<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง &#039;ธาริต-เครือมติชน&#039; หมิ่น &#039;สุเทพ&#039; ปมแถลงข่าวคดีโรงพัก 396 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ที่ห้องพิจารณา 716 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.1940/2556 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), บ.มติชน จำกัด, นายวรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการ นสพ.มติชน, บ.ข่าวสด จำกัด และนายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน บรรณาธิการ นสพ.ข่าวสด เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ &amp;ndash; 5 มีนาคม 2556 นายธาริต จำเลยที่ 1 แถลงข่าวกล่าวหาโจทก์ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีว่า ทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนจำนวน 396 โรงพัก จากรายภาครวมเป็นรายเดียว ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อันเป็นข้อความเท็จ ทำให้โจทก์เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 ให้ยกฟ้องก่อนชั้นพิจารณาคดี ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 ให้ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2561 ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการแถลงข่าวของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ โครงการก่อสร้างโรงพักเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจ ถือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ส่วนจำเลยที่ 2-5 เป็นสื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวไปตามที่จำเลยที่ 1 แถลง ซึ่งเป็นการติชมโดยสุจริตด้วยความเป็นธรรม จำเลยที่ 2-5 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนที่จะกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์อ้างว่าการแถลงข่าวในช่วงใกล้เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 กับพวกต้องการทำลายฐานคะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แข่งขันกับพรรคเพื่อไทยเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ส่วนที่อ้างว่าศาลเคยประทับรับฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีหมิ่นประมาทอีกสำนวน จากเรื่องการก่อสร้างโรงพักเช่นกันนั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีย่อมมีความแตกต่างกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การใส่ความ เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติตามหน้าที่ ส่วนจำเลยที่ 2-5 นำไปตีพิมพ์ข่าวเสนอข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 แถลงข่าว เป็นการกระทำโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของวิญญูชนพึงกระทำ จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิด พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้จำเลยทั้ง 5 เดินทางมาศาล พร้อมทนายความ ขณะที่ฝ่ายโจทก์ไม่ได้เดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1รับราชการตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำเลยที่ 2-5 เป็นสื่อมวลชน ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน มีจำเลยที่ 2 และ 4 อยู่ด้วยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงการก่อที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง มีสาระสำคัญว่า เดิมคณะรัฐมนตรีให้แยกประมูลจ้างก่อสร้างเป็นรายภาค แต่โจทก์กลับสั่งการยกเลิกการดำเนินการจัดจ้างเป็นรายภาค แล้วอนุมัติให้เป็นการจัดจ้างรวมศูนย์เพียงสัญญาเดียวที่ส่วนกลาง ต่อมามีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ว่า การดำเนินจัดจ้างน่าจะไม่ถูกต้อง เป็นการกระทำผิดมติคณะรัฐมนตรี กรมสอบสวนคดีพิเศษพบหลักฐานใหม่ การกระทำของโจทก์นอกจากจะกระทำผิดคณะรัฐมนตรีแล้วยังเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นการอนุมัติเปลี่ยนโครงการจากรายภาคเป็นศูนย์สัญญาเดียวทำให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งตั้งคณะทำงานสืบสวน ต่อมาพนักงานสืบสวนสรุปสำนวนว่า ข้อกล่าวหาโจทก์อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ปปช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยทั้ง 5 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์นำสืบและอุทธรณ์ทำนองว่าจำเลยที่ 1 แถลงและรีบให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน มีจำเลยที่ 2 และ 4 อยู่ด้วย ว่าโจทก์จงใจฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการประมูลจัดจ้างโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมาตรา 157 และกฎหมายอื่น โดยจำเลยที่ 2 และ 4 นำข้อความจำเลยที่ 1 แถลงหรือให้สัมภาษณ์ไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันและข่าวสดรายวัน โดยมีจำเลยที่ 3 และ 5 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ด้วยเจตนาให้ร้ายโจทก์ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังจากบุคคลที่สาม เห็นว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ผู้กระทำผิดจะต้องมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคแรก และข้อความที่เป็นหมิ่นประมาทที่ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามจะต้องเป็นข้อความที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชังแล้วผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจะต้องไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 329 (1)-(4)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้ความจากคำเบิกความของพยานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งตั้งหัวหน้าคณะสืบสวนเกี่ยวกับข้อร้องเรียนโจทก์เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง ที่กระทำขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี คณะสืบสวนทำการสืบสวนไปตามอำนาจหน้าที่ ส่วนการให้ข่าวหรือสัมภาษณ์เป็นอำนาจของจำเลยที่ 1 โดยจะมีคณะทำงานเป็นผู้ให้ข้อมูลต่างๆ แก่จำเลยที่ 1 โดยจะสรุปประเด็นข้อเท็จจริงที่สำคัญ พร้อมรายละเอียดและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่ตรวจสอบพบและเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ว่าจะแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์มากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานโจทก์และจำเลยทั้ง 5 จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจที่จะแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับคดีความที่อยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวนให้ประชาชนและสื่อมวลชนรับทราบว่าคดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด ข้อเท็จจริงจากการศึกสวนสอบสวนได้ความว่าอย่างไร มีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อความที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและนำสืบกล่าวอ้าง โดยมีพยานเอกสารต่างๆ จะเห็นได้ว่าข้อความที่โจทก์กล่าวหาจำเลยทั้ง 5 ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้น เมื่อพิจารณาข้อความดังกล่าวทั้งหมดแล้ว จะเห็นได้ว่าข่าวที่ปรากฏล้วนแต่เป็นการแสดงให้ความเห็นเป็นไปของข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มาจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ และเป็นการแสดงความเห็นของจำเลยที่ 1 ประกอบเอกสารที่จำเลยที่ 1 กระทำในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนถึงการกระทำของโจทก์ว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง ส่วนรายละเอียดของคดีในสำนวนจะเป็นอย่างไร ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข่าวหรือให้สัมภาษณ์เข้าไปในรายละเอียดของสำนวน อันเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 1 ที่จะพึงพิจารณาว่าจะให้ข้อเท็จจริงได้เพียงใดที่จะไม่กระทบต่อรูปคดีที่จะเกิดความเสียหายคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่หวังผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสืบยืนยันให้เห็นเจตนาที่แท้ของจำเลยที่ 1 ที่แถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง ด้วยหวังผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ดำเนินการใดเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ดำเนินการกับจำเลยที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นทางวินัยหรือทางอาญาฐานเป็นข้าราชการที่ไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง จึงเป็นความเข้าใจโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียว ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาหวังผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็เป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 เชื่อว่าเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ตนมี หาได้มีเจตนาที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังจะเห็นได้จากคำแถลงของจำเลยที่ 1 ที่ไม่มีข้อความตอนใดที่บ่งชี้ว่าโจทก์ต้องถูกลงโทษในความผิดที่ถูกร้องเรียน และการเสนอข่าวของจำเลยที่ 2-5 ก็เป็นการสรุปข่าวตามข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 แถลงหรือให้สัมภาษณ์เป็นการย่อข่าวให้สั้นกระชับเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย อันเป็นการเสนอข่าวให้ประชาชนเจ้าของเงินภาษีได้รับทราบความคืบหน้าของข้อร้องเรียนว่ามีการดำเนินการไปถึงขั้นตอนใด ไม่มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่าเป็นการเสนอข่าวโดยชี้นำให้เห็นว่าได้กระทำผิดตามข้อร้องเรียนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ และการเสนอข่าวของจำเลยที่ 2-5 เป็นการกระทำในฐานะสื่อมวลชนที่มีหน้าที่เสนอข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบถึงผลการดำเนินคดีโจทก์ตามที่ถูกร้องเรียนว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนไปถึงขั้นตอนใดแล้ว มีความเห็นอย่างไร หาได้มีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งให้โจทก์ได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยทั้ง 5 เป็นการกระทำไปโดยสุจริตในกรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ตามมาตรา 329 (2)(3) จึงไม่มีความผิดตามฟ้องตามมาตรา 329 วรรคท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อการกระทำของจำเลยทั้ง 5 ไม่มีความผิดตามที่ได้วินิจฉัยแล้ว เหตุผลอื่นๆ ที่โจทก์กล่าวมาในอุทธรณ์จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปทางหนึ่งทางใดก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนยกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ไม่ว่าทั้งปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57700</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสร้างโรงพัก, ธาริต เพ็งดิษฐ์, ยกฟ้อง, ศาลอุทธรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e12e43d524.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2019 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2019 16:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ชี้มูล&#039;สุเทพ-ปทีป&#039; ดคีโรงพัก-แฟลตตำรวจ ฟันกก.ประกวดราคาฮั้วประมูล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.62- ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน จำนวน 1,728 ล้านบาทนั้น เรื่องนี้มีการกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับพวก ว่าอนุมัติให้ สตช.เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง จากเดิมจัดจ้างแบบรวมการที่ส่วนกลางโดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค 1 &amp;ndash; 9) จำนวนหลายสัญญา เป็นรวมการจัดจ้างก่อสร้างที่ส่วนกลางในครั้งเดียวและเป็นสัญญาเดียวโดยไม่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจ้างก่อสร้างเสียก่อน โดยรู้อยู่แล้วว่าแนวทางที่อนุมัติให้เปลี่ยนแปลงดังกล่าวการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง ได้ดำเนินการไต่สวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจนเสร็จสิ้นแล้ว สรุปผลการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ ดังนี้ คณะทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก ศึกษาและพิจารณาแนวทางการจัดจ้างเพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการและประชาชนที่มาใช้บริการ ได้ข้อสรุปว่าวิธีการที่เหมาะสมต้องให้ สตช.เป็นผู้ดำเนินการเอง โดยวิธีจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเสนอแนวทางการจัดจ้างดังกล่าวต่อนายสุเทพ และครม.ให้ความเห็นชอบและให้ดำเนินการตามที่เสนอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าต่อมา พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีบันทึกลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ถึงนายสุเทพ ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดจ้างจากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้กระจายการจัดซื้อ จัดจ้างไปตามตำรวจภูธรภาค หรือตำรวจภูธรจังหวัด เปลี่ยนเป็นกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง เป็นหน่วยงานจัดจ้างก่อสร้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว โดยอ้างว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปโดยถูกต้องตาม ซึ่งนายสุเทพ พิจารณาแล้วได้อนุมัติให้ สตช.เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดจ้าง โดยไม่นำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงเสียก่อน จึงเป็นการอนุมัติโดยไม่มีอำนาจ และโดยรู้อยู่แล้วว่าแนวทางที่ตนอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงดังกล่าวการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา สตช.ได้ดำเนินการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในวงเงิน 6,298,000,000 บาท ตามประกาศ สตช. ซึ่งตามประกาศประกวดราคาดังกล่าวแบบรูปรายการละเอียดกำหนดขนาดความยาวเสาเข็มตอกซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างที่มีนัยสำคัญต่อคดีนี้ไว้ที่ความยาว 21 เมตร ต่อต้น ปรากฏว่าบริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยเสนอราคาต่ำที่สุด เป็นเงิน 5,848,000,000 บาท และได้จัดทำบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (BOQ) ส่งให้คณะกรรมการประกวดราคาภายใน 3 วัน ตามที่กำหนดไว้ในประกาศประกวดราคา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของเสาเข็มตอกขนาดความยาว 21 เมตรนั้น บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ระบุราคา จำนวน 2,520 บาท ต่อต้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตามท้องตลาด โดยตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ราคาต้นละ 8,151.15 บาท และต่ำกว่าราคากลางของ สตช. ซึ่งกำหนดไว้ต้นละ 6,360 บาท ซึ่งการระบุราคาเสาเข็มตอกให้ต่ำกว่าราคา ตามท้องตลาดและราคากลางดังกล่าว โดยมีเจตนาจะให้ สตช.หักลดค่าเสาเข็มที่ตอกไม่ครบถ้วนตามแบบได้น้อย หรือต่ำกว่าราคาที่แท้จริงและตนได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว จึงเป็นการเอาเปรียบผู้เสนอราคารายอื่น ซึ่งต้องเสนอราคาตามความเป็นจริง ทำให้การเสนอราคาไม่มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 8 เสียง (น.ส.สุภา ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณา) ดังนี้ &amp;nbsp;1.การกระทำของนายสุเทพ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และการกระทำของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6) 2.การกระทำของคณะกรรมการประกวดราคา ได้แก่ การกระทำของ พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ และ พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2552 มาตรา 10 และมาตรา 12 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1.การกระทำของ พ.ต.อ.จิรวุฒิ จันทร์เพ็ญ พ.ต.อ.สุทธี โสตถิทัต พ.ต.อ.พิชัย พิมลสินธุ์ พ.ต.อ.ณัฐเดช พงศ์วรินทร์ และ พ.ต.อ.ณัฐชัย บุญทวี มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 78 (1) (2) และ (9) 3.บริษัท พีซีซี ดีเวลล๊อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยนายวิษณุ วิเศษสิงห์ กรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท และนายวิษณุ ในฐานะส่วนตัว มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอื่นได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ดามาพงศ์ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ และ พล.ต.ท. สุพร พันธุ์เสือ ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้ส่งเรื่องรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และส่งรายงาน เอกสารหลักฐานพร้อมความเห็น ไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย ตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 แล้วแต่กรณีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวิทย์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี กับพวกทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย (แฟลต) จำนวน 163 หลัง เป็นเหตุให้ สตช.ได้รับความเสียหายเป็นเงิน จำนวน 3,994 ล้านบาท นอกจากนั้น ปรากฏมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกรับเงินจากผู้รับจ้าง เป็นเงินจำนวน 91,678,000 บาทนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 8 เสียง ดังนี้ 1.การกระทำของนายสุเทพ เป็นกรรมเดียวกันกับกรณีอนุมัติให้ สตช.เปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดจ้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำดังกล่าวมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 2.การกระทำของคณะกรรมการประกวดราคา ได้แก่ พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ พ.ต.อ.ปัทเมฆ สุนทรานุยุตกิจ พ.ต.อ.จิรวุฒิ จันทร์เพ็ญ พ.ต.ต.สิทธิไพบูลย์ คำนิล พ.ต.ต.พิชัย พิมลสินธุ์ และพ.ต.ต.สมาน สุดใจ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การกระทำของดาบตำรวจ สายัณ อบเชย มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6) 4..การกระทำของ พ.ต.ท.คมกริบ นุตาลัย คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียง 5 เสียง ต่อ 3 เสียง ว่ามีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 มาตรา 151 และมาตรา 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) (5) และ (6) 5.การกระทำของ บริษัท พีซีซีฯ โดยนายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล กรรมการผู้จัดการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ และนายพิบูลย์ ในฐานะส่วนตัว มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มาตรา 10 และมาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ส่งเรื่องรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และส่งรายงาน เอกสารหลักฐานพร้อมความเห็น ไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย ตามมาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192 แล้วแต่กรณีต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42862</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ, คดีสร้างโรงพัก, ป.ป.ช., พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d494a74e7068.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41670</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 08:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดท้ายก็โดน!ป.ป.ช.ชี้มูล‘สุเทพ-ปทีป’คดีสร้างโรงพัก 396 แห่ง 5.8 พันล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.62- สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กับพวก คดีการก่อสร้างสถานีตำรวจ (โรงพัก) ทดแทน 396 แห่ง วงเงินกว่า 5.8 พันล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งองค์คณะไต่สวน (กรรมการ ป.ป.ช. 9 รายเป็นองค์คณะ) เพื่อไต่สวนกรณีดังกล่าว หลังจากนั้นองค์คณะฯได้มีความเห็นในคดี ก่อนส่งเรื่องให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา และมีมติชี้มูลดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับองค์คณะไต่สวน ป.ป.ช. อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเอง ทั้งนี้ในการชี้แจงครั้งที่ 3 ระบุว่า กรณีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญา และบริษัทที่ชนะการประมูลไม่สามารถสร้างสถานีตำรวจทั้ง 396 แห่งได้ทันตามกำหนดเวลานั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสัญญา หรือการอนุมัติเปลี่ยนแปลงวิธีการประมูล เพราะการทำสัญญาว่าจ้างดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบงบประมาณแผ่นดินของสำนักนายกรัฐมนตรีทุกขั้นตอน แต่เรื่องการก่อสร้างล่าช้าเสร็จไม่ทันกำหนด เป็นเรื่องของผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีการเปลี่ยนวิธีประมูลแบบรายภาคมาเป็นแบบรวมศูนย์ นายสุเทพ กล่าวว่า ชี้แจงไปหลายรอบแล้วว่า ตอนอนุมัติโครงการครั้งแรก พิจารณาตามที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ขณะนั้น เสนอมา เห็นว่ามีเหตุผลเรื่องการแยกสัญญาออกเป็น 9 ภาค จึงอนุมัติให้ดำเนินการ แต่ต่อมาสมัย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็น ผบ.ตร. ได้เสนอแก้ไขสัญญาว่าจ้างใหม่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายงบประมาณปี 2553 ที่ออกมาจากหลังการอนุมัติโครงการครั้งแรกแล้ว โดยระบุว่า หากเป็นโครงการเดียวกันไม่สามารถแยกเป็นหลายสัญญาได้ จึงเป็นที่มาของการแก้ไขสัญญาใหม่ให้ถูกต้องตามระเบียบงบประมาณปี 2553 ทุกโครงการก็ทำตามระเบียบดังกล่าว (อ่านประกอบ : พลิกคำชี้แจง&amp;lsquo;สุเทพ&amp;rsquo;อนุมัติสร้างโรงพัก 5.8 พันล. ผ่าน ผบ.ตร.3 ยุค ทำตาม กม.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เผยแพร่รายชื่อผู้ถูกกล่าวหา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กล่าวหา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวก กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) ในการก่อสร้างจำนวน 396 แห่ง วงเงิน 5,848 ล้านบาท เนื่องจากมีเอกชนรายหนึ่งเป็นผู้รับจ้างในปี 2554 โดยยกเลิกแนวทางการจัดจ้างแบบแยกการเสนอราคา เป็นรายภาค และอนุมัติให้รวมสัญญาก่อสร้างเป็นสัญญาเดียว อันเป็นการกีดกัน และเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคารายใดรายหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กล่าวหา พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รรท.ผบ.ตร.) และคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่พักสถานีตำรวจทดแทน จำนวน 396 แห่ง ของตำรวจภูธรภาค 1-9 และศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ กับพวก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41670</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ, คดีสร้างโรงพัก, ป.ป.ช., สำนักข่าวอิศรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d3657242ad6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24202</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/12/2018 13:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2018 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฎีกาสั่งจำคุก&#039;ธาริต&#039;1ปีไม่รอลงอาญาคดีหมิ่น&#039;สุเทพ&#039;ปมสร้างโรงพักสตช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ธ.ค.61-ที่ห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำ อ.495/2556 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้นายสุเทพโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2556 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 ม.ค. - 4 ก.พ. 2556 นายธาริตขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวข่าวผ่านสื่อมวลชนกล่าวหาว่า นายสุเทพ โจทก์ ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการไม่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทำสัญญาก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ 396 แห่งเป็นรายภาค ตามที่ สตช.เสนอ แต่กลับให้รวมสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเพียงรายเดียว ทำให้บริษัทพีซีซี ดิเวลล็อปเม้นท์ แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล จนเกิดปัญหาที่ไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จทันตามกำหนด ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 26 มี.ค. 2558 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการแถลงข่าวของจำเลยเป็นการตรวจสอบโครงการก่อสร้างโรงพัก และให้ความเห็นในทางกฎหมายในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ไม่ได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการทุจริต การแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการสรุปความคืบหน้าของคดีตามพยานหลักฐาน ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่ได้ปฎิบัติตามอำนาจหน้าที่ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นวันที่ 3 พ.ค. 2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องโดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเพียงพอได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ต่อมานายสุเทพ โจทก์ได้ขออนุญาตฎีกาต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลได้นัดอ่านฎีกาครั้งแรกในวันที่ 24 ต.ค. 2561 ที่ศาลอาญา ซึ่งในวันดังกล่าวนายธาริตไม่ได้เดินทางมาศาลอาญา เนื่องจากป่วยติดเชื้อในลำไส้ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ พร้อมแสดงใบรับรองแพทย์ต่อศาล ทั้งยังได้มอบหมายทนายความยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานศาลฎีกา ขอให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ซึ่งศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เอกสารถ้อยคำที่มีการยื่นเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ เชื่อว่าศาลฎีกายังไม่ได้พิจารณาเอกสารดังกล่าว เอกสารทั้ง 3 ชุดที่ยื่นมานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างโรงพักทั้ง 396 แห่ง ซึ่งเป็นมูลเหตุในการฟ้องหมิ่นประมาทในคดีนี้ จึงเห็นควรมีคำสั่งให้ส่งคำร้องของจำเลย รวมถึงถ้อยคำในเอกสารส่งขึ้นให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป และเมื่อมีคำสั่งส่งคำร้องแล้วก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยป่วยจนไม่สามารถเดินทางมาศาลได้หรือไม่ จึงมีคำสั่งให้เลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไป จนศาลฎีกานัดฟังคำสั่งในวันที่ 14 ธ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายธาริต จำเลยในคดีได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 14 ธ.ค. ออกไปก่อน 60 วัน อ้างเหตุว่าได้มีการขอขมาต่อนายสุเทพ ที่มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด รับเป็นคนกลางในการเจรจา โดยทำหนังสือแสดงความสำนึกผิดและขอขมาลาโทษ และยื่นขอให้การใหม่เป็นให้การรับสารภาพตามฟ้อง เพื่อให้สอดคล้องหนังสือสำนึกผิดและขอขมาลาโทษต่อนายสุเทพไปแล้ว พร้อมทั้งส่งบันทึกรับรองข้อเท็จจริงผลการเจรจาประนีประนอมฯ ที่นายคณิตได้รับรองยื่นต่อศาล แต่หากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีก็ขอความกรุณาต่อศาลฎีกาลงโทษสถานเบาโดยรอการลงอาญา ทั้งนี้ต่อมานายธาริตยังได้ส่งทนายความยื่นคำร้องพร้อมวางเงิน 1 แสนบาทต่อศาล เพื่อเยียวยาบรรเทาผลร้ายต่อโจทก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันในวันที่ 11 ธ.ค.นายสุเทพ โจทก์ยื่นคำร้องมาที่ศาลฎีกาสรุปเนื้อหาตามที่มีข่าวปรากฎตามสื่อสรุปว่าจำเลยในคดีได้ให้ทนายความแถลงว่ามีการประนีประนอมพร้อมขอขมาลาโทษ และขอบพระคุณกับโจทก์ที่จะได้เมตตายกโทษในคดีตามที่โจทก์เห็นสมควรให้นั้น ไม่เป็นความจริง โจทก์จึงขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามที่นัดไว้ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244 ประกอบมาตรา 252 ที่บัญญัติว่า ศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลฎีกาหรือจะส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านก็ได้ และระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา พ.ศ.2550 ข้อ3 (3) กำหนดให้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาได้ในคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือเป็นที่สนใจของประชาชนหรือคดีอื่นใดซึ่งประธานศาลฎีกาเห็นสมควรให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลฎีกา&amp;nbsp;
วันนี้เวลา 7.30 น. นายธาริต จำเลยเดินทางมาศาล&amp;nbsp;
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า การแถลงข่าวเรื่องเกี่ยวกับการเสนอราคาในการประมูลโครงการก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งของจำเลย เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ไม่รอลงอาญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยขอถอนคำให้การเป็นรับสารภาพ ไม่อาจถอนคำให้การได้ในชั้นฎีกา ให้ยกคำร้อง และที่จำเลยอ้างว่าได้มีการบรรเทาผลร้ายและการเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นผลสำเร็จ มีการทำข้อตกลง สิทธิในการดำเนินคดีอาญาต้องระงับไป ศาลเห็นว่าการเจรจาไกล่เกลี่ยต้องคำนึงถึงคู่ความทั้งสองฝ่าย เมื่อโจทก์ไม่ประนีประนอม ให้จำเลยนำเงินวางคืนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์จะคุมตัวนายธาริตไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24202</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสร้างโรงพัก, ธาริต เพ็งดิษฐ์, บริษัทพีซีซี ดิเวลล็อปเม้นท์ แอนด์คอนสตรัคชั่น, ศาลฎีกาจำคุกธาริต, สุเทพฟ้องธาริต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181211/image_big_5c0f3a7fbe7a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16495</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2018 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2018 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กำนันสุเทพ&#039; แฉข้อเท็จจริงที่ &#039;จูดี้&#039;ปฏิเสธไม่ได้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.61 - นายสุเทพ &amp;nbsp;เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ &amp;nbsp;ไลฟ์สดหัวข้อ&amp;quot;ข้อเท็จจริงที่ &amp;quot;พล.ต.อ.พงศพัศ&amp;quot; ปฏิเสธไม่ได้!&amp;quot;ผ่านเฟสบุ๊กว่า กรณีการกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเกี่ยวกับการจัดจ้าง โครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตนได้นำเอกสาร หลักฐานทั้งหมดยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ครบถ้วน &amp;nbsp;แล้วได้นำมาแสดงให้พี่น้องประชาชนที่สนใจติดตามเห็นจริงทุกอย่าง ครบถ้วน และเชื่อว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้พี่น้องสามารถตัดสินได้ด้วยตัวท่านเอง ที่ผ่านมามีการกล่าวหาตนอย่างเป็นขบวนการ ทั้งจากนักการเมืองที่ต้องการจะเอารัดเอาเปรียบทางการเมืองใส่ร้ายป้ายสีในฐานะที่เป็นคู่แข่งทางการเมือง ร่วมมือกับข้าราชการบางคนบางฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ถ้ามองย้อนหลังไปคงจำได้ในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.พงศพัศ &amp;nbsp;พงษ์เจริญ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ลงแข่งขันกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ &amp;nbsp;บริพัตร ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยได้หยิบเรื่องโรงพักที่สร้างไม่เสร็จ มากล่าวหาว่าเพราะมีการทุจริต &amp;nbsp;พยายามจะพูดจาให้คนเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นความผิดของตน โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในขณะนั้น &amp;nbsp;เป็นผู้ดำเนินการในการจัดทำสำนวนเรื่องนี้แล้วออกมาแถลงต่อสาธารณชนหลายครั้ง และเป็นที่น่าสังเกตว่าการแถลงข่าวของนายธาริต แถลงข่าวปกป้อง พล.ต.ท.พงศพัศ ว่าไม่รู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะที่แถลงข่าวใส่เสื้อหาเสียงหมายเลข 9 ของพรรคเพื่อไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ กล่าวว่า วันนี้ขอเสนอหลักฐานที่เป็นเอกสารทางราชการของสตช. ที่แสดงให้เห็นว่าพล.ต.ท.พงศพัศ &amp;nbsp;รู้เรื่องและมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจใช้วิธีการจัดจ้างแบบหนึ่งแบบใด รวมทั้งเรื่องการประกวดราคา การอนุมัติราคา การอนุมัติให้ทำสัญญาจ้างมาโดยตลอด เอกสารชุดแรก มีทั้งหมด 3 &amp;ndash; 4 ฉบับ อาทิ วันที่ 30 มี.ค. 2552 แต่งตั้ง พล.ต.ท.พงศ์พัศ เป็นประธานคณะกรรมการกำหนดทีโออาร์ ว่าด้วยการจัดจ้างโครงการก่อสร้างที่ทำการสถานีตำรวจ โดยมีคำสั่งที่ &amp;nbsp;สตช. 203 / 2552 มอบหมายให้พล.ต.ท.พงศพัศ เป็นประธานคณะกรรมการฯ และมีคำสั่งให้รายงานต่อผบ.ตร. ทราบ เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ต่อมาเป็นเรื่องที่เสนอให้เปลี่ยนวิธีการจัดจ้างจากที่ แบ่งเป็น 9 สัญญารวมเป็นสัญญาเดียว ซึ่งคนที่ลงนามเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่เรื่องจะถึง พล.ต.อ.ปทีป &amp;nbsp;ตันประเสริฐ คือ พล.ต.ท.พงศพัศ &amp;nbsp;โดยสาระสำคัญ คือ ได้เรียนผบ.ตร.พิจารณาแล้ว เห็นควรดำเนินการตามเสนอ แปลว่า &amp;nbsp;พล.ต.ท.พงศพัศ &amp;nbsp;เห็นชอบ เห็นควร ให้เปลี่ยนวิธีการจัดจ้าง จากแบบแยกสัญญาเป็น 9 สัญญา มาเป็น สัญญาเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมไม่ได้บอกว่าพล.ต.ท.พงศพัศ ทำผิด แต่เป็นการเอามาชี้แจงให้เห็นว่าที่เขาปฏิเสธว่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย &amp;nbsp;ทั้งหมดเป็นความผิดของผม และพล.ต.อ.ปทีป มันไม่จริง เพราะจริงๆแล้ว เพราะกว่าจะถึง พล.ต.อ.ปทีป มาก็ต้องผ่าน พล.ต.ท.พงศพัศ มาก่อน&amp;rdquo; นายสุเทพ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;นอกจากนี้ หลังจากที่อนุมัติให้มีการจัดจ้างโดยวิธีการประมูล แบบอีอ๊อคชั่นครั้งเดียว และทำสัญญาเดียว สตช.ก็ไปดำเนินการ มีการประกวดราคา จนได้ผู้รับจ้างและในขั้นตอน ก่อนที่จะอนุมัติราคา ที่ผู้เสนอราคาต่ำสุดในการประมูล ก่อนอนุมัติให้ทำสัญญานั้น มีขั้นตอนหลายขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอน การประกวดราคาแบบอีอ๊อคชั่น และต้องไปตกลง &amp;nbsp;วงเงินค่าการก่อสร้าง กับสำนักงบประมาณ ทุกขั้นตอนเหล่านั้น ผ่านการเห็นดี เห็นชอบ การตัดสินใจของ พล.ต.ท.พงศพัศ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ตนต้องนำเอกสารหลักฐานมาแสดงต่อพี่น้องประชาชน เพราะวันนี้พรรคเพื่อไทยยังดิ้นรนที่จะกล่าวหา ตนไม่ต้องการมาหักล้าง มาต่อสู้ เอาแพ้เอาชนะกับพรรคเพื่อไทย &amp;nbsp;ที่เอาเรื่องนี้มาบอกประชาชน เพราะจะบอกว่าการทำงานการเมืองในลักษณะนี้เป็นการเมืองที่เรียกว่า การเมืองน้ำเน่า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น เหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองได้ดี &amp;nbsp;ตนจะไม่ทำอย่างนี้ &amp;nbsp;วันนี้ที่เอามาแสดงไม่ต้องการที่จะกล่าวหาพล.ต.ท.พงศพัศ &amp;nbsp;เพียงแต่ต้องการทำความจริงให้ปรากฏว่า ขนาดความจริงเป็นอย่างนี้ยังมีการบิดเบือนทางการเมืองอย่างที่เรียกว่าหน้าไม่อาย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า เมื่อมาร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) จะไม่ทำงานการเมืองแบบน้ำเน่าแบบนั้น เลิกกันที ที่ไปโต้ตอบกันทีด่ากันไปด่ากันมา และไม่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16495</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีสร้างโรงพัก, คดีโรงพัก396แห่ง, พล.ต.ท.พงศพัศ  พงษ์เจริญ, สุเทพ  เทือกสุบรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180830/image_big_5b87d56d0ef5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
