหยั่งเสียงว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีแทน วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ชุมชนของณเณร ได้ตีภาพพระยาทรงกับหลวงพิบูลขึ้นหน้าหนึ่งคู่กันโดยบรรยายภาพว่า สภาลงคะแนนลับให้พระยาทรง ๓๗ คะแนน หลวงพิบูล ๕ แต้ม &amp;nbsp;จึงไม่ต้องสงสัยว่าหลวงพิบูลจะโกรธแค้นณเณรแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผลการหยั่งเสียงออกมาเช่นนั้น วิปรัฐบาลก็ต้องรีบออกแรงกำชับสมาชิกในมุ้งไม่ให้แตกแถว เมื่อการประชุมผู้แทนราษฎรทั้งสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้มีขึ้นถัดมา ผลการออกเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้ง รวมกับเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๑ แล้ว ปรากฏว่าหลวงพิบูลสงครามผู้ได้รับคะแนนเห็นใจว่าถูกลอบสังหารแต่รอดตายอย่างหวุดหวิดมาแล้วถึง ๓ ครั้ง จึงได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยเสียงสนับสนุนท่วมท้น ไม่นานเกินรอก็ถึงคิวฆ่าณเณร ตาละลักษมณ์
.&amp;nbsp;
สันติบาลจัดเตรียมไว้แล้วในเรื่องหลวงพิบูลโดนยาพิษว่า จะยกให้ณเณรเป็นผู้รับบทดาวร้ายในฐานะจำเลยที่ ๑ จึงไปค้นบ้านณเณรขณะที่เจ้าของไปต่างจังหวัด เพื่อหาอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะเป็นยาพิษให้ได้ แล้วยึดเอาน้ำยาสีเทาสำหรับเช็ดหมึกไป ๑ กระป๋อง ผงสีขาวสำหรับทาลูกกลิ้งพิมพ์ดีด ๑ ห่อ หมึกแดง ๓ ขวด ยาทากระดาษไข ๑ ขวด ทั้งหมดนี้เป็นของที่ต้องใช้ในการพิมพ์ใบปลิวหาเสียง แต่ถูกเก็บไปตรวจสอบหมด แล้วก็สั่งฟ้องร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ เจ้าของบ้าน &amp;nbsp;ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์ และนายมณี มติวัตร์ ผู้ติดร่างแหเป็นจำเลยที่ ๒ และ ๓ นั้น เป็นทีมงานหาเสียงของณเณรสมัยเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการนำผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานเบิกความในศาล ว่าผลการตรวจสอบพบว่าผงสีขาวเป็นสารหนู อย่างอื่นไม่พบสารพิษอะไร &amp;nbsp;ณ เณรซึ่งยอมรับแต่ต้นว่าห่อกระดาษที่เห็นน่ะใช่ของตน ถูกตำรวจนำไปจากบ้านจริง แต่ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าสารสีขาวที่อัยการนำมาเป็นวัตถุพยานนั้นไม่ใช่ &amp;nbsp;ตำรวจได้เปลี่ยนของกลาง ทว่าเรื่องนี้ ในคำพิพากษาศาลกล่าวว่าตำรวจจะทำเช่นนั้นไปทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันหนึ่งที่เรือนจำลหุโทษ ขณะที่ผู้คุมนำนักโทษการเมืองมาออกกำลังกายตอนเช้า &amp;nbsp;ปรากฎคนสองสามคนมาแอบดูอยู่ข้างหน้าต่างบ้านพัศดี หนึ่งในนั้นเป็น หญิงสาวที่ทำท่าเล่นหูเล่นตากับ ณ เณร จนกระทั่งเพื่อนนักโทษด้วยกันสังเกตุเห็นแล้วอดล้อพ่อณ เณรรูปหล่อไม่ได้ วันหนึ่งขึ้นศาลถึงกับตกตะลึงหงายหลัง แม่สาวนางนั้นให้การว่าชื่อนางเสงี่ยม ปลุกใจเสือ มาให้การเป็นพยานโจทก์ว่าตนเป็นผู้ช่วยทำครัวบ้านหลวงพิบูล อยู่มาได้ ๓ เดือนแล้วจึงเกิดเรื่อง แล้วชี้ตัว ณ เณรว่าเป็นคนมอบยาพิษแก่พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิตแฟนของตน ซึ่งเอามามอบให้ตนอีกทีหนึ่ง บอกว่าเป็นยาเสน่ห์สำหรับใส่ในอาหารของหลวงพิบูล ถ้าเสพย์เข้าไปแล้วจะได้เกิดความเมตตามหานิยม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ทหารคนขับรถประจำตัวของหลวงพิบูล ผู้นำปืนของหลวงพิบูลไปวางไว้บนเบาะรถ ให้นายลีเอาไปยิงนายบนบ้าน มาอีกแล้วครับ ครั้งนี้จ่าคนดีมาเบิกความในฐานะพยานโจทก์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้เรื่องนี้ดูมีน้ำหนักและผู้อ่านงงในความสลับซับซ้อน สันติบาลจึงเขียนบทให้นำชื่อหลวงราญรณกาจมาใส่ปากจ่าอีกครั้งหนึ่งว่า ขณะหลวงราญเป็นผู้จัดการโรงหนัง เคยให้จ่าดูหนังฟรีหลายครั้ง ในคำให้การบางครั้งจ่าก็ระบุว่าโรงหนังเฉลิมเมืองบ้าง โรงหนังเฉลิมนครบ้าง เสมียนศาลก็อุตส่าห์จดตามที่ได้ยินจากปากของจ่า จนปรากฏในหนังสือคำพิพากษาศาลพิเศษทั้งอย่างนั้นโดยมิได้ตรวจบรู๊ฟแก้ไข ทำให้ชวนสงสัยว่า ตกลงแล้วหมอนี่เป็นแฟนประจำโรงหนังนี้จริงหรือเปล่า เพราะชื่อก็ยังจำผิดจำถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็ไม่ได้แค่ให้ดูหนังฟรีอย่างเดียวนะครับ จ่าให้การว่าวันหนึ่งหลวงราญชวนตนไปกินข้าวที่บางลำพูเพื่อแนะนำให้รู้จักณเณร แล้วนั่งร่วมอยู่ในวงสนทนาที่นินทาหลวงพิบูลกัน ได้ยินณเณรตำหนินายของตนอย่างนั้นอย่างนี้ คราวที่ณเณรถูกจับไปขังที่กระทรวงกลาโหม จ่าทองดีบอกว่าหลวงราญเคยให้จ่านำจดหมายไปมอบให้ณเณรถึงสี่ห้าครั้ง ทั้งสองจึงสนิทสนมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นราวต้นปี ๒๔๘๑ พันจ่าตรีทองดีกล่าวว่า ณเณรได้นัดตนไปกินเบียร แล้วคุยกันเรื่องพระยาทรงสุรเดชกับแผนการลับต่างๆ &amp;nbsp;ศาลก็มิได้สงสัยสักนิดว่า นายทหารที่กำลังคิดทำการใหญ่ระดับนั้น ไฉนจะเที่ยวพูดพล่อยๆกับทหารชั้นประทวน ผู้เป็นคนขับรถคนสนิทของบุคคลที่ต้องการขจัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดียังระบุความอันสำคัญอีกว่า ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ ณ เณรได้นัดตนไปกินเบียรอีกที่ร้านอาหารเชิงสะพานผ่านฟ้า แล้วบอกว่าพระยาทรงจะจ้างคนให้ยิงหลวงพิบูล ให้จ่าคอยดูก็แล้วกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครั้นวันที่ ๙ ก็เกิดเหตุการณ์นายลี บุญตายิงหลวงพิบูลจริงๆ พันจ่าตรีทองดีอยู่ ณ ที่นั้นยังได้ร่วมจับนายลีกับเขาด้วยด้วย แต่จ่าไม่ยักให้การให้ปรากฏในสำนวนนี้ว่า ปืนที่นายลีเอาขึ้นไปยิงหลวงพิบูลนั้น ไม่ใช่ปืนของนายลี หรือมีฝ่ายตรงข้ามไปมอบให้นายลี แต่เป็นปืนของหลวงพิบูลเองที่จ่าบรรจงวางไว้บนเบาะรถ ถ้าปราศจากปืนกระบอกนี้ นายลีจะเอาปืนที่ไหนไปยิงนาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันจ่าตรีทองดีให้การท่อนที่คอขาดบาดตายว่า ได้ไปพบณเณรอีกครั้งที่ร้านอาหาร ตรงข้ามห้าง ต.เง็กชวน ตลาดยอด ตามที่มีจดหมายมานัดล่วงหน้า ให้ไปเจอกันในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๘๑ เวลา ๑๘ น. เพียงเดือนเดียวหลังจากหลวงพิบูลถูกนายลียิง ซึ่งครั้งนี้ ณเณรได้มอบเงิน ๑๕ บาทพร้อมห่อกระดาษ ข้างในมีผงขาวให้ตน บอกว่าให้ไปโรยใส่อาหารให้หลวงพิบูลกิน ตนจึงนำไปฝากนางเสงี่ยมผู้เป็นแฟนกันให้รับงานต่อ แต่นางเสงี่ยมชักช้าอยู่ ตนเองจึงแบ่งผงขาวมาครึ่งหนึ่ง และหาโอกาสโรยใส่อาหารให้นายกินเสียเอง แต่เพราะยาคงน้อยไปหน่อย จึงไม่มีใครเป็นอะไรสาหัสสากรรจ์ ครั้นเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว ตำรวจจับตน พร้อมนายปุ่นคนในบ้านอีกคนหนึ่งไปเป็นผู้ต้องหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีเด็ดทั้งหมดอยู่ตรงนี้ครับ พันจ่าตรีทองดีกล่าวในศาลว่า สัปดาห์หนึ่งต่อมาหลวงอดุลจึงเรียกตนออกจากตะรางไปซักถาม ตนจึงได้ซัดทอดนางเสงี่ยม แต่นางเสงียมปฏิเสธ อีกราวสี่ห้าวัน ขุนศรีศรากรได้เรียกจ่าไปสอบสวน คราวนี้จ่าจึงยอมสารภาพความจริงตามที่ให้การมานี้ ขุนศรีศรากรจึงกันตัวพันจ่าตรีทองดี กับนางเสงี่ยมไว้ให้เป็นพยาน&amp;nbsp;
ผมวนเวียนอ่านสำนวนของศาลหลายเที่ยว ไม่พบเลยว่าตามท้องเรื่องนี้ นางเสงี่ยมจะได้ไปพบปะเห็นหน้าค่าตาณเณรที่ไหนเมื่อไหร่ จึงจำเป็นที่นางจะต้องไปชี้ตัวณเณรในศาลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และก็เพราะนางเสงี่ยมไม่รู้จัก ณเณรนี้เอง สันติบาลจึงต้องจัดให้นางไปแอบดู ณเณรในคุกเสียก่อน จึงจะได้ชี้ไม่ผิดคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งพันจ่าตรีทองดีและนางเสงี่ยมพยานสองคนนี้ ณเณรปฏิเสธว่าเคยไม่รู้จักกันเลย แต่ศาลไม่จดให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตอนไปค้นบ้านณเณรนั้น สันติบาลพบจดหมายของนายประดิษฐ์ วรสูตรเขียนไปถึงณเณร จึงเอาตัวไปสอบสวน ไปๆมาๆนายประดิษฐ์ได้กลายเป็นพยานโจทก์ปากเอก ขึ้นให้การว่าตนเป็นหัวคะแนนช่วยณเณรหาเสียง ระหว่างนั้นเคยได้ยินณเณรด่ารัฐบาลว่ามีเล่ห์เหลี่ยม เอาเด็กๆไม่เดียงสามาตั้งเป็นพระเจ้าแผ่นดินบังหน้า แล้วใช้อำนาจปกครองอย่างเผด็จการ จึงได้มีผู้หลักผู้ใหญ่เช่นพระยาทรงสุรเดช พระยาเทพหัสดินทร์คิดจะเปลี่ยนแปลง โดยให้พรรคพวกลงสมัครรับเลือกตั้งให้ได้มากๆ เข้าสภาไปแล้วจะได้ช่วยกันโต้แย้ง ไม่ให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานได้สะดวก เมื่อเกิดปั่นป่วนแล้ว จะใช้พวกที่อยู่ภายนอกจับคนสำคัญๆฆ่าเสีย แล้วจะตั้งรัฐบาลใหม่ให้พระยาทรงเป็นนายก เชิญพระปกเกล้าขึ้นเป็นกษัตริย์ บลา บลา บลา บลา ๓ หน้ากระดาษด้วยข้อความที่คอขาดบาดตายทั้งนั้น
.&amp;nbsp;
เฉพาะข้อกล่าวหานี้ อัยการได้เบิกพยานร่วมสิบปาก มาเบิกความเท็จถึงการกระทำของหลวงราญรณกาจกับ ณเณร ว่าระหว่างการหาเสียงสมัครผู้แทน ได้ชวนพยานคนโน้นคนนี้ไปกินข้าวที่โน่นที่นี เวลานั้นเวลานี้ แล้วด่ารัฐบาลด้วยถ้อยความเช่นเดียวกับที่นายประดิษฐ์ได้เบิกความไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยืนยันว่าจดหมายของนายประดิษฐ์เป็นเพียงแต่ต้องการขอยืมเงิน ๕๐ บาท ซึ่งตนไม่ได้ให้ ต่อเรื่องนี้ ศาลมีความเห็นว่า นายประดิษฐ์ผู้เขียนจดหมาย ยืนยันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้องในการร่วมมือจะล้มล้างรัฐบาลจริง ดังนั้นเพื่อความชัดเจน ผมจึงขอนำความในเอกสาร จ.๔ มาลงให้อ่านกันชัดๆ ผมไม่ทราบว่าศาลอ่านภาษาไทยไม่แตกหรือไม่ยอมอ่านให้เสียเวลา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เขียนที่บ้านบางโคล่ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๘๑ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณเณร ที่นับถือ ผมต้องขอความกรุณาอย่างที่สุดที่ได้มีจดหมายไปรบกวนคุณเณรครั้งนี้ หวังว่าคงให้อภัย &amp;nbsp;เพราะความจำเป็นบังคับอย่างที่สุด ผมต้องขอรบกวนและขอความช่วยเหลือครั้งนี้คือขอให้คุณเณรช่วยหาเงินให้ผมสัก ๕๐ บาท นึกว่าช่วยให้ผมพ้นจากห้วงทุกข์ หรือการถูกเนรเทศออกจากบ้าน ผมจะไม่ลืมพระเดชพระคุณเลย จะจดจำไว้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ผมเวลานี้พูดไม่อายจะเปรียบก็ประดุจ (สุนัขไม่มีเจ้าของ) จะหันหน้าไปพึ่งใครญาติพี่น้องเขาก็ไม่เล่นกับผม ตลอดจนเพื่อนฝูงก็ไม่มีใครให้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดๆ แล้วเสียใจเหลือเกิน ยามเรามีผู้คนนับหน้าถือตา เพื่อฝูงเยอะแยะ ยามพ่อแม่ตัดเช่นนี้ เพื่อนฝูงจะหาที่จริงสักคนก็ไม่มี จึงทำให้ผมกลุ้มใจมาก ผมจึงหวังความกรุณาอย่างใหญ่หลวงจากคุณเณรคนเดียวเป็นที่พึ่งที่สุดของผมแล้วในโลกนี้ คงช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผมได้อย่างแน่ๆ หวังว่าคบผมไว้ดูเล่นสักคนเถิดครับ เพื่อคุณแล้วผมยอมทุกสิ่งทุกอย่าง หวังว่าคุณคงสงสารและเห็นใจผมๆ ผมไม่มีจริงๆ และได้พยายามวิ่งเต้นมาหลายวันแล้ว ก็หมดหวัง&amp;nbsp;
ทีแรกตั้งใจจะไปหาคุณที่บ้านแต่โชคเข้าข้างผมเลย บังเอิญเท้าขวาของผมถูกขวานแผลสาหัส จึงทำให้ขาของผมพิการไปข้างหนึ่ง จึงทำให้ผมจนใจไม่สามารถจะไปไหนได้ ได้แน่นอนอยู่เรื่อยๆ ขอให้คุณคิดดูให้มากสักหน่อยนะครับ โรคทางใจยังไม่หาย ก็มาเกิดโรคสาหัสขึ้นอีก ถ้าไมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณแล้ว ถ้าเรื่องสำคัญรู้ถึงบิดาผมเข้าและผมเท้ากำลังเจ็บอยู่ เช่นนี้แล้วถูกเนรเทศ ผมจะต้องพิการแน่ๆ และไม่มีอิสสระในตัวเยี่ยงคนทั้งหลาย ทางบ้านผมเขามีแต่พูดว่า (ลูกคนเดียวตัดเสียก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ตามเรื่องของมันๆ &amp;nbsp;โตแล้ว มันช่วยใครก็ให้เขาช่วยกันบ้างซี ที่แท้ก็เหลวทั้งนั้นให้ไปเสียให้พ้นหูพ้นตาก็ไป อยู่กับใครได้ก็ตามใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจึงหวังอยู่ที่คุณคนเดียวเท่านั้น ว่าคุณคงไม่ลืมผม (น้องชายผู้ที่ยากจนของคุณ) ส่วนผมนั้นลืมคุณไม่ได้แน่ๆ มิตรภาพของผมนับถือคุณประดุ๗พี่ชายร่วมสายโลหิตก็ว่าได้ นึกว่าช่วยให้ชีวิตของผมเป็นอิสสระสักทีนะครั้ง ในชีวิตของผมยังไม่เคยมีทุกข์เหมือนคราวนี้เลย และประกอบกับมาเจ็บโดยกะทันหันเช่นนี้ และไม่เห็นหน้าเพื่อนฝูงเลย เพราะผมเป็นคนรักใครแล้วรักมาก จึงเป็นภัยอันร้ายแรงแก่ผมเช่นนี้ และหวังความสำเร็จจงมีแก่ผมบ้างนะครั้ง ยามยากเช่นนี้ผมไม่เห็นใครเลย นอกจากคุณคนเดียวที่จะช่วยปลดความทุกข์ให้แก่ผม และทำให้ชีวิตของผมรุ่งเรืองต่อไปภายหน้า กรุณาเร็วๆ หน่อยนะครับ เพราะเวลานี้ผมเจ็บมาก กลัวเรื่องจะรู้ถึงบิดาผมเข้าละก็เป็นฉิบหายแน่ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะกรุณามาบ้านผมด้วยตนเองละก็จะเป็นพระคุณแก่ผมอย่างยิ่งและแสดงให้เห็นถึงน้ำใจอันดีงามของคุณว่ายังไม่ลืมคนจนๆ เช่นผมและจะเป็นหนทางอันดีของคุณต่อไปภายหน้าด้วย ขอให้คุณคิดเสียว่าที่พึ่งของผมคือคุณคนเดียว และยอมเสียสละเงินเพียง ๕๐ บาท เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ไว้คนหนึ่งก็แล้วกัน ถ้าคุณมาไม่ได้ ขอให้คุณทิ้งจดหมายมาหรือจะให้คนที่ไว้ใจคนหนึ่งคนใดมาให้ผมก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางที่ดีที่สุดและสะดวก คุณเณรครับ ผมขอความกรุณาอีกหนเถิด ถือว่าขอให้คุณโปรดสละเวลามาด้วยตนเองจะดีกว่า เพราะสมัยนี้ไว้ใจกันไม่ค่อยได้ และผมเจ็บมาก &amp;nbsp;อยากเห็นหน้าคุณเหลือเกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การครั้งนี้หวังว่าคุณเณรคงไม่ลืมความทุกข์ของผม เงิน ๕๐ บาทเท่านั้นสำหรับคุณคงหาได้ไม่ยาก หวังว่าคงกรุณาแก่ผมมาเยี่ยมผมพร้อมกับนำความสำเร็จมาให้ผมด้วย ถ้าผมไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณอีกคนเดียวเท่านั้น ชีวิตของผมยอมสละแล้วเพื่อเพื่อน (เมื่อคุณทราบ จ.ม. แล้วโปรดเร็วหน่อยผมจะนอนสวดมนต์ภาวนนาขอให้คุณนำความสำเร็จมาหาผมภายใน ๒-๓ วันนี้)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่ยากจน ประดิษฐ์ วรศุตร์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจอไหมครับ มีประโยคไหนที่กล่าวถึงเรื่องการเมืองดังที่ศาลมั่วนิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณเณรยอมรับว่ารู้จักพยานบางคน แต่ปฏิเสธไม่รู้จักอีกนับสิบที่โจทก์นำมาให้การปรักปรำตน ร้านโน้นร้านนี้ที่พยานให้การว่าได้พบและพูดจากับตนนั้น ณเณรกล่าวว่ารู้จักทุกร้าน เคยไปทุกแห่งนั่นแหละ แต่จำไม่ได้ว่าไปกับใครเมื่อไหร่บ้าง ทว่าการซักค้านที่ไม่มีทนายให้ความช่วยเหลือนั้น บางครั้งที่ณเณรกระทำผิดวิธีในการถามไปบ้าง ศาลก็คอยแต่จะดุ จนกระทั่งลืมประเด็นคำถามที่เตรียมไว้ &amp;nbsp;ณเณรจะยกมือไหว้ประลกๆทุกครั้งที่ถูกศาลซัก หรือเมื่ออัยการถาม&amp;nbsp;
การกระทำแบบทีเล่นทีจริงนี้ ครั้งหนึ่งเขากล่าวในศาลว่า ตนเองเปรียบเหมือนคนไม่เป็นมวย แต่ต้องถูกบังคับให้มาชกกับแจ๊ก เดมเซย์ ถ้าเป็นสมัยนี้ต้องบอกว่าให้ขึ้นไปแลกเตะกับบัวขาวบนเวทีมวย คำพูดติดตลกของณเณรแทนที่จะได้รับความเมตตา กลับได้รับเสียงหัวเราะจากคนทั้งห้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยอีกสองคน นายมณี มติวัตร์ หัวคะแนนของณเณร อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความปฏิเสธคล้ายกัน ส่วนนายละมัย แจ่มสมบูรณ์นั้น สับสนจนพูดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะแก้ตัวว่าอย่างไร จึงนิ่งเป็นใบ้ไม่ได้เบิกความอะไรเลย จำเลยทุกคนไม่คิดเลยว่า เรื่องที่ไปร่วมโต๊ะอาหารเพื่อคุยกัน แล้วตำหนิติเตียนรัฐบาลบ้างในระหว่างการหาเสียงนั้น หากจะเอาผิดถึงกับจะต้องติดคุกติดตะรางแล้วละก็ คุกคงไม่พอที่จะขังผู้ที่นึกว่าประเทศของตนเป็นประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สุดของคดีนี้ ศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต ร้อยโทณเณร ตาละลักษมณ์ จำเลยที่๑ ในความผิดฐานะผู้จ้างวานให้
คนขับรถของหลวงพิบูล ไปวางยาพิษฆ่าหลวงพิบูล ผู้เป็นบุคคลสำคัญของบ้านเมืองด้วยเงินเพียง ๑๕ บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายละมัย แจ่มสมบูรณ์ จำเลยที่ ๒ และนายมณี มติวัตร์ จำเลยที่ ๓ มีความผิดในฐานร่วมมือกันจะล้มล้างรัฐบาล ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพันจ่าตรีทองดี จันทนะโลหิต ผู้ที่ยอมรับกับตำรวจว่าเป็นผู้ร่วมมือตั้งแต่ต้น รับเงินค่าจ้างเขามาแล้ว และลงมือกระทำการวางยาพิษหวังฆ่านายด้วยมือของตนเอง จนต้องไปล้างท้องที่โรงพยาบาลกันทั้งบ้านนั้น ขึ้นศาลในฐานะพยานครับ พยานไม่ต้องรับโทษอะไรเลยนอกจากได้รับรางวัลจากผู้ว่าจ้างอย่างเดียว.
----------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90311</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีวางยาพิษ, จอมพลป., ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน, เผ่า ศรียานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_60067a11d5aef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
