<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2020 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เต้&#039;แนะเลื่อนซื้อเรือดำน้ำเอาเงิน2.2หมื่นล.เยียวยาคนตกงานดีกว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.63-นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า &amp;quot;ผมเชื่อว่าการเลื่อนซื้อเรือดำน้ำออกไปสักระยะนึง จีนเขาเข้าใจและใจกว้างพอ เพราะสถานการณ์รายรับในประเทศไทยวิกฤต และ จะไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแน่นอน เงิน 22,500 ลบ จ่ายให้คนตกงานได้ 3 เดือนๆละ 5,000 บาท ได้ 1.5 ล้านคน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75313</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนตกงาน, นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์, เรือดำน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191228/image_big_5e06e26842aa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/07/2020 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อย่านิ่งนอนใจ!จิรายุ&#039;เตือนอาจเกิดสึนามิทางเศรษฐกิจคล้ายหลังสงครามโลกครั้งที่2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

3 ก.ค.63-นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการอภิปรายพรบ.งบประมาณ2564 ว่า การชี้แจงของรัฐมนตรีโดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่มีกลุ่ม 4 กุมาร อยู่นั้นดูเหมือนจะตอบแบบไม่มีกระจิตกระใจในการทำงาน ทำให้น่าเป็นห่วงว่าอาจทำให้ประเทศไทย ถูกกดคันเร่งเข้าสู่เรดโซนได้ เพราะดูแล้วรัฐบาลทำงบฯแบบฝันหวาน เตรียมจะนอนบังคับตัวเองให้ฝันดี ทั้งๆที่ไม่สามารถกำหนดฝันได้เพราะปัจจัยลบเต็มไปหมด จากการอภิปรายของฝ่ายค้านที่ทำการบ้านร่วมกันมาเป็นอย่างดี เจาะตรงเป้า 7 ปีมานี้ทำให้เห็นความอันตรายของการจัดทำงบประมาณ ซึ่งถือว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายของประเทศ เพราะหากจัดทำแบบสุรุ่ยสุร่ายชุดความคิดเดิมๆ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว ล้มครืนถึงขั้นล้มละลายได้และอาจต้องใช้บริการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สภาพัฒน์ฯ ระบุในเล่มงบประมาณว่า เศรษฐกิจที่รัฐบาลคาดการณ์ปี2564จะโตประมาณ 5% นั้นยังมีความไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงสูง เป็นการประเมินเข้าข้างตัวเองเกินไป&amp;nbsp; แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย กลับออกมาเตือนอีกทางว่า อาจจะติดลบถึง -8.1% เสียด้วยซ้ำ ผมต้องรีบบอกพี่น้องประชาชนว่าอย่าได้นิ่งนอนใจ เตรียมตัวรับมือ ให้ดีเพราะอาจจะเกิดสึนามิ ทางเศรษฐกิจอาจคล้ายกับหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะข้าราชการทั้งประเทศ อาจตกงานกว่าครึ่ง&amp;nbsp; เพราะมีตัวอย่างแล้วในช่วงที่ประเทศไม่มีเงินและไม่สามารถกู้ได้ ต้องลดรายจ่ายประจำ ในยุคนั้นก็จะใช้ดุลข้าราชการ คือการเลิกจ้าง ลดองค์กรของรัฐ ทหารลดกำลังพล&amp;quot;นายจิรายุ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวอีกว่า หากปี 2564-2565 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้&amp;nbsp; และยังจัดทำงบประมาณ แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ นอกจากจะขาดดุลงบประมาณแล้ว ก็จะไม่สามารถกู้ได้อีกแล้ว จะต้องไปลดงบประมาณรายจ่ายเพื่อให้เป็นไปตามกรอบ วินัยการเงินการคลังที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนไม่น้อยกว่า 20%&amp;nbsp; เพราะฉะนั้นอยากให้ นายกรัฐมนตรีฟังประชาชนบ้างวันนี้ ชาวบ้านพูดกันเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า วันนี้ผู้ติดเชื้อไม่มี แต่ผู้เป็นหนี้ มีเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะฉะนั้นไม่แปลก ที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้รับฉายา นักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา&amp;nbsp; บิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ ผู้นำการก่อหนี้ และยังเป็นผู้จัดงาน มหกรรมก่อหนี้แห่งชาติ ด้วยงบประมาณ2564 นี้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70392</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนตกงาน, จิรายุ  ห่วงทรัพย์, ฉายารัฐบาล, ร่างพรบ.งบประมาณปี64, สึนามิทางเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191019/image_big_5dab0247ee7f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หากคนไทยต้องตกงาน 8.4 ล้าน...</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคนไทยต้องตกงาน 8.4 ล้านคน จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรากำลังถูกท้าทายอย่างชนิดที่ไม่เคยต้องเผชิญมาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามก็คือว่า ความสามารถของผู้นำ นักการเมือง และฝ่ายเอกชน มีภูมิต้านทานและเรี่ยวแรงพอที่จะประคองสถานการณ์ให้ข้ามพ้นไปได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเราพร้อมจะยอมรับความจริงไหมว่า เศรษฐกิจไทยจะยังต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีจึงจะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจะเป็นการฟื้นที่ &amp;quot;ทุลักทุเล&amp;quot; หรือแบบ &amp;quot;คนเดินขาเป๋&amp;quot; ไปอีกหลายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แค่เราได้ยินว่าคนไทยเสี่ยงตกงาน 8.4 ล้านคน และเด็กจบจากมหาวิทยาลัยใหม่ปีนี้ 5.2 แสนคนจะ &amp;quot;หางานยาก&amp;quot; เราก็ต้องหันมานั่งประเมินทางหนีทีไล่กันอย่างจริงจังได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ บอกว่าไตรมาส &amp;nbsp;1/2563 ประเทศไทยมีแรงงาน 37.4 ล้านคน ลดลง 0.7% จากปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในไตรมาสแรกโควิด-19 ยังไม่แสดงผลกระทบมากนัก สถานประกอบการขอใช้มาตรา 75 เพื่อหยุดกิจการชั่วคราว 570 แห่ง มีแรงงานต้องหยุดงานแต่ยังได้เงินเดือนราว 1.2 แสนคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่าไตรมาส 2 จะมีเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน &amp;nbsp;1.03% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ 0.92%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์คาดว่าจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความเสี่ยงการถูกเลิกจ้างในไทยจะเพิ่มเป็นประมาณ 8.4 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยอาจจะเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงาน เช่น ย้ายสาขา ย้ายงาน ฯลฯ โดยกลุ่มที่เสี่ยงถูกเลิกจ้างแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;* ภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะได้รับผลกระทบ 2.5 ล้านคน จากแรงงานรวมที่มีอยู่ 3.9 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;* ภาคอุตสาหกรรม คาดว่าจะได้รับผลกระทบ 1.5 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมด 5.9 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;* ภาคบริการอื่นที่ไม่ใช่ท่องเที่ยว เช่น สถานศึกษา โรงเรียนกวดวิชา ตลาดสด ห้าง คาดว่าได้รับผลกระทบ 4.8 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมด 10.3 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนภาคเกษตร คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งรวม 6 ล้านคน แบ่งเป็นในพื้นที่ที่เกิดภัยแล้ง 3.9 ล้านคน และพื้นที่อื่นๆ 2.1 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางส่วนจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทอาจช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้บ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นส่วนหนึ่งในวงเงิน 4 แสนล้านบาทจะนำมาเพิ่มการจ้างงาน โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มงานได้ราว 2-3 แสนงาน อาจจะเป็นการจ้างงานชั่วคราว (Part-time)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองโลกในแง่ดี ภายในปีนี้หากโควิดคลี่คลายลง การจ้างงานอาจจะกลับมาและทำให้ภาพรวมทั้งปี &amp;nbsp;2563 มีการเลิกจ้างรวม 2 ล้านคน คิดเป็น 3-4% ของการจ้างงานในไทยทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าจะมากกว่าค่าเฉลี่ยการเลิกจ้างเดิมที่อยู่ราว 3-4 แสนคนต่อปี หรือราว 1%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เห็นได้ชัดคือ การเลิกจ้างราว 2 ล้านคนถือว่าใกล้เคียงกับช่วงวิกฤติปี 2540 ทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มเด็กจบการศึกษาใหม่ในปีนี้ราว 5.2 แสนคน คือคำถามใหญ่ว่าจะมีงานทำหรือไม่เพียงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องมีมาตรการสร้างงานและจ้างงาน สภาพัฒน์มองว่าหากเด็กรุ่นนี้มีทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งอาจจะทำงานในพื้นที่ต่างๆ เช่น การเก็บข้อมูลด้านดิจิทัล ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ก็ต้องยอมรับว่าโครงการจากเงินกู้ก็ไม่สามารถจ้างงานได้ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่ากังวลอีกด้านหนึ่งคือ หนี้ครัวเรือนที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาเรื้อรังและหนักหน่วงมากขึ้นทุกที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขนาดยังไม่มีโควิดก็หนักหนาอยู่แล้ว ยิ่งมีวิกฤติโรคระบาดซ้ำเติมก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขสภาพัฒน์บอกว่าหนี้ครัวเรือนไตรมาสนี้อยู่ที่ 13.47 ล้านล้านบาท เติบโต 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราหนี้สินต่อครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 79.8% มีหนี้เสีย (NPL) มูลค่า 1.5 แสนล้านบาท คิดเป็น &amp;nbsp;3.23% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขการขอสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลง แต่สินเชื่อส่วนบุคคลที่ขอกู้เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปมีมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขอีกชุดหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยคือเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไตรมาส 1/2563 พบว่าจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาอยู่ที่ระดับ 6.7 แสนคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนหนึ่งเกิดจากความยากจนและเกิดจากปัญหาภายในครอบครัว เช่น จำเป็นต้องดูแลคนป่วยที่อยู่บ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัดเจนว่าการหลุดออกนอกระบบการศึกษาสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด 10% ปัญหานี้จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต เพราะทำให้ทุนของประเทศลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกวันนี้เยาวชนไทยอายุ 15-24 ปี ซึ่งไม่ได้เรียนต่อ หรือไม่มีงานทำ หรือจัดเป็นกลุ่มที่ไม่อยู่ในกิจกรรมสะสมทุนมนุษย์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันอยู่ราว 1.2 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;quot;คนจน&amp;quot; ณ ปี 2561 มีจำนวน 6.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนคนจนอยู่ที่ 9.8% จากประชากรไทยทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นิยามของสภาพัฒน์คือมีการใช้จ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน โดย ณ ปี 2561 อยู่ที่ 2,700 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเกิดโควิด-19 คำถามใหญ่ก็คือว่าจำนวน &amp;quot;คนจน&amp;quot; และ &amp;quot;ผู้ยากไร้&amp;quot; จะพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะมีผลทำให้ทรัพยากรที่ทุ่มเทเพื่อแก้ปัญหาความยากจนของประเทศที่ผ่านมา 20-30 ปีถูกลบออกไปหมดเลยหรือไม่?&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68175</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, คนตกงาน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกพท.ยกตัวเลขอัตราว่างงานซัดรัฐบาลผิดพลาดแก้โควิด-ล็อกดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย.63-นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ทำการสำรวจสภาวะการครองชีพของครัวเรือนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 พบ อัตราการว่างงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เดือนพ.ค. 2563 อยู่ที่ 9.6% ว่า จำนวนผู้ว่างงานส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของ COVID-19 และมาตรการล็อกดาวน์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล ทำให้ครัวเรือนบางส่วนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ โจทย์ใหญ่เร่งด่วนสำหรับรัฐบาล คือการออกมาตรการเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจและเตรียมการรับมือจำนวนผู้ว่างงานใหม่ หลังมาตรการเยียวยาสิ้นสุดลง เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท จาก พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 63 รวมถึงการจัดทำงบประมาณ 2564 ต้องตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดสรรงบประมาณต้องสอดรับกับสถานการณ์ เป็นการจัดทำงบแบบนิวนอร์มอล ต้องใช้เงินเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนประชาชนจากการที่รัฐบาลสั่งปิดกิจการต่างๆ อย่างทั่วถึง รวดเร็ว ลดความเสียหายทางธุรกิจ ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เสียหายจากโควิด-19 และลงทุนเพื่อธุรกิจสำหรับอนาคต สร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธุรกิจปิดกิจการ คนตกงานส่วนใหญ่เกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล นอกจากสร้างความหวาดกลัวว่าจะมีการระบาดรอบ 2 ควรหาแนวทางป้องกันไม่ให้มีการปิดกิจการ คนตกงานจำนวนมากระลอก2ด้วย&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67876</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนตกงาน, นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด, ผลกระทบโควิด-19, มาตรการล็อกดาวน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5c8f21e2164.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 11:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤตชีวิตตกงานในยุค Covid 19 และ New Normal</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการแพร่เชื้อของไวรัส Covid 19 ในประเทศจะมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องและรัฐบาลได้ผ่อนคลายการควบคุมพื้นที่ในระยะที่สองแล้วแต่ประเด็นความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้านั้นยังคงมีอยู่ให้ต้องแก้ไขในหลายมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้น ต้องยอมรับว่าไวรัส Covid 19 &amp;nbsp;เป็นตัวเร่งให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายวงถ่างออกอย่างกว้างขวาง &amp;nbsp;ผู้คนจำนวนมากต้องตกงานและกลายเป็นคนว่างงานแบบไม่ได้ตั้งตัว World Economic Forum ได้ประเมินว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้อาจทำให้ประชากรของโลกครึ่งหนึ่งมีความเสี่ยงต่อการตกงาน &amp;nbsp;เห็นได้จากในอมริกาที่มีผู้คนยื่นขอความช่วยเหลือเพราะตกงานจากพิษของการแพร่ระบาดครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 30 ล้านคนแล้วซึ่งทำให้หลายสำนักมีความกังวลว่าเศรษฐกิจของอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยใกล้เคียงกับช่วงของ Great Depression แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงทางเศรษฐศาตร์อยู่หลายประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น &amp;nbsp;คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินไว้ก่อนหน้าว่า ในเดือนมิถุนายนนี้อาจมีแรงงานตกงานถึงกว่า 7 ล้านคน (จำนวน 6.7 ล้านคนมีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อเดือนและจำนวนกว่า 50% &amp;nbsp;อยู่ในประเภทศูนย์การค้าและการค้าปลีก) จากจำนวนเกือบ 40 ล้านคนในภาคแรงงาน &amp;nbsp;ดังนั้นการปลดล๊อคการควบคุมพื้นที่ในระยะที่สองและระยะต่อๆไปจึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงส่งผลต่อจำนวนผู้ตกงานอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคการเกษตรนั้น หากใช้คำจำกัดความของ &amp;ldquo;ครัวเรือนเกษตร&amp;rdquo; ว่าหมายถึง มีอย่างน้อย 1 คนในครอบครัวทำการเกษตรแล้ว จะมีครัวเรือนถึงกว่า 15 ล้านครัวเรือนที่เป็นครัวเรือนเกษตรและทั้งหมดหรือส่วนใหญ่นั้นอาจจะเข้าเงื่อนไขการได้รับการเยียวยาเหมือนผู้ได้รับผลกระทบร่วม 16 ล้านคนที่กระทรวงการคลังให้ความช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท (และยังมีตกสำรวจเช่นกลุ่มเปราะบางและผู้ขอทบทวนสิทธิ์อีกจำนวนมาก) &amp;nbsp;ซึ่งเงินเยียวยาดังกล่าวก็จะประทังชีวิตได้เพียงระยะหนึ่งแต่ที่กำลังตามมาคือจำนวนผู้ตกงานที่เพิ่มมากขึ้นและจะส่งผลต่อปัญหาอื่นๆนานับประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเงินช่วยเหลือหมดลงก็จะนำไปสู่การกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบ ผู้คนได้ตัดสินใจกลับบ้านภูมิลำเนาเดิมที่อย่างน้อยก็มีอาหารประทังชีวิตแต่ก็พบเจอกับปัญหาภัยแล้งและผลผลิตที่ล้นตลาดเนื่องจากพิษเศรษฐกิจและปัญหาการส่งออกไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว &amp;nbsp;การจ้างงานกลับเข้าตลาดแรงงานจะไม่ได้จำนวนเท่าเดิม เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้เกิดมิติใหม่ในตลาดแรงงานว่ามีหลายตำแหน่งงานไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปซึ่งหมายถึงว่าในหลายๆกิจการได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ (New Normal) และถูกเปลี่ยนไปแบบ disrupted ที่มีไวรัส Covid 19 เป็นตัวเร่งให้เกิดเร็วขึ้นและในหลายกิจการได้เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและฝังรากลึก &amp;nbsp;วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้แม้จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางถ้วนทั่วทั้งรวยจนแต่ต้องยอมรับว่าการตกงานว่างงานส่งผลให้สังคมไทยเปราะบางมากขึ้นแม้จะได้เห็นปรากฏการณ์การปันสุขของผู้คนในสังคมบ้างก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางแก้ไขที่สำคัญในระยะสั้นขณะนี้คือต้องเน้นให้คนมีงานทำ มีรายได้ &amp;nbsp;เกษตรกรสามารถผลิตแข่งขันและขายได้ &amp;nbsp;ซึ่งในระยะยาวนั้นจะต้องเร่งให้มีการพัฒนาภาคการเกษตรให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ สนับสนุนส่งเสริมแรงงานไทยเป็นแรงงานมีฝีมือ เพิ่มทักษะตนเองอยู่เสมอ (upskill/reskill) และต้องเป็นนโยบายที่ต่อเนื่องในทุกๆรัฐบาลและกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66416</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล, คนตกงาน, วิกฤตชีวิตตกงานในยุค Covid 19 และ New Normal, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c7847c9292.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2020 18:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2020 18:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำใจงาม! เจ้าของหอพักในตัวเมืองโคราชให้ผู้เช่าอยู่ฟรี 1 เดือนในช่วงประสบภัยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;Korat : เมืองที่คุณสร้างได้&amp;quot; โพสต์ข้อความว่า ชื่นชมน้ำใจคนโคราช เจ้าของหอพัก &amp;ldquo;แอ๊ว&amp;rdquo; ช่วยยามวิกฤติ เดินบอกทุกห้องให้อยู่ฟรี 1 เดือน เพื่อช่วยพยุงคนตกงานในช่วงโควิด-19 ระบาด ผู้เช่าถึงกับน้ำตาร่วง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ &amp;ldquo;หอพักแอ๊ว&amp;rdquo; ชุมชนท้าวสุระซอย 3 ใกล้กับวัดศาลาลอย เขตเทศบาลนครนครราชสีมา อำเภอเมืองนครราชสีมา นางทองศรี ศิริระ อายุ 57 ปี เจ้าของหอพัก ได้เดินบอกเจ้าของห้องที่มาเช่าห้องพักว่าจะงดเก็บเงินค่าเช่าห้องตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2563 นี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ที่มาเช่าห้องพักทุกห้องที่ประสบปัญหาตกงานและขาดรายได้ในช่วงมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากที่จังหวัดนครราชสีมาได้ประกาศปิดสถานบริการ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารต่างๆ รวมทั้งสถานศึกษาทุกแห่ง ส่งผลให้ลูกค้าที่มาเช่าหอพักส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานและนักศึกษาต่างก็ได้รับความเดือดร้อนขาดรายได้โดยถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้จะเป็นเงินไม่มากโดยค่าเช่าห้องจะอยู่ที่ 2,500-3,000 บาท ต่อเดือน แต่ก็มีค่าสำหรับคนที่เดือดร้อน ซึ่งตนก็หวังว่าจะช่วยให้พวกเขาเดินต่อไปได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมีการแพร่ระบาดของเชื้อไปทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยของเราเพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องยอมรับและช่วยกันทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปโดยเร็วที่สุด&amp;rdquo;นางทองศรี เจ้าของหอพักแอ๊ว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทองศรี ศิริระ อายุ 57 ปี เจ้าของหอพักแอ๊ว อ.เมือง จ.นครราชสีมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61370</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คนตกงาน, จังหวัดนครราชสีมา, วิกฤตโควิด-19, หอพักแอ๊ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200329/image_big_5e808b015bc1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> การเมืองแห่เสนอเยียวยา หน่อยชงแจกหัวละ5พัน3ด.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; พรรคการเมืองไอเดียกระฉูด เสนอแนวทางแก้ปัญหาความเสียหายจากการล็อกดาวน์ &amp;quot;กรณ์&amp;quot; จี้ใช้ข้อมูลประกันสังคมช่วยคนตกงาน จ่ายชดเชยค่าครองชีพ &amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; มาเป็นแพ็กเกจ แจกหัวละ 5 พันเป็นเวลา 3 เดือน พักชำระหนี้ SME 6 เดือน ยกเลิกภาษีน้ำมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังมีคำสั่งล็อกดาวน์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและอีกหลายจังหวัด ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากตกงานและว่างงานชั่วคราว เนื่องจากกิจการหลายประเภทต้องหยุดให้บริการ มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจจากฝ่ายการเมือง เช่น นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า เสนอให้รัฐบาลรีบใช้บิ๊กดาต้าช่วยบรรเทาปัญหาของคนตกงาน และลดการเคลื่อนไหวกลับไปต่างจังหวัดได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาระบุว่า ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุดของรัฐที่มีคือข้อมูลประกันสังคม รัฐรีบออกมาตรการให้นายจ้างที่ต้องเลิกจ้างหรือหยุดจ้าง แจ้งประกันสังคมทันที พร้อมบอกเลขประกันสังคมและเลขบัญชีเพื่อให้โหลดแอปฯ ที่บอกโลเกชั่นของผู้ประกันตน และมีการจ่ายชดเชยค่าครองชีพให้เพิ่มเติมทุกวันตราบใดถ้ายังอยู่ในเขตพื้นที่เดิมกับการจ้างงาน ลูกจ้างจะเดือดร้อนน้อยลง และอาจจะลดความจำเป็นที่จะกลับบ้าน ลดความเสี่ยงในการแพร่ไวรัสที่บ้าน เทคโนโลยีมีอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทำได้เลยครับ ผมเห็นประกาศของราชการให้แรงงานจากกรุงเทพฯ กักตัวที่ต่างจังหวัด 14 วัน แต่คงไม่มีใครเชื่อว่าจะมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และหากกักตัวอยู่ภายในบ้านเดียวกันกับผู้สูงอายุ ก็ยิ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ในอนาคตรัฐบาลยังคงต้องมีอีกหลายมาตรการ พวกเราได้แต่ขอให้ท่านคิดให้รอบคอบและรอบด้าน และขอให้ทุกๆ คนปลอดภัยครับ&amp;quot; นายกรณ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เสนอมาตรการสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องถูกเลิกจ้าง คนตกงาน &amp;nbsp;หรือพักงาน &amp;nbsp;เดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน หากมีงานทำก่อน ก็ยกเลิกการอุดหนุนเบี้ยยังชีพนี้ 1.2 พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยทุกประเภทให้ประชาชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ ต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง SMEs กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มผู้ผลิต ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร รับจัดอีเวนต์ สปา ฯลฯ ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือนก่อนในเบื้องต้น ยกเลิกการเก็บภาษีน้ำมันดีเซล เพื่อลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ยังกล่าวว่า มาตรการสำหรับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและกำลังมีปัญหาผลกระทบจาก Covid โดย 3.1 พักชําระหนี้เกษตรกรทุกชนิด 6 เดือน หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น อาจขยายเวลาเพิ่มขึ้น 3.2 เร่งจ่ายชดเชยค่าภัยแล้ง ไร่ละ 2,500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ ส่วนเกษตรกรที่มีพื้นที่น้อยให้ขั้นต่ำรายละ 25000 บาท 3.3 จัดสรรเงิน SML 500,000-800,000-1,000,000 บาท ให้หมู่บ้านนำไปพัฒนาแหล่งน้ำ ถนน ในหมู่บ้าน โดยให้ใช้แรงงานในพื้นที่เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณฯ กล่าวว่า รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณของทุกกระทรวงใหม่ ลดการซื้ออาวุธ การเช่ารถ การจัดสัมมนา การเดินทางไปต่างประเทศ แล้วนำไปเป็นการซื้อเครื่องมือแพทย์แทน ในส่วนของท้องถิ่นซึ่งมีเงินสะสมจำนวนมาก รัฐบาลต้องปรับเกณฑ์ให้ท้องถิ่นสามารถใช้งบได้อย่างคล่องตัว และในส่วนของภูมิภาค รัฐบาลต้องสั่งให้สำนักงบประมาณผ่อนคลายกฎเกณฑ์การใช้งบประมาณอย่างเร่งด่วน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ขณะนี้เม็ดเงินเพียงพอเพียง แต่รัฐบาลต้องบริหารจัดการให้ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลต้องทุ่มเทหามาตรการ การเยียวยาทางเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน หลายมาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาเป็นมาตรการที่ดี และไม่ได้ใช้งบประมาณของประเทศมาก เช่น มาตรการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา, การลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา, การให้ชะลอตัดมิเตอร์ไฟฟ้าและน้ำประปา กรณีที่ไม่มีเงินชำระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พรรคพลังธรรมใหม่ขอเสนออีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญ ที่รัฐบาลต้องดำเนินการนี้อย่างเร่งด่วนคือ การขอความร่วมมือสหกรณ์กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ ชะลอการชำระหนี้และลดดอกเบี้ยให้สมาชิก 1 ล้านคนทั่วประเทศ 3 เดือน ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลต่อประชาชนทั่วประเทศมากกว่าล้านคนทั่วประเทศ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเสียงบประมาณแต่อย่างใด สำหรับแต่ละสหกรณ์ก็อาจจะมีกำไรลดลงจากการลดดอกเบี้ยให้สมาชิกในช่วง 3 เดือน แต่จะไม่เกิดหนี้สูญ เพราะเมื่อครบกำหนดสมาชิกก็ต้องมาผ่อนชำระตามปกติ&amp;rdquo; นพ.ระวีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว.ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญของวุฒิสภาส่วนใหญ่ได้งดประชุมแล้ว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 เว้นแต่บางคณะกรรมาธิการที่มีความจำเป็นเท่านั้นอย่างคณะอนุกรรมาธิการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ส่วนตัวคิดว่าหากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังเป็นอยู่อย่างนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเลื่อนการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญที่จะเริ่มต้นขึ้นในกลางเดือน พ.ค.ออกไปก่อน เพื่อให้ ส.ส.และ ส.ว.ได้มีโอกาสทำงานประสานงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ ซึ่งคิดว่าการเลื่อนการเปิดสมัยประชุมออกไปตามกำหนดการเดิมไม่น่าจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะเวลานี้เป็นสถานการณ์วิกฤติที่มีความจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ยังแถลงว่า ภายหลังกรุงเทพมหานครออกคำสั่ง โดยออกมาตรการต่างๆ เพื่อบังคับใช้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทางองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเด็กและสังคม ได้สำรวจว่าสภาวะแบบนี้จะเกิดความเดือดร้อนต่อคนในระดับรากหญ้า แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนไร้ที่พึ่ง ได้แก่ กลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นคนเจ็บป่วย คนพิการ และคนที่ไม่ได้อยู่บ้าน ประมาณ 800-1,000 คน 2.กลุ่มเด็กและเยาวชน ที่เร่ร่อนทั้งไทยและต่างชาติ ประมาณ 500 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3.กลุ่มที่อยู่ในชุมชนแออัดขนาดเล็ก ต่ำกว่า 25 ครัวเรือน ประมาณ 2,500 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้นประเมินว่ามีผู้ได้รับผลกระทบที่จะไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภคในภาวะวิกฤติประมาณ 8,000-10,000 คน ทาง กมธ.จึงร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ครูข้างถนน กรุงเทพมหานคร และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเตรียมชุดอาหาร น้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย จำนวน 3,000 ชุด เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนกลุ่มดังกล่าว ซึ่งตอนนี้จัดเตรียมได้แล้ว 1,000 ชุด และจะดำเนินการแจกจ่ายทันที โดยครูข้างถนนจะกระจายลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อส่งมอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภกล่าวด้วยว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องมาช่วยบริจาค แต่สามารถช่วยกันดูแลช่วยเหลือคนรอบๆ ชุมชนได้ หากมีน้ำดื่มอาหาร ก็ช่วยกันแบ่งปันให้ผู้ที่ขาดแคลน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 คนที่ 1 กล่าวถึงการแนวทางการทำงานของ กมธ.ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่าจากข้อห่วงใยของ กมธ.ทุกฝ่าย ทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ให้งดการประชุมในระยะนี้ออกไปก่อน โดยจะประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ ว่าจะกลับมาประชุมได้เมื่อไหร่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากประเมินแล้วคาดว่าน่าจะงดประชุมไปอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งตามกรอบการทำงาน 120 วันของ กมธ.วิสามัญฯ จะครบกำหนดในวันที่ 16 เมษายนนี้ หรืออีกเกือบๆ 1 เดือน ดังนั้น กมธ.จะใช้วิธีการชดเชยการประชุม โดยคณะ กมธ.จะทำเรื่องถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขยายเวลาชดเชยไปตามจำนวนที่ กมธ.ได้งดประชุมไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ส่วนการงดประชุมจะทำให้ต้องเลื่อนการเสนอรายงานต่อที่ประชุมสภาไปจากเดิมกำหนดไว้ในช่วงเปิดสมัยประชุมเดือนพฤษภาคมนี้หรือไม่นั้น นายไพบูลย์กล่าวว่า คิดว่า ต้องประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดกันอีกครั้ง แต่วันทำงานของ กมธ.ไม่ลดน้อยลงแน่นอน เพราะงดประชุมไปเท่าไหร่ กมธ.ก็ชดเชยเท่านั้น โดยขณะนี้ กมธ.ได้พิจารณาในส่วนของเนื้อหา รวมไปถึงการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ไปถึงกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือในส่วนของรายงานเพื่อเตรียมเสนอที่ประชุมสภาเท่านั้นที่ กมธ.กำลังจะเริ่มทำ แต่ต้องมางดประชุมเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เสียก่อน จึงยังไม่ได้พิจารณา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60682</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คนตกงาน, ชดเชยค่าครองชีพ, พักชำระหนี้, ล็อกดาวน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e78c350d65bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
