<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุกตลอดชีวิต บรรยินคดีอุ้มฆ่า พี่ชายผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; กับพวก ร่วมกันอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ข่มขู่ให้ยกฟ้องคดีโอนหุ้น จำเลยที่ 2 โดนเบาสุดคุก 33 ปีเศษ &amp;ldquo;อธิบดีศาลคดีทุจริตฯ&amp;rdquo; แนบความเห็นแย้งควรประหารบรรยิน ร้ายแรงจำนนหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2563 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลอาญากรุงเทพใต้ อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ และ น.ส.พนิดา เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-6 จากเรือนจำมารับฟังคำพิพากษา ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาต่อหน้าพวกจำเลยที่ห้องเวรชี้ โดยให้สื่อมวลชนรับฟังคำพิพากษาที่ถ่ายทอดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาที่ห้องพิจารณา 708 ซึ่งคำพิพากษามีรายละเอียดมาก ใช้เวลาในการอ่านนานประมาณ 2 ชั่วโมง บรรยายเกี่ยวกับพฤติการณ์ความผิดของจำเลยที่ร่วมปฏิบัติการอุ้มนายวีรชัยเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2563 แล้วข่มขู่ผ่านโทรศัพท์ให้ น.ส.พนิดา ผู้พิพากษาคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ แซ่ตั้ง หรือเสี่ยจืด มีคำพิพากษายกฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกที่เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว โดยมีการต่อยนายวีรชัยจนเสียชีวิต และนำศพไปเผาอำพรางคดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์คำเบิกความ พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้ว มีคำพิพากษาว่าการกระทำของ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำความผิดอาญาฯ จำคุก 1 ปี, ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานฯ จำคุก 1 ปี, ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ให้ลงโทษประหารชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ลงโทษประหารชีวิต และฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 4 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำความผิดอาญาฯ จำคุก 8 เดือน, ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานฯ จำคุก 8 เดือน, ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ จำคุกตลอดชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ จำคุกตลอดชีวิต และฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ให้นับโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกคดีโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ของศาลอาญากรุงเทพใต้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมานัส จำเลยที่ 2 มีความผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ให้ลงโทษประหารชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ลงโทษประหารชีวิต, ฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 4 ปี ซึ่งจำเลยที่ 3 กระทำความผิดภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงให้เพิ่มโทษเป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ จำคุกตลอดชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ จำคุกตลอดชีวิต, ฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาติชาย จำเลยที่ 4 และนายประชาวิทย์ จำเลยที่ 5 ให้ลงโทษฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 4-5 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด จำเลยที่ 6 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 6 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ทำความเห็นแย้งคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาสำนวนคดีนี้ไว้แนบท้ายด้วย มีประเด็นสำคัญช่วงหนึ่งเกี่ยวกับ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 อ้างว่ามีมูลเหตุจูงใจมาจากจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ โดย น.ส.พนิดา โจทก์ร่วมไม่บันทึกคำพยานที่สำคัญที่ฝ่ายจำเลยที่ 1 กับพวกซักถามหรือถามค้านพยาน เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกยื่นคำร้องคัดค้านขอถอนโจทก์ร่วมออกจากการเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ อธิบดีฯ พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ประธานศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า กรณีมิใช่เหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน จึงไม่มีเหตุโอนสำนวน และมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง ซึ่งในกรณีเช่นนี้หาใช่ฝ่ายจำเลยที่ 1 กับพวกจะหมดหนทางที่จะได้รับความเป็นธรรม โดยจำเลยที่ 1 อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาสืบพยานในประเด็นคำพยานที่อ้างว่ามีความสำคัญนั้น และหากศาลไม่อนุญาตก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา โดยขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิจารณามีคำวินิจฉัยให้สืบพยานในประเด็นคำพยานที่อ้างว่ามีความสำคัญนั้นได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1 เคยรับราชการตำรวจตำแหน่งพันตำรวจโท และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐมนตรีมาก่อน ประกอบกับมีทนายความช่วยแก้ต่างคดีให้ แต่จำเลยที่ 1 กับพวกในคดีนี้ กลับใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายเพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง สมควรลงโทษในสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้อีก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายความเห็นแย้งสรุปได้ว่า คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1-2 และ 4-6 เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานที่ปรากฏจากภาพกล้องวงจรปิด ข้อมูลจากพยานบุคคลต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำ รวมทั้งข้อมูลจากรายงานการสืบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวน ฝ่ายจำเลยได้ตรวจสอบและขอคัดถ่ายในชั้นตรวจพยานหลักฐานของศาล ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษให้ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตสถานเดียว สำหรับจำเลยที่ 1-2, 4-6 เมื่อร่วมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้ประหารชีวิตสถานเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับการทำความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในคดีนี้นั้น เป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย โดย (1) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ โดยความเห็นแย้งดังกล่าวจะถูกแนบไปพร้อมกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเพื่อประกอบการพิจารณา หากมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลสูงต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86983</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา, จำคุกตลอดชีวิต, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ร้ายแรงจำนนหลักฐาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd8c50ebdce2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 17:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉียบ! เพจกฎหมายดังตั้งข้อสังเกตคำรับสารภาพบรรยิน &#039;ซ่อนหอกดาบ&#039; หวังหลุดข้อหาหนักฆ่าโดยไตร่ตรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - เพจเฟซบุ๊กให้ความความรู้ทางกฎหมาย &amp;quot;คดีโลก คดีธรรม @ Pattanasin&amp;quot; ได้ให้ความเห็นถึงกรณี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และอดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยในคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาเพื่อต่อรองคดี ให้การรับสารภาพว่า&amp;nbsp;อยากให้ทนายใหม่ๆ ลองศึกษาคำให้การรับสารภาพในคดีนี้เพราะถือว่าเป็นคำรับสารภาพเชิงชั้นที่สูงมาก คดีนี้โจทก์ฟ้องหลายข้อหาแต่ข้อหาหนักที่สุด คือ ฆ่าโดยไตร่ตรองฯ จำเลยเปลี่ยนใจขอรับสารภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในการรับสารภาพนั้น ปรากฏว่าจำเลยบอกในทำนอง ว่า&amp;quot;...รับว่า ลักพาตัวไปจริงโดยตั้งใจว่าจะเอาไปต่อรอง ซึ่งหากต่อรองไม่สำเร็จก็อาจจะฆ่า ในระหว่างที่ต่อรองยังไม่สำเร็จนั้น มีจำเลยอีกคนไปทำร้ายจนตาย เมื่อตายจึงไปจัดแจงหาวัสดุมาเผาทำลายศพ คำให้การแบบนี้เรียกกันว่าคำให้การแบบ &amp;quot;ซ่อนหอกดาบ&amp;quot;&amp;nbsp;เพราะถ้าอ่านไม่แตกจะดูไม่ออกว่าจำเลยรับว่าอะไรกันแน่ เพราะแท้จริงแล้วมีจุดให้จำเลยหลุดอยู่มาก หากไม่สืบให้เต็มอัตราศึกมีโอกาสสูงเลยที่จะหลุดข้อหาหนัก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77537</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่า, คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec2054473afc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2020 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2020 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยืนยัน22มิ.ย.เบิกตัว&#039;บรรยิน&#039;ขึ้นศาลคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย.63-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ , นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี , นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี , นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี , นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289 , ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313 , ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310 , ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139, 140 , ฐานเป็นซ่องโจร โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210 , ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาตรา 213 , ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199 , ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ , ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 ซึ่งจำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สำหรับ นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยทนายความจำเลยที่ 3 ขอยื่นคำให้การในวันนัดตรวจหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้จะยังมีการเบิกตัวจำเลยที่ 1 พ.ต.ท.บรรยิน ที่มีข่าวว่าวางแผนจะแหกคุกมาจากเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งจำเลยถูกย้ายไปขังเดี่ยวมาที่ศาลตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ในวันนัดสอบคำให้การผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ศาลได้มีคำสั่งเพื่อความสะดวกในการตรวจพยานหลักฐานและการพิจารณาคดี มอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีแนะนำคู่ความและช่วยควบคุมให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย หากพบว่ามีข้อบกพร่องหรือข้อขัดข้องเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาหรือการได้มาของพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างอิงก็ให้รายงานต่อศาลพร้อมด้วยแนวทางแก้ไขโดยเร็ว โดยให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยาน คำแถลงเกี่ยวกับประเด็นและความจำเป็นต้องสืบพยาน รวมทั้งวิธีการให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้น ต่อเจ้าพนักงานคดีภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลยังมีคำสั่งว่าเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและคู่ความในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณศาล จึงเห็นสมควรให้พิจารณาเป็นการลับ โดยให้โจทก์ , พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยที่ 1-2 มาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงรายละเอียดที่ได้สรุปบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณา ยกเว้นบุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้าอยู่ในห้องพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และให้โจทก์ , จำเลยที่ 2-6 พร้อมด้วยทนายความมาศาลเพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น.โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคู่ความไม่มาในวันนัดตรวจหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและตามรายงานของเจ้าพนักงานคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสื่อมวลชนที่จะมีการติดตามไปทำข่าว ทางศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่อนุญาตให้เข้าไปในห้องพิจารณาคดี แต่จะมีการจัดห้องเพื่อถ่ายทอดกระบวนพิจารณาผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไว้ให้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69295</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา, นัดสืบพยาน, พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์, ศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec2054473afc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สืบพยาน3ปากคดีบรรยิน คราบเลือดชัดมัดทีมฆ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลสืบพยานคดี &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; พร้อมพวกอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้ล่วงหน้าแล้ว 3 ปาก &amp;quot;ตร.&amp;quot; เร่งหาหลักฐานเพิ่มเติม หลังพบมือถือกลุ่มคนร้ายใช้เจรจาวางแผนในแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี วันที่ 26 ก.พ. ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์สืบพยานล่วงหน้าตามที่อัยการยื่นคำร้องขอ ในคดีที่ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์ กับพวกรวม 6 คน ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้ เจ้าของสำนวนคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป, เป็นซ่องโจร โดยเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป, พยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่โดยร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ศาลได้เบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน, นายมานัส ทับนิล อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ผู้ต้องหา 1-6 มาจากเรือนจำ ซึ่งเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ทั้ง 6 คนได้ถูกพนักงานสอบสวนกองปราบปรามควบคุมตัวมายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกและไม่ได้รับการประกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การนัดสืบพยานล่วงหน้า วันนี้ พ.ต.ท.บรรยิน ผู้ต้องหาที่ 1 ก็ได้แต่งตั้งนายบัญชา ชัยจำ ทนายความซึ่งรับผิดชอบคดีของตนในสำนวนโอนหุ้นนายชูวงษ์ (ศาลอาญากรุงเทพใต้) และคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ (ศาลอาญาพระโขนง) มาเป็นทนายความในคดีนี้ด้วย ส่วนนายมานัสและนายณรงค์ศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ 2-3 ยังไม่มีทนายความ สำหรับนายชาติชาย, นายประชาวิทย์ และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด ผู้ต้องหาที่ 4-6 ได้แต่งตั้งทนายความเข้ามาเองเพื่อร่วมทำการซักค้านการสืบพยานล่วงหน้าในวันนี้แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลได้ชี้แจงให้ผู้ต้องหาได้ทราบถึงระบบการพิจารณาคดีในศาลอาญาคดีทุจริตฯ ด้วยว่าเป็นระบบไต่สวนที่ผู้พิพากษาองค์คณะจะเป็นผู้ถามคำถามกับพยานเองเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง โดยให้สิทธิอัยการและทนายความ รวมทั้งผู้ต้องหาก็ขออนุญาตศาลซักถามเพิ่มเติมและซักค้านพยานที่นำมาสืบนี้ได้ด้วย ส่วนผู้ต้องหาที่ 2-3 ซึ่งยังไม่มีทนายความมาศาลในวันนี้ โดยอยู่ระหว่างการแต่งตั้งทนายนั้น การสืบพยานล่วงหน้าวันนี้ศาลก็จะเป็นผู้ตั้งคำถามให้เองก่อน ซึ่งเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การยื่นคำร้องขอสืบพยานล่วงหน้าวันนี้ ตามคำร้องของอัยการ ระบุเหตุผลตามกฎหมายว่า เนื่องจากพยานเป็นบุคคลต่างด้าวทั้งหมด ซึ่งอาจจะเกิดความลำบากในการติดตามตัว ประกอบกับพยานทั้งหมดเป็นบุคคลใกล้ชิดกับผู้ต้องหาด้วย จึงต้องดำเนินการสืบพยานล่วงหน้าไว้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัยการได้ขอให้ศาลสืบพยานด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ &amp;nbsp;แยกห้องระหว่างพยานกับผู้ต้องหาทั้ง 6 ด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเผชิญหน้ากัน โดยวันนี้นอกจากตัวผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว 6 คนแล้ว นางวราภรณ์กับนายวรภัทร์ ภรรยาและบุตรชายของ พ.ต.ท.บรรยิน และครอบครัวของผู้ต้องหาอื่น ก็เดินทางมาร่วมติดตามฟังการสืบพยานอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจผู้ต้องหาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสืบพยานล่วงหน้าวันนี้ อัยการได้นำพยานเข้าเบิกความ 3 ปาก คือ ชายสัญชาติเมียนมา อายุ 29 ปีลูกเขยของนายณรงค์ศักดิ์ ผู้ต้องหาที่ 3 ที่ถูกใช้ให้ไปซื้อน้ำมัน 20 ลิตร เมื่อวันที่ 2 ก.พ. , หญิงอายุ 39 ปี เชื้อชาติกะเหรี่ยง สัญชาติเมียนมา แม่บ้านของภรรยา พ.ต.ท.บรรยิน ผู้ต้องหาที่ 1 และชายผู้เป็นสามีของหญิงแม่บ้าน ที่เป็นคนไปซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ให้ภรรยาของ พ.ต.ท.บรรยิน เมื่อวันที่ 5 ม.ค.63 โดยการสืบพยานล่วงหน้านี้ ยังเหลือพยานที่จะต้องสืบอีก 1 ปาก ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดสืบพยานล่วงหน้าปากที่เหลือ ในวันที่ 27 ก.พ.นี้ เวลา 10.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ตั้งแต่ช่วงเช้า พ.ต.อ.ราม รสหอม ผกก.4 กองบังคับการตำรวจน้ำ ได้วางแผนเส้นทางการค้นหาเศษโครงกระดูกพี่ชายผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญากรุงเทพใต้ จากจุดตอม่อใต้สะพานแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสะพานตะเคียนเลื่อน อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ ซึ่งมีการพบเจอเศษซากกระดูกจำนวน 7 ชิ้น โดยปูพรมค้นหาอย่างละเอียดในจุดนี้อีกครั้ง หลังช่วงเย็นวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการค้นเจอโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง พร้อมซิมโทรศัพท์ และมีการยืนยันจากการตรวจสอบอีมี่ 353762/07/159336/0 S/N:R21G7324F8A แล้วว่าตรงกับคำให้การของคนร้ายที่ใช้โทรศัพท์เครื่องนี้ ในการประสานงานกันระหว่างที่อุ้มฆ่านายวีรชัย ซึ่งในส่วนของเช้าวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ทีมนักประดาน้ำยังคงมีการลงค้นหาวัตถุพยานที่ยังหลงเหลือในบริเวณนี้อยู่ จนกว่าจะค้นพบทุกรายการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้นำหมายค้นเข้าตรวจค้นฟาร์มไก่ธงชัย พื้นที่หมู่ 4 บ้านดอนวัด ต.หนองกรด อ.เมืองฯ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นของ ด.ต.ธงชัย วจีสัจจะ หรือ ส.จ.อ๊อด สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ ที่ตกเป็นผู้ต้องหา พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ แบบยกสูง 4 ประตู สีขาว 1 คัน และที่ท้ายกระบะ บรรทุกรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีแดง เอาไว้อีก 1 คัน จึงยึดไปตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานผลตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เบื้องต้นพบว่า &amp;nbsp;คราบเลือดที่พบบนรถยนต์โตโยต้า สปอร์ตไรเดอร์ ที่ใช้เป็นรถยนต์ก่อเหตุ ระบุผลตรวจยืนยันว่าเป็นคราบเลือดของพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เฉกเช่นกับแหวนรูปเต่ากับหัวเข็มขัดที่พบในจุดเผาศพ ที่ญาติและครอบครัวผู้ตายยืนยันแล้วว่าเป็นของพี่ชายผู้พิพากษา ขณะที่ชิ้นส่วนกระดูกและกะโหลกศีรษะที่เพิ่งพบนั้น อยู่ระหว่างนำไปตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเออย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งสัปดาห์หน้าจะทราบผลการตรวจพิสูจน์ในครั้งนี้.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58290</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, สืบพยาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เร่งหาหลักฐานเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200226/image_big_5e56854ab660c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58186</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ให้ประกันอดีตรมต.อุ้มฆ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;บรรยิน&amp;quot;-พวกรวม 6 คนนอนคุก! ศาลไม่ให้ประกันหวั่นหลบหนี หลังกองปราบฯ ยื่นฝากขังผลัดแรก คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา เผยพฤติการณ์สุดเหี้ยม คุมทีมเองทุกขั้นตอน สตช.แถลงทางเอกสาร &amp;quot;ผบ.ตร.&amp;quot; นำทีมสืบสวนจนจับผู้ต้องหาทั้งหมดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลา 13.15 น. พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้นำตัว พ.ต.ท.บรรยิน อายุ 56 ปี, นายมานัส ทับนิล อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์&amp;nbsp;ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และดาบตำรวจธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ผู้ต้องหาที่ 1-6 คดีร่วมกันอุ้มลักพาตัวและฆ่า&amp;nbsp;นายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ&amp;nbsp;พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อข่มขู่ น.ส.พนิดาให้ยกฟ้องคดี มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.-7 มี.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบสวนพยานบุคคลจำนวน 10 ปาก, รอผลการตรวจสอบวัตถุพยานทางวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาและจากที่เกิดเหตุ, รอผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และรอผลการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า สืบเนื่องจากพนักงานอัยการกองคดีอาญากรุงเทพใต้ และทายาทของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ผู้ตาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวก เป็นจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ในความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสาร ใบโอนหุ้นและมีการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ไปให้พรรคพวกของ พ.ต.ท.บรรยิน ที่ร่วมกระทำความผิดโดยทุจริต ซึ่งเป็นคดีที่มีความเกี่ยวพันกับการฆาตกรรมอำพรางนายชูวงษ์ ซึ่ง พ.ต.ท.บรรยินถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาพระโขนงอีกคดีหนึ่ง ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้สั่งรวมสำนวนเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.305/2561 โดยมอบหมาย น.ส.พนิดา ผู้พิพากษาอาวุโสเป็นเจ้าของสำนวน ซึ่งได้มีการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว และมีการนัดหมายฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว ในวันที่ 20 มี.ค.2563 ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1-6 ได้สมคบกันเพื่อทำการลักพาตัวนายวีรชัย&amp;nbsp;เพื่อนำไปข่มขู่ให้ น.ส.พนิดามีคำพิพากษายกฟ้อง พ.ต.ท.บรรยินกับพวก พร้อมกับให้คืนเงินกับหุ้นในคดีทั้งหมดแก่ พ.ต.ท.บรรยิน ซึ่งมีการวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ผู้ต้องหาที่ 1 ได้มอบโทรศัพท์มือถือให้กับผู้ต้องหาที่ 2, 3 คนละ 1 เครื่อง ส่วนผู้ต้องหาที่ 1 มีไว้ใช้เอง 2 เครื่อง จากนั้นได้เดินทางจาก จ.นครสวรรค์-กรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอเวอร์เรสต์ สีดำ ทะเบียน กร 39 นครสวรรค์ มาถึงบ้านเลขที่ 9/13 ซ.คลังมนตรี เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จากนั้นผู้ต้องหาที่ 2, 3 ได้ช่วยกันนำรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายรถยนต์กระบะ ทะเบียน บย 8386 นครสวรรค์ โดยผู้ต้องหาที่ 2 เป็นคนขับ และผู้ต้องหาที่ 1, 3 นั่งไปด้วย ขับมาจอดในวัดสุทธิวราราม จากนั้นผู้ต้องหาที่ 2 กับพวก ได้นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาติดแผ่นป้ายทะเบียน ลจข 579 กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาที่ 3 ได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปเฝ้าดู น.ส.พนิดาและนายวีรชัย แต่ไม่พบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในวันที่ 8, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 20 ม.ค.2563 ผู้ต้องหาที่ 1-3 ยังคอยติดตามสะกดรอยเฝ้าดูพฤติการณ์ของ น.ส.พนิดาและนายวีรชัย ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ไปจนถึงบ้านพักย่าน ถ.วรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยมีการใช้รถจักรยานยนต์ ติดแผ่นป้ายทะเบียน ลจข 597 กรุงเทพฯ และใช้รถยนต์ยี่ห้อมินิคูเปอร์ ทะเบียน 2 กฐ 524 กรุงเทพฯ ในการเฝ้าติดตาม จนได้ทราบถึงพฤติกรรมและกิจวัตรประจำวันของ น.ส.พนิดาและนายวีรชัย โดยในแต่ละวันนายวีรชัยจะนั่งรถแท็กซี่จากบ้านพักมารับ-ส่ง น.ส.พนิดาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นประจำ&amp;nbsp;
&amp;#39;บรรยิน&amp;#39;คุมทีมอุ้มฆ่าเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในวันที่ 4 ก.พ.2563 ก่อนเกิดเหตุ พ.ต.ท.บรรยินได้ขับรถยนต์โตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ ติดแผ่นป้ายทะเบียน 3 กว 7719 กรุงเทพฯ ออกจากบ้านเลขที่ 9/13 ซ.คลังมนตรีฯ ขึ้นทางด่วนที่ด่านเก็บเงินพหลโยธิน ขับลงที่ ถ.จันทน์ แล้วไปจอดรอที่ฝั่งตรงข้ามศาลแพ่งกรุงเทพใต้ (จุดเกิดเหตุ) เมื่อนายวีรชัยลงจากรถแท็กซี่ พ.ต.ท.บรรยิน, นายณรงค์ศักดิ์, นายประชาวิทย์, นายชาติชาย ร่วมกันพาตัวนายวีรชัยขึ้นรถ แล้วขับหลบหนีขึ้นทางด่วนที่ด่านสุรวงศ์ ก่อนที่จะขับไปเข้าทางด่วนที่ด่านบางซื่อ 1 มุ่งหน้าไปทาง อ.บางบัวทอง และ จ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างนั้น น.ส.พนิดาได้โทรศัพท์ไปหานายวีรชัย แต่ พ.ต.ท.บรรยินกับพวกได้ออกอุบายว่านายวีรชัยเกิดอุบัติเหตุ เมื่อ น.ส.พนิดาตรวจสอบตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้วไม่พบเหตุ จึงไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระหว่างนั้น น.ส.พนิดาได้โทรศัพท์ไปยังหมายเลขของนายวีรชัยอีกครั้ง พ.ต.ท.บรรยินกับพวกได้พูดข่มขู่ น.ส.พนิดาให้พิพากษายกฟ้อง พ.ต.ท.บรรยินกับพวก พร้อมกับให้คืนเงินกับหุ้นทั้งหมด หากไม่ทำตามก็จะฆ่านายวีรชัย แล้ว น.ส.พนิดาจึงได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ป. ในเวลาต่อมา พ.ต.ท.บรรยินกับพวกได้ร่วมกันฆ่านายวีรชัยแล้วนำศพไปเผาอำพราง ในพื้นที่ ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ก่อนที่จะนำศพของนายวีรชัยที่ยังเผาไหม้ไม่หมด รวมทั้งเถ้ากระดูก และเถ้าถ่านในจุดที่เผาไปทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทำลายหลักฐานในการกระทำผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานสอบสวน บก.ป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 คนต่อศาลอาญา และศาลได้อนุมัติหมายจับในความผิดฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป, เป็นซ่องโจร โดยเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป, พยายามข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพของผู้อื่น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่โดยร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป. ได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาที่ 1-6 ตามหมายจับดังกล่าวข้างต้น ซึ่งจากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 1-6 ให้การยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับดังกล่าวจริง จึงถูกนำตัวส่งถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ในชั้นสอบสวน&amp;nbsp;ผู้ต้องหาที่ 1, 2, 6 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนผู้ต้องหาที่ 3, 4, 5 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เหตุเกิดที่บริเวณหน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร, แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร, ต.ตาคลี อ.ตาคลี, อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ หลายท้องที่เกี่ยวพันกัน ระหว่างวันที่ 7 ม.ค.2563 ถึงวันที่ 5 ก.พ.2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก เนื่องจากคดีที่มีอัตราโทษสูงเกิน 3 ปี เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ศาลไม่ให้ประกันหวั่นหนี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามพนักงานสอบสวน บก.ป. แล้ว ยืนยันเหตุจำเป็นตามคำร้องที่จะรอตรวจดีเอ็นเอจากชิ้นส่วนศพ รอผลตรวจดีเอ็นเอจากคราบเลือดที่พบในรถยนต์ของกลาง รอสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก รอผลตรวจสถานที่เกิดเหตุ ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยินได้แถลงต่อศาลให้ทราบว่านับตั้งแต่ถูกจับกุมจนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ติดต่อกับทนายความของตัวเอง โดยตำรวจได้ยึดโทรศัพท์ไว้ ขณะที่ศาลสอบถามผู้ต้องหาว่า ในระหว่างสอบคำให้การในชั้นสอบสวนได้มีทนายอยู่ด้วยหรือไม่ และให้การไว้อย่างไร พ.ต.ท.บรรยินระบุว่ามีทนายที่รัฐจัดหาให้ และมีภรรยาอยู่ด้วยโดยตลอด ส่วนตนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ขอให้การในชั้นศาล ศาลจึงชี้แจงว่ากระบวนการดังกล่าวมาถือได้ว่ามีทนายความของผู้ต้องหาร่วมอยู่ด้วยแล้ว เมื่อศาลพิจารณาคำร้องแล้ว ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ได้แจ้งให้ พ.ต.ท.บรรยิน ผู้ต้องหาที่ 1 ทราบว่าในวันที่ 26 ก.พ. เวลา 13.00 น. อัยการจะนำพยานมาสืบหน้าล่วงหน้า ซึ่งได้มีการประสานกับพนักงานสอบสวน บก.ป.แล้ว โดยให้ผู้ต้องหาที่ 1 จัดหาทนายมาให้พร้อมทำการซักค้านด้วย หากไม่มีทนาย ศาลจะจัดหาให้ตามขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการฝากขัง พ.ต.ท.บรรยินกับพวกผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว โดยศาลพิจารณาคำร้องของผู้ต้องหาที่ 1-6 พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้าน เชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงไม่มีเหตุสมควรให้ปล่อยชั่วคราว ในชั้นนี้มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 ไปคุมขังยังเรือนจำในชั้นฝากขังนี้ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สาเหตุที่พนักงานสอบสวนยังไม่แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นกับกลุ่มผู้ต้องหานั้น เนื่องจากต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ให้ชัดเจนก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่เจ้าหน้าที่ชุดหนุมานควบคุมตัวพ.ต.ท.บรรยินมาศาลนั้น พ.ต.ท.บรรยินยังมีสีหน้าแจ่มใส แต่ปฏิเสธว่ายังไม่รู้ เมื่อถามถึงความเป็นมาของคดีและการถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ภรรยา พ.ต.ท.บรรยิน เปิดเผยว่า ได้หารือกับสามีกรณีมีสื่อบางสำนักเสนอข้อมูลว่าในวันเกิดเหตุที่ 4 ก.พ. มีผู้ถูกกล่าวหาบางรายอยู่ในงานศพของคนคนหนึ่งที่ จ.นครสวรรค์ ไม่ได้อยู่หน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งจะขอข้อมูลในส่วนนี้ เพื่อนำมาประกอบกับการแสดงความบริสุทธิ์ของสามี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวว่า แม้ตำรวจจะยังไม่พบศพผู้เสียชีวิต แต่ผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ของชิ้นส่วนกระดูกที่พบ ก็เพียงพอในการดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเช้าวันเดียวกัน พนักงานสอบสวนกองปราบฯ และชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน คุมตัวนายณรงค์ศักดิ์ นายชาติชาย และนายประชาวิทย์ ไปทำแผนชี้จุดประกอบการรับสารภาพรวม 3 จุด คือ 1.บริเวณบ้านพักที่ พ.ต.ท.บรรยิน ในซอยรัชดาฯ 33 ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาใช้เป็นที่พักและรวมตัวกันก่อนลงมือก่อเหตุ 2.จุดรวมพลหน้าศาลแพ่ง และ 3.ริมถนนตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี สถานที่สุดท้ายที่คาดว่าผู้ตายอาจหมดสติก่อนจะเสียชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แจกเอกสารการแถลงการจับกุมตัว พ.ต.ท.บรรยินอย่างละเอียด ตั้งแต่เกิดเหตุวันที่ 4 ก.พ. ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร.,&amp;nbsp;พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก.,&amp;nbsp;พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.,&amp;nbsp;พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.,&amp;nbsp;พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรมัย ผบก.สส.บช.น. ร่วมกันวางแผนดำเนินการสืบสวนจับกุม โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.ป. และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติ&amp;nbsp;จนกระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คนดังกล่าว.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58186</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา, บรรยิน ตั้งภากรณ์, พฤติการณ์สุดเหี้ยม, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, ศาลไม่ให้ประกัน, สตช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200225/image_big_5e552dd9c4085.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
