<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอทศพร&#039;  โหนแท็กซี่ ปล่อยดราม่าด่ารัฐบาล!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 64 - นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตโฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความ ลงในเฟซบุ๊กดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เที่ยงคืนแล้ว มองผ่านกระจกหน้าไป ถนนข้างหน้าเงียบสงัด ไม่มีรถวิ่งอยู่สักคันเดียว ผมขับไปเรื่อยๆ มองผ่านหน้าต่างซ้ายเห็นแท็กซี่จอดเรียงอยู่ 3 คันผมค่อยๆแตะเบรคชะลอรถ ชิดซ้ายเข้าไปจอดข้างทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นไงบ้างครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตั้งแต่ตี 4 ถึงตอนนี้เหลืออยู่ 240บาทครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่สิทธิล้วงสตางค์ในกระเป๋าออกมาให้ดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยังไม่พอค่าเช่าเลย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ค่าเช่าวันละ450บาทครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ก่อนกะละ500บาท(12ชั่วโมง)&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้คนโดยสารก็หาย คนขับเลยหายด้วย อู่เลยลดค่าเช่า ก็ยังแย่ครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นี่สักสยามจะให้แกร็บวิ่งถูกกฎหมายอีก ตายครับตาย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ที่ม่วงสามสิบ อุบลไม่ชอบไอ้ตู่ เลยลาออกมาขับแทกซี่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอยู่ร้อยเอ็ดครับ ขับมา19ปีแล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมาจากสองพี่น้อง สุพรรณบุรีมาอาศัยลูกอยู่ตอนนี้ลูกก็ลำบากเวิร์ค แอ โฮม เงินเดือนลดไปครึ่ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฟังงบประมาณอยู่ครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;น่าจะเอาเงินมาฉีดวัคซีนดีๆ คนจะได้ทำมาหากินกันได้ไม่ใช่เอาแต่ซื้ออาวุธ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นี่ผมไม่พอกินต้องเก็บของเก่าขายด้วย&amp;quot; พี่พงเปิดกระโปรงท้ายให้ดู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จอดรถอยู่แถวนี้แหละครับ ผ่านมาก็แวะคุยกันนะครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมสตาร์ทรถนึกถึงนายกผู้มีวิสัยทัศน์สอนประชาชนให้เก็บขยะขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นึกถึงนายพลที่บอกว่าต้องเลี้ยงไว้เพราะเขาไม่มีทางหากินอย่างอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นึกถึงขันที่รองนายกแจก คงเอาไว้ให้ใช้ขอทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขับรถไปยูเทิร์นกลับมา มองผ่านหน้าต่างรถออกไป สบตาประชาชนของผมอีกครั้งตราบใดที่ประชาชนยังไม่มีความสุขผมก็ยังไม่มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักนะครับ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105326</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คนขับแท็กซี่, นพ.ทศพร เสรีรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210605/image_big_60bae5377b687.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60623</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แท็กซี่บุกขนส่งฯยื่นหนังสือให้ช่วยหลังโดนพิษโควิด-19 ผู้โดยสารหาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.63 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือข้อเรียกร้องจากนายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่เขตกรุงเทพมหานคร ถึงความเดือนร้อนของผู้ประกอบการรถแท็กซี่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ลดจำนวนลงมาก ทำให้ไม่มีรายได้ เพื่อจ่ายเป็นค่าเช่าและค่าเช่าซื้อรถ และไม่มีเงินออมเป็นค่าใช้จ่ายในการยังชีพ

ทั้งนี้ทางเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ฯ จึงขอให้กรมการขนส่งทางบกจัดประชุมระหว่างบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรถและผู้ประกอบการรถแท็กซี่ และกำหนดมาตรการลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการแท็กซี่

อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้ประสานไปยังสมาคมผู้เช่าซื้อและสมาคมประกันวินาศภัย เพื่อขอความร่วมมือให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการฯแล้ว และหลังจากนี้จะได้จัดการประชุมระหว่างผู้ประกอบการรถแท็กซี่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วนต่อไป
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60623</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการขนส่งทางบก, คนขับแท็กซี่, จิรุตม์ วิศาลจิตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e78694631e25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2020 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี!แพทย์เผยใช้ภูมิคุ้มกัน&#039;คนขับแท็กซี่&#039;ที่หายป่วย รักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนารายอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.63- นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีคนขับแท็กซี่ที่หายป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แล้วเกิดภูมิคุ้มกัน โดยมีการมาบริจาคเลือดเพื่อนำภูมิคุ้มกันไปใช้ประโยชน์ในการรักษา ว่า จากโรคเก่าที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อคนที่หายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันขึ้น แต่จะมีภูมิขึ้นชัดเจนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากเริ่มป่วย แต่ถ้าดีที่สุดคือประมาณ 4 สัปดาห์หรือ 1 เดือน เพราะหากหลังจากนี้ภูมิคุ้มกันก็อาจจะค่อยๆ ลดลงไปอย่างช้าๆ โดยเอาเลือดมาแล้วสกัดเอาน้ำเหลืองที่มีภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี ซึ่งถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่ดีกว่ายา เพราะภูมิคุ้มกันก็จะเข้าไปจับเชื้อโรคเลย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ก็เอามาจากสมัยโรคซาร์ส ที่ใครป่วยแล้วรอดตายแล้วก็ขอเลือดมาใช้รักษา รวมถึงสมัยอีโบลาที่มีแพทย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งติดเชื้อ และได้รับเลือดจากเด็กชายชาวแอฟริกันรายหนึ่งที่หายจากโรคอีโบลาแล้ว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวีกล่าวว่าในขณะที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยังไม่มียา ภูมิคุ้มกันในคนที่หายแล้ว ก็เหมือนยา ยิ่งกว่ายา โดยเชื่อว่าขณะนี้จีนกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่เช่นกัน ซึ่งมีจีนมีผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วจำนวนมากเป็นพันคนก็สามารถเลือกได้ว่า จะเอาเลือดของคนไหนมาใช้ สำหรับประเทศไทยตอนนี้มีแค่คนขับแท็กซี่คนเดียว เพราะที่เหลือเป็นคนจีนกลับประเทศไปแล้ว ส่วนรายนครปฐมเป็นหญิงสูงอายุ ซึ่งไม่สามารถเข้าหลักเกณฑ์การบริจาคเลือดได้ เพราะเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวคือหัวใจด้วย จึงเหลือเพียงคนขับแท็กซี่ ที่เป็นคนหนุ่มอยู่ในช่วงอายุ 40 ปี และมีสุขภาพแข็งแรงพอ โดยเลือดที่ใช้ก็จะใช้ปริมาณเหมือนกับการบริจาคเลือดตามปกติทั่วไป ส่วนต่อไปหากมีคนหายเพิ่มก็อาจต้องขอนำมาภูมิคุ้มกันมาใช้ศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เลือดของผู้ป่วยที่หายดีแล้วที่จะเอามาใช้ เดิมต้องดูว่ากรุ๊ปเลือดตรงกันหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่สำคัญ เพราะสามารถเอากรุ๊ปเลือดออกได้ ให้เหลือเฉพาะภูมิคุ้มกัน แต่จะต้องพิจารณาว่ามีเชื้อพาหะอื่นอีกหรือไม่ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี ตับอักเสบซี และเอชไอวี เป็นต้น หากมีก็ไม่สามารถใช้ได้ ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะมีคนเดียวคือรายแท็กซี่ที่หาย แต่เราก็อยากลอง โดยขณะนี้ได้นำมาให้คนไข้หนัก 2 คนแล้ว คือ รายที่ติดเชื้อวัณโรคร่วมและรายอายุ 30 กว่าปีที่มีอาการค่อนข้างหนัก โดยต้องรอผลใน 48 ชั่วโมง สำหรับการให้ก็คงเลือกให้ในคนไข้ที่มีอาการปานกลางถึงหนัก มากกว่าที่จะให้คนไข้ธรรมดา ก็เหมือนกรณีการให้ยาต้านไวรัสที่ให้ในรายที่อาการหนัก แต่หากมีอาการหนักมากก็จะไม่ให้ เพราะให้ไปแล้วหากอาการแย่ลงก็จะไปโทษว่ายาไม่ได้ผล ส่วนภูมิคุ้มกันนี้เอาไปทำวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ได้ เพราะวัคซีนต้องทำจากเชื้อ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ทวี ยังเผยว่า การผลิตวัคซีนป้องกันในกลุ่มเชื้อไวรัสโคโรนานั้น มีการทำมาตั้งแต่สมัยโรคซาร์ส เมื่อ 17 ปีที่แล้ว แต่โรคกลับสงบก่อน ก็ไม่ได้มีการทำต่อเก็บเข้าลิ้นชัก ส่วนโรคเมอร์สมีปัญหาหลักๆ มากที่สุดอยู่ที่ซาอุดิอาระเบียก็มีพัฒนาเช่นกัน สำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก็มีการเอาพิมพ์เขียวของเก่าออกมาเริ่มทำ เพราะเป็นเชื้อโคโรนาเช่นกัน โดยประเทศที่มีเทคโนโลยีระดับสูงก็ต้องการเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไปพัฒนาต่อ โดยขอเชื้อจากจีนบ้าง จากไทยบ้าง แต่การจะให้เชื้อไปเลยก็คงไม่ได้ เพราะหากให้ไปแล้วพัฒนาเป็นวัคซีนสำเร็จแล้วเอากลับมาขายเราเข็มละแพงๆ เป็นหลักพันบาทก็คงไม่ได้ อาจเอาเปรียบกันเกินไป มองว่าผู้บริหารประเทศอาจจะต้องมีการทำเอ็มโอยูร่วมกันก่อนหรือไม่ ว่าหากให้ไปแล้วเมื่อพัฒนาสำเร็จจะตอบแทนเราที่เป็นเจ้าของเชื้ออย่างไร เช่น อาจจะลดราคาลง 10 เท่า เป็นต้น ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือ ซึ่งจีนก็น่าจะทำวัคซีนของตัวเองอยู่เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ.ทวีกล่าวว่า ส่วนไทยยังพัฒนาเองไม่ได้ เพราะต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งแตกต่างจากการทำวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ไทยอยู่ระหว่างการทำโรงงานผลิตเอง เพราะโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีความยากกว่า แต่ไข้หวัดใหญ่มีหลายประเทศทำมาเยอะแล้ว และไทยได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีและกระบวนการจากญี่ปุ่น จึงสามารถตั้งโรงงานเพื่อผลิตเองได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในเฟสที่สาม คือ การวิจัยทดลองใช้อยู่ ซึ่งต้องใช้จำนวนคนมากและใช้เวลานาน ซึ่งหากสำเร็จก็จะเข้าสู่เฟสสี่ที่สามารถขึ้นทะเบียนและนำออกมาใช้ได้จริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56801</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนขับแท็กซี่, ภูมิคุ้มกัน, ศ.นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์, แอนติบอดี, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200210/image_big_5e41150092c44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดเชื้อ8รายอาการดีขึ้น ฟัน2มือโพสต์ข่าวปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สธ.เผยรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรนาหายกลับบ้านเพิ่มอีก 1 ราย เหลืออีก 8 คนอาการดีขึ้น พบ 2 คนขับแท็กซี่รับนักท่องเที่ยวจีน นำเข้าระบบเฝ้าระวัง ส่งตรวจหาเชื้อห้องแล็บคาด 1-2 วันรู้ผล &amp;quot;รัฐบาล&amp;quot; ยันพร้อมรับคนไทยกลับ แจงคนจีนจากอู่ฮั่นเหลืออยู่ไทยแค่ 2 พันคนไม่ใช่หลักหมื่น &amp;quot;เสี่ยหนู&amp;quot; ขอกราบเท้าวอนพวกเฟกนิวส์เลิกป่วน &amp;quot;ดีอีเอส&amp;quot; บุกค้น 15 แหล่งโพสต์ข่าวปลอม จับ 2 มือโพสต์ดำเนินคดี &amp;quot;พท.&amp;quot; ยื่น กมธ.ตปท.ถามวันไหนอพยพกลับกันแน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 30 ม.ค. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่าขณะนี้ยังยืนยันประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยเชื้อดังกล่าว 14 ราย ซึ่งเป็นการติดเชื้อจากภายนอกประเทศทั้งหมด ยังไม่มีการระบาดภายในประเทศ และที่น่ายินดีคือ ผู้ป่วยรักษาหายและกลับได้แล้วเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 6 คน เป็นคนจีน 5 คน คนไทย 1 คน เหลือรักษาตัวอยู่อีก 8 คน ไม่มีรายใดอาการรุนแรงและอาการดีขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าวว่า สำหรับการคัดกรองที่ขยายเพิ่มเป็นผู้ที่มาจากประเทศจีนทุกเที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 24-29 ม.ค.2563 คัดกรองแล้ว 92 เที่ยวบิน ผู้โดยสารและลูกเรือ 6,953 คน โดยการปฏิบัติงานภายในสนามบินมีผู้ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีกำลังจากหน่วยงานต่าง เช่น สาธารณสุขในพื้นที่ และหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมดำเนินการ ซึ่งผู้ที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังโรคสะสมจนถึงตอนนี้มี 202 คน อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 67 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 135 ราย โดยในวันที่ 29 ม.ค. พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่ 44 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลังจากขยายการคัดกรองมายังคนไทยที่สัมผัสใกล้ชิดคนจีน ก็มีคนไทยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคด้วย ซึ่งมีหลายอาชีพ เช่น คนขับแท็กซี่ จำนวน 2 ราย ที่มีประวัติรับนักท่องเที่ยวจีนเข้าสู่ระบบการเฝ้าระวังเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อที่ห้องแล็บ 2 แห่ง คาดว่าจะทราบผลภายใน 1-2 วันนี้ แต่เบื้องต้นไม่มีอาการอะไรน่ากังวล อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มีแนวโน้มว่าความรุนแรงลดลง ปัจจุบันพบผู้ป่วยใน 17 ประเทศ มีเพียงประเทศจีนเท่านั้นที่มีผู้เสียชีวิต ส่วนประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยยังไม่มีผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด&amp;quot; นพ.โสภณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไปกล่าวว่า สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และโรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดในอนาคต เน้นวางระบบการเฝ้าระวัง จากปัจจุบันที่ทำที่สนามบินเป็นหลัก เพิ่มมาเป็นโรงพยาบาล และขยายเข้าไปในชุมชน โดยให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทุกจังหวัด เพื่อระดมกำลังเตรียมความพร้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเดิมเราเน้นพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว ก็ให้ดำเนินการทุกจังหวัด ถ้าเกิดอะไรขึ้นในอนาคตจะได้ไม่ฉุกละหุก นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำแก่โรงแรม บริษัททัวร์ คนขับรถสาธารณะ หากพบว่ามีอาการก็ให้ติดต่อเข้ามายัง 1422 เพื่อวินิจฉัยรักษาต่อว่าเป็นโรคอะไร รวมถึงแนะนำการทำความสะอาด หากกังวลเรื่องน้ำมูกน้ำลายจากผู้โดยสาร โดยใช้แอลกอฮอล์ 70% ก็สามารถฆ่าเชื้อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างไรก็ดี ขอความร่วมมือจากประชาชนให้สวมหน้ากาก โดยคนที่ไม่ป่วยขอให้ใช้หน้ากากผ้าทำเองเพื่อป้องกันและลดขยะ ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยให้สวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ โดยให้นำด้านที่เป็นสีเขียวออกข้างนอก นำสีขาวที่มีความอ่อนนุ่มไว้ด้านใน ซึ่งจะซึมซับน้ำมูกน้ำลายได้ดี ส่วนหน้ากากอนามัยชนิด N95 เป็นหน้ากากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงในการสัมผัสโรค หากทุกคนหันมาใช้ระดับนี้กันหมดก็จะทำให้ขาดแคลนได้&amp;quot; ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไปกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงผลการตรวจสอบกรณีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตปริศนาที่จังหวัดเชียงใหม่ นพ.โสภณกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการชันสูตร แต่ข้อสังเกตคือโรคระบาดไม่ได้ทำให้เสียชีวิตแบบเฉียบพลัน
คนไทยที่อู่ฮั่นสุขภาพดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกฯ แถลงข่าวการดำเนินการรับมือไวรัสโคโรนาว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมตั้งแต่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยมีการคัดกรองนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามายังประเทศไทย ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลคุมสถานการณ์ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเตรียมรับคนไทยกลับประเทศรัฐบาลมีความพร้อมที่จะส่งเครื่องบินพาณิชย์ไปรับคนไทยกลับได้ตั้งแต่วันนี้ รอเพียงทางการจีนอนุญาตเท่านั้น ส่วนที่ประเทศอื่นรับกลับได้เพราะมีเหตุผลและปัจจัยที่ต่างกัน แต่ของเราใกล้แล้ว ที่ผ่านมาเราไม่อยากให้ข่าวเรื่องนี้มากนัก เพราะเกรงว่าจะเป็นการกดดันทางการจีน แต่เมื่อประชาชนอยากรู้จึงต้องออกมาพูด และขณะนี้คนไทย 64 คนที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่นยังมีสุขภาพดี ไม่เข้าข่ายติดเชื้อไวรัสโคโรนา โดยทั้ง 64 คนมีการติดต่อกับทางการไทยตลอด ยืนยันรัฐบาลทำเต็มที่ไม่เคยนิ่งนอนใจ รัฐบาลเป็นห่วงอยากให้ทุกคนได้กลับบ้าน&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงมีข่าวชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่น 5 ล้านคนเดินทางมายังไทยก่อนจีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่น โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ได้มีข้อมูลโต้แย้งจากสื่อจีนและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่ามีการเดินทางเข้ามาประเทศไทย 2 หมื่นคน ก่อนที่เมืองอู่ฮั่นถูกประกาศปิด และมีการเดินทางกลับไปแล้ว 17,000 คน เหลือประมาณ 2,000 คน และจะลดลงเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีเสริมกรณีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ไม่ใช่สาเหตุจากไวรัสโคโรนา ยืนยันว่าไม่ได้มีการปกปิดข้อมูลต่อสาธารณะ และขอความร่วมมือคนที่สร้างข่าวปลอม รวมถึงสื่อบางสำนักที่พาดหัวข่าวแล้วทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิด เพราะบางคนอ่านแค่พาดหัวข่าว จึงขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจสู้กับโรคระบาด ไม่ใช่มาทำร้ายกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ยืนยันรัฐบาลเตรียมความไปรับคนไทยไว้หมดแล้ว ทั้งเครื่องบิน บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล รวมถึงเวชภัณฑ์ที่จะไปดูแลตามขั้นตอนการขนส่งผู้โดยสารจากเมืองที่มีสถานการณ์โรคระบาด ขณะนี้รอเพียงการประสานจากทางจีน ทุกคนจะไม่เสียค่าโดยสาร เพราะเป็นการดูแลคนของเรา โดยจะมีขั้นตอนการตรวจเช็กการขึ้นเครื่อง แม้ขณะนี้จะไม่มีรายงานว่าคนไทยที่อยู่เมืองอู่ฮั่นมีอาการของโรคหรือเจ็บป่วยใดๆ ก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า เมืองอู่ฮั่นขณะนี้ถูกปิดเมือง การสัญจรไม่มีไฟลต์เครื่องบินเข้า-ออก เราจึงต้องใช้ไฟลต์พิเศษ โดยจะต้องมีขั้นตอนการขออนุญาตเส้นทางการบิน ปัจจุบันยังไม่ได้รับการยืนยันวันที่จะเข้าไปรับคนไทยที่ชัดเจน และตนไม่รู้ว่ากระแสข่าวว่าจะไปรับคนไทยวันที่ 4 ก.พ.มาจากไหน แต่ยืนยันจะเดินทางไปรับคนไทยให้เร็วที่สุด ฝั่งไทยพร้อมแล้ว รอการไฟเขียวจากจีนเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องรายละเอียดขอให้การข่าวมาจากศูนย์ข่าวเดียวกัน เพราะคนนั้นให้ข่าวที คนนู้นให้ข่าวที ก็เริ่มมีการผิดเพี้ยนบ้าง จริงบ้าง จะทำให้ผู้คนตื่นตระหนก ซึ่งผมจะเรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นประธานอำนวยการ ในเวลา 13.00 น. ของวันที่ 31 ม.ค. ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร ชั้น 2 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมจะเสนอมาตรการต่างๆ รวมไปถึงการเสนอให้ยกเลิกการออกวีซ่าให้คนจีน ที่ขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินในประเทศไทย หรือวีซ่าออนอาร์ไรวัล (Visa on Arrival)&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
อนุทินขอเลิกเฟกนิวส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดีที่สุดคือต้องทำให้คนจีนเข้ามาประเทศไทยให้น้อยที่สุด เพื่อให้เกิดความสบายใจของคนไทย แต่เราไม่สามารถที่จะไปยกเลิกวีซ่าที่ออกโดยสถานทูตจีนได้ อาจจะต้องกำหนดมาตรการ เช่น มีใบรับรองแพทย์มาแสดง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความสบายใจของพี่น้องคนไทย ความปลอดภัยในด้านสุขภาพของคนไทย ต้องมาเหนือสิ่งอื่นใด ขอให้ความมั่นใจ ไม่มีทางเห็นคนอื่นดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามเรื่องของเฟกนิวส์จะเอาผิดผู้ปล่อยข่าวอย่างไร รองนายกฯกล่าวว่า ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาผิดเอาถูก แต่ต้องชี้แจงให้มากที่สุด อยากจะให้ไปกราบเท้าทุกคนก็ได้ที่เล่นเฟกนิวส์ อย่าทำเลย เอาไว้สถานการณ์ปกติ จะเล่น จะว่า จะแซวกัน ค่อยให้ถึงเวลานั้น แต่ตอนนี้ขอให้เป็นเวลาทุกคนต้องร่วมกันให้เกิดความสงบ ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนชาวไทยให้ได้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ปอท.) นำหมายศาลเข้าค้น 15 จุดเป้าหมายทั่วประเทศ หลังพบมีผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวปลอมเชื้อไวรัสโคโรนา พบ 6 จุด มีผู้ปล่อยข่าวปลอม ส่วน 9 จุด อยู่ระหว่างปฏิบัติการและสรุปผล พร้อมควบคุมตัว 2 คนที่ยอมรับว่าเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมมาดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้เดินทางมาร่วมสอบปากคำผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวปลอมเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรนา ร่วมกับตำรวจ ปอท. โดย 1 ใน 15 จุด เข้าตรวจค้นหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านมีนบุรี ยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และควบคุมตัวผู้โพสต์ 1 คนมาสอบสวน ซึ่งยอมรับเป็นผู้โพสต์ข่าวผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโลนาที่พัทยา 1 ราย โดยได้รับการส่งต่อมาจากเพื่อน และเมื่อทราบว่าเป็นข่าวปลอม จึงได้ลบโพสต์ดังกล่าวไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 1 คนที่ควบคุมตัวเป็นชายในพื้นที่ย่านทวีวัฒนา ซึ่งยอมรับว่าเป็นผู้ที่เผยแพร่คลิปวิดีโอต่างประเทศที่มีคนล้มลง และมีการอ้างว่าได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา เบื้องต้นควบคุมตัวทั้ง 2 คนส่งตำรวจ ปอท. ดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ได้รับความเสียหายกับประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอีก 4 คน ที่พบการส่งต่อข่าวปลอม เช่น ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ต ตำรวจยังอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ขอฝากเตือนประชาชนเกี่ยวกับการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยขอให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวเสียก่อน เพื่อป้องกันความเสียหาย และอาจจะถูกดำเนินคดีได้ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีข้อมูลว่ามีการเผยแพร่ข่าวปลอม เช่น ข่าวปลอม สี จิ้นผิง สั่งใช้กฎหมายสูงสุด วิสามัญโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับไวรัส, ข่าวปลอม ผู้ป่วยติดเชื่อไวรัสโคโรนา เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ป.แพทย์ 1 นครราชสีมา, ข่าวปลอม พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา เสียชีวิตที่ภูเก็ต เพิ่มอีก 1 ราย, ข่าวปลอม พบผู้ป่วยชาวจีนติดเชื้อไวรัสโคโรนารักษาตัวที่ รพ.ราชธานี จ.พระนครศรีอยุธยา, ข่าวปลอม พัทยาพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากไวรัสโคโรนา 1 ราย, ข่าวปลอม เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สามารถติดต่อผ่านการมองตาได้, ข่าวปลอม คลิปสุดช็อก ไวรัสโคโรนา ทำคนล้มทั้งยืน, ข่าวปลอม กรมควบคุมโรคยกเลิกการคัดกรองผู้โดยสารด้วยเทอร์โมสแกน และข่าวปลอม พนักงานการบินไทย ติดโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นจำนวนมาก
พท.จี้ถามวันไหนอพยพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ชี้แจงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง โพสต์ภาพนายทักษิณ ชินวัตร สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี สั่งกองทัพอากาศนำเครื่องซี 130 ไปรับคนไทยที่ประเทศกัมพูชา เหตุจลาจลกรุงพนมเปญ ปี 2546 ว่า เครื่องบินซี 30 ถือเป็นเครื่องบินทหาร สามารถบินไปต่างประเทศได้ทุกพื้นที่ ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง จะระมัดระวังเรื่องการอนุญาต ให้เครื่องบินทหารไปลงในพื้นที่หรือไม่ ในส่วนของแผนการอพยพ เราสามารถส่งเครื่องซี 130 ไปได้ทุกประเทศ แต่ต้องมีข้อตกลงว่าประเทศปลายทางจะอนุมัติให้เราหรือไม่ ที่ผ่านมาประเทศรอบบ้านและหลายประเทศก็อนุญาตให้เราเข้าไป โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเทศเจ้าบ้านที่จะอนุญาตให้เราไปใช้ห้วงอากาศและลงไปในพื้นที่ เพราะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการสนับสนุนหลังจากที่เครื่องบินลงไปถึงพื้นแล้วจะมีการเติมน้ำมัน สตาร์ทเครื่องยนต์ หรือซ่อมบำรุงเป็นบางส่วน และมีการถ่ายเทของเสียออกจากเครื่องบินว่าจะมีความพร้อมที่ปลายทางหรือไม่ ถือเป็นเหตุผลที่ประเทศเจ้าภาพบางประเทศก็ไม่ยินดีที่จะให้เครื่องไปลง เพราะเขาไม่สามารถดูแลและบริการเราได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อ.มานัตกล่าวว่า สำหรับการอพยพคนไทยออกจากประเทศจีน กองทัพอากาศก็จัดเครื่องซี 130 เตรียมพร้อมไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าทางการจีนจะอนุมัติหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้ง 2 เหตุการณ์ไม่สามารถที่จะนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะแต่ละประเทศมีเหตุผลของเขาเอง ที่ไม่อนุญาตไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปคาดเดาได้ เป็นเรื่องเหตุผลภายในของเขาเอง ซึ่งในกรณีของประเทศกัมพูชาซึ่งในขณะนั้นเกิดเหตุจลาจล แต่ประเทศกัมพูชาอนุญาตให้เรานำเครื่องซี 30 ไปรับคนไทยได้ แต่ในขณะที่ประเทศจีนมีเชื้อไวรัสโคโรนาระบาด เขามีความเข้มงวดเรื่องความมั่นคง เพราะว่ามีหลายชาติที่ต้องการเข้าไปรับคนของตัวเองออกมา เพราะฉะนั้นการกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขเป็นเรื่องสำคัญที่ทางการจีนจะระมัดระวัง&amp;quot; ผบ.ทอ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพรรคเพื่อไทย (พท.) ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรค พท. กล่าวว่า ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เพราะต้องการทราบความชัดเจนเรื่องกำหนดวันอพยพคนไทยในนครอู่ฮั่นและเมืองอื่นในมณฑลหูเป่ย์กลับไทย เนื่องจากผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่า ยังไม่ทราบเวลาที่แน่นอนในการพาคนไทยกลับประเทศ และปฏิเสธว่าคำให้สัมภาษณ์ของ รมช.สาธารณสุขที่ประกาศว่าจะอพยพคนไทยได้ภายในวันที่ 4 ก.พ. เป็นเพียงการคาดการณ์ไปเองของรัฐมนตรี แต่กระทรวงการต่างประเทศของไทยยังไม่ทราบเรื่องกำหนดการดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข่าวที่ออกมาได้ทำให้คนไทยในอู่ฮั่นเกิดความหวังว่าจะได้กลับบ้านแล้ว พล.อ.ประยุทธ์อย่าแค่พูดลอยๆ ว่าจะพาคนไทยออกจากอู่ฮั่นวันไหนก็ได้ เพราะขณะนี้คนไทยในอู่ฮั่นและญาติพี่น้องของเขาในเมืองไทย กำลังรอฟังความชัดเจนเรื่องวันเวลาในการอพยพคนไทยกลับบ้าน เพราะต้องวางแผนการเดินทางไปยังจุดนัดพบ ถ้าจะมีการอพยพจริง เนื่องจากการเดินทางภายในอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ย์ถูกตัดขาดทั้งหมด&amp;quot; ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า จากผลการแก้ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นปรากฏภาพชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ไร้ความสามารถในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ปี 2019 ที่เกิดขึ้นมีผลให้หลายประเทศประกาศภาวะวิกฤติ แต่ประเทศไทยยังลอยไปลอยมา เอ้อระเหยไม่ประกาศภาวะวิกฤติ ส่งผลให้การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีบริบทที่แตกต่างกัน คือเมื่อรัฐบาลมองว่าปัญหานี้ไม่สำคัญ ไม่มีอะไรทำน่าเป็นห่วง ต่างจากหลายประเทศที่ มองปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระดับชาติต้องระดมสรรพกำลังทุกหน่วยงานเข้าร่วมกันแก้ปัญหานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จนถึงขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่รัฐบาลก็มีข้ออ้างว่าเป็นคนจีน เพราะดูจากรายงานทางการแพทย์ว่าเป็นคนจีนที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยแล้วมาป่วยในประเทศไทย รัฐบาลเลือกที่จะไม่บอกความจริงกับประชาชน และสะท้อนถึงความไม่รู้ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาหรือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผลที่เกิดขึ้นมาจากที่มาของรัฐบาลที่ไม่รู้เรื่องการบริหารประเทศ&amp;quot; นพ.ชลน่านกล่าว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55926</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คนขับแท็กซี่, นักท่องเที่ยวจีน, ระบบเฝ้าระวัง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e32e7e157446.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มแท็กซี่ฯ-วินจ่อบุกคมนาคมทวงถามสัญญาแก้ปัญหาค่าโดยสาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค. 2562 รายงานข่าวแจ้งว่าจากกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า การให้บริการรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันจะมีผลบังคับใช้ภายใน มี.ค. 2563 นั้น นายพัลลภ ฉายินธุ คณะทำงานจัดระเบียบรถบริการสาธารณะภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือว่าครบเวลาที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับปากว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) พร้อมยอมรับว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันสามารถกำหนดราคาเองได้ เพราะอาจจะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงราคาค่าโดยสาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังขอให้มีการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสาร หลังจากยังไม่ได้ปรับขึ้นมานานถึง 6 ปีแล้ว โดยกิโลเมตรแรกจากเดิมอยู่ที่ 6 บาท เป็น 6.50 บาท รวมถึงการปรับค่าเซอร์ชาร์จในสนามบิน การยกเลิกแท็กซี่โอเคและแท็กซี่วีไอพี และการขยายอายุรถแท็กซี่ให้บริการในปัจจุบันจาก 9 ปีเป็น 12 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ได้ขัดข้องหากให้แอปพลิเคชัน Grab ดำเนินการถูกกฎหมาย แต่ต้องรับผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชันเท่านั้น และไม่สามารถจอดรอรับส่งผู้โดยสารที่สนามบินและสถานีขนส่งได้ โดยจะเดินทางไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา ในวันที่ 7 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายศดิส ใจเที่ยง นายกสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย กล่าวว่า หลังจากที่ดำเนินการเรียกร้องค่าโดยสารและค่าเซอร์ชาร์จแต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ทางกลุ่มแท็กซี่สุวรรณภูมิจะดำเนินการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยจะไม่ให้บรรทุกกระเป๋าเพิ่ม โดยจำนวนผู้โดยสารและกระเป๋าจะต้องเท่ากัน หากมากกว่านั้นจะต้องเรียกคันใหม่เพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสันติ ปฎิภาณรัตน์ ผู้ประสานงานกลุ่มคณะทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรถรับจ้างสาธารณะ กล้าวว่า ขณะนี้ถือว่าเลยกำหนดเวลา 1 เดือนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสั่งการให้ ตั้งคณะทำงานร่วมกับกรมการขนส่งทางบกแล้ว ซึ่งจนถึงตอนนี้ไม่ได้มีการสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การสั่งการให้กรมการขนส่งทางบกประสานไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องแอปพลิเคชันที่กระทำผิดกฎหมาย ว่าเป็นการดำเนินการถูกต้องหรือไม่ กลับมีหนังสือตอบกลับจากกรมการขนส่งทางบกว่า จะต้องดำเนินการเอง จึงมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหา พร้อมยืนยันว่ากรมการขนส่งทางบกต้องดำเนินการตามกฎหมาย และให้มีตัวแทนกลุ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของรถรับจ้างสาธารณะ ซึ่งประกอบด้วย รถแท็กซี่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รถสามล้อแดงเชียงใหม่ และรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้ยื่นหนังสือ ถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2562 เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่ได้สะสมมาเป็นเวลานานโดยมีการแยกประชุมแท็กซี่เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2562 และของวินมอเตอร์ไซค์วันที่ 8 ส.ค. 2562 โดยให้กรอบเวลาในการทำงานแก้ไขเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้ได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงจะยกร่างกระทรวงเพื่อทำให้ Grab ถูกกฎหมายโดยไม่ได้มีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ เข้าไปมีส่วนร่วมพิจารณา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว คณะทำงานฯ จึงได้รวมตัวกันเพื่อขอเข้าพบในวันที่ 7 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น เพื่อให้นายศักดิ์สยาม ออกมาชี้แจงกับกลุ่มรถรับจ้างสาธารณะ โดยมีแกนนำจากกลุ่มต่างๆ เช่น นายวิฑูรย์ แนวพาณิชย์ ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ, นายพัลลภ ฉายินทุ คณะทำงานจัดระเบียบรถบริการสาธารณะภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (แท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิ), นายศดิส ใจเที่ยง ประธานสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทยและคณะทำงานจัดระเบียบรถบริการสาธารณะภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, นายวรพล แกมขุนทด นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่, และนายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48993</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นค่าแท็กซี่, คนขับแท็กซี่, วินมอเตอร์ไชค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8d76741ceda.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27127</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แท็กซี่น้ำใจงามเก็บโรเล็กซ์ฝังเพชรคืนเจ้าของ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.62 -&amp;nbsp;ที่สถานีวิทยุ สวพ.FM&amp;nbsp;91 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายภูวดล จินดาปาณีกุล ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ สีส้ม-ขาว ทะเบียน ทห 7785 กรุงเทพมหานคร ส่งคืนนาฬิกา โรเล็กซ์ รุ่น บูเชอร์ ตัวเรือน 2 กษัตริย์ ฝังเพชร ให้กับนางยุพาภรณ์ กัมมันคนุรักษ์ อายุ 52 ปี นักธุรกิจ ชาวสงขลา หลังจากทำหล่นบนรถ แท็กซี่ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ขณะใช้บริการจากคอนโดย่านทุ่งครุ ไปที่ อาคาร ใบหยก ประตูน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางยุพาภรณ์ กัมมันคนุรักษ์ อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 95 ถนนชายวารี ต.ระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา เปิดเผยว่า วานนี้ (20 ม.ค.) เวลาประมาณ 07.50 น. เรียกใช้บริการรถแท็กซี่ สีส้ม จำทะเบียนไม่ได้ จากคอนโด มิเนี่ยม ย่านประชาอุทิศ ทุ่งครุ ไปที่ อาคาร ใบหยก 1 ประตูน้ำ ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถ พยายามหานาฬิกา ยี่ห้อ โรเล็กซ์ รุ่น บูเชอร์ ตัวเรือน 2 กษัตริย์ ฝังเพชร ภายในกระเป๋าถือ แต่หาไม่เจอจึงโทรศัพท์ไปบอกลูกชายให้ช่วยหาภายในห้องพัก ก็ไม่เจอเหมือนกัน ตนคิดว่า นาฬิกา โรเล็กซ์ คงหล่นหายที่ไหนสักแห่ง โดยทุกคนพยายามช่วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;กระทั่งลูกชาย ฝาแฝดอีกคน ซึ่งอยู่ที่จังหวัดสงขลา แนะนำให้โทรศัพท์เข้ามาแจ้งที่ หมายเลข 1644 ของ สวพ.FM&amp;nbsp;91 เพื่อประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากลูกสะใภ้ โทรแจ้งและมีการประกาศผ่านทางสถานีวิทยุ ในช่วงบ่าย วานนี้ไม่นานตนก็ได้รับการประสานงานจากทางเจ้าหน้าที่ พร้อมระบุว่า มีโชเฟอร์แท็กซี่ คนดี เก็บนาฬิกา ยี่ห้อ โรเล็กซ์ ตัวเรือนฝังเพชรได้&amp;nbsp;&amp;ldquo;รู้สึกดีใจมาก เพราะเป็นนาฬิกาที่สามีซื้อให้เป็นของขวัญ มูลค่า 170,000 บาท ไม่คิดว่าจะได้คืน รู้สึกดีใจ ของหายแล้วได้คืน ไม่เท่ากับเจอคนดี&amp;rdquo;&amp;nbsp;นางยุพาภรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายภูวดล จินดาปราณีกุล อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 39 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 68 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ขับขี่รถแท็กซี่ สีส้ม คาด ขาว ทะเบีย ทห 7785 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;จำได้ว่ารับนางยุพาภรณ์ กัมมันคนุรักษ์ อายุ 52 ปี จากคอนโดฯ ย่านประชาอุทิศ ทุ่งครุ ไปส่งอาคารใบหยก จากนั้นแวะไปเติมแก๊ส ภายในซอยสาทร 1 ระหว่างนั้นหันไปเจอนาฬิกา ยี่ห้อ โรเล็กซ์ ฝังเพชร บนเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลัง ก็นึกขึ้นได้ว่าเป็นของผู้โดยสารหญิงคนดังกล่าว เพราะขณะที่นางยุพาภรณ์ อยู่บนรถได้ยินเสียงพูดคุยโทรศัพท์กับลูกชายให้หานาฬิกา ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะนำนาฬิกา ยี่ห้อ โรเล็กซ์ ไปส่งคืนได้ที่ไหนจึงตัดสินใจ โทรศัพท์เข้ามาแจ้งที่สถานีวิทยุ สวพ.FM&amp;nbsp;91 รู้ว่า นาฬิกา เรือนดังกล่าวมีมูลค่า แต่ไม่อยากได้ ตนอยากส่งคืนให้เจ้าของมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงาน นางยุพาภรณ์ กัมมันคนุรักษ์ ได้นำเอกสารการซื้อ-ขาย นาฬิกา ยี่ห้อ โรเล็กซ์ รุ่นบูเชอร์ ตัวเรือน 2 กษัตริย์ ฝังเพชร พร้อมใบรับรองมาแสดงเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของทรัพย์ และมอบสินน้ำใจให้กับ นายภูวดล จินดาปราณีกุล จำนวน 5,000 บาท โดยมีนางสาวไจตนย์ นางสาวจิตต์ผ่องใส ศรีวังพล ผู้บริหารสถานีวิทยุ สวพ.FM&amp;nbsp;91 ร่วมเป็นสักขีพยาน ส่งคืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27127</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนขับแท็กซี่, ลืมของไว้ในแท็กซี่, สถานีวิทยุ สวพ.FM 91</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c4569ec9572c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 12:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คึกคัก! แท็กซี่แห่จองสิทธิ์กู้เงินซื้อรถใหม่ล้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ธ.ค. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ธ.ค. 61) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ได้เปิดให้ผู้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ จองสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ฮัก TAXI เสริมแกร่งแท็กซี่ไทย เป็นวันแรก ปรากฏว่า มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ โครงการฮัก TAXIฯ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ขับแท็กซี่ส่วนบุคคลยื่นเอกสารแสดงเจตจำนงค์กู้เงินเพื่อซื้อรถใหม่ไปใช้ประกอบอาชีพ 7 แสน - 1 ล้านบาท ต่อราย โดยธนาคารเตรียมวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.42% ต่อเดือน หรือ 2.5% ต่อปี ให้กู้เต็มวงเงิน 100% ของราคารถรวมทั้งอุปกรณ์ที่ติดตั้งในตัวรถ ไม่ต้องดาวน์ ทำให้สามารถผ่อนชำระน้อยกว่าการจ่ายค่าเช่าแท็กซี่รายวัน เฉลี่ยวันละประมาณ 400-500 บาท รวมทั้งสามารถแสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการได้ทางออนไลน์&amp;nbsp; ทั้งเว็บไซต์ธนาคาร เฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชั่น ธพว.

โดยมีผู้ขับแท็กซี่มารอเพื่อยื่นเอกสารขอกู้เงินในโครงการตั้งแต่ 5 ทุ่ม ของวันที่ 26 ธ.ค. 2561 ซึ่ง ธพว. จะเปิดให้มีการยื่นเอกสารขอกู้เงิน 2 รอบได้แก่&amp;nbsp; รอบเช้า เวลา 8.30-12.00 น. และรอบบ่าย เวลา 13.00-16.30 น.

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. เปิดเผยว่า จะพยายามพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน โดยวัตถุประสงค์หลักการของโคตรงกมา คือ พัฒนาทักษะ เงินทุน และคุณภาพชีวิต ผู้ที่มีรถเป็นของตัวเองแล้วก็สามารถร่วมโครงการได้ เพราะจะมีทั้งการจัดฝึกอบรมทักษะในการประกอบอาชีพและจัดหาสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต มีระบบประกันสังคมและการออมเพื่อประโยชน์ในวัยเกษียณด้วย

&amp;ldquo;คิดว่าน่าจะอนุมัติวงเงินล็อตแรกได้ภายในวันที่ 15 ก.พ. 2562 โดยเบื้องต้นจะเปิดให้ผู้ขับแท็กซี่ภายในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ยื่นแสดงเจตจำนงค์ก่อน ซึ่งตั้งเป้าหมายมีผู้ขับแท็กซี่เข้าร่วมโครงการ 1 หมื่นราย โดยหากวันนี้มีผู้ยื่นไม่ครบ 1 หมื่นรายก็จะขยายให้ผู้ขับแท็กซี่ในต่างจังหวัดยื่นแสดงเจตจำนงค์กู้เงินได้&amp;rdquo; นายมงคล กล่าว

นายมงคล กล่าวอีกว่า ภายในวันนี้จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง หากยังมีความต้องการกู้เงินอีกมาก ธพว. ก็จะทำเรื่องเสนอกระทรวงการคลัง เพื่อขยายวงเงินดำเนินอีกครั้ง

นายอุตตม สาวนายน รมว. อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รถแท็กซี่ในปัจจุบันเกือบ 50% หรือประมาณ 3.5 หมื่นคัน เป็นรถที่เหลืออายุการใช้ไม่ถึง 5 ปี ซึ่งตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป และรถจะทยอยหมดอายุ ปีละกว่า 1 หมื่นคัน ดังนั้นโครงการ ฮัก TAXI จึงได้เข้ามาช่วยลดภาระในส่วนของ 1 หมื่นคันแรก โดยใช้วงเงินเดิมของธนาคารที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้ของบประมาณเพิ่มแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินการไปสักระยะ หากยังมีความต้องการเพิ่มก็อาจพิจารณาขยายวงเงินเพิ่มได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25209</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงิน, คนขับแท็กซี่, ธพว., นายอุตตม สาวนายน, เอสเอ็มอีแบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c2453432ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
