<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชัยวัฒน์&#039; เปิดหน้าชก ปปท. ชี้มูลผิดปมเผาบ้านปู่คออี้ รุดแจ้งกองปราบฟ้องกลับ ม.157</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค.64 - จากกรณีคณะกรรมการปปท.ชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 และเสนอให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการให้ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สบอ.9&amp;nbsp;อุบลราชธานี ออกจากราชการ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว ว่าปปท.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ ล่าสุด&amp;nbsp;เมื่อเวลา&amp;nbsp;10.00&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ พร้อมทีมทนายความ ได้เดินทางไปยังปปท.เขต 7 จ.นครปฐม เพื่อขอทราบรายละเอียดในเรื่องที่คณะกรรมการปปท.ชี้มูลความผิด ตามมาตรา 157&amp;nbsp;&amp;nbsp;และให้ออกจากราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ที่มาสำนักงานปปท.เขต 7 ในวันนี้ เพราะที่ผ่านมา ตอนสอบสวนตนมาสอบที่นี่ แต่ที่อยากรู้คือ&amp;nbsp;การออกข่าว การมอบอำนาจในการแถลงข่าว การชี้ประเด็นมีมติยังไง ผู้ให้มติมีใครบ้าง คณะกรรมการมีผู้ใดเป็นคนชี้มติ และก็ประเด็นไหน เพราะฉะนั้นเราอยากรู้รายละเอียดในการให้ข่าวออกไป&amp;nbsp;เราเองเราก็ไม่รู้ พอให้ข่าวมาวันที่ 2-3&amp;nbsp;เหมือนกึ่งรับกึ่งสู้ ส่วนตนเองนี่เสียไปแล้ว ตนเป็นข้าราชการ คุณมาชี้ให้ตนออกจากราชการ ถ้าหนังสือเดิน 30วั น ก็เป็นประเด็นว่า ชีวิตราชการตนก็ต้องจบแบบนั้น ไหนๆเปิดหน้าชกกันแล้ว ก็ต้องพูดกันเลย ตนอยากจะรู้เหมือนกันว่า ทำหนังสือมาขอรับทราบคำสั่ง และเอกสารต่างๆของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ คือที่นี่เขาสอบตน ก็อยากรู้ว่าที่คุณทำครบกระบวนการไหม แล้วในรายละเอียดคุณทำอะไรบ้างในการให้ข้อมูลชี้แจงต่อสังคม ต่อสื่อ&amp;nbsp;ใครเป็นผู้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับในหมวดสุดท้ายนี่ ตนรับนะ ตนรับในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ตนบอกแล้ว ตนปฏิเสธแล้วว่า ปู่โคอี้อยู่นอกภารกิจ ไม่ได้เกี่ยวกับภารกิจเลย ในส่วนที่เราไปทำอยู่ในแปลงป่าลึก อยู่ในชายขอบติดแนวชายแดน ซึ่งเป็นแปลงปลูกยาเสพติด อันนั้นเราปฏิบัติหน้าที่ เป็นเพิงพักเข้าออกยากอยู่แล้ว อันนี้เรามีการทำลายจริงๆ แต่ว่าบ้านปู่โคอี้ คนละภารกิจ เราก็บอกว่าบ้านปู่โคอี้ยังไม่มีพิกัด ไม่มีใครเข้าไปดูเลย แล้ววันนี้จะมาชี้ประเด็นตน หรือว่ามาสอบตนนี่ ก็ขอให้คณะกรรมการชุดนี้ทุกคน ตนหมายเหตุด้วยนะ ทุกคนไปดูในจุดเกิดเหตุก่อน แล้วก็พิจารณา ตนรับได้ แต่ถ้าเข้าไปในกรณีที่ว่าบินไปดู หรือไปดูแปลงปลูกป่า อะไรอย่างนี้ อย่าเอามาผสมกัน มันคนละเรื่อง เพราะเรารู้ว่าเขาไป ไปที่ไหนไปยังไง แต่เขาไม่เคยไปที่บ้านจุดเกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในเรื่องจนท.เผาบ้านตามที่เป็นข่าวนั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ใช่ครับ ตนอยู่ 6 ปี เราเจรจาแล้วตกลงกับเขา บางคนก็กลับไปฝั่งโน้น ส่วนใหญ่จะเจอเป็นคนฝั่งโน้น เขาก็ขอกลับ เขาปลูกข้าวตั้งแต่โค่น จนปลูกข้าวเสร็จ เกี่ยวข้าวเสร็จแล้วก็ขอกลับไป แต่ที่ดำเนินการทั้งหมดนี่ 9 ครั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ครั้งหนึ่งก็ประมาณ&amp;nbsp;7 จุด 12 จุด 15 จุด รวมทั้งหมด 6 ปี มีรายละเอียดทั้งหมด เรารายงาน 98 เพิงพักนี่ อย่าบอกเป็นหลัง เพราะเป็นเพิงที่ซ่องสุม มีกัญชา มีสัตว์ป่าอะไรอย่างนี้ เป็นเพิงขนำ เป็นบริเวณที่หลบภัยออกมา ก็เหมือนกับสร้างเป็นกระต๊อบที่เราเห็น เพราะฉะนั้น 98 ครั้ง ในจุดที่ตรงนั้น ไม่ใช่นะครับ ใน 6 ปี ทำทั้งหมด 9 ครั้ง แต่ละครั้งก็ประมาณ 7 จุด 12 จุด 9 จุด 17 จุด ประมาณนั้น ไม่ได้ทำครั้งเดียว แต่จุดเหล่านี้อยู่ริมชายแดนไทย-พม่า ไม่มีบ้านปู่โคอี้ในจุดเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านปู่โคอี้&amp;nbsp;ต้องเรียนว่าประเทศไทยนี่ ถ้าเราเอาประเทศไทยคือแผนที่ของอุทยานฯแก่งกระจาน ที่เราไปทำงานนี่ อยู่ประมาณเชียงใหม่เชียงราย แต่ว่าปู่โคอี้อยู่จ.ราชบุรี ประมาณนั้น ถ้าจะมองว่าปู่โคอี้อยู่ใจแผ่นดิน ไม่ใช่นะครับ อยู่ตรงห้วยสามแพร่ง ตรงที่เราไปทำนี่อยู่ทางทิศเหนือ ปู่โคอี้ที่ไปรับนี่อยู่ห้วยสามแพร่ง อยู่ด้านใต้ของอุทยานฯแก่งกระจาน คนละจุดครับ ตรงนี้คือประเด็น ตนเชื่อว่าสังคมเข้าใจว่า เราไปดำเนินการเผาหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่ครับ คือแต่ละครั้งนี่มีการบุกรุกเข้ามาที&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;17&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;6&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;9&amp;nbsp;จุด แต่ละจุด แต่ละครั้ง เราบินสำรวจก่อน แล้วมีเป้าหมายเราถึงไปลง แต่ละครั้งแต่ละเดือน ก็จะทำรายงานแต่ละเดือนมา ถึงมีเป้าหมาย กระทรวงขอร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของปปส.ปราบปรามยาเสพติด บก.ปทส. ตำรวจภาค 7&amp;nbsp;คือทุกหน่วยงาน ทหาร ตำรวจ ปกครอง จะไปร่วมกัน&amp;nbsp;7 หน่วยงาน ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ไป แล้วก็ไปเผาทำลายในเพิงพักที่มีแปลงกัญชาทั้งสิ้น แต่ที่ว่าเรื่องปู่โคอี้โดนเผานี่ คนละเรื่องแล้ว&amp;nbsp;ไม่มี เราไม่เคยดำเนินการอย่างนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนี้&amp;nbsp;การให้ข่าวที่ทำลายชื่อเสียงตนและครอบครัวทั้งหมด แล้วเหตุที่มีประเด็น ไม่มีประเด็น นี่คืออันนี้เจตนาอยู่แล้ว มันเจตนาพิเศษ วางไทม์ไลน์เลยว่า มีเจตนาพิเศษหรือไม่ การให้ในมาตรา&amp;nbsp;200 วรรค 2 นี่ มันมีพิรุธอยู่แล้ว ว่าการกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษแบบนี้ เจตนาที่ตนคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจากขอรับเอกสารรายละเอียด การชี้มูลความผิด จากปปท.เขต 7&amp;nbsp;จ.นครปฐมแล้ว นายชัยวัฒน์จะเดินทางไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับ การทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเอาผิด ป.ป.ท. ในมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และมาตรา 200 วรรค 2 การแกล้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องรับโทษ รับโทษหนักขึ้น ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94631</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเผาบ้านปู่คออี้, จังหวัดเพชรบุรี, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ปปท., ปู่คออี้, มาตรา157, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ca8864ec55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 14:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ไล่บี้ &#039;ป.ป.ท.&#039; ดองคดีปู่คออี้และชาวกะเหรี่ยงถูกอุทยานเผาบ้านจนใกล้ขาดอายุความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ม.ค.64 - นายสุรพงษ์&amp;nbsp;กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ตนได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีของนายคออี้ มีมิ และชาวบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เหตุถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานวางเพลิงเผาทรัพย์ &amp;nbsp;ซึ่งป.ป.ท.ดำเนินการล่าช้าจนใกล้ขาดอายุความ คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 5-9&amp;nbsp;พฤษภาคม 2554&amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ได้เข้ารื้อถอนเผาทำลายบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินอื่น ๆ ของนายโคอิหรือคออี้ มีมิ และของชาวบ้านอีกหลายราย ซึ่งเป็นชาวไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชี้อสายกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านบางกลอยบนและใจแผ่นดินเสียหายราว 100&amp;nbsp;หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคออี้ มีมิ ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมพวกที่วางเพลิงเผาทรัพย์ บ้านเรือนที่พักอาศัย ต่อพนักงานสอบสวนสภ.แก่งกระจาน และสำนวนถูกส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมานายคออี้ และพวก ได้ฟ้องเป็นคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อส.๗๗/๒๕๕๙&amp;nbsp; คดีหมายเลขแดงที่ อส.๔/๒๕๖๑ โดยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ศาลวินิจฉัยได้ความแล้วว่านายชัยวัฒน์ฯ กับพวก เจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติ ใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่กระทำความผิดในการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดีทั้งหกคน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวของนายชัยวัฒน์ฯ กับพวกในทางกฎหมายอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาต่อไปนี้ ได้แก่ มาตรา 157&amp;nbsp;ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด (อายุความ 15&amp;nbsp;ปี),&amp;nbsp;มาตรา 217&amp;nbsp;ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(1) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย เช่น บ้านเรือน (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี), มาตรา 218&amp;nbsp;(2) ความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บหรือที่ทำสินค้า เช่น ยุ้งฉาง (อายุความ 20&amp;nbsp;ปี)&amp;nbsp; และ มาตรา 358&amp;nbsp;ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ คือทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพยของผู้อื่น (อายุความ 10&amp;nbsp;ปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีนี้นับแต่วันที่นายชัยวัฒน์ฯ กับพวกกระทำความผิดดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่พฤษภาคม 2554 ถึงปัจจุบันนับเป็นระยะเวลานานกว่า 9&amp;nbsp;ปี 8&amp;nbsp;เดือนแล้ว ซึ่งความผิดตามมาตรา 217&amp;nbsp;วางเพลิงเผาทรัพย์ และ มาตรา 358&amp;nbsp;ทำให้เสียทรัพย์ ดังกล่าวข้างต้นกำลังจะขาดอายุความ 10&amp;nbsp;ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินคดีดังกล่าวว่า ป.ป.ท. ได้ดำเนินคดีถึงขั้นตอนใด และมีกำหนดจะยื่นฟ้องผู้กระทำผิดดังกล่าวเมื่อไร โดยขอให้ ป.ป.ท.&amp;nbsp;เร่งรัดดำเนินคดีมิให้ขาดอายุความไม่ว่าความผิดฐานใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91061</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเผาบ้านปู่คออี้, ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร, ชาวบ้านบางกลอย, ป.ป.ท., ปู่คออี้, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สุรพงษ์ กองจันทึก, แก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fc6a68bfa2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปท.โอนสำนวนคดี‘บิลลี่’ ‘ดีเอสไอ’เร่งล่าทีมฆาตกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ สั่งดีเอสไอสางคดี &amp;quot;บิลลี่&amp;quot; อย่างเป็นธรรม ยันคนผิดต้องโดนลงโทษ ป.ป.ท.มีมติโอนสำนวนคดีชัยวัฒน์ให้ ป.ป.ช.ส่งต่อ DSI ขีดเส้น 3 เดือนสรุปคดีเผาบ้านปู่คออี้ ภาค 7 เด้ง &amp;quot;ดาบเท่ง&amp;quot; เซ่นข่มขู่พยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งสอบสวนคดีการเสียชีวิตของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี และนำผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี พร้อมชดเชยผู้เสียหายและครอบครัว รวมทั้งออกกฎหมายตามหลักสากลและลงสัตยาบันในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องอันเนื่องมาจากคดีของบิลลี่ว่า ในฐานะที่กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ได้กำชับไปแล้วว่าให้ตรวจสอบให้เกิดความยุติธรรม เที่ยงธรรม ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมายจะต้องถูกลงโทษ ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทุกประการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่เข้าข้างใครอยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน ให้ดีเอสไอดำเนินการให้เต็มที่ ในส่วนของต่างประเทศที่เรียกร้องนั้น เราก็รับฟังมา ทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายไทยทุกประการ ซึ่งการไปเร่งรัดให้ทำเร็วๆ นั้น บางทีก็เป็นการกดดันเจ้าหน้าที่มากเกินไป อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ก็ขอให้เวลาเจ้าหน้าที่ดำเนินการ และทราบว่าวันที่ 12 ก.ย.นี้จะมีการเยียวยาก่อน ส่วนเรื่องการต่อสู้ต่างๆ ก็จะมีกองทุนยุติธรรมที่ดูแลอยู่&amp;rdquo; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมแบ่งชุดทำงาน แต่ละชุดปฏิบัติการได้แยกกันลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งสอบปากคำพยานบางปากให้สำนวนคดีมีความรอบคอบและรัดกุม โดยชุดสอบสวนขอเวลา 1 สัปดาห์เพื่อเก็บข้อมูลและสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องในคดี ส่วนสำนวนเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับควบคุมตัวนายบิลลี่โดยมิชอบนั้น กำลังรอสำนวนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คาดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงนายบุญแทน บุษราคัม เจ้าหน้าที่อุทยานฯ หนึ่งในชุดจับกุมนายบิลลี่ได้หายตัวไปนั้น อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ทราบแต่เพียงว่านายบุญแทนขาดราชการไปหลายวันแล้ว ทั้งนี้ ดีเอสไอยังไม่ได้สอบปากคำหรือนำตัวนายบุญแทนมาเป็นพยานในคดีแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนลงพื้นที่เพื่อสอบปากคำ พ.ต.อ.ไตรวิช น้ำทองไทย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 (ผบก.สส.ภ.7) หัวหน้าทีมสืบสวนคดีการหายตัวไปของนายบิลลี่ ซึ่งมีข้อมูลว่านายบิลลี่ไม่ได้เคยถูกปล่อยตัว ตามคำเห็นที่ส่งสำนวนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จำเป็นต้องสอบปากคำเพื่อประกอบสำนวนคดี นอกจากนี้พนักงานสอบสวนยังได้ลงพื้นสอบปากคำพยานปากอื่นๆ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่สำนักงาน ป.ท.ท. &amp;nbsp;พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล เลขาธิการ ป.ป.ท. และ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก ร่วมกันแถลงข่าวว่า กรรมการ ป.ป.ท.ได้ประชุมและมีมติให้ส่งสำนวนการไต่สวนกรณีนายชัยวัฒน์กับพวก กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่เปรียบเทียบปรับ และไม่นำตัวบิลลี่ ซึ่งกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พร้อมของกลางน้ำผึ้งป่า ให้ตำรวจ สภ.แก่งกระจานดำเนินคดี ไปให้ ป.ป.ช.เพื่อส่งต่อให้ดีเอสไอสอบสวน ทั้งคดีฆาตกรรมและความผิดอาญาที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.สิริพงษ์กล่าวว่า การไต่สวนของ ป.ป.ท.ไม่ได้มีความล่าช้า มีการลงพื้นที่สอบพยานกว่า 30 ปาก รวมถึงการตรวจสอบพยานหลักฐานอื่นๆ ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 7 สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และดีเอสไอ ทั้งนี้ เมื่อทุกสำนวนถูกส่งไปรวมที่ดีเอสไอ จะทำให้ดีเอสไอมีอำนาจเต็มในการสอบสวนทั้งคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และคดีฆาตกรรม โดยคดี ป.ป.ท.ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.วันนพยังกล่าวถึงความคืบหน้าคดีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาบ้านปู่คออี้ มีมิ ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยง และเป็นปู่ของนายบิลลี่ ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 54 และมีการยื่นเรื่องขอให้ ป.ป.ท.ตรวจสอบในปี 58 ล่าสุดบอร์ด ป.ป.ท.มีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวควรเร่งรัดการไต่สวนให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว จึงมีคำสั่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนเพิ่มเติม พร้อมกำหนดกรอบการทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลา 3 เดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีนายชัยวัฒน์ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี กรณีมีผู้อ้างว่าตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ข่มขู่นายบุญแทน บุษราคัม อดีตเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจาน ซึ่งเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของนายชัยวัฒน์ เพื่อให้การปรักปรำนายชัยวัฒน์ว่าเป็นตัวการฆ่านายบิลลี่นั้นว่า ได้รับรายงานว่า พล.ต.ท.ธนา ชูวงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ได้มีคำสั่งให้ บก.สส.ภ.7 ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ และรับฟังเป็นข้อยุติได้ว่า ด.ต.พงศ์ษาวดี หรือเท่ง ไทยกูล ผบ.หมู่ กก.สส.1 บก.สส.ภ.7 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ได้ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ที่โทรศัพท์พูดคุยกับนางรัตน์ดาวรรณ หรืออร บุษราคัม ภรรยาของนายบุญแทน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า การกระทำของ ด.ต.พงศ์ษาวดี มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ซึ่งผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของ ด.ต.พงศ์ษาวดี ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการทางวินัย พร้อมกับมีคำสั่งให้ ด.ต.พงศ์ษาวดีไปปฏิบัติราชการยังศูนย์ปฏิบัติการ บก.สส.ภ.7.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45472</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบิลลี่, คดีเผาบ้านปู่คออี้, ดีเอสไอ, ป.ป.ท., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d77bb850d25e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
