<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 07:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 07:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039;ปลง!คนรุ่นใหม่คิดว่าตัวเองฉลาด แต่กลับเชื่อง่ายชอบเสพข้อมูลบิดเบือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.64- อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ว่า เด็กสมัยนี้ที่เขาว่าตัวเองฉลาด มีความรู้ มีปริญญา เข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อสืบหาข้อมูลได้ง่ายดาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อมีคนอยากเขียนอะไรขึ้นมาลอยๆ โดยไร้หลักฐานและความเป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนรุ่นใหม่เหล่านั้น พร้อมจะเชื่อ ในทันที โดยไม่ใช้วิจารณญาณในการพิจารณา และไม่คิดหาความรู้หรือสืบหาข้อเท็จจริง ใดๆ เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อให้มีใครให้ข้อเท็จจริงก็ไม่สนใจจะยอมรับความจริง ชอบเสพแต่เฉพาะข้อมูลที่บิดเบือนเท่านั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118782</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, อัษฎางค์ ยมนาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603c4ac4d2c0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105439</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;ธนาธร&#039;โหน&#039;เกรตา ธุนเบิร์ก&#039;แซะสังคมไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มิ.ย.64- นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;nbsp; เรื่อง &amp;quot;ข้อคิดจาก Skolstrejk FOR KLIMATET ถึงสงครามของคนแต่ละรุ่น&amp;quot; ระบุว่า สุดสัปดาห์นี้ หนังสือเล่มสีเหลืองเล็กๆเล่มหนึ่ง ได้สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้ผม ในวันที่ 20 สิงหาคม 2561 เด็กผู้หญิงสวีเดนคนหนึ่งซึ่งมีอายุ 15 ปีในขณะนั้น ตั้งใจไม่เข้าเรียน เช้าวันนั้นเธอตั้งใจไปประท้วง ด้วยตัวตนเดียว ที่หน้ารัฐสภา ป้ายกระดาษที่เธอถือไปมีข้อความว่า &amp;ldquo;Skolstrejk FOR KLIMATET&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หยุดเรียนประท้วงเพื่อสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; เด็กนักเรียนคนนั้นชื่อ Greta Thunberg&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้สามชั่วโมง หนังสือที่รวบรวมคำปราศรัยและข้อเขียนในที่ต่างๆตลอดสามปีที่ผ่านมาของ Greta Thunberg เด็กผู้หญิงชาวสวีเดนที่จุดประกายคนเป็นล้านคนให้หันมาสนใจปัญหาภาวะโลกร้อน การกระทำของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งนักเรียนและผู้ใหญ่หลายแสนคน ในหลากหลายเมืองสำคัญออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้นักการเมืองและนักธุรกิจจริงจังมากกว่านี้ในการหยุดภาวะโลกร้อน และนั่นเป็นที่มาของชื่อหนังสือ &amp;ldquo;No One is Too Small To Make A Difference&amp;rdquo; - ไม่มีใครเล็กเกินไปที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธรระบุว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมเข้าใจเธอ และเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการสื่อสารมากขึ้น ผมนั่งอ่านคำปราศรัยของเธอนับสิบๆ ครั้งในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปราศรัยบนเวที การแสดงออกของประชาชนบนท้องถนนในเมืองมอนทรีออล แคนาดา, ในรัฐสภาของประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา, หรือในที่ประชุมที่เต็มไปด้วยผู้นำระดับโลก เช่นที่ประชุมใหญ่ขององค์กรสหประชาชาติ เธอส่งสารที่สั้น เข้าใจง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยพลัง เพียง 3 ประเด็นซ้ำไปซ้ำมาในทุกการปราศรัยในทุกเวที คือ หลักฐานทางวิทยาศาตร์บ่งชี้ชัดว่าหากเรายังไม่ทำอะไรจริงจังกว่านี้ อีกไม่กี่ปี ภาวะโลกร้อนจะเลวร้ายถึงจุดที่ไม่อาจหวนกลับได้ จุดที่เรียกได้ว่าเป็นมหันตภัยที่จะทำลายล้างโลก การสูญพันธุ์ขนานใหญ่ครั้งที่ 6 ของสิ่งมีชีวิตในประวัติศาสตร์โลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้ถูกจัดการหรือให้ความสำคัญ อย่างที่มันควรจะเป็น สิ่งที่ผู้นำทั้งทางการเมืองและทางธุรกิจทั่วโลกปัจจุบันทำนั้นยังไม่พอต่อการแก้ปัญหาที่เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ หากผู้ใหญ่ไม่แก้ปัญหาในตอนนี้ คนที่ต้องรับผลกระทบคือคนรุ่นเธอ โลกจะพังเมื่อคนรุ่นเธอเติบโตขึ้น ครั้นจะรอให้คนรุ่นเธอ เติบโตพอที่จะกำหนดทิศทางของสังคม ก็สายไปเสียแล้ว ดังนั้นเธอจึงต้องหยุดเรียน เพื่อส่งเสียงของอนาคต
เธอยกตัวอย่าง ง่ายๆว่า ในวิกฤตที่ใหญ่ขนาดนี้ เรากลับไม่เห็นนักการเมือง หรือนักข่าว นำเสนอถึงปัญหา สถานะและความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องประหนึ่งว่ามันเป็นวิกฤตเลย และเธอตั้งคำถามถึงสามัญสำนึกพื้นฐานของคนที่มีสถานะและอำนาจในปัจจุบันในทุกวงการว่าพวกคุณกำลังทำอะไรอยู่ คนในแต่ละรุ่นเผชิญปัญหาใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นวาระระดับโลกแตกต่างกันไป ในยุคหนึ่ง วาระระดับโลกคือการสร้างคุณค่าให้กับเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธรระบุว่า ในยุคพ่อแม่ผมยังหนุ่มสาว คนรุ่นเขาเรียกร้องให้หยุดสงคราม คนเรียกร้องเสรีภาพ เขาเติบโตมากับสโลแกนเช่น Make Love, Not War หรือกับบทเพลง Imagine ของ John Lennon โจทย์ของคนรุ่นปัจจุบัน หรือ สงครามของคนรุ่นปัจจุบัน -ถ้าจะเรียกให้สมกับความสาหัสของสถานการณ์- คือเรื่องวิกฤตภาวะโลกร้อนอย่างไม่ต้องสงสัย เป้าหมายคือการลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสจากในยุคก่อนอุตสาหกรรมให้ได้ และพยายามมุ่งสู่เป้าหมายของการจำกัดไม่ให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาหากเป็นไปได้ ผมหวังและอยากเห็นประเทศไทยเอาจริงเอาจัง เป็นส่วนหนึ่งและส่วนนำในการผลักดันสังคมไร้คาร์บอนมากกว่านี้ ทั้งในระดับประเทศ ระดับอาเซียน และในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอยากใช้พลัง ความเป็นผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ของตนเองผลักดันวาระดังกล่าวมากกว่านี้ เรายังต้องประชาสัมพันธ์ให้คนจำนวนมากเข้าใจถึงความสาหัสของสถานการณ์มากกว่านี้ เรายังต้องจริงจังกับการผลักดันนโยบายที่ทะเยอทะยานพอที่จะหยุดปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความเท่าเทียมในสังคม เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆที่จะทดแทนเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ต้องใช้คอร์บอนในปัจจุบันอีกมากมาย เรายังต้องสร้างเครือข่าย ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดของกันและกันอีกมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาธรระบุตอนท้ายว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมตระหนักว่าที่ผ่านมาตัวเองยังทำไม่พอในฐานะผู้มีบทบาทคนหนึ่งในสังคม และในอนาคตต้องทำมากกว่านี้ ที่สำคัญ เมื่อผมอ่านเรื่องราวของ Greta ผมก็นึกเสียดายพลังของคนรุ่นใหม่ในสังคมไทยเหลือเกิน คนหนุ่มสาวในประเทศของเราต้องใช้พลังมากมาย เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับกระสุนยาง แก๊สน้ำตา และเสียเวลาในเรือนจำกับคดีความที่มุ่งปิดปากพวกเขา ทั้งหมดเป็นการต่อสู้เพื่อผลักดันวาระของคนรุ่นที่แล้ว เพื่อปลดปล่อยประเทศให้ไปข้างหน้า เรากำลังปล่อยให้คนรุ่นปัจจุบันต่อสู้กับปัญหาที่ควรจะถูกแก้ไปแล้วตั้งแต่หลายสิบปีก่อน&amp;nbsp; แทนที่พวกเขาจะได้ต่อสู้ในสงครามของพวกเขา ในสงครามที่จะส่งผลกับโลกทั้งใบ และนี่คือเหตุผลที่ปัญหาการเมืองไทยต้องจบในรุ่นเราเสียที เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ใช้พลังงานไปกับการแก้ปัญหาใหม่ๆ สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105439</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ, สังคมไทย, เกรตา ธุนเบิร์ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bc90f1ef374.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนรุ่นเก่ายอมแล้ว &#039;ลุงชูชาติ&#039; ยก 2 ตัวอย่างโพสต์ของคนรุ่นใหม่สุดเฉลียวฉลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 - &amp;nbsp;นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า ระบุว่า-.....คนที่ถูกเรียกว่าเป็นคนรุ่นเก่าต้องยอมรับความจริงกันแล้วว่า คนรุ่นใหม่บางคนมีความเฉลียวฉลาดกว่าคนรุ่นเก่ามาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ตัวอย่างที่ 1 ที่มีบางคนกล่าวว่า มีงบประมาณการจัดซื้อวัคซีน 20 ล้านบาท &amp;nbsp;ซึ่งถ้าเป็นอย่างที่เขาอ้างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ขณะนี้ซื้อวัคซีนมาแล้วประมาณ 6 ล้านโดส มีงบประมาณ 20 ล้านบาท ก็ซื้อในราคาประมาณโดสละ 3.34 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ประเทศไทยมีโครงการจะซื้อวัคซีน 100 ล้านโดส ถ้ามีงบประมาณ 20 ล้านบาท ก็ซื้อในราคาโดสละ 20 สตางค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ประเทศไทยคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถซื้อวัคซีนได้ในราคาที่ถูกแสนถูกอย่างนี้ เพราะถูกกว่าราคาค่าจ้างฉีดวัคซีนครั้งละ 40 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....#นี่คือความเฉลียวฉลาดของคนที่นำเรื่องนี้มาโพสต์และคนที่ช่วยกันแชร์
.
.....ตัวอย่างที่ 2 &amp;nbsp;แกนนำม็อบคนหนึ่งกล่าวว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#มึงแจกประชาชนคนละ 1-2 ล้าน 80 ล้านคน ก็แค่ 80-160 ล้านบาท ไม่ต้องกู้มาถึง 7 แสนล้านล้านขนาดนี้หรอก กู้มา 7 แสนล้านล้าน (ย้ำว่าล้านล้าน)
#เงินไปอยู่ไหน #มีนายกโง่จริงๆ#ไอ้ควาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....นี่ก็คือความเฉลียวฉลาดของแกนนำคนรุ่นใหม่ เพราะถ้าเป็นรุ่นเก่าที่คนรุ่นใหม่เห็นว่าโง่ &amp;nbsp;คงไม่มีความฉลาดมีความรู้ลึกซึ้งถึงขนาดนี้ เพราะเขาคิดกันง่ายๆ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....แจกคนละ 1 ล้านบาท ถ้า 80 คน ก็เป็นเงิน &amp;nbsp;80 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ถ้า 80 ล้านคน ก็ต้องเป็นเงิน 80 ล้านล้านบาท ไม่ใช่ 80 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....#ใครที่โง่จริงๆ ? #ใครคือไอ้ควาย?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ถ้าประเทศไทยมีผู้นำดังที่กล่าวมาก็น่าสงสัยว่าอนาคตประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรืองเป็นมหาอำนาจในความเป็นเลิศทางปัญญาหรือเป็นอย่างไรกันแน่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105275</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, ชูชาติ ศรีแสง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056d509ca9b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 06:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 06:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สารจาก&#039;ไตรรงค์&#039;ถึงคนรุ่นใหม่ คิดจะพลิกฟ้าพลิกดินควรประเมินฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วย อาจมากกว่า 60 ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค.64-ดร. ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกบทความเรื่อง จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา ผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้&amp;nbsp;
.
*ผู้ใดอ่านจบรับรองว่าจะทราบความหมายประโยคนี้แน่นอน
.
**ถ้าเขียนสั้นผู้อ่านก็จะไม่ได้ความรู้ แต่จะเขียนยาวได้ครั้งหนึ่งผมต้องอ่านและศึกษาเยอะมาก เพราะฉะนั้นบทความนี้จะเป็นฉบับสุดท้าย(สำหรับช่วงนี้) &amp;nbsp;หลังจากบทความฉบับนี้ ผมคงจะหยุดเขียนไปอีกนาน จนกว่าจะได้เนื้อหาเพียงพอมาเขียนบทความได้ใหม่ ขอให้อดทนอ่านบทความยาว ๆ ของผมฉบับนี้หน่อยแล้วกันนะครับ
.
#1 #คำนำ
.
ในบทความครั้งหลังสุดใน Facebook ของผม เรื่อง &amp;ldquo;กว่าจะได้เป็นประเทศไทย : ให้ระวังการรุกเงียบ&amp;rdquo; นั้น ใจจริงอยากเรียกว่า สยามประเทศหรือประเทศสยามมากกว่า มี FC หลายคนได้ต่อว่ากลับมาว่าทำไมไม่พูดถึงบทบาทของคนปักษ์ใต้ในการก่อตั้งสยามประเทศบ้าง ซึ่งยอมรับว่าเป็นความตั้งใจเพราะถ้าเขียนเรื่องปักษ์ใต้ด้วยก็จะทำให้บทความยาวเกินไป แค่ที่ทำไปก็รู้สึกว่ายาวอยู่แล้วจึงตั้งใจจะเขียนแยกต่างหาก เพราะเรื่องของปักษ์ใต้ในประวัติศาสตร์มีข้อมูลมากกว่าภาคอื่น ๆ นั้นเอง &amp;nbsp; แต่ต้องเตือนใจและเตือนสติผู้อ่านให้กรุณารับรู้ไว้ด้วยว่าการศึกษาและเขียนประวัติศาสตร์ของชาติใดหรือเผ่าใด ๆ นั้น ถ้าชาตินั้นหรือเผ่านั้นมี #ภาษาเขียน เป็นของตนเองอยู่แล้วเหมือนอย่างประเทศจีน ซึ่งมีเขียนบันทึกไว้บนไม้ไผ่บ้าง บนหินบ้าง หรือบนวัสดุอื่น ๆ &amp;nbsp;ที่ย่อยสลายยากก็สามารถจะนำมาแกะหาความหมายโดยนักภาษาศาสตร์และนักโบราณคดีจนสามารถอธิบายความเป็นมา ปรากฏการณ์ วัน เวลา พ.ศ. หรือ ค.ศ. และชื่อบุคคลรวมทั้งสถานที่ได้อย่างแม่นยำกว่า
.
ถ้าใครพอจะมีเวลากรุณาไปขออ่านประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงประมาณ 5,000 ปี (คือ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล) เกี่ยวกับประเทศจีนได้ในหนังสือชื่อ &amp;ldquo;The Unbroken Chain : State Wu in Ancient China and in Siam (Thailand) : ร่วมกันเขียนเป็นภาษาอังกฤษ โดย ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี กับ ศาสตราจารย์ Wu Ben-Li, ที่พิมพ์เมื่อ August 2014 (มีให้ยืมอ่านที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และห้องสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.) จากหน้า 27 ถึงหน้า 30 ผู้อ่านจะเห็นตัวอย่างอย่างชัดเจนว่า พวกเผ่าวู (Wu Tribe) ได้อพยพจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
.
เริ่มแรกได้รับอนุญาตให้ตั้งเมืองอยู่ในราชอาณาจักรของราชวงศ์เซีย (Xia Dynasty) ได้ในปีประมาณ 1796 B.C. (ก่อนคริสตกาล) แต่เมื่อมีปัญหาขัดแย้งกับพระจักรพรรดิ (หรือฮ่องเต้) จึงถูกไล่ออกจากราชอาณาจักรต้องเร่ร่อนลงใต้กว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้เพื่อสร้างบ้านเมืองใหม่ได้ขึ้นมาอีกก็ต้องใช้เวลาเร่ร่อนอยู่เกือบ 100 ปี และเมื่อลงหลักปักฐานในที่ดินที่เห็นว่าสมบูรณ์พอจะทำการเกษตรเลี้ยงชีพของเผ่าได้ก็ต้องรอจนมีประชากรเพิ่มขึ้นให้มากพอจึงจะตั้งเป็นเมืองได้
.
อนึ่งในประเทศจีนโบราณนั้นจะประกอบไปด้วยชนเผ่าต่าง ๆ &amp;nbsp;จำนวนมาก ถ้าเผ่าไหนพบพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก ชนเผ่าอื่น ๆ ที่เล็กกว่าก็จะค่อย ๆ &amp;nbsp;ทยอยมาขออาศัยร่วมด้วย แต่ชนเผ่าที่เล็กกว่าทุก ๆ เผ่าก็จะเลือกภาษาพูดของชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุด (ที่เป็นผู้ปกครอง) เป็นภาษากลางในการสื่อสารกันและกัน จนเมื่อมีประชากรมากขึ้นก็จะกลายเป็นเมือง หลาย ๆ &amp;nbsp;เมืองรวมกันก็จะเป็นอาณาจักร
.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับชนกลุ่มเผ่าวูหรือ Wu Tribe (ซึ่งคำว่าวูหรือ Wu นั้นเป็นชื่อของภูเขาที่ชนกลุ่มนี้เคยอาศัยมาก่อน) ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกับการเกิดอาณาจักรน่านเจ้าของเผ่าไต ซึ่งชนเผ่ากลุ่มเล็ก ๆ &amp;nbsp;อื่น ๆ &amp;nbsp;ที่ขอเข้ามาอยู่ด้วยก็เลือกจะใช้ภาษาไตเป็นภาษากลางใช้พูดติดต่อกันและกัน ซึ่งเมืองใหม่ของเผ่าวูนี้ชื่อว่าเมืองบิน (BIN COUNTRY) แต่ก็ตั้งมั่นอยู่ได้เพียงประมาณ 300 ปี ก็ถูกชนเผ่าอื่นที่ใหญ่กว่าแข็งแรงกว่าร่วมกันแย่งที่ทำกินจนต้องทิ้งเมืองเร่ร่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนสามารถตั้งเมืองใหม่ได้อีก เรียกว่าเมืองโจวหยวน (Zhou Yuan) ในปี 1046 B.C. (ก่อนคริสตกาล) ต่อมาเมืองนี้ก็ได้พัฒนาขึ้นเติบโตจนเป็นแคว้นชื่อ ส่านซี (SHAAN XI) ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อ ซีอาน จนถึงปัจจุบัน
.
มีความเห็นทางวิชาการอยู่ชิ้นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งก็คืองานเขียนของท่านศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร วัลลิโภดม (ในบทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2547) ซึ่งท่านได้กล่าวโดยสรุปมีใจความว่า
.
&amp;ldquo;การเกิดเป็นสยามประเทศ (ที่ถูกจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเปลี่ยนชื่อให้เป็นประเทศไทย - ไตรรงค์) ก็เกิดขึ้นจากรูปแบบเดียวกัน คือ เป็นประเทศที่มีชนหลายเผ่าพันธุ์มารวมกัน หลอมรวมวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เลือกใช้ภาษาของผู้นำเป็นภาษากลาง เช่น ยุคอาณาจักรทวารวดี ชนทุกเผ่าที่อาศัยอยู่ก็เลือกใช้ภาษามอญเป็นภาษากลาง ยุคอาณาจักรขอม (ผมขอเขียนเพิ่มเติมว่า คำว่าขอมใช้เรียกพวกมอญที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ปกติพวกเขาเรียกตัวเองว่า &amp;ldquo;เขมร&amp;rdquo; - ไตรรงค์) ชนทุกเผ่าที่อาศัยอยู่ก็เลือกใช้ภาษาเขมร (หรือภาษาขอม) เป็นภาษากลาง มาถึงยุคอาณาจักรสุโขทัย ชนทุกเผ่าที่อยู่ในอาณาจักรตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุด ชนทุกเผ่าก็เลือกใช้ภาษาไตเป็นภาษาพูดและเลือกใช้ลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงฯเป็นภาษากลางที่ใช้ในการติดต่อกันและกัน (ผมขอเสริมอีกนิดนะครับว่า ภาษาพูดภายในเผ่าแต่ละเผ่าก็อาจจะแตกต่างกันไปนะครับ - ไตรรงค์)&amp;rdquo;
.
#2 #ปัญหาการค้นหาประวัติศาสตร์
.
สำหรับประเทศไทยที่เพิ่งมีภาษาเขียนเป็นของตนเองโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงคิดประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 1826 นั้น ถ้าเราอยากรู้ประวัติศาสตร์ของชาติเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น เราก็จำเป็นต้องพึ่งบันทึก จดหมายเหตุ หรือพงศาวดารของชาวต่างประเทศที่มาติดต่อค้าขายกับสยามประเทศโดยพวกเขาเหล่านั้นได้บันทึกไว้เป็นภาษาเขียนของพวกเขาเอง (จะพึ่งในบุราณจีของไทยอาหมไม่ได้ เพราะภาษาไทยอาหมถูกประดิษฐ์ขึ้นมาหลังลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงฯ - ไตรรงค์)
.
ผมจึงรู้สึก #ซาบซึ้งในความพยายามและอดทนของนักประวัติศาสตร์ไทย (ทั้งด้านโบราณคดีและภาษาศาสตร์) เป็นอย่างมากที่พยายามเก็บรวบรวมนำมาปะติดปะต่อจากหลักฐานที่มาจากต่างประเทศหลายชาติหลายภาษา บวกกับตำนานที่เล่าขานต่อ ๆ กันมาถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษ ทำให้พวกเราซึ่งเป็นชนรุ่นหลังยังพอจะเห็นภาพลาง ๆ &amp;nbsp;ของประวัติศาสตร์ของชนชาติที่ประกอบขึ้นเป็นประเทศไทยที่เราได้อาศัยหายใจอยู่ในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจว่าอาณาจักรน่านเจ้านั้นมีจริง ๆ ขุนบรมราชาธิราชก็มีจริง)
.
#3 #ลายสือไทยกับอาณาจักรสยาม
.
3.1) ขอเริ่มจากหนังสือเรื่อง &amp;ldquo;ลักษณะอักษรและอักษรวิธีในจารึกสุโขทัย&amp;rdquo; (เขียนโดยอนันต์ ทรงวิทยา, ค.ศ. 1981, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.) ซึ่งในบทคัดย่อมีคำอธิบายพอจะจับใจความสำคัญได้ว่า:- &amp;ldquo;หลังจากได้มีการศึกษาเปรียบเทียบตัวอักษรที่ประดิษฐ์โดยพ่อขุนรามคำแหง อักษรมอญโบราณ อักษรขอมโบราณ กับอักษรปัลลวะสมัยทวารวดี พบว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก กล่าวคือ
.
ก) ตัวอักษรในจารึกสุโขทัยมีลักษณะคล้ายตัวอักษรขอมและอักษรมอญโบราณ ซึ่งทั้งขอมและมอญล้วนพัฒนาตัวอักษรของตนมาจากอักษรปัลลวะสมัยทวารวดีทั้งสิ้น (หมายเหตุ : ราชวงศ์ปัลลวะเริ่มมีอำนาจปกครองพวกทมิฬทางใต้ของอินเดียตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3 - 4 แต่พอถึงศตวรรษที่ 9 ราชวงศ์โจฬะก็ขึ้นมามีอำนาจแทน พวกโจฬะใช้ภาษาทมิฬเป็นภาษาพูด - ไตรรงค์ฯ)
.
ข) อักษรไทยที่คิดขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหงฯ ให้เขียนสระและพยัญชนะเรียงอยู่บนบรรทัดเดียวกัน เพิ่งมาปฏิรูปในสมัยพระเจ้าเลอไทย ให้เขียนสระไว้รอบตัวพยัญชนะอย่างที่เราเขียนกันอยู่ในปัจจุบัน
.
3.2) คริสต์ศักราชที่ 3 - 4 เป็นต้นไป จนถึงคริสต์ศักราชที่ 9 ราชวงศ์ปัลลวะมีอำนาจสูงทำการค้าขายกับประเทศทางเอเชีย โดยศูนย์กลางเมืองท่าในการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่เมืองมามัลละปุรัม ภาษาและวัฒนธรรมของปัลลวะจึงแพร่เข้าสู่สุวรรณภูมิมากยิ่งขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว (ซึ่งน่าจะเป็นประมาณ พ.ศ. 700 กว่า ๆ ) ต่อมาราชวงศ์โจฬะขึ้นมามีอำนาจแทน (คงจะเป็นประมาณ พ.ศ. 1300 กว่า ๆ ) พวกโจฬะจึงกลายเป็นผู้นำทำการค้าทางทะเลกับประเทศภาคตะวันออกของอินเดีย พวกโจฬะคงใช้ภาษาทมิฬในการพูด แต่ในการเขียนระยะหลัง ๆ &amp;nbsp;พวกโจฬะก็ต้องใช้ภาษาปัลลวะและการค้าขายก็ขยายไปทั่วทั้งแหลมมลายูและหมู่เกาะต่าง ๆ &amp;nbsp;ในอินโดนีเซีย โดยประชาชนใช้ภาษามาเลย์ในการพูด ส่วนในภาษาเขียนนั้น พวกโจฬะมีส่วนสำคัญในการนำตัวอักษรปัลลวะออกไปเผยแพร่ตามเส้นทางการค้าของตน (กรุณาอ่านประกอบในรายละเอียดจากหนังสือชื่อ ประวัติศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย เขียนโดย ดร.ธิดา สาระยา, 2554 หน้า 28 - 68) เขียนคำนำโดยศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม) และพวกโจฬะมีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐเล็กรัฐน้อยบนเส้นทางการค้าผ่านช่องแคบ &amp;nbsp;ซุนดาและมะละกา กลายเป็นอาณาจักรศรีวิชัยระหว่างศริสต์ศตวรรษที่ 7 - 13 (หรือประมาณ พ.ศ. 1100 - 1800 โดยประมาณ)
.
#4 #บทบาทของปักษ์ใต้&amp;nbsp;
.
กรุณาอ่านหนังสือชื่อ &amp;ldquo;ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาสมัยศรีวิชัย เขียนโดยนายธรรมทาส พานิช
.
พ.ศ. 1290 &amp;ndash; 1325 : เมื่อพระเจ้าอินทรบรมเทวะสวรรคตพระราชโอรสทรงพระนามว่า &amp;ldquo;พระวิษณุมหาราช&amp;rdquo; ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของเมืองสุวรรณปุระ (อ.ไชยา สุราษฎร์ธานี ในปัจจุบัน) พระองค์เป็นนักรบที่มีชื่อเสียงมาก นอกจากยกทัพจากปักษ์ใต้ไปปราบอาณาจักรเจนละ (เขมร) มาเป็นเมืองขึ้นได้แล้วย่อมมีการเทครัวกวาดประชากรมาไว้ที่ปักษ์ใต้ตามประเพณี) ยังยกทัพไปปราบพระเจ้าสัญชัยผู้เป็นใหญ่ในชะวา กลาง &amp;ldquo;พระเจ้าวิษณุมหาราช&amp;rdquo; จึงได้รับการยกย่องให้เป็นกษัตริย์แห่งกษัตริย์ เป็นผู้มีดำริสั่งให้สร้างเจดีย์ให้ใหญ่ที่สุดในโลก คือ พระเจดีย์บรมพุทธโธหรือ BOROBUDUR อาณาจักรศรีวิชัยก็มั่นคงมีเมืองหลวงสลับไปมาระหว่างเมืองปาเล็มปังในเกาะสุมาตรากับนครตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) และสุวรรณปุระ (อ.ไชยา)
.
พ.ศ. 1378 - 1413 : พระเจ้าปาลบุตรที่ 2 แห่งกรุงสุวรรณปุระ ประกาศเอกราชไม่ขึ้นกับ &amp;nbsp;ชะวาและสุมาตราอีกต่อไป ให้อาณาจักรศรีวิชัยจากแหลมมลายูจนถึงจังหวัดชุมพรเป็นอิสระมีเอกราช ได้ส่งราชทูตไปรายงานตัวกับพระเจ้ากรุงจีนให้รับทราบความเป็นเอกราชของตน (หมายเหตุ : พระเจ้าปาลบุตรที่ 2 เป็นหลานปู่ของพระเจ้าวิษณุมหาราช)
.
พ.ศ. 1587 - 1633 : (จากบันทึกของพงศาวดารจีน) เป็นรัชสมัยของพระเจ้าสมรวิชโยตุงก์มหาราช ใช้นครตามพรลิงค์เป็นเมืองหลวง มีเมืองขึ้นทั้งหมด 12 เมือง เรียกว่า เมือง 12 นักษัตร คือ เมืองสายบุรี ปัตตานี กลันตัน ปะหัง ไทรบุรี พัทลุง ตรัง ชุมพร บันทายสมอ(ไชยา) สงขลา ตะกั่วป่า และเมืองกระบุรี
.
พ.ศ. 1758 - 1779 : เป็นรัชสมัยของพระเจ้าจันทรภานุมหาราช ได้ยกทัพเรือจากตรัง ปะเหลียน พังงา และตะกั่วป่า ไปยึดเกาะลังกาที่เป็นเมืองขึ้นของพวกทมิฬโจฬะกลับคืนมาได้โดยอ้างสิทธิว่าพระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้ามาฆะกษัตริย์ลังกาที่มีพระมเหสีเป็นธิดาของกรุงสุวรรณปุระ ซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระองค์
.
พ.ศ. 1900 &amp;ndash; 1950 : เป็นรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราชมหาราช เป็นยุคที่ไม่มีสงครามเลย
จึงเป็นยุคที่พระองค์ทำการฟื้นฟูพุทธศาสนา (สายเถรวาท) และเป็นยุคที่อาณาจักรศรีวิชัยของภาคใต้ทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยามที่มีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีไปก่อนหน้านั้นแล้ว โดยมิได้มีสงครามใด ๆ &amp;nbsp;กับสุโขทัยเป็นการเข้าร่วมอาณาจักรด้วยความสมัครใจและศรัทธาในพระปรีชาสามารถของพ่อขุนรามคำแหงฯโดยแท้ และความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรมีความแน่นแฟ้นเพราะมีพุทธศาสนาสายเถรวาทเป็นตัวเชื่อม
.
#5 #พระภิกขุจิ้งฮง ได้บันทึกไว้ในคริสต์ศักราชที่ 12 (น่าจะประมาณ พ.ศ. 1600 กว่า ๆ ) ว่า &amp;ldquo;อาณาจักรทวารวดี (โถโลโปตี) มีความเจริญอยู่ถึง 200 ปี แต่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1500 ถูกอำนาจของอาณาจักรขอมเข้ายึดครองและกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลยจำนวนมาก&amp;rdquo;
.
ต่อมาเมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของอาณาจักรขอมสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 1761 อาณาจักรขอมเกิดแตกแยกแย่งอำนาจกัน กลายเป็นอาณาจักรอ่อนแอ มีหลักฐานหลายแห่งบันทึกไว้ว่า เมืองขึ้นต่าง ๆ &amp;nbsp;ก็ประกาศเอกราชกัน เช่น สุโขทัย ลพบุรี อู่ทอง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี เป็นต้น ซึ่งเมืองเหล่านี้บางเมืองอาจจะเข้าสวามิภักดิ์ บางเมืองก็อาจต้องใช้กำลังบังคับในที่สุดทุกเมืองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และทุกเมืองก็ต้องใช้ลายสือไทยเป็นภาษาราชการ
.
#6 (จากหนังสือรวมการบรรยายเรื่อง #ตัวอักษรไทย หน้า 55) ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้บรรยายที่หอสมุดแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2510 มีความตอนหนึ่งว่า :-
.
&amp;ldquo;ตัวหนังสือของพ่อขุนรามคำแหงฯ แพร่หลายเข้าไปในล้านนา ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 62 วัดพระยืนว่า พระมหาสุมนเถระนำศาสนาพุทธนิกายรามัญวงศ์หรือลังกาวงศ์เก่าเข้าไปในล้านนาเมื่อ พ.ศ. 1912 และได้เขียนจารึกด้วยตัวหนังสือสุโขทัยไว้เมื่อ พ.ศ. 1914&amp;rdquo;.......&amp;ldquo;ต่อมาตัวหนังสือสุโขทัยนี้ได้เปลี่ยนรูปร่างและอักขรวิธีไปบ้าง กลายเป็นตัวหนังสือฝักขาม (คือมีการลากเส้นโค้งได้เหมือนฝักมะขาม - ไตรรงค์) และล้านนาก็ยังใช้ตัวหนังสือชนิดนี้จนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์&amp;rdquo;
.
&amp;ldquo;เชียงตุงและเมืองใกล้เคียงในพม่ามีศิลาจารึกอักษรฝักมะขามซึ่งดัดแปลงไปจากลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงฯ อยู่กว่า 10 หลัก นอกจากนั้นยังมีจารึกที่เจดีย์อานันทะในพุกามที่เขียนด้วยตัวหนังสือสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1910 - 1940 อยู่หลักหนึ่งด้วย&amp;rdquo;
.
&amp;ldquo;ในประเทศลาวก็มีจารึกเขียนไว้ที่ผนังถ้ำ &amp;ldquo;นางอัน&amp;rdquo; (ใกล้หลวงพระบาง) ด้วยอักษรสุโขทัย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับตัวหนังสือสมัยพระเจ้าลิไทย (พ.ศ. 1890 - 1911) ไทยขาว ไทยดำ ไทยแดง เจ้าไทในตังเกี๋ย ในญวน ในลาว ปัจจุบันก็ยังใช้ตัวอักษรที่กลายไปจากลายสือของพ่อขุนรามคำแหงฯทั้งสิ้น&amp;rdquo;
.
&amp;ldquo;แท้จริง มีเค้าเงื่อนอยู่ในพงศาวดารเหนือว่าพ่อขุนรามคำแหงฯ ได้ทรงอาศัยนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่เชี่ยวชาญ ตัวหนังสือชาติต่าง ๆ &amp;nbsp;ที่อยู่ใกล้เคียงกับไทย รูปอักษรของพ่อขุนรามคำแหงฯ จึงคล้ายตัวหนังสือของลังกา บังกลาเทศ และขอม&amp;rdquo;
.
ดร.ประเสริฐ ยังให้ความเห็นอีกว่า &amp;ldquo;ในชั้นแรกเมื่อคนไทยมิได้เป็นชนชั้นปกครองก็จำเป็นจะต้องเรียนตัวหนังสือที่ทางราชการบ้านเมืองใช้อยู่ เพื่ออ่านประกาศของทางราชการให้เข้าใจ เมื่อใดคนไทยได้เป็นชนชั้นปกครองก็ได้ดัดแปลงตัวหนังสือที่ใช้กันอยู่ในถิ่นนั้นมาเป็นตัวหนังสือของไทย (อย่างที่พ่อขุนรามคำแหงฯ ทรงกระทำ - ไตรรงค์)&amp;rdquo;
.
ซึ่งเราสามารถจะอธิบายต่อได้ว่าในสมัยทวารวดีมอญเป็นใหญ่ ทุกคนในอาณาจักรก็ต้องหัดอ่านภาษามอญเมื่อถึงยุคที่ขอมเป็นใหญ่ทุกคนในสยาม (ไม่ว่าจะเป็นไต มอญ เขมร จีน และเผ่าต่าง ๆ ) ก็ต้องหัดอ่านภาษาขอมให้เข้าใจและเมื่อพ่อขุนรามคำแหงฯ ขึ้นเป็นใหญ่ทุกคนในราชอาณาจักรของพระองค์ก็ต้องหัดอ่านลายสือไทยให้เข้าใจเพราะเป็นภาษาราชการ
.
#7 เมื่อ #พระเจ้าฟ้างุ้มมหาราช แห่งอาณาจักรศรีสัตนาคณหุต (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1859 - 1936) ได้ยกทัพขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไปทั้ง 4 ทิศ เป็นอาณาจักรล้านช้างที่ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์ของลาว (เพราะยึดได้ทั้งรัฐสิบสองปันนาและสิบสองจุไทด้วย) ได้ยกทัพมายึดแผ่นดินต่าง ๆ &amp;nbsp;ในภาคอีสานของไทยแล้วมาตั้งทัพ (ด้วยกองทัพเป็นแสน)ที่จังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน ได้ทรงให้คนถือสาส์นไปหาพระเจ้าอู่ทอง (พระรามาธิบดีที่ 1) แห่งอยุธยาในสาส์นได้เขียนเป็นภาษาของพ่อขุนรามคำแหงฯ มีความว่า &amp;ldquo;พระองค์ต้องการที่ดินที่ยึดไว้ทั้งหมด จึงอยากทราบความเห็นของพระเจ้าอู่ทองโดยเขียนว่า #จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา...&amp;rdquo; พระเจ้าอู่ทองมีกำลังน้อยกว่ามากไม่สามารถ #เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ได้ จึงได้มีราชสาส์นตอบไปเป็นภาษาของพ่อขุนรามคำแหงฯเช่นกันความว่า :
.
&amp;ldquo;เฮาหากเป็นพี่ (น้อง) กันมาแต่ขุนบรมบุราณปางก่อนพุ้นมาดาย เจ้าอยากได้บ้านได้เมือง ให้เอาเขตต์แดนแต่ดงสามเส้า... อนึ่งลูกข้อยจักส่งอ้อยน้ำตาลสู่ปี... อนึ่งลูกหญิงข้านางแก้วลอดฟ้าใหญ่มาแล้วจักส่งให้เมือปัดเสื่อปูหมอนแก่เจ้าฟ้าแล&amp;rdquo; (จาก WIKIPEDIA เรื่องพระเจ้าฟ้างุ้ม) #สงครามก็ไม่เกิด
.
#8 #สรุป
.
1) มีตั้งหลายอย่างที่คนรุ่นใหม่ควรต่อสู้ผลักดันให้เกิดการแก้ไขปฏิรูป เช่น การปฎิรูปการศึกษาทุกระดับ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอัยการและตำรวจ) การป้องกันการปล่อยข่าวเท็จใน Social media การป้องกันและควบคุมคนไม่ดีในวงการเมืองและราชการ การต่อสู้กับการฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งในระดับชาติและระดับส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติอย่างแท้จริง &amp;nbsp; ทำไมคนรุ่นใหม่บางกลุ่มจึงมาปักใจแต่เรื่องจะควบคุมและล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ &amp;nbsp;น่าประนามไปถึงครูบาอาจารย์และนักการเมืองที่คอยสนับสนุนส่งเสริมอยู่ข้างหลังโดยเห็นแต่ประโยชน์ของพวกตนมากกว่าผลประโยชน์และความสงบสุขของชาติเป็นส่วนรวม
.
2) จากราชสาส์นที่ตอบโต้กันระหว่างพระเจ้าฟ้างุ้มมหาราชกับพระเจ้าอู่ทองนั้นน่าจะนำมาเป็นบทเรียนให้พวกคนกลุ่มที่คิดจะเปลี่ยนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นระบอบประธานาธิบดีควรจะฉุกคิดเสียหน่อยว่า :
.
&amp;ldquo;การคิดจะกระทำอะไรแบบพลิกฟ้าพลิกดินนั้น ควรจะประเมินกำลังทั้งของฝ่ายตนและของฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วย #ไม่ใช่หลงเชื่อหลงเชียร์อยู่เฉพาะแต่ในกลุ่มของพวกตนที่ มีจำนวนไม่กี่หมื่นไม่กี่แสน แต่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของประชาชนที่อาจจะมากกว่า 60 ล้านที่ไม่เห็นด้วย ผลที่ฝ่ายแรกจะได้รับจากการต่อสู้ก็คือ #ไม่ติดคุกก็ต้องหนีลี้ภัยไปตายต่างประเทศ หรือ #ไม่ก็ต้องตายภายในประเทศด้วยติดโรคโควิด19ถ้ายังไม่เลิกชุมนุม การจะเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุงนั้นต้องคิดทบทวนให้ลึกและให้กว้าง แล้วลองนั่งสงบ ๆ &amp;nbsp;ถามตัวเองว่า #จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา
.
ผมขอเรียนว่าบทความที่ลงในเฟซบุ๊ก เป็น #ความเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรคปชปแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101673</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, จักรบหรือฮู้ว่าสิ่งใดนั้นจา, พลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน, สถาบันพระมหากษัตริย์, สร้างประเทศ, ไตรรงค์ สุวรรณคีรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f5a39ce5734f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 08:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วีรพร&#039;หนุนย้ายอยู่ต่างประเทศ เพราะในไทยจะเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่าให้สบายเป็นไปไม่ได้แล้ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 พ.ค.64- นางวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มแคร์ร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veeraporn Nitiprapha ว่า เรื่องการย้ายถิ่นฐานในโลกสมัยใหม่นี่เป็นเรื่องปกติมากนะคะ ตัดเรื่องการเมืองเน่าๆ นี่ออก เด็กเมืองนอกเมืองนาโดยเฉพาะในกลุ่มยุโรปกันเอง หรืออเมริกาเหนือกับใต้กันเอง หรือข้ามมาถึงเอเซีย ก็ไปอยู่โน่นย้ายมานี่กันเป็นธรรมดามาก โลกาภิวัฒน์มากันสามสิบปีแล้วนะ อย่าลืม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกประเด็นคือเรื่องความฝืดเคืองและโอกาส คือสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ที่นี่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่าให้สบายนี่ก็เป็นไปแทบไม่ได้แล้ว ค่าครองชีพสูงเท่าๆ ประเทศอื่น แต่รายได้ต่างกันฟ้าเหว รัฐสวัสดิการเน่า จะเอาอะไรมาดูแลพ่อแม่ มันก็เหมือนคนอีสานต้องไปทำงานหัวเมืองนั่นละ ไม่ต่าง ยังพอมีเจือจานดูแลกันได้บ้าง ไม่ใช่จะต้องสุมหัวตัวติดกันอดตายทั้งบ้านเมื่อไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนว่าทำไมไม่อยู่เคลื่อนไหวให้บ้านเมืองดีขึ้น คนไม่เคลื่อนไหวให้ประเทศดี เขาก็ไปเคลื่อนให้โลกดีแหละ ส่วนคนที่เคลื่อนไหวอยู่ก็ดูเอา ติดคุกยาวก็ไม่ได้เคลื่อนอะไรเหมือนกัน บ้างก็โดนครูอาจารย์กลั่นแกล้งเรียนไม่จบก็ไม่ได้เคลื่อนไหว นี่ยังไม่รวมโดนอุ้มกระทืบยิงกระสุนยางกระสุนจริงใส่ ไม่ใช่ทุกคนสู้ไหว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยู่ไหวใครก็อยากอยู่บ้านน่ะ แต่ใครอยู่ไม่ไหวหาทางไปได้ก็ไป ใครไปไม่ชอบไม่ดีกว่าไม่อย่างที่คิดก็กลับ ใครไปแล้วจำเป็นต้องกลับก็กลับ อยู่ได้ก็อยู่ไป เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นั้น อต่อิสรภาพของการเลือก มุมโลกอยู่ห่างกันก็แค่วันสองวันนั่งเครื่อง ไม่ได้โล้สำเภากันเป็นเดือนๆ เคลื่อนย้ายหายไม่ได้พบกันอีกชั่วชีวิต สไกพ์ก็มี โทรศัพท์ก็มี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไปดูโลกปีสองปีก็ดีกว่าอยู่ในประเทศหลุมดำไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอยู่ดี.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101566</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, นักเขียนรางวัลซีไรต์, ย้ายอยู่ต่างประเทศ, วีรพร นิติประภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f4abd99e1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 07:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2020 07:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พี่ศรี&#039;ไม่อยากเชื่อ!คนรุ่นใหม่ชูค้อนเคียวโหยหาลัทธิความเท่าเทียมที่ไม่มีอยู่จริง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8 ธ.ค.63- &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า RT-สัญญะค้อนเคียวของ คอมมิวนิสต์ ไม่น่าเชื่อว่าพวก ที่อ้างว่าเป็นคนรุ่นใหม่จะ โหยหาลัทธิความเท่าเทียมที่ ไม่มีอยู่จริง มีแต่พวกเพ้อฝัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86246</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, คอมมิวนิสต์, ค้อนเคียว, นายศรีสุวรรณ จรรยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9ad58984dfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84544</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2020 07:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2020 07:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชื่นชมคนรุ่นใหม่จิตสาธารณะ ช่วยกันแก้ไขในสิ่งที่ไม่เหมาะสม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ย.63 - นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์รูปภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชื่นชมคนรุ่นใหม่จิตสาธารณะ ช่วยกันแก้ไขในสิ่งที่ไม่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ผมเห็นภาพน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะ นัดหมายรวมตัวกันมาเพื่อทำความสะอาด และลบถ้อยคำ ข้อความที่ไม่เหมาะสม บริเวณถนนพระราม 1 ตั้งแต่แยกหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนถึงแยกอังรีดูนังต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเป็นเด็กตัวเล็กๆ จนถึงน้องๆเยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมแรงกาย แรงใจบรรจงทาสีด้วยความรักความสามัคคี เพื่อคืนสภาพถนน รั้ว กำแพง และป้ายต่างๆ ให้กลับมาดูดีดังเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่าน้องๆ คนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่อยากเห็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และผมขอชื่นชมในตัวของคนรุ่นใหม่ด้วยนะครับ ที่ออกมาช่วยกันปกป้องด้วยจิตสาธารณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากทุกคนในประเทศสามัคคีกันแบบนี้ ผมมั่นใจว่าบ้านเมืองเราจะสวยงามและสะอาดน่ามองมากเลยทีเดียวครับ.&lt;/p&gt;


	&amp;#39;ดร.กิตติธัช-เตชะ&amp;#39; อบรม &amp;#39;ป้าวีรพร-ลายจุด&amp;#39; ว่าด้วยความรู้พื้นฐานเรื่อง &amp;#39;สี&amp;#39;
	&amp;#39;ดี้ นิติพงษ์&amp;#39; หอบหลักฐานยื่น ปอท.แจ้งความ &amp;#39;รุ้ง ปนัสยา&amp;#39; ผิด ม.112
	&amp;#39;แกนนำเชียงราย&amp;#39; กร้าวโดนคดี 112 ถือเป็นเกียรติในชีวิตและจะไม่มีวันยอมแพ้


&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84544</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนรุ่นใหม่, จิตอาสา, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201121/image_big_5fb864306a8d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
