<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2019 06:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนหัวร้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนหัวร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย จิตติมา กุลประเสรืฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น้องแว่นหัวร้อนที่เป็นข่าวดังเมื่อสัปดาห์ก่อน สะท้อนภาพอะไรในสังคม เริ่มจาก น้องแว่นที่เติบโตและได้รับการศึกษาจากต่างแดน ใม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อแม่ยุคนี้ถ้ามีเงิน มีโอกาสก็มักจะส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศ เด็กก็จะได้รับค่านิยมและบทบาทตามวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ เช่น การกล้าแสดงความคิดเห็น และมีแนวคิดต่างๆที่เป็นของตัวเอง &amp;nbsp;ถามว่าผิดหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด และมีคนอีกมากมายที่คิดเหมือนน้องแว่น เพียงแต่มีความรุนแรงและรูปแบบตลอดจนสถานการณ์ในการแสดงออกที่แตกต่างกัน น้องแว่นอาจเหมือนเด็กอีกหลายคนที่ไม่ได้รับการฝึก EF ตั้งแต่เด็ก ทำให้ขาดการยับยั้งงชั่งใจ อดทนอะไรไม่ได้ รอคอยอะไรไม่เป็น ซึ่งเป็นคำนิยามของคน Gen ME ทั่วไปนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องต่อมาคืออาการป่วยของน้องแว่น ซึ่งถ้าดูแล้วจะเห็นเลยว่าเขาไม่ปกติ แต่ผู้คนในสังคมก็ไม่พร้อมที่จะเข้าใจ กลับเหยียบย่ำซ้ำเติม ลามไปถึงบุพการีและภรรยาของน้องแว่น ซึ่งเป็นการลุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลและเป็นการซ้ำเติมอาการป่วยให้แย่ลงกว่าเดิม บางคนบอกว่า &amp;ldquo;พอทำผิดก็อ้างว่าป่วย&amp;rdquo; จริงๆแล้วไม่ใช่การอ้างแต่เป็นการป่วยที่สังคมไม่ยอมรับต่างหาก แม้แต่คนที่โจมตีน้องแว่นแบบไม่มีเหตุผล หรือ บรรดาผู้คนที่ไปเฝ้ารอและตะโกนว่าครอบครัวน้องแว่นที่หน้าสถานีตำรวจ หากพิจารณาดูดีๆคนเหล่านี้ก็น่าจะป่วย คือนอกจากไม่มีความเห็นอกเห็นใจแล้ว ยังพร้อมที่จะเหยียบย่ำซ้ำเติมให้จมดิน ตัดสินคนที่คำพูดและการกระทำ โดยไม่ดูปริบท ขาดความเมตตาอย่างเห็นได้ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แทนที่จะไปขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวหรือสมน้ำหน้าตามเหยียบย่ำซ้ำเติมทางสังคมออนไลน์ อันเป็นการ Bully ทาง Internet อย่างหนึ่ง เรามาสอนลูกหลานและคนในครอบครัวโดยการอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นและทดสอบความรู้สึกของลูกหลานเรา หากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเรา เรามีวิธีจัดการกับอารมณ์ตัวเองอย่างไร ตลอดจนให้ทุกคนสวมบทบาทเป็นน้องแว่นที่มีอาการป่วยและสังคมไม่เข้าใจ ต้องถูกไล่ออกจากงาน ต้องโดนคนประณามด่าทอไปถึงบุพการีและผู้ที่เกี่ยวข้อง จนแทบจะไม่มีที่ยืนในสังคม ถ้าเราเป็นน้องแว่นหรือเป็นญาตพี่น้องเขาจะรู้สึกอย่างไร คนที่ไม่เคยป่วยหรือมีญาติที่ป่วยเป็นโรคนี้ก็จะไม่เข้าใจและมักจะโต้แย้งว่า ป่วยก็ไปรักษาสิ แต่การรักษาโรคนี้ไม่ใช่การกินยาเพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วจะหายได้เหมือนโรคติดเชื้อทั่วไป ต้องอาศัยระยะเวลาและความเข้าใจของคนรอบข้างอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากจะให้ทุกคนทำความเข้าใจว่าสังคมนี้ หรือประเทศนี้ไม่ใช่ของเราเพียงผู้เดียว ทุกคนในสังคมหรือบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีสิทธิและเสรีภาพในการอยู่ร่วมกันเท่าๆกันทุกคน ไม่มีใครมีสิทธิที่จะขับไล่ใครออกจากสังคมเพียงเพราะเขามีอาการป่วย เขาคิดต่างเห็นต่าง หรือเขามีสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างจากเรา การอยู่ร่วมกันในสังคมต้องอยู่แบบเข้าใจซึ่งกันและกัน ให้โอกาสคนผิดได้แก้ตัว มีเมตตาต่อกัน ไม่ใช่อยู่ด้วยการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ไม่พอใจคัดออก ถ้าคนในสังคมพากันคิดแบบนี้ สังคมไทยก็จะมีแต่คนหัวร้อนเพิ่มขึ้นดังที่เห็นเป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ ต่อไปนี้เมื่อเห็นข่าวคนหัวร้อน ช่วยพิจารณาปริบทและช่วยกันแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ไม่ใช่เพื่อความสะใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ร่วมด้วยช่วยกันสร้างวัฒนธรรมในการแสดงความคิดเห็นแบบไม่เจือปนยาพิษให้สังคมกันดีกว่า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50018</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนหัวร้อน, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
