<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลคลี่คลายปม คุกมีไว้ขังคนจน ซัดคนรวยหนีคดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ประธานศาลฎีกา&amp;quot; ปาฐกถา &amp;quot;คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ&amp;quot; ยกสถิติต้องขังคดี 6.8 แสน ติดคุกจริง 9 หมื่น ไม่มีนิยามเป็นคนรวยหรือจนกี่เปอร์เซ็นต์ ยันต้องถูกปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนกัน รับจับคนรวยยากกว่าและหนีประกันมากกว่า เตือนดูตัวเลขฟังข้อมูลจริง อย่าหลงข่าวดรามาชี้นำสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &amp;nbsp;ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ในงานวันธรรมศาสตร์สามัคคี ครั้งที่ 20 โดยนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์&amp;nbsp;ประธานศาลฎีกา&amp;nbsp;กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง &amp;quot;คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ&amp;quot; ว่า &amp;nbsp;สัมผัสกับความทุกข์ยากของประชาชนมาตลอด ซึ่งพ่อของตนเป็นเพียงเสมียนศาล โดยผ่านวิกฤติเหตุการณ์&amp;nbsp;14&amp;nbsp;ตุลา&amp;nbsp;2516, 6&amp;nbsp;ตุลา&amp;nbsp;2519&amp;nbsp;เห็นคนบริสุทธิ์ถูกแขวนแขนคอกับต้นมะขาม รวมถึงเหตุการณ์วิกฤติตุลาการปี&amp;nbsp;2534&amp;nbsp;พบว่าสังคมเรายังมีความไม่ยุติธรรม&amp;nbsp;ยังมีการเอารัดเอาเปรียบกัน ความที่ตนเป็นชาวธรรมศาสตร์ มีสำนึกเสมอว่า&amp;nbsp;เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน สะท้อนในใจเสมอมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไสลเกษกล่าวว่า ยึดหลักต้องละเว้นจากการรับสินบน ต้องมีลมหายใจไว้เพื่อทำงานในช่วงดำรงตำแหน่ง&amp;nbsp;หลักสำคัญคือรักษาคนบริสุทธิ์และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงขอรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรม เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดเป็นนโยบาย และพบว่าทุกวันนี้ยังมีปัญหามากมายต้องแก้ไข จึงต้องลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องแก้ไขทำได้จริง ในวันที่&amp;nbsp;7&amp;nbsp;พ.ย.นี้ จะแถลงนโยบายต่อผู้พิพากษาและสื่อมวลชน เพื่อสะท้อนถึงประชาชน หัวใจสำคัญคือเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้เสียหาย เหยื่ออาชญากรรม&amp;nbsp;ผู้ต้องหา จำเลยที่รอการพิสูจน์ว่าผิดหรือบริสุทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่มีกระแสความคิดว่า ศาลปล่อยผู้ต้องขังน้อย ไม่ให้โอกาสคนออกมาสู้คดี และคุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือไม่ ขออธิบายว่า จากการวิจัยของหลายหน่วยงานพบว่าคนที่ต้องขังส่วนใหญ่เป็นคนจน แต่ก็ไม่มีนิยามว่าอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าคนนี้จน&amp;nbsp;คนนี้ไม่จน มีการตั้งสมมติฐานว่าคนที่มีความรู้&amp;nbsp;การศึกษา&amp;nbsp;มีฐานะ มีโอกาสทางการศึกษา&amp;nbsp;จึงรู้ว่าอะไรผิดถูก&amp;nbsp;โอกาสติดคุกก็น้อยลง แต่เราแน่ใจหรือว่าคำพูดที่ว่ารวยแล้วไม่โกงมันจริงหรือ การศึกษาสูง ทำให้คนทำผิดน้อยลงจริงหรือ คนจนคนด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดสติยั้งคิด ไปก่อเหตุลักวิ่งชิงปล้นก็ง่าย คดีเกิดบ่อย จับได้บ่อย จริงหรือไม่ ส่วนคนรวยเป็นคนมีความรู้ทางการเงิน มักจะทำผิดข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน ปั่นหุ้น มีวิธีการก่ออาชญากรรมที่มีการใช้องค์ความรู้ มีรายละเอียดสลับซับซ้อนกว่าการลักวิ่งชิงปล้น ทำให้ถูกจับยากกว่าจริงหรือไม่ และมีใครเคยเห็นคนจนทำผิดข้อหาปลอมใบกำกับภาษี หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรนำเข้าส่งออกสินค้าบ้าง ไม่มีใช่หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคำถามว่าแล้วในคุกมีคนจนกับคนรวยใครมากน้อยกว่ากัน จากรายงานของคณะทำงานของผมพบว่า ปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;มีผู้ต้องขังทั่วประเทศกว่า&amp;nbsp;680,000&amp;nbsp;คน มีกว่า&amp;nbsp;90,000&amp;nbsp;คนถูกศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้จำคุก ที่เหลือร้อยละ&amp;nbsp;42&amp;nbsp;ศาลปล่อยเพราะรอการลงโทษ รอการกำหนดโทษ และร้อยละ&amp;nbsp;58&amp;nbsp;ศาลสั่งปรับ กักขัง แสดงว่ามีคนติดคุกจริงๆ เพียงร้อยละ&amp;nbsp;16.5&amp;nbsp;แต่มีคนจนกี่เปอร์เซ็นต์ คนรวยกี่เปอร์เซ็นต์นั้นก็ไม่เคยมีงานวิจัยที่ไหน และในประเทศไทยก็ไม่มียืนยัน อีกทั้งไม่มีการนิยามคนจนคนรวยว่า แตกต่างกันตรงไหน ที่สำคัญเมื่อแยกไม่ออก ตรงนี้เราจะสรุปได้หรือไม่ คุกมีไว้ขังคนจน แต่แน่นอนที่สุด การจับคนรวยจับยาก เวลาเราให้ประกัน คนที่หนีประกันส่วนใหญ่คือคนรวย&amp;quot; ประธานศาลฎีการะบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ดูรายงานปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;นับถึงเดือน ต.ค. มีผู้ต้องขัง&amp;nbsp;360,000&amp;nbsp;คน แยกแยะดังนี้ คือถูกขังในระหว่างช่วงการสอบสวน ก่อนฟ้องคดีกว่า&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;คน คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;5.5&amp;nbsp;ถูกขังไว้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นกว่า&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;คน คิดเป็นร้อยละ&amp;nbsp;2.8&amp;nbsp;ถูกขังในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์และฎีกากว่า&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;คน ร้อยละ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;รวมๆ แล้วคือร้อยละ&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ที่เหลือร้อยละ&amp;nbsp;84&amp;nbsp;คือคนที่ถูกขังเพราะคดีเสร็จเด็ดขาด ให้ต้องรับโทษจำคุก ซึ่งเป็นขั้นตอนชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาที่คนรวยหรือจนต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน ฉะนั้นการบอกว่านี่คือช่องว่างจำคุกเฉพาะคนจน ถามว่าใช่หรือไม่ ตนไม่ปฏิเสธหรือยืนยัน อยากให้มีการพูดด้วยตัวเลข พูดด้วยข้อมูลที่แท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการขอปล่อยตัวชั่วคราว พบว่าปี&amp;nbsp;2560&amp;nbsp;มีการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวกว่า&amp;nbsp;220,000&amp;nbsp;ราย ศาลพิจารณาปล่อยตัวกว่า&amp;nbsp;210,000&amp;nbsp;ราย แสดงว่าปล่อยถึงร้อยละ&amp;nbsp;93.6&amp;nbsp;และขังอยู่ระหว่างพิจารณาเพียงร้อยละ&amp;nbsp;16.4&amp;nbsp;เท่านั้นเอง ถามว่าที่กล่าวกันว่าศาลขังไว้ระหว่างพิจารณาเกินความจำเป็นจริงหรือ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคนที่ยังถูกขังมีโอกาสจะได้ออกมาหรือไม่ ทางกรมราชทัณฑ์บอกเองว่าคุกไม่พอขังแล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ก็บอกว่าถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตนเห็นว่าคำว่าผู้บริสุทธิ์นั้น เมื่อคนที่ถูกจับมายังถูกดำเนินคดีในชั้นสอบสวน ในชั้นศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องประทับฟ้อง&amp;nbsp;อาจมองได้ว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วว่าผิด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน อย่างนี้ยังจะเรียกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่อีกหรือไม่ หันมาดูจากหลักการที่ว่า &amp;quot;คำพิพากษายังคงใช้ได้ จนกว่าจะถูกยกเลิกเพิกถอนเปลี่ยนแปลงโดยคำพิพากษาในภายหลัง&amp;quot; ก็ย่อมแสดงว่า คดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว ผ่านการสืบพยานชั่งน้ำหนักหักล้างต่อสู้กันอย่างเต็มที่แล้ว ต้องใช้บังคับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นที่รัฐธรรมนูญยังพูดว่า ตราบใดถ้าศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเขาผิด ให้สันนิษฐานว่าเขาบริสุทธิ์ ในขณะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วว่าคนคนนี้เป็นผู้กระทำความผิด ยังจะต้องปฏิบัติต่อคนผู้นี้เช่นเดียวกับหลักคิดตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเอาหลักสามัญสำนึกมาใช้ มันจะใช้กันได้หรือไม่ เราได้มองในมุมของผู้เสียหาย เหยื่ออาชญากรรม เด็ก สตรี คนชรา ที่ถูกทำร้าย ข่มขืนฆ่าบ้างหรือไม่ เรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ จึงจะมองด้านผู้ต้องหาจำเลยด้านเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงเหยื่ออาชญากรรมด้วย ผมเชื่อว่าศาลยุติธรรมจะไม่ปล่อยอาชญากรที่ปล้น ฆ่า ฆ่าข่มขืนอย่างแน่นอน ต่อให้รวยแค่ไหนก็ตาม&amp;quot; นายไสลเกษกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานศาลฎีกากล่าวด้วยว่า ในยุคสื่อโซเชียล มีข่าวดรามาเกิดขึ้นชี้นำสังคมมากมาย ขอให้รับฟังข้อมูลที่แท้จริง ตัวอย่างเช่นคดีตายายเก็บเห็ดถูกจับ ใครจะรู้บ้างว่าที่แท้จริงเป็นคดีที่คนถูกจับเป็นนอมินีของคนรวยไปบุกรุกที่ดินกว่า 10 ไร่ มีการครอบครองไม้ต้องห้าม หรือคดีอาจารย์มหาวิทยาลัยฆ่าภรรยาเพราะมีเรื่องระหองระแหง ฝ่ายชายเกิดโมโหทำร้ายภรรยาด้วยของที่อยู่ในถุงกอล์ฟ สื่อเสนอข่าวกันเป็นสิบวัน แรกๆ ก็มีข่าวว่าอาจารย์ตีเมียด้วยอุปกรณ์หัวไม้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ต่อมากลายเป็นตีด้วยหัวไม้ 3&amp;nbsp;ต่อมากลายเป็นหัวเหล็ก&amp;nbsp;7&amp;nbsp;พอศาลพิพากษากลายเป็นว่าจำเลยตีด้วยร่ม ศาลสั่งสืบเสาะประวัติพบว่าครอบครัวขอให้ศาลรอการลงโทษ เพราะสามีภรรยามีลูกเป็นเด็กเล็กสองคนที่เขาต้องเลี้ยงหลังภรรยาถูกตีตาย ถ้าติดคุกใครจะเลี้ยงลูก ศาลจึงรอลงอาญาให้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49616</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรวยหนีคดี, คุกมีไว้ขังคนจน, คุกมีไว้ขังคนจนจริงหรือ, ประธานศาลฎีกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc18487c561f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
