<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110994</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชิญรอคลังกำลังปั้น คนละครึ่งเดลิเวอรี ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ไม่โดน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เอาแน่ คนละครึ่งเดลิเวอรี &amp;quot;ธนกร&amp;quot; เผยคลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการพัฒนาระบบกลาง เพื่อให้ผู้ให้บริการ Food&amp;nbsp; Delivery Platform เชื่อมต่อกับระบบคนละครึ่ง เฟส 3 ประชาชนสามารถสั่งอาหารได้รวดเร็ว สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโควิด-19 แต่ &amp;quot;ยิ่งใช้ยิ่งได้&amp;quot; ไม่เข้าเป้าเตรียมปรับใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) กล่าวว่า จากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยาและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 เพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ล่าสุดไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 โดยติดตามประเมินโครงการเป็นระยะ พบว่า ประชาชนทยอยจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าและใช้สิทธิ์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งอย่างคึกคัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การใช้สิทธิ์โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ยังไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากการปิดห้างสรรพสินค้าในช่วงนี้ด้วย ทำให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน และเร่งให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของโครงการ คือ 1.ขยายระยะเวลาการซื้อสินค้าหรือบริการที่จะได้รับ e-Voucher จากเดิมถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 เป็นถึงวันที่ 31 พฤศจิกายน 2564 2.เพิ่มวงเงินการใช้จ่ายสูงสุดที่จะนำมาคำนวณ e-Voucher จากเดิม 5,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อคนต่อวัน โดยยังจำกัดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาทต่อคน 3.ปรับลดจำนวนกลุ่มเป้าหมายของโครงการ จากเดิม 4 ล้านสิทธิ์ เป็น 1.4 ล้านสิทธิ์ โดยกรอบวงเงินโครงการ ลดลงจาก 28,000 ล้านบาท เป็น 9,800 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 18,200 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจออกไป มีเสียงตอบรับจากประชาชนทั่วประเทศ ใช้จ่ายผ่านโครงการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขณะนี้ยอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิ์สะสมรวม 35.8 ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสมรวม 41,847.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิ์สะสม 22 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 38,569.4 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 19,508.1 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 19,061.4 ล้านบาท&amp;nbsp; 2.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิ์สะสม 54,007 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 544 ล้านบาท 3.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิ์สะสม 13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 2,584.4 ล้านบาท และ 4.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิ์สะสม 759,155 คน ยอดใช้จ่ายสะสม 150 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการพัฒนาระบบกลาง เพื่อให้ผู้ให้บริการ Food&amp;nbsp; Delivery Platform สามารถเชื่อมต่อกับระบบของโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 เพื่อประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ในการสั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform ได้รวดเร็ว สอดคล้องกับมาตรการป้องกันโควิด-19 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนยอดการลงทะเบียนล่าสุดของวันที่ 23 ก.ค.2564 โครงการคนละครึ่งมีการลงทะเบียนแล้ว 29.77 ล้านคน เหลืออีก 1.23 ล้านคน จะครบ 31 ล้านคน ส่วนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่ปรับลดเหลือ 1.4 ล้านสิทธิ์ ขณะนี้เหลืออีก 940,668 สิทธิ์&amp;nbsp; โดยประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 นี้&amp;nbsp; ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกคน และจะดำเนินการเยียวยาควบคู่ไปกับการดำเนินการป้องกันและรักษาผู้ติดเชื้ออย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ &amp;ldquo;มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้&amp;rdquo; ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2564 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาดของโควิด-19 ให้มีภาระหนี้ลดลง และสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ผ่านกลไกการรับโอนสินทรัพย์หลักประกันเพื่อชำระหนี้ของสถาบันการเงิน พร้อมให้สิทธิ์ซื้อทรัพย์คืน และต่อมา ครม.ยังได้เห็นชอบมาตรการภาษีอากรเพื่อสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอดรับมติ ครม.ดังกล่าว กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่อง &amp;quot;กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีหนี้ที่ต้องดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้&amp;quot; และได้มีผลบังคับใช้เมื่อ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยกเว้นภาษีแก่สถาบันการเงินและลูกหนี้ธุรกิจที่ร่วมโครงการ &amp;ldquo;พักทรัพย์ พักหนี้&amp;rdquo; คาดว่าจะมีผลให้ผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะไม่ต้องกังวลกับภาระภาษี เป็นการลดต้นทุนให้กับลูกหนี้และสถาบันการเงิน อีกทั้งสถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อแก่ประชาชนและธุรกิจต่างๆ ได้เพิ่มขึ้น และสำหรับภาคการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp; (ธ.ก.ส.) ได้มีมาตรการ &amp;ldquo;พักทรัพย์ พักหนี้&amp;rdquo; เช่นกัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ (บุคคล/นิติบุคคล) สหกรณ์ภาคการเกษตรที่ประกอบธุรกิจพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม บริการ และธุรกิจเกษตร ที่มีหนี้เงินกู้หรือมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันเงิน ก่อน 1 มี.ค.2564 ผู้สนใจสามารถติดต่อ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู นางสาวรัชดากล่าวว่า จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอดการปล่อยสินเชื่อทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ณ วันที่ 19 ก.ค. มียอดรวมทั้งสิ้น 7.8 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp; ครอบคลุมลูกหนี้ 2.5 หมื่นราย คิดเป็นวงเงินเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อราย ซึ่งทาง ธปท.วิเคราะห์ว่า การปล่อยสินเชื่อมีแนวโน้มเป็นตามเป้าหมายร่วมของ ธปท.และสมาคมธนาคารไทยที่ 1 แสนล้านบาท ภายในเดือน ต.ค.นี้ อีกทั้งสินเชื่อมีการกระจายตัวได้ดี ทั้งในแง่ของขนาด ประเภทธุรกิจและภูมิภาค จำนวน 46% กระจายไปยัง SMEs ขนาดเล็ก ขณะที่ 68% อยู่ในภาคพาณิชย์และบริการ และ 68% เป็นธุรกิจในต่างจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ ที่ได้ออกมาโดยตลอด ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยประเมินผลการดำเนินงาน และรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนผ่านการหารือในหลายวาระด้วยกัน เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110994</URL_LINK>
                <HASHTAG>Food  Delivery Platform, คนละครึ่ง, คนละครึ่งเดลิเวอรี, ยิ่งใช้ยิ่งได้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de7c0817904.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
