<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2020 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ยกตัวเลขสับ&#039;รัฐบาลบิ๊กตู่&#039;ไร้น้ำยา! ทำคนจนพุ่งมากสุดในประวัติศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ย. 63 - นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพอใจภาพรวมผลการแก้ไขปัญหาความยากจน ภายหลังสภาพัฒน์รายงานสถานการณ์ความยากจนในปี 62 ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นว่า ศูนย์นโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การนำตัวเลขปีต่อปีในลักษณะนี้มาวิเคราะห์ จะนำไปสู่การตีความที่คลาดเคลื่อนและได้ข้อสรุปที่ผิดพลาด ซึ่งตามปกติแล้ว ตัวเลขคนจน หรือจำนวนคนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนนั้น มีแนวโน้มลดลงอยู่แล้วโดยปรกติ จากปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา การพัฒนาของทุนและแรงงาน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่มีการรายงานมา ประเทศไทยมี คนจนเพิ่มขึ้น ทั้งหมด 5 ครั้ง และเป็นไปได้สูงที่จะมีครั้งที่ 6 จากวิกฤติโควิด ซึ่งได้แก่ 1.ปี 2541 จากวิกฤติต้มยำกุ้ง 2.ปี 2543 ผลพวงต่อเนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และวิกฤติ Dot-com 3.ปี 2551 จากวิกฤติซับไพรม์ 4.ปี 2559 รัฐบาล คสช. 5.ปี 2561 รัฐบาล คสช. และ6.คาดว่าปี 2563 จากวิกฤติโควิด รัฐบาลพลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลระยะยาวนี้บ่งชี้ว่า ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ คนไทยจะจนมากขึ้นถึง 3 ครั้ง จากทั้งหมด 6 ครั้ง มากครั้งที่สุดในประวัติศาสตร์ มากกว่าผู้นำทุกคนของไทย ตั้งแต่มีการรายงานมา นอกจากนั้น 2 ครั้งในช่วงรัฐบาล คสช. ปี 2559 และ 2561 ไม่ได้เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่หากเกิดขึ้นจากปัญหาด้านประสิทธิภาพของรัฐบาลโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลควรจะใช้ข้อมูลระยะยาวลักษณะนี้ในการประเมินประสิทธิภาพ มากกว่าใช้ข้อมูลระยะสั้นปีต่อปี เพราะนอกจากจะทำให้เกิดข้อสรุปเชิงนโยบายที่ผิดพลาดแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าขาดความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์ตัวเลขหรือดัชนีดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82533</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล, คนจน, บิ๊กตู่, พท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190202/image_big_5c5522723d17f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮลั่นไทย! สภาพัฒน์ฯเผยตัวเลข สัดส่วนคนจนลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค.63 - นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พอใจภาพรวมผลลัพธ์การแก้ไขปัญหาความยากจน ภายหลังสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์ความยากจนในปี 2562 ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนคนจนลดลงจากร้อยละ 9.85 ในปี 2561 มาอยู่ที่ร้อยละ 6.24 ในปี 2562 หรือมีคนจน จำนวน 4.3 ล้านคน ลดลงจาก 6.7 ล้านคน ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการขยายมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ อาทิ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยส่งผลให้ภาพรวมคนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 9,847 บาทต่อคนต่อเดือน จากปี 2560 ที่มีรายได้ 9,614 บาทต่อคนต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 ขณะที่ครัวเรือนยากจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 2,823 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2560 เป็น 3,016 บาทต่อคนต่อเดือนในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.81 ซึ่งการที่คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาดังกล่าวผลประโยชน์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในรอบปี ตกกับคนยากจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นอกจากนี้สัดส่วนคนจนปี 2562 ที่ร้อยละ 6.24 ทำให้ประเทศไทยบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายในการแก้ปัญหาความยากจนตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่มีเป้าหมายให้สัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนลดลงเหลือร้อยละ 6.5 ณ สิ้นแผนพัฒนาฯ ในปี 2564 อีกด้วย สะท้อนถึงการประสบความสำเร็จในการลดปัญหาความยากจน และการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาความยากจนของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนคนจนในภาพรวมจะมีแนวโน้มลดลง แต่การรักษาระดับสัดส่วนคนจน ให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปจนสิ้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป เนื่องจากในปี 2563 ประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤติโรค Covid-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการจ้างงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า จากการรายงานของสภาพัฒน์ พบว่า สัดส่วนความยากจนลดลงเกือบทุกจังหวัด และภาพรวมสัดส่วนคนจนมีแนวโน้มลดลงในทุกภูมิภาค โดยในปี 2562 จังหวัดที่มีปัญหาความยากจนน้อยที่สุด ได้แก่ นนทบุรี (ร้อยละ 0.24) รองลงมาคือ ปทุมธานี (ร้อยละ 0.24) ภูเก็ต (ร้อยละ 0.40) สมุทรปราการ (ร้อยละ 0.56) และ กทม. (ร้อยละ 0.59)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกรัฐมนตรี ย้ำจะต้องแก้ไขปัญหาความยากจนต่อไป เพราะสาเหตุของความยากจนนั้นมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ปัญหาภาคเกษตรกรรม การอาศัยอยู่ในครัวเรือนใหญ่ที่ทำให้มีรายได้น้อย และแรงงานนอกระบบ ซึ่งอาจไม่ได้รับการดูแลภายใต้กฎหมายการคุ้มครองแรงงาน ทำให้โอกาสการเข้าถึงสวัสดิการมีอย่างจำกัด โดยมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีส่วนช่วยให้คนยากจนมีรายได้ที่สูงขึ้น แต่คนจนยังคงเข้าถึงความช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐได้น้อย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนจนไม่สามารถยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น&amp;quot; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังรับทราบข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 6 ข้อของสภาพัฒน์ ประกอบด้วย 1. การมีระบบข้อมูลเพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ยากจน มุ่งเน้นการพัฒนาข้อมูลที่ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ โดยเฉพาะประชากรที่ยากจน กลุ่มเปราะบางต่าง ๆ และต้องมีความถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างตรงจุด 2. การจัดสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือให้กับคนจนอย่างเหมาะสมและแตกต่างตามลักษณะของคนจน 3. การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น 4. การบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สาธารณสุขให้มีความเท่าเทียมมากขึ้น 5.ขยายฐานภาษีและปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นกลไกในการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และ6. การติดตามและประเมินผลกระทบของนโยบาย โดยมีการประเมินผลมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำที่สำคัญอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82366</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนจน, รัฐบาล, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f73353004579.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เอี่ยม&#039;เหน็บ&#039;บิ๊กตู่&#039;ทหารแก่ไม่มีวันตาย แต่ทหารแก่กำลังทำลายเศรษฐกิจไทยให้ตายทั้งเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.63-นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสภาพัฒน์ฯ เผยไทยเหลื่อมล้ำพุ่งรอบ 10 ปี รวยจนห่างกันสูงสุด 20 เท่า หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มทะลุ 80 เปอร์เซ็นต์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เห็นรายงานของสภาพัฒน์ฯแล้ว นึกออกหรือยังว่าจะแก้ไขอย่างไร หรือจะใช้วิธีโยนความผิดไปให้รัฐบาลก่อนตามถนัด ในรายงานพบคนจนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี60 พล.อ.ประยุทธ์ หนียังไงก็หนีไม่ออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลยิ่งอยู่ยาวคนยิ่งแห่มาลงทะเบียนรับบัตรคนจนเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจไทยหลังจากโควิดจะต้องเจอกับภาวะ 3 สูง 3 ต่ำ 3 สูง คือ อัตราการว่างงานสูง หนี้สาธารณะสูง และหนี้ภาคเอกชนสูง ส่วน 3 ต่ำ คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ อัตราเงินเฟ้อต่ำ และอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ตลอด 6-7 ปี ทำให้คนไทยได้เห็นว่า ประเทศไทย ไม่ใช่ใครก็ได้ ที่จะมาเป็นผู้นำ คนไทยจะฝากอนาคตเศรษฐกิจไทยไว้กับทหารเกษียณที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์จริง ๆ หรือ ทหารแก่ไม่มีวันตาย แต่ทหารแก่ กำลังทำลายเศรษฐกิจไทยให้ตายทั้งเป็น หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาวะสุญญากาศ กำลังลุกลาม ทั้งด้าน เศรษฐกิจ การเมือง หา รมว.คลัง ยังไม่ได้ จะพูดอะไร จะแก้เหลื่อมล้ำแบบไหน น้ำหนักคงไม่มี&amp;quot; นายอนุสรณ์ กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78223</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, คนจน, นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4d0a59ec215.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 15:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดราม่าแกงถุง250ดังข้ามคืน ‘นัท นิสามณี’กับปมเหยียดคนจน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลายเป็นประเด็นดราม่าเพียงชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว เมื่อเน็ตไอดอล-บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดัง นัท-นิสามณี เลิศวรพงศ์ ได้ให้คุณแม่ทำแกงเขียวหวานขายในราคาถุงละ 250บาท ซึ่งมีปริมาณไม่ต่างจากแกงถุงตามท้องตลาด บวกกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเพียงการใส่ถุงร้อนและมัดหนังยางธรรมดา ทำให้หลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าราคานี้แพงเกินไปหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เรื่องราวดราม่าไม่ได้เกิดจากราคาของสินค้าเพียงเท่านั้น หากแต่เกิดจากการตอบโต้กับแฟนๆของเจ้าตัวและเพื่อนๆด้วยคำพูดที่หลายคนอ่านแล้วคงจุกไม่น้อย เพราะ &amp;quot;มิก เฉลิมศรี&amp;quot; หนึ่งสมาชิก &amp;ldquo;แก๊งหิ้วหวี&amp;rdquo; ของสาวนิสามณี ได้ไลฟ์อินสตาแกรมกับสาวนัทเพื่อชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่าที่ราคาแพงเพราะวัตถุดิบอย่างดีและเลือกใช้ถุงร้อนกับหนังยางเพราะอยากลดโลกร้อนแทนการใช้กล่อง แต่เมื่อมีหลายความคิดเห็นตอบโต้เข้ามา &amp;ldquo;ตูน&amp;rdquo; หนึ่งในแก๊งหิ้วหวีก็ได้เข้ามาพิมพ์ตอบกลับด้วยข้อความที่เหมือนการดูถูกคนจนว่า &amp;ldquo;จนก็กินแบบจน อย่าพูดมาก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เค้าไม่ได้ขายคนจน เค้าขายคนมีตังแดก&amp;rdquo; &amp;nbsp;แถมด้านสาวนัทนิสาก็มีการพิมพ์ข้อความว่าเข้าใจความรู้สึก เพราะตัวเองอยากซื้อรถพอร์ช แต่ไม่มีเงินซื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการโหมเชื้อไฟลุกลามไกลกว่าเดิมไม่น้อย ชาวเน็ตรวมตัวกันตั้งแฮสแท็ก #นัทนิสา พร้อมเข้ามาแหกประเด็นดังกล่าวจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ บวกกับหลายคนเข้าไปกดยกเลิกการติดตามในอินสตาแกรมจนยอดติดตามหายไปเกือบสองหมื่นคนเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;แกงเขียวหวานราคาถุงละ 250บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;quot;มิก เฉลิมศรี&amp;quot; หนึ่งสมาชิก &amp;ldquo;แก๊งหิ้วหวี&amp;rdquo;  ไลฟ์อินสตาแกรมกับสาวนัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;ตูน&amp;rdquo; หนึ่งในแก๊งหิ้วหวีก็ได้เข้ามาพิมพ์ตอบกลับด้วยข้อความที่เหมือนการดูถูกคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;ตูน&amp;rdquo; หนึ่งในแก๊งหิ้วหวีโพสต์ทวิตเตอร์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ยอดติดตามอินสตาแกรมของ นัท นิสามณี หายไปเกือบสองหมื่นคน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ตูน แก๊งหิ้วหวี - นัท นิสามณี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นัท นิสามณี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64308</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนจน, ตูน หิ้วหวี, นัท นิสามณี, บิวตี้บล็อกเกอร์, บูลลี่, ยูทูบเบอร์, เฉลิมศรี, เน็ตไอดอล, แกงเขียวหวาน, แก๊งหิ้วหวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200426/image_big_5ea543504819c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 20:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หญิงวัย 54  ขอโทษหนุ่มเวรเปล เตรียมถอนแจ้งความ หลังธนาคารยอมรับระบบขัดข้อง เมียปล่อยโฮสามีพ้นมลทิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - ความคืบหน้ากรณีที่ น.ส.สุนันท์ &amp;nbsp;หะพินรัมย์ อายุ 54 ปี ชาว ต.ศรีภูมิ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;ได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ &amp;nbsp; ว่าเจ้าหน้าที่เวรเปลโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ได้แอบกดเอาเงินที่ลูกสาวส่งมาให้หายไป 5,000 บาท &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;หลังจากไปฟอกไตที่โรงพยาบาลเอกชนดังกล่าว &amp;nbsp;แต่ป้าสุนันท์ เดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นคนพิการ &amp;nbsp;ส่วนสามีก็ทำไม่เป็น จึงวานให้เจ้าหน้าที่เปลของโรงพยาบาลช่วยไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ที่ตั้งอยู่หน้าโรงพยาบาลให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ทางธนาคารไทยพาณิชย์ &amp;nbsp;ได้ทำการตรวจสอบระบบตู้เอทีเอ็มของธนาคาร พบว่าระบบมีปัญหาขัดข้องในช่วงเวลาที่ลูกค้ากดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม &amp;nbsp;ทำให้ถูกตัดเงินในบัญชีอัตโนมัติ และทางธนาคารได้โอนเงินจำนวน 5,000 บาทคืนให้กับป้าเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังทราบเรื่องนายธนิต หรือต้น (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี หนุ่มพนักงานเปลที่ถูกกล่าวหา &amp;nbsp;พร้อม น.ส.สุวลักษณ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี &amp;nbsp;ภรรยา &amp;nbsp;ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ในโรงพยาบาลเดียวกัน &amp;nbsp;ก็ได้เดินทางไปยังบ้านของป้าสุนันท์ ที่อำเภอกระสัง &amp;nbsp;เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง &amp;nbsp;ซึ่งป้าสุนันท์ ก็ยืนยันว่าทางธนาคารไทยพาณิชย์ได้ติดต่อแจ้งมาทางโทรศัพท์ว่า &amp;nbsp;เงินที่หายไป 5,000 บาทเกิดจากระบบของตู้เอทีเอ็ม ขัดข้องจริง &amp;nbsp;และทางธนาคารก็ได้โอนเงินเข้าบัญชีคืนให้เรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp; ซึ่งป้าสุนันท์ &amp;nbsp;พร้อมสามีก็ได้ยกมือไหว้ขอโทษนายธนิต &amp;nbsp;หนุ่มพนักงานเปล ที่เข้าใจผิดว่าเป็นคนกดถอนเงิน 5,000 บาทไป &amp;nbsp;เพราะนายธนิต &amp;nbsp;เป็นคนสุดท้ายที่ไปกดให้ และหากได้รับเอกสารยืนยันจากธนาคารแล้วก็จะนำไปประกอบหลักฐานในการถอนแจ้งความที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ &amp;nbsp; ทั้งนี้ป้าสุนันท์ &amp;nbsp;ยังขอบคุณและชื่นชมนายธนิต &amp;nbsp;พนักงานเปล &amp;nbsp;ที่คอยดูแลช่วยเหลือเวลาไปฟอกไตที่โรงพยาบาล ทั้งยังมีน้ำใจไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม ให้ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาให้เสียหาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้านนายธนิต &amp;nbsp; หรือต้น &amp;nbsp;หนุ่มพนักงานเปล &amp;nbsp;บอกว่า &amp;nbsp; หลังข้อเท็จจริงปรากฏแล้วว่ากรณีที่เกิดขึ้นเกิดจากระบบ ตู้เทีเอ็ม ขัดข้อง &amp;nbsp;ก็รู้สึกดีใจที่พ้นมลทินและได้ความบริสุทธิ์คืน &amp;nbsp;จากที่ก่อนหน้าถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเครียด &amp;nbsp;ที่ถูกกล่าวหาทั้งยังถูกสังคมประณามให้เสียหาย &amp;nbsp; แต่พอความจริงปรากฏและป้า ก็ขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;ตนก็ยกโทษให้ไม่ได้ติดใจอะไร และยืนยันว่าจะยังคงทำความดีและให้บริการผู้ป่วยแบบนี้ต่อไปเพราะยังเชื่อมั่นว่าทำดีต้องได้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ น.ส.สุวลักษณ์ &amp;nbsp;ภรรยาของหนุ่มพนักงานเปล &amp;nbsp;ก็ถึงกับร้องไห้โผเข้ากอดเพื่อนร่วมงาน ด้วยความดีใจที่สามีพ้นมลทินและข้อกล่าวหา &amp;nbsp;จากที่ก่อนหน้านี้กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเครียดมาก &amp;nbsp;แต่ก็เชื่อว่าความดีย่อมทำให้ผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปได้ &amp;nbsp; และยืนยันว่าตนและสามีจะยังทำความดีช่วยเหลือคนอื่นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลแบบนี้ต่อไป &amp;nbsp;ถึงแม้จะถูกสังคมโซเชียลประณามกล่าวหารุนแรงจนไม่กล้าอ่านคอมเมนท์เลย &amp;nbsp;แต่ก็ขอบคุณเพื่อนร่วมงานและโซเซียลหลายคนที่เข้ามาให้กำลังใจ &amp;nbsp; แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็อยากเรียกร้องให้ทางธนาคารออกมาแสดงความรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64252</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนจน, บุรีรัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200425/image_big_5ea43ea87a6d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 10:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กเพื่อไทย ตัดพ้อรัฐบาลไม่เคยฟังข้อเสนอฝ่ายค้าน-ฝ่ายปชต.  ช่วยแต่คนรวยขณะที่คนจนส่วนใหญ่กำลังจะจมน้ำตาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.63 - นา่ยนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า รัฐบาลช่วยแต่คนรวยในขณะที่คนจนส่วนใหญ่กำลังจะจมน้ำตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราฝ่ายค้าน และมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยพยายามอดทน อดกลั้น เสนอแนวทาง ป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู เยียวยา ช่วยเหลือประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกภาคส่วน พร้อมช่วยแก้ไขวิกฤตชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรนา โควิด 19 มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความจริงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่รัฐบาลนี้นอกจากจะใจคับแคบ ไม่สนใจ ไม่ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติแล้ว กลับมีมาตราการช่วยเหลือนายทุน คนรวย เป็นส่วนใหญ่ มีเพียงเศษเสี้ยวของมาตราการเท่านั้นที่ช่วยคนจน เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบ นอกระบบ พ่อค้า แม่ค้ารายเล็ก รายกลาง ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาลมีมาตราการ &amp;ldquo;ตั้งกองทุนรวมตราสารหนี้&amp;rdquo; มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนรวม ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมตลาดเงินได้และสามารถนำหน่วยลงทุนมาเป็นหลักประกันเพื่อขอสภาพคล่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่อง เพื่อลดความเสี่ยงการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มีกลไกดูแลตลาดบอนด์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของตราสารหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเงินส่วนนี้ประเทศไทยและคนไทยทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ จึงพูดได้เต็มปากว่ารัฐบาลนี้อุ้มคนรวยเต็มที่ ไม่ให้ล้ม หรือหากจะล้ม ก็ให้ล้มบนฟูกที่คนทั้งประเทศต้องร่วมรับผิดชอบ หากมีกำไร คนรวยเพียงหยิบมือก็รับผลประโยชน์ไป หากเสียหาย คนไทยทั้งประเทศก็ร่วมรับผิดชอบจากนโยบายของรัฐบาลนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านคนจน คนชั้นกลางซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ภาคแรงงานในระบบ ( โรงงาน สถานประกอบการฯ) นอกระบบ (ภาคเกษตร พ่อค้า แม่ค้า ฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ผู้ประกอบการ ค้า รายเล็ก รายกลาง ปลีก ส่ง หาบเร่ แผงลอย ขับรถรับจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. บริษัท ห้างร้าน พนักงาน ลูกจ้างตั้งแต่แม่บ้าน รปภ จนถึง เจ้าของกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมประมาณ 40 ล้านคน รัฐบาลกลับไม่มีมาตราการป้องกัน ช่วยเหลือ เยียวยา เท่าที่ควรจะทำเช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อรัฐบาลสั่งปิดกิจการแล้ว จะให้พวกเขาอยู่ต่อไปอย่างไร ให้มีปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรค เพื่อเอาชีวิตรอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นจะบริหารจัดการเรื่องการมีรายได้ มีงานทำ ผ่อนปรนเรื่องภาระหนี้สินอย่างไร ไม่ใช่ให้นายทุนที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างดีจากรัฐบาลคือ ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดตัดตอนมาขูดเลือดขูดเนื้อรีดเอากับคนยากจน ผู้ประกอบการ รายเล็ก รายกลาง บริษัท ห้างร้าน ที่กำลังจะจมน้ำตาย เช่นที่เป็นอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปรียบเทียบให้เห็น นายทุนที่เล่นหุ้นในตลาดกลุ่มใหญ่ๆประมาณ 200 ตระกูลรัฐบาลใช้เงินเข้าไปอุ้ม 1 ล้านล้าน บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคนไทยส่วนใหญ่ที่ลำบากยากจนและกำลังจะตกงานประมาณ 40 ล้านคน หากรัฐบาลช่วยคนละ 2,000 บาทก็เป็นเงินเพียง 8 หมื่นล้านบาท หากช่วยคนละ 4,000 บาทก็เป็นเงินเพียง 1.6 แสนล้านบาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลนี้จึงช่วยคนรวยมากกว่าคนจน 10 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การช่วยคนรวยไม่ต้องรอมติ ครม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคนจน รัฐบาลกลับมีเงื่อนไขสารพัดและปราศจากแผนรองรับทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ในขณะที่นายทุน ขุนศึก ศักดินา อำมาตย์ ข้าราชการระดับสูงเสพสุขด้วยเงินภาษีของประชาชนอย่างไร้ขีดจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากรัฐบาลนี้ไม่เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ไม่เร่งแก้ปัญหาโรคระบาด โควิด 19 ไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคนหิวจัด เมื่อคนโกรธจัด และเมื่อคนกลัวถึงขีดสุดสัญชาตญาณของมนุษย์จะแสดงธาตุแท้ออกมา เมื่อนั้นอาจเป็นกลียุคของแผ่นดิน ต่อให้พวกคุณมีเงิน มีอำนาจ มีปืน พวกคุณก็ไม่อาจต้านทานการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมวลชนได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60835</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คนจน, นคร มาฉิม, รัฐบาล, เพื่อไทย, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7ad4c63b9a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2020 10:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2020 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุดิษฐ์&#039; บี้ &#039;สมคิด&#039; รับผิดชอบคำพูดหลังล้มเหลวแก้เศรษฐกิจ-คนจนพุ่ง 14.6 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค.63 - น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายการจัดตั้งสำนักบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเตรียมให้คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน จำนวน 14.6 ล้านคน ไปลงทะเบียนใหม่อีกครั้งของกระทรวงการคลัง สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและย้อนแย้งเกี่ยวกับนโยบายแก้ความยากจนของรัฐบาลเอง&amp;nbsp;เพราะจากเดิมช่วงริเริ่มโครงการเมื่อปลายปี 2560 มีตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์บัตรคนจน 11 ล้านคน จากตัวเลขคนจนเมื่อปี 2559 ที่มีเพียงประมาณ 6 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งตัวเลขคนจนที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นทั้งจากเกณฑ์การคัดคนเข้าโครงการที่หละหลวมเกินไป จนมีคนจนไม่จริงได้รับสิทธิ์เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่าคนจนจริงๆทยอยเพิ่มสูงขึ้นจากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว&amp;nbsp;ต่อมาปลายปี 2561 ครม.มีมติให้จัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน ก่อนที่กรมบัญชีกลางจะแจกบัตรคนจนเพิ่มอีก 3.04 ล้านใบในวันที่ 21 ธันวาคม 2561 โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 ทำให้ตัวเลขคนจน เพิ่มขึ้นจาก 11 ล้านคนเป็น 14.6 ล้านคนทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตัวเลขคนจนที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ใครๆก็มองออกว่า การแจกเงินผ่านโครงการดังกล่าวเป็นการหวังผลทางการเมือง แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านไป ตัวเลขคนจนที่มีมากถึง 14.6 ล้านคน กลับกลายเป็นหอกทิ่มแทงรัฐบาลเอง เพราะมันกลายเป็นว่า รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ความยากจนได้ แม้จะใช้งบฯจำนวนมหาศาลไปแล้วก็ตาม&amp;rdquo; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ตอนนี้รัฐบาลต้องลดตัวเลขคนจนลง ซึ่งอาจจะด้วยเพราะเงินไม่พอแจก หรือ ต้องการนำตัวเลขมาอ้างเป็นผลงาน แต่เป็นการลดลงด้วยวิธีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินใหม่ ดังนั้นจึงไม่ใช่มาตรการแก้ไขทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง&amp;nbsp;การใช้เกณฑ์การวัดรายได้ส่วนบุคคลมาเป็นเกณฑ์การวัดรายได้ของครอบครัว กำลังจะไปพรากสิทธิ์ของคนที่เคยได้รับบัตรคนจน ให้ไม่ได้รับสิทธิอีกต่อไป จึงเป็นการลดจำนวนคนจนได้แต่เพียงตัวเลข โดยที่คนจนเหล่านี้ไม่ได้หายจนจริงๆ ถือว่าย้อนแย้งกับความเป็นจริง และสะท้อนความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จึงขอถามไปยังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ว่า จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองอย่างไร ที่เคยประกาศว่า ปี 2561 คนจนจะหมดไปจากประเทศ แต่นี่ก็ปี 2563 แล้ว คนจนยังมีสูงถึง 14.6 ล้านคน รวมทั้งขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจว่าจะรับผิดชอบอย่างไรที่รัฐบาลใช้งบมหาศาล แต่ผ่านไป 6 ปี คนไทยก็ยังไม่หายจน&amp;rdquo; น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54692</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, คนจน, บัตรคนจน, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, อนุดิษฐ์ นาครทรรพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1cc1a0344b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
