<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดทำ&quot;คนตกงาน &quot;บัตรทองเผยรับภาระเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 137,000 คน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ม.ค.64-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อประชาชนในด้านสุขภาพและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทางสังคม โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่หยุดชะงักทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องกลายเป็นผู้ว่างงาน ซึ่งส่วนหนึ่งไม่สามารถส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมได้ต่อเนื่อง และจะถูกย้ายเข้ามาเป็นสิทธิบัตรทอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความเป็นห่วงต่อผลกระทบดังกล่าว และเพื่อรับมือกับปัญหานี้ ที่ผ่านมาสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์เหตุการณ์ดังกล่าว และได้ประเมินจำนวนประชากรว่างงานที่จะย้ายเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากข้อมูลฐานทะเบียนผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. ในปี 2563 ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง กันยายน 2563 มีจำนวนประชากรผู้มีสิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 14,700 คนต่อเดือน สอดคล้องกับข้อมูลผู้ประกันตนที่มีจำนวนยอดผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 ลดลง ทำให้ สปสช. คาดการณ์ว่าในปี 2564 นี้ กองทุนบัตรทองจะมีประชากรเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นจำนวน 176,400 คน อย่างไรก็ตามจะมีประชากรบางส่วนกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานและเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้จึงคาดว่าในปี 2564 จะมีประชากรที่เข้ามาเป็นสิทธิบัตรทองเพิ่มจำนวน 137,000 คน และจำเป็นต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมเนื่องจากยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณตอนต้นปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการจัดทำแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อเป็นการดูแลประชากรที่เข้าสู่ระบบบัตรทอง และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานระบบบัตรทองในภาพรวมปกติ ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ที่ผ่านมา ในวาระพิจารณางบประมาณที่ได้รับตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563) สำหรับบริการกรณีโควิด-19 และรายการอื่นที่เกี่ยวข้องกรณีโควิด-19 บอร์ด สปสช. เห็นชอบให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมที่รัฐบาลอนุมัติให้ภายใต้ พรก.กู้เงินฯ เพื่อจ่ายเป็นค่าจัดบริการตามสิทธิประโยชน์บัตรทอง เพื่อรองรับประชากรที่จะเข้าสู่กองทุนบัตรทองอีกจำนวน 137,000 คน เป็นจำนวน 366 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มเติมจากงบเหมาจ่ายกองทุนบัตรทอง ปี 2564 ที่จัดสรรไปก่อนหน้านี้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภายใต้นโยบายภาครัฐ ได้ให้การคุ้มครองการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุข ผ่าน 3 กองทุนสุขภาพหลัก ได้แก่ กองทุนประกันสังคม กองทุนสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนบัตรทอง ที่เป็นระบบใหญ่ของประเทศและดูแลประชาชนมากที่สุดกว่า 47 ล้านคน ซึ่งผู้มีสิทธิทั้ง 3 กองทุนนี้ ปกติจะมีการไหลเข้าไหลออกตามสถานภาพ โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคมในกรณีผู้ที่ว่างงาน และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 จะได้รับสิทธิกองทุนบัตรทอง ช่วยให้ผู้ที่เจ็บป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลต่อเนื่อง เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91047</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, [บัตรทอง, คนตกงานเพิ่ม, นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fada659b56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 19:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.ขอเพิ่มงบบัตรทอง รองรับคนตกงานที่จะเข้าระบบอีก9.9แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;25พ.ค.63-ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2563 โดยเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) วาระ พ.ศ. 2563-2567 เป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และที่ประชุมได้เห็นชอบ &amp;ldquo;ข้อเสนอการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับปี 2563-2564&amp;rdquo; จากผลกระทบกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ภายใต้เงินงบประมาณเงินกู้ 45,000 ล้านบาท ที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรจากรัฐบาล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้การดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563-2564 ต้องปรับงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อรองรับดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพกรณีโควิด-19 ที่จำเป็นอย่างครอบคลุมและทั่วถึง พร้อมสนับสนุนหน่วยบริการดำเนินการตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในการให้บริการประชาชน ทั้งบริการกรณีรักษาโควิด-19 (Covid-19) และบริการกรณีอื่นไม่ใช่โควิด-19 (Non Covid-19) เพื่อลดการติดต่อและแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการบริการที่กำหนดโดยกรมการแพทย์ รวมถึงกรณีการว่างงานของประชากรที่รับผลกระทบและจะโอนมาใช้สิทธิบัตรทอง โดยปีงบประมาณ 2563 ขอรับการสนับสนุนจำนวน 2,201.58 ล้านบาท เพิ่มเติมจากงบประมาณกรณีโควิด-19 ที่รัฐบาลจัดสรรก่อนหน้านี้ 4,280.12 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2564 สนับสนุนเพิ่มเติมอีก 12,643.84 ล้านบาท รวมงบประมาณที่ต้องขอรับจัดสรรจากรัฐบาลเพิ่มเติมทั้งสิ้น 14,845.42 ล้านบาท หลังจากนี้จะนำเสนอต่อ ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้งบประมาณข้างต้นนี้ แยกเป็น &amp;ldquo;บริการกรณีโควิด-19&amp;rdquo; &amp;nbsp;(Covid-19) จำนวน 11,474.72 ล้านบาท แยกเป็นงบที่เพิ่มเติมในปี 2563 จำนวน 2,122.41 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 9,352.31 ล้านบาท ครอบคลุมบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ทั้งตรวจคัดกรองกลุ่มเป้าหมายตามมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติกำหนด บริการโรงพยาบาลสนาม หรือใน Hospital Quarantel เฉพาะกรณีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 และบริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ส่วนบริการรักษาพยาบาลได้เพิ่มเติมงบบริการผู้ป่วยใน บริการโรงพยาบาลสนามหรือใน Hospital เฝ้าระวังการติดเชื้อก่อนกลับบ้าน และบริการรับส่งต่อผู้ป่วยของหน่วยบริการเฉพาะกรณีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วน &amp;ldquo;บริการอื่นที่ไม่ใช่กรณีโควิด-19&amp;rdquo; (Non Covid-19) ได้เสนอเพิ่มเติมเป็นจำนวน 4,455.02 ล้านบาท แยกเป็นงบเพิ่มเติมในปี 2563 จำนวน 79.17 ล้านบาท และปี 2564 จำนวน 4,375.85 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนำร่องบริการสาธารณสุขทางไกลและระบบการแพทย์ทางไกล (Telehealth/Telemedicine) ในหน่วยบริการที่มีความพร้อม บริการส่งยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยที่บ้านทางไปรษณีย์เฉพาะผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ขยายเพิ่มเติมปี 2564 จากโครงการปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริการด้านยาและเวชภัณฑ์สำหรับร้านยา หรือ &amp;ldquo;โครงการรับยาใกล้บ้าน&amp;rdquo; เพิ่มเติมจัดบริการในรูปแบบที่ 3 ให้ร้านยาสำรองยาเองร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เพิ่มจำนวนบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในปี 2564 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คาดว่าจะมีความต้องการของกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นประมาณ 2.36 ล้านราย จากเดิมที่มีจำนวน 4.16 ล้านราย และบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกหน่วยบริการเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน ไม่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาล โดยครอบคลุมรวมถึงบริการเจาะเลือดและขนส่งตัวอย่าง ประมาณการณ์ปี 2564 มีจำนวนบริการ 941,700 ครั้ง อัตราค่าบริการ 200 บาท/ครั้ง เป็นงบประมาณ 188.34 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ได้เพิ่มการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหาย ดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2563 เห็นชอบปรับอัตราจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการกรณีโควิด-19 จำนวน 2 เท่าจากอัตราเดิม และจำนวนผู้ให้บริการที่ได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้น โดยปี 2563 ของบสนับสนุนเพิ่มเติม &amp;nbsp;60.47 ล้านบาท และปี 2564 ขอเพิ่มเติมอีก 87.39 ล้านบาท และเพิ่มเติมงบประมาณรองรับการเพิ่มจำนวนของผู้มีสิทธิบัตรทองจากภาวะว่างงาน โดยปี 2564 คาดว่าจะมีจำนวน 990,750 คน ย้ายมาจากสิทธิประกันสังคมเหตุว่างงาน ซึ่งได้คำนวณจากอัตราเหมาจ่ายรายหัวตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 จำนวน 3,719.23 บาทต่อผู้มีสิทธิ รวมเป็นงบประมาณที่ต้องเพิ่มเติม 3,684.82 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บอร์ด สปสช. ได้เห็นชอบหลักการตามข้อเสนอนี้ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องเกณฑ์ราคาค่าบริการในบางรายการ เช่น ค่าตรวจเชื้อห้องปฏิบัติการ ค่าชุดป้องกันการติดเชื้อ เป็นต้น โดย สปสช.จะนำไปทบทวนราคาเพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ขณะที่รายการบริการใหม่ในรูปแบบ New Normal ทั้งระบบการแพทย์ทางการ การส่งยาไปรษณีย์ รับยาใกล้บ้าน จะมีการติดตามการดำเนินการและประเมินประสิทธิผล นอกจากนี้จะมีการทบทวนงบประมาณในรายการบริการที่ลดลงจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงการกระจายงบประมาณปี 2564 ต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66910</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คนตกงานเพิ่ม, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, บัตรทอง, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecbb5777bc29.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
