<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 10:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/01/2021 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุ่มคลั่งเผาบ้านตัวเองกระหน่ำฟันแม่เสียชีวิตก่อนถูกตำรวจวิสามัญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ม.ค.64 -&amp;nbsp;พ.ต.ท.รังสรรค์ ตุ้ยโชติ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.บางเสาธง รับแจ้งเหตุมีชายคลุ้มคลั่งเผาบ้านตัวเองและทำร้ายผู้อื่นในซอยบางพรม 54 ถนนบางพรม แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน จึงไปตรวจสอบพร้อม พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.7,พ.ต.อ.วิทยา โมทายนต์ ผกก.สน.บางเสาธง ฝ่ายสืบสวน กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช รพ.ศิริราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุ เป็นบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนชั้นเดียวปลูกอยู่ในที่ดินท้ายซอย กลางถนนบางพรมพบศพนายนนทชัย กรานเคารพ หรือ โอ๊ต อายุ 35 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญเสียชีวิต สภาพศพนอนตะแคงทับมีดจมกองเลือด ถูกกระสุนปืนเข้าที่กลางศีรษะ 1 นัด ไหปลาร้าขวา 1 นัด ขาขวา 3 นัด ใกล้มือมีรูปแม่กับรูปครอบครัวใส่กรอบ 2 ชิ้น ส่วนที่บ้านพบศพนางอี้ด แม่ผู้ตาย อายุ 64 ปี สภาพศพนอนหงายมีแผลเหวอะหวะที่ใบหน้าไม่เหลือเค้าเดิม ลิ้นถูกตัดขาด ฟันกรามถูกเลาะ นิ้วขาด 2 นิ้ว ตามร่างกายถูกเฉือนแล้วยัดพระเครื่องไว้ภายใน พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ฉีดน้ำควบคุมเพลิงประมาณ 30 นาที จึงสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบถามญาตินายนนทชัย ผู้ตายกล่าวว่า นายนนทชัยอาละวาดมาเป็นปี เป็นที่เอือมระอาของคนในละแวกนี้ ตอนแรกทำร้ายแต่แม่ตัวเอง แต่ระยะหลังทำร้ายคนอื่นด้วย ที่ผ่านมาแจ้งเรื่องไปหลายครั้ง แต่ตำรวจจับไม่ได้เนื่องจากไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่พี่ชายนายนนทชัย กล่าวว่า น้องตนเองเคยประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2563 ทำให้กลายเป็นคนสองบุคคลิก ยืนยันว่าไม่ได้เสพยาเสพติด แต่ที่ลงมือก่อเหตุนั้นคาดว่าเกิดจากความเครียดและควบคุมตัวเองไม่อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 11.30 น. พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.,พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น.ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมชั่วโมง ก่อนที่ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ จะกล่าวว่า ตอนเช้าตำรวจได้รับแจ้งเหตุมีคนคลุ้มคลั่งเผาบ้านและทำร้ายผู้อื่น ต่อมา ร.ต.อ.ชูชาติ ลักษิตานนท์ รอง สว.จราจร สน.บางเสาธง รหัสหมวก 603 มาตรวจสอบก็พบชายดังกล่าว วิ่งมุดช่องหลังบ้านออกมาที่ป่ากล้วยข้างๆ กัน และปรี่เข้าใส่ เจ้าหน้าที่จึงยิงปืนตักเตือนไปหลายนัด และสั่งให้วางมีด พอจะเข้าไปเตะสกัดมีดออก คนร้ายก็จับมีดและพุ่งเข้าใส่ จึงจำเป็นต้องวิสามัญดังกล่าว ส่วนที่หน้าบ้านพบศพหญิงสูงวัย เป็นแม่ผู้ก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบประวัติพบว่านายนนทชัย เคยก่อคดีชิงทรัพย์โดยมีอาวุธ เมื่อปี 2548 พื้นที่ สน.ตลิ่งชัน เมื่อพ้นโทษก็มาประกอบอาชีพรับจ้าง แล้วประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2563 ก่อนจะไม่ได้ประกอบอาชีพใด ทั้งนี้จากการตรวจสอบในบ้านยังไม่พบยาเสพติด ส่วนสาเหตุที่ลงมือนั้น ยังต้องรวบรวมหลักฐานว่ามีประวัติเสพยาเสพติดหรือไม่ สำหรับเรื่องที่ญาติผู้ตายบอกว่าเคยแจ้งเรื่องให้ตำรวจมาคุมตัวไปแต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการให้นั้นก็จะตรวจสอบอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่มอบหมายให้มูลนิธินำศพผู้ตายทั้งสอง ส่งสถาบันนิติเวช รพ.ศิริราช ชันสูตร พร้อมหาสารเสพติดในตัวนายนนทชัย ก่อนรวบรวมรายละเอียดลงสำนวนแล้วจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90320</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, ตำรวจวิสามัญ, สน.บางเสาธง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210119/image_big_6006883c010b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 21:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจล่าตัวมือแทงคนตายในพื้นที่ สภ.สว่างอารมณ์ วอนแจ้งเบาะแส จยย.คนร้ายหลบหนี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก สถานีตำรวจภูธรสว่างอารมณ์ จว.อุทัยธานี เปิดเผยข้อมูลเพื่อติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุใช้ของมีคมแทงผู้อื่นถึงแก่ความตาย เหตุเกิดพื้นที่ สภ.สว่างอารมณ์&amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 18.45 น.&amp;nbsp;มีเหตุใช้ของมีคมแทงกัน&amp;nbsp;มีผู้เสียชีวิต&amp;nbsp;ผู้ก่อเหตุชื่อ&amp;nbsp;นายณรงค์ ดิษเจริญ&amp;nbsp;อายุ 52 ปี ขณะนี้หลบหนีการจับกุม ลักษณะตำหนิรูปพรรณ ตามภาพที่ส่งมานี้&amp;nbsp;ยานพาหนะ ที่ใช้หลบหนี&amp;nbsp;รถจักรยานยนต์(จยย.) ยี่ห้อฮอนด้า&amp;nbsp;รุ่น สกูปี้ สีขาว ทะเบียน&amp;nbsp;ขกม 379 กระบี่&amp;nbsp;สภาพตัวรถ&amp;nbsp;ด้านหน้าตัวรถ&amp;nbsp;แตกเหมือนเฉี่ยวชนมาก่อน&amp;nbsp;ไฟหน้าไม่มี&amp;nbsp;ไฟท้ายแตก&amp;nbsp;หรือ ยามาฮ่า ฟีโน สีขาว ทะเบียน 1กง 1787 กระบี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อ 20 ก.ย.63 เวลาประมาณ 22.00 น. มีผู้พบเห็นอยู่บริเวณบ้านงิ้วปม ม.6 &amp;nbsp;ต.บ่อยาง อ.สว่างอารมณ์ ฯ.ขับขี่รถ จยย. มีกระเป๋าเสื้อผ้าใส่เสื้อคลุมสีดำ&amp;nbsp;ขณะนี้ยังไม่ทราบทิศทางหลบหนีท้องที่ใด หรือท่านใด พบเห็นผู้ก่อเหตุ ขอความกรุณา&amp;nbsp;โทรแจ้ง สภ.สว่างอารมณ์&amp;nbsp;056-599-081&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;0817077174 รอง ผกก.สอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;0899596974 รอง ผกก.สืบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือโทรแจ้ง 191 (ฟรี.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78184</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, จังหวัดอุทัยธานี, สภ.สว่างอารมณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f68b37a2631d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกยิงกลางดึก พ่อค้าขายส่งอาหารทะเลดับคาห้องนอน ตร.มึนปมสาเหตุสังหารผู้ตายมีคู่อริหลายคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ย.63 - พ.ต.ท.เดชบัญฑิต ดุลยเภรีย์ สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่บ้าเลขที่ 32/2 หมู่ 4 ตำบลบางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร &amp;nbsp;จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบแล้วรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.ชนะภัย บุนนาค สวป. และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจสายสืบ สายตรวจ แพทย์เวร รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน่วยกู้ภัยสายชลมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุห่างจากถนนลาดยางสายชุมพร-บางหมาก ประมาณ 30 เมตร เป็นบ้าน 2 ชั้นครึ้งปูนครึ่งไม้ ที่หน้าบ้านมีรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีดำ ทะเบียน กฉ 4337 ชุมพร และ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ซีพีเอ็กซ์ สีขาวทะเบียน 1 กก.7563 ชุมพร จอดอยู่ โดยมีนางสาวสมฤดี ลือชา อายุ 37 ปี ภรรยาผู้ตายยืนหน้าซืดรอพบเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบภายในห้องนอนชั้นล่างพบศพทราบชื่อคือ นายวัชรินทร์ นครพัฒน์ อายุ 39 ปี หรือ &amp;ldquo;เสี่ยเอ็ม บางหมาก&amp;rdquo; สภาพนอนคว่ำหน้าเปลือยกายอยู่บนกองเลือดมีผ้าห่มสีชมพูคลุมทับช่วงล่างอยู่ มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนยังไม่ทราบขนาดเข้าที่ชายโครง 2 นัด กระสุนทะลุราวนมซ้ายและชายโครงขวา สภาพภายในห้องนอนที่เกิดเหตุกว้างยาวประมาณ 3x6 เมตร มีที่นอนแบบปูพื้น 2 ชุด อยู่บริเวณมุมห้องด้านทิศเหนือ 1 ชุด และบริเวณมุมห้องด้านทิศใต้ 1 ชุด ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่นายวัชรินทร์ถูกยิงตายนอนอยู่ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบปลอกกระสุนคาดว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนชนิดลูกโม่ที่เก็บปลอกกระสุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนนางสาวสมฤดี ลือชา อายุ 37 ปี ภรรยาผู้ตายให้การว่าอยู่กินกับนายวัชรินทร์มานาน 18 ปี มีลูกสาว 1 คน อายุ 3 ขวบ โดยปู่กับย่านำไปเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด ผู้ตายซึ่งเป็นสามีตนมีอาชีพเป็นพ่อค้าออนไลน์ขายอาหารทะเลประเภทกุ้ง หอย ปู ปลา หมึกทั้งสดและแห้ง ส่งให้กับร้านอาหารและชาวบ้านทั่วไปทั้งในพื้นที่ จ.ชุมพร และต่างจังหวัด โดยใช้ชื่อทางเฟซบุ๊คว่า &amp;ldquo;เสี่ยเอ็ม บางหมาก&amp;rdquo; ก่อนเกิดเหตุสามีขับรถจักรยานยนต์กลับเข้าบ้านช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ซึ่งตนเองได้นอนอยู่บนที่นอนชุดที่อยู่มุมห้องด้านทิศเหนือ ส่วนสามีนอนบนที่นอนมุมห้องด้านทิศใต้ ห่างกันประมาณ 3 เมตร ซึ่งได้แยกกันนอนคนละที่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะสามีมักจะมีพฤติกรรมชอบเที่ยวเตร่ดื่มสุรากลับบ้านดึกดื่น เมื่อเมากลับมาบ้านแล้วชอบมีปากเสียงทะเลาะกับตนเป็นประจำ ตนจึงตัดสินใจขอแยกนอนกันคนละที่แต่อยู่ภายในห้องนอนเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมฤดี กล่าวต่อว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 10 วันที่ผ่านมา สามีเมาสุราจนดึกเมื่อกลับมาบ้านแล้วมีปากเสียงกับตน จนสามีโมโหแล้วใช้ไม้ทุบกระจกหน้าต่างที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าหน้าบ้านจนแตกละเอียดเป็นช่องว่างเหลืออยู่เพียงกรอบหน้าต่าง และยังไม่ได้ซ่อมแซมแต่อย่างใด และที่ผ่านมาสามีมักจะมีเรื่องขัดแย้งกับเพื่อนๆหลายคนถึงขั้นชกต่อยถูกขวดเหล้าตีหัวและถูกไล่แทงมาแล้วก็มี แต่ก็มีการวิ่งเคลียร์กันไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมฤดี กล่าวต่อว่ากระทั่งมาคืนเกิดเหตุ โดยปกติเมื่อเข้านอนสามีจะไม่เคยปิดล็อคประตูห้องนอนแต่จะเปิดไว้เล็กน้อย ขณะที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่ช่วงจังหวะวินาทีนั้นตนมีความรู้สึกเหมือนกับว่าฝันไปเอง จนวินาทีต่อมามีเสียงปืนดังขึ้นนัดที่ 2 พร้อมเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของสามีดังลั่นก่อนขาดใจตาย ทำให้ตนตกใจตื่นและเห็นมีเงาดำๆยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนขณะกำลังหันหลังวิ่งออกไป ตนจึงไม่กล้าลุกขึ้นดูจึงทำทีนอนนิ่งอยู่ที่มุมห้อง สักพักเมื่อเห็นว่าปลอดภัยคนร้ายน่าจะหนีไปแล้ว จึงเดินย่องออกมาจากห้องนอนแล้วเปิดประตูรีบวิ่งไปตะโกนบอกแม่และพ่อของสามีที่มีบ้านอยู่ห่างกันประมาณ 15 เมตร แต่แม่และพ่อก็กำลังวิ่งออกมาดูพอดีเพราะได้ยินเสียงปืนที่คนร้ายยิง 2 นัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมฤดี กล่าวว่าก่อนนอนตนได้ปิดล็อคประตูหน้าต่างหมดทุกบานแล้วคาดว่าคนร้ายน่าจะย่องเข้ามาในบ้านทางช่องหน้าต่างบานที่สามีเมาแล้วทุบจนกระจกแตกละเอียดซึ่งเป็นหน้าต่างที่ไม่มีกรงเหล็กดัดและยังไม่ได้ซ่อมแซมเป็นช่องกว้างที่คนร้ายสามารถลอดเข้าออกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในห้องนอนบริเวณหน้าบ้านและรอบๆจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นป่ารกไม่พบหลักฐานใดๆ และบริเวณบ้านพ่อและแม่ของผู้ตายซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 15 เมตร ซึ่งมีสุนัขเลี้ยงอยู่ 1 ตัว ปกติจะเห่าหอนเป็นประจำ เมื่อสอบถามเจ้าของก็ปรากฏว่าในช่วงเกิดเหตุก็ไม่ได้ยินเสียงเห่าแต่อย่างใด และทุกอย่างเงียบสนิทไม่มีเสียงคนร้ายใช้ยานพานหนะขับเข้ามายังจุดเกิดเหตุแต่อย่างใด ต่อมาช่วงสายวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจที่เกิดเหตุอย่างละเอียดพบหัวกระสุนยังไม่ทราบขนาดฝังอยู่ในที่นอนจำนวน 2 หัว ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนศพเจ้าหน้าที่ส่งต่อไปผ่าชันสูตรวิถีกระสุนอย่างละเอียดที่สถาบันนิติเวช ภาค 8 สุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายน่าจะรู้ช่องทางเข้าออกและความเคลื่อนไหวภายในบ้านของผู้ตายเป็นอย่างดีจึงลงมือก่อเหตุดังกล่าวได้อย่างสะดวกแทบไม่ทิ้งร้องรอยใดๆไว้ที่เกิดเหตุเลย ส่วนสาเหตุจากแนวทางการสืบสวนทราบว่าผู้ตายชอบเที่ยวดื่มสุราแล้วมีปัญหาความขัดแย้งกับคู่อริอยู่หลายคนจึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าคนร้ายเป็นคู่อริหรือบุคคลใกล้ชิดในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง ต้องรอรวบรวมหลักฐาน พยานสิ่งแวดล้อมและสอบปากคำพยานบุคคลที่ใกล้ชิดอย่างละเอียดให้แน่ชัดเสียก่อนจึงจะระบุสาเหตุที่แท้จริงได้ เพื่อติดตามจับกุมมือปืนรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76573</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, ยิงกัน, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200905/image_big_5f533ba2cc83b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2020 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2020 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับโชเฟอร์แท็กซี่ไล่หญิงชราลงรถ ขโมยสร้อยทอง มือถือ เงินสดรวมกว่า 4 หมื่นหลบหนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย.63 - พ.ต.อ.ภัสพงษ์ บุตรไทย ผกก.สน.ราษฎร์บูรณะ พร้อม พ.ต.ท.ทรงวุฒิ เชื้อพลากิจ รอง ผกก.สส.สน.ราษฎร์บูรณะ นำกำลังจับกุมตัว นายวาส เจริญเขต อายุ 50 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง 1 เครื่อง และรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีเหลือง ทะเบียน ทห 6101 กรุงเทพมหานคร ของสหกรณ์แท็กซี่ไทยสมาร์ทจำกัด 1 คัน โดยจับกุมตัวได้ที่ห้องพักเลขที่ 902 แฟลตยานนาวา ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ซอย 30 แยก 4 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 18.50 น.วันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา นางทองใบ ถ้วนศรี อายุ 91 ปี&amp;nbsp;ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ราษฎร์บูรณะ เพื่อแจ้งความว่า ตนกับหลานชายวัย 10 ขวบ เดินทางมาเยี่ยมลูกสาวป่วยมะเร็งเต้านม ที่ รพ.ราษฎร์บูรณะ ก่อนว่าจ้างรถยนต์แท็กซี่สาธารณะ สีเหลือง จำทะเบียนไม่ได้จากบริเวณหน้าโรงพยาบาลให้ไปส่งที่บ้านพักในซอยสุขสวัสดิ์ 62 แต่พอขึ้นรถไปได้ไม่เกิน 100 เมตร โชเฟอร์แท็กซี่ก็ปฏิเสธบอกไม่ไปเพราะไม่รู้จักทาง จึงจอดรถไล่ให้ผู้เสียหายและหลานชายลงจากรถ โดยลืมกระเป๋าสีม่วงมีหูหิ้วภายในบรรจุ เงินสด 10,000&amp;nbsp; บาท โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ซัมซุง&amp;nbsp; สีฟ้า รุ่น Calaxy&amp;nbsp; A 2 core&amp;nbsp;พร้อมซิมการ์ดหมายเลข 096-095-7097 จำนวน&amp;nbsp; 1 เครื่อง และสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 1 บาท อีก 1 เส้น รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 40,000 บาท เอาไว้บนรถ แม้ผู้เสียหายจะพยายามโทรติดต่อไปที่มือถือของตนเองในทันทีแล้วแต่ปรากฏว่าโชเฟอร์ไม่ยอมรับสาย กระทั่งมือถือถูกปิดไป จึงต้องตัดสินใจเข้าแจ้งความให้ตำรวจช่วยตามหาทรัพย์สินและติดตามจับกุมโชเฟอร์รายนี้มาดำเนินการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจึงลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณจุดโบกเเท็กซี่ และจุดที่โชเฟอร์ไล่ผู้เสียหายลงจากรถพบว่า คนคันดังกล่าวมี นายวาส เป็นผู้ขับขี่ มีการนำรถแท็กซี่ไปส่งคืนที่อู่เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น.วันที่ 23 มิ.ย.หลังก่อเหตุ 1 วัน จากนั้น นายวาสก็หายหน้าไป กระทั่งวันนี้เจ้าตัวย่ามใจย้อนกลับมาในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกครั้ง ตำรวจจึงบุกไปจับกุมตัวได้ที่ห้องพักพร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย จำนวน 1 เครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวน นายวาส ยอมรับ ไล่ผู้เสียหายกับหลานชายลงจากรถจริงเพราะพูดจาจู้จี้ ส่วนทรัพย์สินประกอบด้วยเงินสด 10,000 บาท และสร้อยทองหนัก 1 บาท นำไปขายแลกเงินมาใช้จ่ายหมดแล้ว สำหรับซิมมือถือก็ถอดโยนทิ้งไป เก็บไว้แต่เครื่องโทรศัพท์ หลังเกิดเหตุก็หยุดเช่าแท็กซี่ขับหนีไปกบดานตามที่ต่างๆ และกลับบ้านต่างจังหวัดรอจนเรื่องเงียบแล้วกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้งจนโดนตำรวจตามรวบตัวได้ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นชุดจับกุมได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรของ นายวาส ผู้ต้องหาแล้วไม่พบเคยต้องคดีแต่อย่างใด จึงแจ้งข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร แก่นายวาส ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย และติดต่อให้ผู้เสียหายเดินทางมาชี้ตัวและรับโทรศัพท์ของกลางกลับคืนไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76359</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, จับโชเฟอร์แท็กซี่, สน.ราษฏร์บูรณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200903/image_big_5f506d4dbb507.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 19:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบผู้ต้องสงสัยฆ่ารัดคอชิงทอง วางเพลิงย่างสดเจ้าของร้านหมูแดงหมูกรอบ &#039;แมสเซนเจอร์&#039; ถ.ราชพฤกษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค.63 - พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. และ พ.ต.อ.นครินทร์ สุคนธวิท รอง ผบก.น.9 นำกำลังฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.9 และ สน.บางขุนเทียน เดินทางไปเชิญตัว นายอู (นามสมมุติ) อายุ 58 ปี ผู้ต้องสงสัยคดีฆ่ารัดคอชิงสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท และวางเพลิงเผาร่างนายอนันต์ แสงอุไร อายุ 66 ปี เจ้าของร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบแมสเซนเจอร์ ริมถนนราชพฤกษ์ ก่อนเบี่ยงขวาขึ้นทางต่างระดับวุฒากาศ เขตภาษีเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายอูจากบ้านพักย่านบางขุนเทียน มาสอบปากคำที่ สน.บางขุนเทียน หลังสืบทราบว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้และพบศพนายอนันต์ตายอนาถในกองเพลิง นายอู ผู้ต้องสงสัยรายนี้น่าจะอยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากแนวทางการสืบสวนของชุดคลี่คลายคดีพบหลักฐานสำคัญหลายประการ อาทิ ก่อนเกิดเหตุตำรวจสืบทราบว่า นายอู มักเทียวไปเทียวมาหาสู่กับผู้ตาย มีการนั่งดื่มเบียร์ดื่มเหล้า และชอบนำทรัพย์สินมีค่าไปขายหรือจำนำเอาไว้กับผู้ตาย กระทั่งก่อนเกิดเหตุ นายอูใช้ยานพาหนะ รถ จยย.แบบผู้หญิงไม่ทราบยี่ห้อรุ่นและหมายเลขทะเบียน ใส่หมวกนิรภัยสีขาว ขับไปซื้อน้ำมันบรรจุใส่แกลลอนจากปั๊มแห่งหนึ่งย่านถนนกาญจนาภิเษก แล้วมุ่งหน้าเข้าไปหาผู้ตายที่บ้านพักหลังปิดร้านในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น.ของวันที่ 21 ก.ค.ก่อนจะมีการแจ้งพบกลุ่มควันและแสงเพลิงขึ้นภายในบ้านพักหลังร้านข้าวหมูแดงเมื่อเวลา 16.45 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังพบศพนายอนันต์ ผู้ตายในกองเพลิงและญาติๆ ออกมาเผยผลการชันสูตรจากแพทย์ยืนยันว่า เจ้าตัวน่าจะถูกรัดคอจนหมดสติเสียชีวิตก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ ขณะที่สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาทและพระเลี่ยมทองหายไปนั้น นายอู ผู้ต้องสงสัยรายนี้ได้หลบหนีออกจากพื้นที่ไป 4-5 วัน กระทั่งย่ามใจย้อนกลับมาที่บ้านพัก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านหลังที่เกิดเหตุ ซึ่งมีรายงานด้วยว่าขณะที่ฝ่ายสืบสวนเข้าทำการเชิญตัวนายอู ไปให้ปากคำที่โรงพัก เจ้าตัวยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง ขัดแย้งกับผลตรวจสอบตามร่างกายที่ในเบื้องต้น พบร่องรอยบาดแผลคล้ายรอยข่วนตามร่างกายของนายอูหลายแห่ง ซึ่งชุดคลี่คลายคดีอยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและแพทย์ร่วมทำการตรวจยืนยันหากผลออกมาตรงกันกับดีเอ็นเอของผู้ตาย จะแจ้งข้อหาและออกหมายจับ นายอู ตามฐานความผิดที่ก่อขึ้นต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72654</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, ฆาตรกรรม, สน.บางขุนเทียน, เพลิงไหม้ร้านข้าวหมูแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200727/image_big_5f1ec38494505.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2020 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2020 12:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบสองผัวเมียร่วมก่อเหตุปล้นธนาคาร พบทั้งคู่มีคดีติดตัว-หนีหมายจับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.63 - พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.),พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.),พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แถลงผลการจับกุมนายชัยวัฒน์ มีชะคะ อายุ 32 ปี และ น.ส.ผกามาศ ประดับวงศ์ อายุ 29 ปี 2 ผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุปล้นธนาคารกรุงเทพ ภายในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส ประชาอุทิศ 58 ย่านทุ่งครุ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ม.ค.63 ที่ผ่านมา ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณกลางซอยท่าเรือแดง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร&amp;nbsp; เมื่อวานนี้ (3 ก.พ.)ลที่ผ่านมา&amp;nbsp; พร้อมทั้งได้ตรวจยึดของกลางเป็นเงินสดรวมจํานวน 401,000 บาท ซึ่งหลังก่อเหตุนายชัยวัฒน์&amp;nbsp; นําไปฝากไว้กับพ่อและแม่&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีอาวุธปืน พกสั้นขนาด .38 จํานวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จํานวน 4 นัด และอื่นๆอีกหลายรายการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งวันนี้ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พร้อม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร.ได้เดินทางมาสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเอง ภายในธนาคารกรุงเทพที่เกิดเหตุ โดยใช้เวลาสอบปากคำประมาณ 20 นาที ก่อนที่จะเดินทางกลับ และมอบหมายให้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดแก่สื่อมวลชนแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ภัคพงศ์ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนเป็นแฟนกัน ร่วมกันก่อเหตุและมีการวางแผนพากันหลบหนี จำนวนเงินที่คนร้ายได้ไปประมาณ 8 แสนบาท ได้คืนมาเป็นเงินสดประมาณ 4 แสนบาท บางส่วนคนร้ายนำไปซื้อทองคำ ส่วนเหตุจูงใจผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จากการตรวจสอบประวัติอาชญากร พบว่า นายชัยวัฒน์ เคยมีประวัติคดีการโทรมหญิง ตั้งแต่ปี 2547 มีประวัติการกระทําผิดขับรถขณะเมาสุราประวัติการครอบครองยาบ้า เมื่อปี2552 ส่วนนางสาวผกามาศฯ มีหมายจับข้อหา รับของโจร และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ตั้งแต่ปี2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเส้นทางหลบหนีของคนร้าย พบว่าหลังก่อเหตุคนร้ายได้นํารถจักรยานยนต์ เสื้อผ้า และหมวกน็อคที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ ไปทิ้งไว้ที่คูน้ำข้างทาง ภายในซอยโปร่งอารมณ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 คน คือ น.ส.ผกามาศ โดยทําหน้าที่เป็นคนขับรถยนต์มาส่งคนร้ายเพื่อมาก่อเหตุ และพาหลบหนี เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงได้ดําเนินรวบรวม พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด และ พยานหลักฐานที่ได้จากทางนิติวิทยาศาสตร์ จนนําไปสู่การออกหมายจับ นายชัยวัฒน์ มีชะคะ ผู้ลงมือก่อเหตุ และ น.ส ผกามาศ ประดับวงศ์ ผู้ร่วมก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งได้ข้อหา&amp;nbsp; &amp;ldquo;ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ผ้าคลุมศีรษะและ ใบหน้าเพื่อเพื่อไม่ให้เห็นหรือจําหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทําความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือให้พ้นจากการจับกุม&amp;rdquo; ก่อนจะนำตัวผู้ต้องหาฝากขังศาลอาญาธนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56245</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, ชิงทรัพย์, ปล้นธนาคาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200204/image_big_5e3900ba5f1f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มือยิงอดีตจเรตำรวจติดต่อขอมอบตัว พร้อมให้การในชั้นศาลเท่านั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย.62 - ผู้สื่อข่าวได้ติดตามความคืบหน้าอดีตจเรตำรวจก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงทนายโจทก์ และลูกความบาดเจ็บและเสียชีวิต ภายในศาลจังหวัดจันทบุรี ล่าสุด นายธนากร วีรวโรดม ซึ่งเป็นเสมียนทนายโจทก์ที่วิ่งหลบหนีออกมาจากห้องพิจารณาคดี ก่อนจะมาพบ ร.ต.อ.ขจร บรรจง เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ซึ่งจะเข้าไประงับเหตุ นายธนากร&amp;nbsp;จึงได้ใช้หยิบอาวุธปืนขนาด.45 ของ ร.ต.อ.ขจร&amp;nbsp;ยิงใส่ พล.ต.ต.ธารินทร์&amp;nbsp;จันทราทิพย์ จำนวน 5 นัดได้รับบาดเจ็บที่หลัง ก่อนจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองจันทบุรีแล้ว โดยนายธนากร ไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชน ให้เพียงแต่ว่าจะให้การที่ชั้นศาลเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด พล.ต.ต.เสถียร บุญค้ำ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เตรียมเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดจันทบุรี มาประชุมร่วมกันเพื่อหามาตรการป้องกันดูแลความปลอดภัย รวมทั้งการพกพาอาวุธปืนเข้ามาในศาล เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีก ส่วนปืนที่ พล.ต.ต.ธารินทร์ อดีตตำรวจใช้ก่อเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการสืบสวนหาที่มา และตรวจสอบว่าเป็นปืนที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนี้ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี จะมีการเรียก ร.ต.อ.ขจร บรรจง เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี มาสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับ พล.ต.ต.ธารินทร์ ในการนำอาวุธปืนเข้าไปภายในศาลจังหวัดจันทบุรีหรือไม่อย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบรรยากาศที่ศาลจังหวัดจันทบุรี พบว่าที่ห้องพิจารณาคดี บัลลัง 2 ยังคงปิดเป็นพื้นที่หวงห้ามอยู่ ส่วนห้องพิจารณาคดีอื่นๆยังคงเปิดในการพิจารณาคดีตามปกติ เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดจันทบุรี ยังคงเข้ามาปฏิบัติหน้าตามปกติอยู่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50175</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาชญากรรม, จันทบุรี, ตำรวจยิงทนาย, ปมพิพาทที่ดินมรดก, ยิงกลางศาล, สภ.เมืองจันทบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191113/image_big_5dcb7f754d646.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
