<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติย้ำเตือนปัญหาหนี้ครัวเรือน ลามถึงคนวัยเกษียณยังต้องแบกรับภาระ  กระจุกตัวกลุ่มอายุ30-35ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28ก.พ.62-ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้กล่าวในงานแถลงข่าว&amp;quot;เก่าปี เก้าหน้า การดำเนินงานพัฒนาของ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ &amp;quot;ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศ ว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยนขณะนี้ ที่ถือว่าน่าเป็นห่วงก็คือ ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนของประเทศที่อยู่ในระดับสูง &amp;nbsp;ซึ่งจากการวิจัยเก็บข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าขณะนี้ คนไทยเป็นหนี้เร็วมาก และมีมูลค่ามาก &amp;nbsp;กระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มอายุ 30-35ปีมากที่สุดสัดส่วน 68% และในจำนวนนี้ มีสัดส่วนหนี้เสียถึง 20% &amp;nbsp;ซึ่งหนี้เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการลงทุน นำไปซื้อสินทรัพย์ เช่น บ้าน หรือเป็นหนี้ที่เป็นการก่อร่างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค &amp;nbsp;เช่น นำเงินไปท่องเที่ยว &amp;nbsp;ซื้อข้าวของต่างๆ &amp;nbsp;โดยเฉพาะภาคเกษตร เห็นได้ชัดว่าเป็นหนี้มากขึ้น ภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น ได้เป็นตัวฉุดไม่ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย &amp;nbsp;กระทบต่อกำลังซื้อ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวไม่เติบโตเท่าที่ควร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แม้จะมีการมองเศรษฐกิจไทย คนมีรายได้ดีขึ้น แต่ทำไมคนไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอย ส่วนหนึ่งก็เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้ &amp;nbsp;อย่างภาคเกษตร คนอายุ 40-50 ปี อายุสูงขึ้น แทนที่จะไม่มีหนี้ กลับมีหนี้มากขึ้น เป็นหนี้ จากการไปซื้อมอเตอร์ไซค์ ออกรถใหม่ ซื้อโทรศัพท์มือถือ กระทบการออมของประเทศ&amp;nbsp; และการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ ที่ไม่ควรมีหนี้สินแล้ว &amp;nbsp;&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้ว่าธปท.. กล่าวอีกว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนดังกล่าว ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศในชณะนี้ &amp;nbsp;ซึ่งไม่สามารถแก้ปีญหาด้วยวิธีมหภาคได้ &amp;nbsp;ทั้งมาตรการลดหนี้ ยืดระยะเวลาการชำระหนี้ หรือพักชำระหนี้ ก็ไม่สามารถแก่ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะจริงๆแล้ว ปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องแก้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.วิรไท กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในด้านการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เกินพอดี และมีการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร &amp;nbsp;โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ &amp;nbsp;จะก็มีการสร้างแรงจูงใจที่มากกว่าปกติ สร้างดีมานด์เทียมขึ้นในตลาด เช่น คนยังไม่มีความต้องการซื้อบ้าน แต่สถาบันการเงิน ใช้ช่องทางเทคนิคลดดอกเบี้ยสินเชื่อในช่วงปีแรกๆ และมีการให้เงินทอนผู้กู้ &amp;nbsp;เวลาที่ไปขอกู้จะได้เงินสดมาใช้จ่ายก่อน &amp;nbsp;มีการทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ราคาบ้านมีแต่จะขึ้น และสามารถปล่อยให้เช่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างดีมานด์เทียม ทั้งที่มีซัพพลายในตลาดจำนวนมาก ก็ไม่มีทางที่ราคาจะขึ้นได้อย่างที่คาดหวัง &amp;nbsp;ปัญหาเหล่านี้ เป็นโจทย์ทื่แบงก์ชาติพยายามต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนและสถาบันการเงิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางแกัปัญหา ผู้ว่าแบงก์ชาติ กล่าวว่า แนวทางที่ 1 คือ การออกกฎเกณฑ์ เรื่องการทำหน้าที่ของสถาบันการเเงิน การปล่อยสินเชื่อ &amp;nbsp;บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล &amp;nbsp;สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เพื่อไม่ให้ อัตราดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป และไม่เกิดความเป็นธรรม ที่ซ้ำเติมประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก เราคุยกับสถาบันการเงินว่า เขาต้องให้บริการแบบ รับผิด รับชอบ ไม่ไปสร้างปัญหา หรือเร่งการขยายสินเชื่อ ซึ่งจะกลับมาเป็นหนี้เสียให้กับสถาบันของเขาเอง&amp;quot;
2.การเปิดระบบคลินิกแก้หนี้ เพื่อให้คนที่เป็นหนี้ออกจากวงจรหนี้ &amp;nbsp;โดยให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท(SAM) ให้บริการกับหนี้ที่เป็นนอนแบงก์ได้ด้วย เพราะหนี้ครัวเรือนจำนวนมาก &amp;nbsp;ที่มีเจ้าหนี้หลายราย มีบัตรเครดิตหลายใบ มีสินเชื่อหลายแห่ง &amp;nbsp;ทำใให้การแก้ปัญหาหนี้ประชาชนเป็นไปแบบเบ็ดเสร็จ วันสต็อปเซอร์วิส เพราะในทางปฎิบัติ ประชาชนไม่สามารถไล่เจรจาสถาบันการเงินแต่ละแห่งได้ &amp;nbsp;ผลประโยชน์ที่ประชาชนที่เป็นหนี้ได้รับคือ สามารถยืดชำระหนี้ได้ และดอกเบี้ยที่เคยจ่าย 10-25% จะได้ลดประมาณ5-7% ช่วงที่ผ่านมามีคนมาลงนามที่คลินิกแก้หนี้ไปแล้วประมาณ 1,400-1,500 ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3.การสร้างความรู้ความเจ้าใจ เรื่องการบรีหารจัดการเงิน ตรงนี้ เป็นช่องโหว่ของประเทศไทยมานาน เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ทั้งที่จริงๆแล้วมันเป็นทักษะชีวิต ของคนไทยทุกคน ที่ต้องเข้าใจการบริหารจัดการเงิน ระยะยาว มีหลายเรื่องที่แบงก์ชาติทำเอง สร้างต้นแบบ ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและภาคีหลายๆด้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30164</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนวัยเกษียณ, ดร.วิรไท สันติประภพ, ปัญหาหนี้ครัวเรือน, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180723/image_big_5b55e8cbdef87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21062</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2018 00:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น่าเป็นห่วง “ออมสิน” เปิดผลสำรวจรากหญ้ามีเงินออมแค่ 32.2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; เปิดผลสำรวจรากหญ้ามีเงินออมเพียง 32.2% สำหรับใช้ยามฉุกเฉิน-เจ็บป่วย-สำรองไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน-เป็นทุนประกอบอาชีพ และใช้ยามเกษียณ โอดอุปสรรคสำคัญคือไม่มีเงินเหลือพอเก็บออม พร้อมมองระยะต่อไปแนวโน้มการออมของไทยโตแผ่วลง จากการเร่งลงทุนโครงการบิ๊กโปรเจ็กต์ทำให้ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ทำการวิจัยและสำรวจพฤติกรรมการออมของประชาชนฐานราก จากกลุ่มตัวอย่างประชาชน ที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาททั่วประเทศจำนวน 2,150 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนฐานราก 32.2% มีเงินออม โดยส่วนใหญ่ 56.9% ของผู้ที่มีเงินออม มีการออมแบบรายเดือน จำนวนเงินออมเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประชาชนฐานรากไม่สามารถเก็บออมได้ คือไม่มีเงินเหลือพอที่จะเก็บออม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลได้พยายามหาทางแก้ไข และสร้างให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงาน และสถาบันต่างๆ อาทิ กองทุนการออมแห่งชาติ และการเปิดบัญชีเงินฝากพื้นฐานสำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุประสงค์การออมของประชาชนฐานราก พบว่า 3 อันดับแรก ออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน/เจ็บป่วย 71.7% สำรองไว้ใช้ 67.0% และเป็นทุนประกอบอาชีพ 39.3% โดยเป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนฐานรากที่มีการออมเพื่อใช้ยามเกษียณมีเพียง 23.5% เท่านั้น และเมื่อสำรวจลักษณะการออมและการลงทุนที่มีในปัจจุบันของประชาชนฐานราก พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีการออม/การลงทุน 3 อันดับแรก คือ ฝากไว้กับธนาคาร 80.3% เก็บไว้ที่บ้าน/ครัวเรือน 22.9% และ เล่นแชร์ 8.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเป้าหมายการออม/การลงทุนในอนาคต พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 40.2% มีการตั้งเป้าหมายที่จะออมเงิน/ลงทุน โดยมีเป้าหมาย 3 อันดับแรก คือ สำรองไว้ยามฉุกเฉิน 29.7% เพื่อการศึกษา 29.1% และใช้จ่ายยามเจ็บป่วย 27.5% อุปสรรคสำคัญที่ไม่สามารถ ออมเงินได้ คือ ไม่มีเงินเหลือไว้ออม 52.3% มีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน 24.2% และมีภาระหนี้สิน 18.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนของช่องทางการทำธุรกรรมการฝากเงิน 3 อันดับแรก คือ สาขาของธนาคาร 89.8% เครื่องฝากเงินสด 68.8% และ Mobile/ Internet Banking (ฝากโอน) 18.4% ทั้งนี้ จากผลสำรวจจะเห็นว่ากลุ่มคนฐานรากยังคงนิยมใช้บริการผ่านบุคคลที่สาขาของธนาคารซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ธนาคารออมสินไม่มีนโยบายลดจำนวนสาขาลง เพื่อรองรับการให้บริการกับลูกค้าและประชาชนในทุกพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนฐานรากกับ &amp;ldquo;บัญชีเงินฝากพื้นฐาน&amp;rdquo; พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 92.3% คิดว่าการเปิดบัญชีเงินฝากพื้นฐานเป็นเรื่องที่ดีเพราะ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า/รายปีของการใช้บัตร ATM ช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีเงินออม และไม่กำหนดเงินฝากขั้นต่ำ ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 7.7% เห็นว่าไม่ควรกำหนดเรื่องเกณฑ์อายุ เกณฑ์รายได้ และควรจ่ายดอกเบี้ยพิเศษกว่าปกติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดีจากการศึกษาพบว่า ภาพรวมการออมของประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีปริมาณการออมเบื้องต้นของประเทศอยู่ที่ 5.4 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อน 12.9% คิดเป็น 34.8% ของ GDP ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกันถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ โดยมีการออมในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินฝาก สลากออมทรัพย์ พันธบัตร ประกันชีวิต เป็นต้น
สำหรับเงินฝากที่อยู่ในสถาบันการเงิน ณ เดือน ส.ค. 2561 อยู่ที่ 17.9 ล้านล้านบาท เป็นเงินฝากธนาคารพาณิชย์ 13.2 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.8% &amp;nbsp;และธนาคารเฉพาะกิจ 4.7 ล้านล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.2% ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฯ ธนาคารออมสิน คาดว่าในระยะต่อไปตัวเลขการออมของประเทศจะมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง จากการเร่งลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21062</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนวัยเกษียณ, ชาติชาย พยุหนาวีชัย, ธนาคารออมสิน, บัญชีเงินฝากพื้นฐาน, ผลสำรวจรากหญ้ามีเงินออม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fff05b1d8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2018 19:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกใบนี้...ช่างกว้างใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อแนะนำของทุกสังคม ทุกประเทศ และทุกกลุ่มนักวิชาการ สำหรับคนรีไทร์ หรือถึงวัยเกษียณ วัยพักผ่อน ดูเหมือนจะมีอยู่ข้อหนึ่งที่ตรงกันแบบเป๊ะ! เลยคือ การออกท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้เวลาที่เหลืออยู่น้อยหลังจากที่หมดไปกับการทำงาน หรือการทำมาหากินสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว ออกไปดูโลกภายนอกให้สะใจกันไปเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องการออกเที่ยวของคน 60 up ดูเหมือนว่า ถ้าเป็นประชากรของคนในแถบยุโรปและอเมริกา เป็นเรื่องสบายๆ แสนปกติธรรมดา พร้อมเสมอที่จะไปทุกเมื่อ แต่สำหรับสังคมชนชราแบบบ้านเราแล้ว เชื่อว่ายังมีอยู่อีกมากมายเลยทีเดียวที่จะกลัวๆ กล้าๆ เก้ๆ กังๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเพราะว่าวิธีคิดและวิธีใช้ชีวิตของฝรั่งหัวแดงนั้น แตกต่างจากคนเอเชียอย่างบ้านเรานั่นแหละ แถมที่น่าสนใจก็คือ รัฐบาลของบางประเทศนั้นส่งเสริม สนับสนุนให้คนวัยเกษียณของเขาในปีหนึ่งๆ ได้หนีหนาวออกไปอยู่ในอากาศอุ่นๆ ด้วยการมีพ็อกเกตมันนี่ให้อีกต่างหาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การหนุนให้คนไปเมืองนอกของรัฐบาลประเทศในแถบยุโรปอย่างสแกนดิเนเวียนั้น เกิดจากการที่เขาคิดคำนวณแล้วเรียบร้อยว่า มูลค่าหรืองบประมาณตั๋วเครื่องบินและที่พักในประเทศเขตร้อนอย่างเอเชียนั้น ประหยัดหรือถูกกว่าการที่เขาจะต้องหมดไปกับการดูแลคนแก่ที่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เพราะโรคไข้หวัดและโรคหืดหอบ โรคปอดอักเสบ ที่จะมากับความหนาว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บรรดาพยาบาลหรือไม่ก็รถฉุกเฉินต้องทำงานหนักกว่าปกติในฤดูหนาว เพราะคนแก่ล้มป่วย ดังนั้นส่งคนเหล่านี้ไปอยู่ในอากาศที่สบายๆ สัก 3 เดือน 6 เดือน แล้วกลับมาด้วยสุขภาพจิตที่ดี มีคุณภาพ คุ้มกว่าเป็นไหนๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสังคมไทยอย่างเรานั้น จะไปไหนทีห่วงบ้านห่วงช่อง ห่วงลูกห่วงหลาน และที่เกิดขึ้นเสมอคือห่วงหมาห่วงแมว มันก็เลยไม่เห็นโลกกว้างกับเขาเสียที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบางคนที่ใช้ชีวิตตอนวัยหนุ่มสาวมาอย่างโชกโชนก็ไม่อยากออกไปผจญภัยอีกแล้ว เลือกที่จะอยู่กับโหมดสงบตามอายุดีกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้าใครไม่สะดวกออกไปท่องโลกที่กว้างใหญ่ล่ะก็ ลองใช้วิธีแบบมนุษย์ป้าก็ได้นะคะ คือ ท่องโลกทางอินเทอร์เน็ตค่ะ คุณสนใจอะไรก็เขียนหาในกูเกิลเลยค่ะ แล้วก็จะพบอีกเหมือนกันว่า โลกนี้แสนพิสดารค่ะ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างล่าสุดไปเจอการรณรงค์หาสตางค์เพื่อซื้อผ้าอนามัยให้กับผู้หญิงที่เนปาล อ่านเรื่องราวแล้วก็ต้องร้อง..มีอย่างนี้ด้วยหรือ??? ทั้งๆ ที่เป็นยุคดิจิตอลแล้ว แต่เด็กผู้หญิงที่เนปาลหากมีประจำเดือนเมื่อไหร่ จะถูกรังเกียจถึงขั้นไล่ออกจากบ้านในช่วงเมนมา เพราะถือว่าเป็นโชคร้าย เสนียดจัญไร เด็กที่เพิ่งมีเมนก็ไม่ได้รับความรู้ กลายเป็นโรคซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย นึกว่าตัวเองเป็นปีศาจ หรือกำลังจะตาย...เฮ้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โลกมันช่างกว้างใหญ่จริงๆ เราไม่ควรจำกัดโลกตัวเองแค่ในกรอบสี่เหลี่ยมที่เรียกว่าอายุมากแล้วนะคะ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19028</URL_LINK>
                <HASHTAG>คน 60 up, คนวัยเกษียณ, ป้าเอง, มนุษย์ป้า, มองมุมสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
