<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว มหาดไทย ไฟเขียวนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ไทยได้สูงสุด 9 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ต.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่เป็นการสมควรอนุญาตให้คนต่างด้าวซึ่งผ่านการตรวจดำเนินการตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19(Coronavirus Disease 2019(COVID-19))ตามที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด เข้ามาท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว (Long Stay) ในราชอาณาจักรเพื่อ เป็นการนำร่องฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๗/๒๕๕๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมผู้รักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอ านาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคมพุทธศักราช ๒๕๕๗ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายนพ.ศ. ๒๕๖๔ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ๑ คนต่างด้าวที่มีคุณสมบัติ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๑ เป็นบุคคลต่างด้าวที่ประสงค์จะเดินทางมาพำนักระยะยาว(Long Stay)ในราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๒ ยอมรับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 และยินยอมกักตัวในสถานกักกัน ซึ่งทางราชการกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓ มีหลักฐานสถานที่พำนักระยะยาวในราชอาณาจักร(Long Stay)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓.๑ หลักฐานการชำระเงินค่าโรงแรมที่พักที่เป็นสถานที่กักกันซึ่งทางราชการกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓.๒ หลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓.๒.๑ หลักฐานการชำระเงินค่าโรงแรมที่พักที่จะใช้เป็นที่พักหลังจากออกจากโรงแรมที่พักที่เป็นสถานที่กักกัน ซึ่งทางราชการกำหนด ตามระยะเวลาที่ประสงค์จะพำนักระยะยาว(Long Stay) ในราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓.๒.๒ หลักฐานสำเนาโฉนดห้องชุดของที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลต่างด้าวหรือบุคคลในครอบครัวของบุคคลต่างด้าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓.๒.๓ หลักฐานการเช่าที่พักประเภทคอนโดมิเนียมหรือบ้านพัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓.๒.๔ หลักฐานการชำระเงินการซื้อหรือเช่าซื้อที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียมที่บุคคลต่างด้าวสามารถซื้อหรือเช่าซื้อได้ตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๔ หลักฐานกรมธรรม์ประกันสุขภาพที่คุ้มครองการตรวจรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19(Coronavirus Disease 2019(COVID- 19)) ในวงเงิน๑๐๐,๐๐๐ USD ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงการทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุของไทยคุ้มครองตลอดระยะเวลาที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมีจำนวนเงินประกันภัยสำหรับค่ารักษาพยาบาล กรณีผู้ป่วยนอกไม่น้อยกว่า ๔๐,๐๐๐ บาท และกรณีผู้ป่วยในไม่น้อยกว่า๔๐๐,๐๐๐ บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ บุคคลต่างด้าวตามข้อ ๑ ที่ผ่านการดำเนินการตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19(Coronavirus Disease 2019(COVID- 19)) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกกำหนด มีสิทธิขอรับการตรวจลงตราประเภทนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa(STV) สำหรับใช้ได้ครั้งเดียวจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ โดยเสียค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราครั้งละ๒,๐๐๐ บาทได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เป็นเวลา ๙๐ วัน นับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การตรวจลงตรา ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามที่กระทรวงการต่างประเทศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ภายหลังจากที่ครบกำหนดเวลาอนุญาตตามข้อ ๒ แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีอำนาจอนุญาตให้อยู่ต่อไปได้อีกสองครั้ง ครั้งละเก้าสิบวัน โดยคนต่างด้าวต้องยื่นคำขอตามแบบ และเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยไม่สามารถเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราได้ และให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนดแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาอนุญาตให้คนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ต่อในราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่มีผู้ยื่นคำขออยู่ต่อก่อนวันที่ประกาศนี้สิ้นผลใช้บังคับและอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตของเจ้าหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาอนุญาตได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๔ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๕&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp;อ่านต้นฉบับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118511</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนต่างด้าว, นักท่องเที่ยว, หมาดไทย, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612ef575d80c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72104</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบร่างประกาศ มท.ต่ออายุคนต่างด้าวอยู่ในไทยถึง 26 ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเดิมจะหมดอายุในวันที่ 31 ก.ค. 63 ก็จะเป็นการต่ออายุตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 63 จนถึงวันที่ 26 ก.ย. 63 โดยเป็นการขยายระยะเวลาอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและเป็นการขยายระยะเวลาการแจ้งที่พักอาศัย พร้อมทั้งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประกาศกำหนดระยะเวลาให้คนต่างด้าวมาดำเนินการตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 26 ก.ย. 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72104</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนต่างด้าว, โฆษกรัฐบาล, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200721/image_big_5f16aef81aac2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57738</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป๊อก&#039; ลั่นห้ามเรียกรับผลประโยชน์ให้บัตรปชช.ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ต้องร้องเพลงชาติไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มท.ปรับปรุงแนวทางให้บัตรประชาชนผู้เฒ่าไร้สัญชาติ-กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;ldquo;บิ๊กป๊อก&amp;rdquo;กำชับห้ามเรียกรับผลประโยชน์ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo; ชื่นชม เผยหลักเกณฑ์ใหม่เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องทดสอบร้องเพลงชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เผยแพร่ข่าวการปรับปรุงแนวทางช่วยเหลือคนเฒ่าไร้สัญชาติ โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า มท.ได้ดำเนินการปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของคนต่างด้าวในการยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อแก้ไขอุปสรรคในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิโดยได้รับการจัดทำทะเบียนราษฎร์และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก&amp;nbsp;พร้อมทั้งได้รับใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ให้สามารถขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้เช่นเดียวกับคนต่างด้าวอื่นทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปรับปรุงแนวทางประกอบการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้แปลงสัญชาติ ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดี ตามมาตรา 10 วรรคสอง คุณสมบัติเรื่องการมีอาชีพเป็นหลักฐาน ตามมาตรา 10 วรรคสาม คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 วรรคสี่ และคุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทย มาตรา 10 วรรคห้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องสัญชาติของชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธ์รวมถึงกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ให้เร่งดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสัญชาติให้แก่บุคคลกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายและนโยบายรัฐ และห้ามไม่ให้มีการแสวงหา หรือเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆจากการดำเนินการโดยเด็ดขาดเพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรแล้วยังทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและจริยธรรมที่ดีของเจ้าหน้าที่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเอกสารเผยแพร่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ มท.ระบุถึงแนวทางในการปรับปรุงครั้งนี้ อาทิ คุณสมบัติเรื่องการมีความประพฤติดีตามมาตรา 10 (2) ให้ยกเว้นการตรวจสอบพฤติการณ์ทางการเมือง ยาเสพติด และพฤติการณ์เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ สำหรับผู้ขอแปลงสัญชาติที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยให้ใช้การสอบพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ให้การรับรองแทน ขณะที่คุณสมบัติเรื่องการมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่องจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีตามมาตรา 10 (4) ให้นับระยะเวลาจากวันที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (จากใบสำคัญถิ่นที่อยู่) หรือวันที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว แต่ถ้าเอกสารชำรุด สูญหาย หรือมีเหตุที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ให้นับระยะเวลาจากวันที่นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นได้เพิ่มชื่อผู้ขอแปลงสัญชาติในทะเบียนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คุณสมบัติเรื่องการมีความรู้ภาษาไทยตามมาตรา &amp;nbsp;กรณีผู้ขอแปลงสัญชาติเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติ ให้พิจารณาจากการใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร คือ สามารถพูดหรือฟังภาษาไทยกลางหรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอแปลงสัญชาติเข้าใจได้ โดยต้องผ่านการสัมภาษณ์จากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย หรือคณะทำงานสัมภาษณ์ สังเกตพฤติการณ์ และทดสอบความรู้ภาษาไทยของจังหวัด และไม่ต้องใช้เกณฑ์การให้คะแนน&amp;rdquo; เอกสารข่าวของ มท.ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งก่อนหน้านี้บุคคลที่ไม่ได้เกิดไทยและต้องการแปลงสัญชาติต้องตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย และต้องร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญบารมี ในการสอบในระดับอำเภอและจังหวัด ทำให้เกิดปัญหามากเพราะกลุ่มผู้เฒ่าไร้สัญชาติจำนวนไม่น้อยไม่สามารถทำได้เพราะมีวิถีชีวิตอยู่ในหมู่บ้านที่ใช้แต่ภาษาถิ่น ซึ่งแนวทางใหม่ที่ออกมานี้เปิดช่องให้ผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องร้องเพลงชาติไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ &amp;ldquo;ครูแดง&amp;rdquo;กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชม พล.อ.อนุพงษ์ และปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมทีมงานที่กำหนดแนวทาง แก้ไขปัญหากลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทยแต่มีภูมิลำเนาในไทยมานาน จนกลมกลืนกับสังคมไทย ซึ่งพบปัญหาอุปสรรคในกระบวนการแปลงสัญชาติมานานมากว่า 20 ปี &amp;nbsp;ถือว่าเป็นการปลดล็อคปัญหาที่ค้างมานานอย่าง ตรงประเด็น หวังว่ามท.จะมีระบบติดตามการปฏิบัติตามนโยบายนี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดผลได้จริงโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า แต่ยังมีข้อห่วงใยที่อย่างเสนอแนะไว้คือ 1.หนังสือสั่งการที่ออกมาในครั้งนี้ &amp;nbsp;ควรจัดอบรมทีมงานฝ่ายทะเบียนของอำเภอต่างๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากเพื่อความที่เข้าใจที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ผลจริงจัง 2. กลุ่มที่เกิดนอกแต่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เด็ก เวลาเกิน 20 ปีแล้ว จะต้องขอมีใบถิ่นที่อยู่และใบต่างด้าวก่อนแล้วจึงขอแปลงสัญชาติใช่หรือไม่ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะติดเกณฑ์รายได้ซึ่งกำหนดไว้สูงถึง 25,000 บาทต่อเดือน ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้ คงยากที่จะแก้ไขปัญหาให้คนกลุ่มนี้ 3.ผู้ที่ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงหรือหลังการเกิด ไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งทุกประเภท โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางพันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มนุษย์คนใดทรงสิทธิในการแปลงสัญชาติในปัจจุบันเป็นไปตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 ขอให้ตระหนักว่า แนวคิดในการรับรองข้อเท็จจริงที่ก่อตั้งสิทธิในสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติของคนต่างด้าวทั่วไปตั้งแต่ พ.ศ.2454 จนถึงปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญเท่าใดนัก แต่ถูกตีความอย่างแตกต่างโดยผู้รักษาการตามกฎหมาย จากการใช้มากที่สุดเพื่อสร้างความกลมกลืนทางสัญชาติให้แก่ราษฎรไทยที่เกิดในต่างประเทศ มาจนถึงสถานการณ์ความคิดที่ไม่อินังขังขอบต่อราษฎรไทยดังกล่าวในช่วงเวลาที่ยาวนาน จนเกิดความอยุติธรรมทางสัญชาติในสังคมไทย จนกระทั่งเกิดแสงเรืองๆ ขึ้นเมื่อได้มีคำสั่งฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มูลนิธิพชภ. ได้รับการร้องเรียนและติดตามปัญหาของชาวบ้านบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะบนดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ามีผู้เฒ่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กำลังประสบความยากลำบากในชีวิตเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชนแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว บางส่วนเกิดในไทยแต่ขาดหลักฐานเอกสารยืนยัน บางส่วนไม่ได้เกิดในไทยแต่อยู่มานานจนกลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา พชภ.ได้พาผู้เฒ่าไร้สัญชาติเหล่านี้เดินทางมายื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทย แต่พบว่ามีข้อติดขัดหลายประการโดยเฉพาะหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ทางการกำหนดไว้ เช่น การร้องเพลงชาติ การทดสอบภาษาไทย ทำให้เรื่องการแปลงสัญชาติของผู้เฒ่ากลุ่มนี้ยืดเยื้อมานาน อย่างกรณีของบ้านป่าคาสุขใจ อ.แม่ฟ้าหลวง บนดอยแม่สลอง ซึ่งมีคนเฒ่าไร้สัญชาติ ยื่นคำร้องจำนวน 27 ราย ซึ่งมีอายุตั้งแต่อายุ 65-98 ปี แต่กระบวนการตรวจสอบความประพฤติ จากหน่วยงานต่างๆ ที่ล่าช้า ทำให้มีผู้เฒ่าเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างรอจำนวน 3 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57738</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, กระทรวงมหาดไทย, กลุ่มชาติพันธุ์, คนต่างด้าว, ชนกลุ่มน้อย, นางเตือนใจ ดีเทศน์, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, พ.ร.บ.สัญชาติ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200220/image_big_5e4e732f94957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2018 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2018 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแรงงานต่างด้าวเลาะชายแดนเตรียมข้ามไปมาเลย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค.61- เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ร.5 และ เจ้าหน้าที่เฝ้าตรวจชายแดนที่ 4304 ค่ายธนพัฒน์ &amp;nbsp;จับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองจำนวน 23 คน &amp;nbsp;เป็นชาย 19 คนหญิง 4 คน &amp;nbsp;ขณะซ่อนตัวอยู่ในป่าบริเวณริมรั้วชายแดนไทยมาเลเซีย พื้นที่หมู่ 7 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ในสภาพที่มีกระเป๋าสัมภาระเตรียมพร้อมเดินทางตลอดเวลา แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ก่อนขณะออกลาดตระเวนเดินทางสำรวจพื้นที่เสี่ยงและพบทั้งหมดซ่อนตัวอยู่ในป่า และรอนายหน้าพาข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย และยังควบคุมตัวหญิงชาวไทยต้องสงสัยอีก 2 คนซึ่งอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุไปสอบสวนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวทั้งหมด ไปยัง ค่ายธนพัฒน์ และสอบสวนผ่านล่าม ทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาจากฝั่ง จ.ระนอง โดยมีนายหน้าพามพักไว้บริเวณรั้วชายแดนเพื่อรอนายหน้าฝั่งประเทศมาเลเซียมารับอีกที และต้องจ่ายค่านายหน้าถึง 2000-3000 ริงกิต หรือประมาณ 2-3 หมื่นบาทไทย ในขณะที่หญิงสาวชาวไทยอีก 2 คนบอกว่าเป็นเพียงชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าใกล้กับจุดเกิดเหตุเท่านั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมากลุ่มนี้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพ.อ.วรเดช เดชรักษา ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจ ร.5 &amp;nbsp;กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารยังคงมีมาตรการคุมเข้มการลักลอบนำแรงงานเถื่อนผ่านไทยเพื่อเข้าไปยังประเทศมาเลเซีย โดยหลังจากนี้จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวเพื่อร่วมสอบสวนขยายผลไม่ยังกลุ่มค้าแรงงานเถื่อนข้ามชาติกลุ่มนี้ซึ่งเชื่อว่ามีทั้งนายหน้าชาวเมียนมา คนไทยและชาวมาเลเซียร่วมขบวนการด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รสอบถามแรงงานต่างด้าวผ่านล่ามทราบว่า ทั้งหมดเดินทางมาจากฝั่งจังหวัดระนอง โดยมีนายหน้าพามา และ เมื่อมาถึงใกล้ๆจุดที่จะข้ามไปมาเลเซีย นายหน้าก็ปล่อยทิ้งไว้ และ รอนายหน้าฝั่งประเทศมาเลเซีย มารับอีกที เพื่อไปทำงานยังประเทศมาเลเซีย และ จะได้ค่าตอบแทนต่อคน รายละ &amp;nbsp;2000-3000 ริงกิต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19348</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนต่างด้าว, ชายแดนไทย-มาเลยเซีย, ทหาร, ทหาร ฉก.ร., แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbaec87e3b90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 20:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นายจ้าง-แรงงานต่างด้าว’ เฮ! พรก.2ฉบับใหม่ประกาศใช้แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 พ.ค.2561- เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา หน้า 31 เล่ม 135 ตอนที่ 31 ก ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การอนุมัติพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ศ.2561 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงนามแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2561 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 พ.ศ.2561 รวม 2 ฉบับไปเพื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั้นในคราวประชุม สนช.ครั้งที่ 24/2561 วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2561 ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติอนุมัติพระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวแล้ว จึงประกาศมาตามความในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการประชุม สนช.เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ประชุมได้มีมติมติเอกฉันท์ 177 เสียง เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 และมีมติ 176 เสียง เห็นชอบกับ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองที่ ครม.เป็นผู้เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อให้มีการใช้ระบบอนุญาตเพียงเท่าที่จำเป็น และกำหนดกระบวนการในการควบคุมและตรวจสอบการนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน อาทิ กรณีนายจ้างจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายทำงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงาน รวมถึงยกเลิกประกาศเขตที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าว โดยให้แรงงานสามารถทำงานและพักที่ใดก็ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันห้ามนายจ้างเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ จนเป็นเหตุให้เกิดการค้ามนุษย์ รวมทั้งการปรับปรุงอัตราโทษให้มีความเหมาะสม เช่น มาตรา 101 ที่กำหนดโทษแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตจากเดิมจำคุก 5 ปี ปรับ 2 หมื่นถึง 1 แสนบาท ได้ตัดโทษจำคุกออก เหลือเพียงโทษปรับ 5 พัน-5 หมื่นบาท มาตรา 102 ที่กำหนดให้นายจ้างที่จ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จากโทษปรับเดิมตั้งแต่ 4-8 แสนบาท ต่อแรงงานต่างด้าว 1 คน เหลือ 1 หมื่น-1 แสนบาทต่อคน และใครทำผิดซ้ำซากจะจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5 หมื่น-2 แสนบาท และห้ามจ้างแรงงานต่างด้าวเป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดมิให้นำมาตราที่ถูกพักการบังคับใช้มาบังคับใช้จนกว่าจะถึงวันที่ 1 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาระสำคัญของ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8369</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนต่างด้าว, นายกรัฐมนตรี, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี, พระราชกำหนด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ราชกิจจานุเบกษา, แรงงานต่างด้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9ba3580c27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
