<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเตรียมเปิดลงทะเบียนเก็บตกคนละครึ่งรอบ 3  อีก 7.22 แสนสิทธิ์ ในวันที่ 19 พ.ย. นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 พ.ย. 63 - นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 ให้กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 19 พ.ย. นี้ จำนวน 722,598 สิทธิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นการรวบรวมสิทธิ์คงเหลือจากผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิในรอบที่ผ่านมา จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเตรียมลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ระหว่างเวลา 06.00 น. - 23.00 น. จนกว่าจะครบจำนวน โดยผู้ลงทะเบียนจะต้องไม่เคยได้รับสิทธิิ์โครงการคนละครึ่งมาก่อน และผู้ประสงค์จะใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งจะไม่สามารถใช้สิทธิ์มาตรการช้อปดีมีคืนได้ สำหรับการเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติมจำนวนกว่า 722,598 สิทธิ์ดังกล่าว เป็นการเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อให้ครอบคลุมผู้เข้าร่วมโครงการตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ 10 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมให้กระทรวงการคลังพิจารณารายละเอียดหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกด้วย&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 12.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 7.17 แสนร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิแล้วจำนวน 8,773,534 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 18,797 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 9,581 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 9,216 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 200 บาทต่อครั้ง ซึ่งจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ขอความร่วมมือประชาชนและร้านค้าให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการ และอย่าหลงเชื่อการเชิญชวนของผู้ไม่หวังดีที่เสนอจะช่วยหาประโยชน์จากโครงการโดยไม่ได้ทำการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีการระงับสิทธิร้านค้าที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิดเงื่อนไขโครงการแล้ว พร้อมทั้งได้ส่งเอกสารหลักฐานให้แก่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เพื่อสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับร้านค้าต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้รับความร่วมมือจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่กวดขันไม่ให้ร้านธงฟ้าและร้านค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภค&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84267</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน, พรชัย ฐีระเวช, ลงทะเบียนคนละครึ่ง, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191206/image_big_5de9ec65d6784.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อาคมสั่งคลอด ของขวัญปีใหม่ ช่วยคนตกงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขุนคลังสั่ง &amp;ldquo;สศค.&amp;rdquo; คลอดของขวัญแจกปีใหม่ไม่ให้ซ้ำ &amp;ldquo;คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน&amp;rdquo; รับต้องใช้เวลากว่าเศรษฐกิจฟื้น&amp;nbsp; ปลัดคลังเผยอาจเจาะเป้าคนว่างงานที่มีอยู่กว่าล้าน โอ่ไม่ต้องกลัวงบเหลือบาน 5 แสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ว่าได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษาแนวทางการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน หลังจากที่ได้ออกนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านโครงการคนละครึ่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้า และมาตรการช้อปดีมีคืน ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคแล้ว โดยมาตรการที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ที่จะออกมานั้นจะเป็นอย่างไร และแจกให้ใครบ้าง ต้องขอเวลาพิจารณาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สศค.ยังได้รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2563 และแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2564 โดยคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ภาครัฐต้องเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างเร่งด่วนเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
รมว.การคลังยังกล่าวถึงนโยบายการคลังว่า ต้องเน้นการประสานนโยบายและมาตรการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างยั่งยืน โดยระยะสั้นจะให้ความสำคัญกับการบริหารเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (ศบศ.) โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วนคือ การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น มาตรการซอฟต์โลน การเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงมาตรการการพักชำระหนี้ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 22 ต.ค.นี้ กระทรวงต้องประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในระยะต่อไป ส่วนรายละเอียดต้องรอความชัดเจนจาก ธปท.อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภารกิจสำคัญอีกเรื่องในระยะสั้นคือต้องพยายามให้เอกชนรักษาการจ้างงานขององค์กรไว้ให้ได้มากที่สุด โดยขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่แล้ว ส่วนการสร้างความเข้มแข็งให้ฐานะการคลัง และการดูแลกระแสเงินสดของภาครัฐให้เพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จะให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย โดยยังไม่มีการปรับเป้าใหม่ รวมทั้งต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2564 ทั้งงบรายจ่ายและงบลงทุน โดยเฉพาะงบการจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัด&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการระยะปานกลาง นายอาคมกล่าวว่า มีเป้าหมายคือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและดูแลให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพหลังจากวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp; โดยมีประเด็นเร่งด่วนคือ การเตรียมมาตรการฟื้นฟูหลังเศรษฐกิจเปิด ทั้งมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว และเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยชูจุดแข็งว่าไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยในการลงทุน เพราะเป็นประเทศปลอดเชื้อ ซึ่งอาจจะเจาะกลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อการลงทุน จากเดิมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการแจกของขวัญปีใหม่จะเน้นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นคนละส่วนกับมาตรการช้อปดีมีคืน และคนละครึ่ง ซึ่งเบื้องต้นอาจเจาะกลุ่มผู้ว่างงาน ซึ่งขณะนี้มีตัวเลขอยู่ราว 1 ล้านคนที่เข้าไปช่วยก่อน โดยไม่ต้องห่วงเรื่องงบประมาณ เพราะยังเหลือเงินจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทอีกประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่ยังนำมาใช้ได้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80546</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน, ฟื้นเศรษฐกิจ, ภาวะเศรษฐกิจไทย, สศค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201014/image_big_5f87141b6001b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
