<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลายหน่วยงานหนุน ‘กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น’  จ.อุทัยธานี จัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมตามมติ ค.ร.ม.ปี 2553</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จ.อุทัยธานี /หลายหน่วยงานสนับสนุน &amp;lsquo;กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo; จัดตั้งพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม&amp;nbsp; เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงรอบด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; ส่งเสริมการทำไร่หมุนเวียน&amp;nbsp; เกษตรพอเพียง&amp;nbsp; การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและภาษา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ตั้งเป้าสถาปนา &amp;lsquo;เขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม&amp;rsquo; ในเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; หลังจากมีชุมชนกะเหรี่ยงในประเทศไทยจัดตั้งเขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมฯ ตามมติ ค.ร.ม. 3 สิงหาคม 2553 นำร่องไปแล้ว 12 พื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp; รวมทั้งเตรียมยกระดับมติ ค.ร.ม.ให้เป็น พ.ร.บ.ภายในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;แลกเปลี่ยนบทเรียนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo;(พุเม่น&amp;nbsp; ภาษากะเหรี่ยง&amp;nbsp; หมายถึงต้นเข้าพรรษา&amp;nbsp; มีดอกสีเหลือง) ที่บ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีการจัดเวทีเสวนา&amp;nbsp; แลกเปลี่ยนประสบการณ์&amp;nbsp; เพื่อเตรียมการประกาศหรือสถาปนา &amp;lsquo;เขตพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo; ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีพี่น้องชาวกะเหรี่ยงและผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ&amp;nbsp; เข้าร่วมงานประมาณ 300&amp;nbsp;&amp;nbsp; คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นหรือ &amp;lsquo;พุเม่น&amp;rsquo; แปลว่าต้นเข้าพรรษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผศ.ดร.วรวิทย์&amp;nbsp; นพแก้ว&amp;nbsp; คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชาวม้ง&amp;nbsp; อาข่า&amp;nbsp; ชาวเล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบาง&amp;nbsp; และได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เช่น&amp;nbsp; เรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; สิทธิการถือสัญชาติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรีในสมัยนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp; จึงมีมติ ค.ร.ม.วันที่ 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;เห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงและชาวเล&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; ศึกษาธิการ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นำไปจัดทำแผนฟื้นฟูระยะสั้นและระยะยาว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง&amp;nbsp; มติ ค.ร.ม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; จึงไม่ถูกนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง&amp;nbsp; จนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงยังได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาเรื่องการประกาศเขตป่าสงวนฯ หรือวนอุทยานทับซ้อนกับที่ดินทำกินของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; ทำให้ชาวกะเหรี่ยงถูกขับไล่หรือถูกจับกุมดำเนินคดี&amp;nbsp; ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกับพี่น้องชาวกะเหรี่ยงจัดงานนี้ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อระดมความคิดเห็น&amp;nbsp; สร้างกลไกเครือข่าย&amp;nbsp; และวางแผนการรณรงค์ขับเคลื่อนให้มติ ค.ร.ม.ดังกล่าวมีผลในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; สามารถคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้อย่างแท้จริง&amp;nbsp; รวมทั้งผลักดันให้มติ ค.ร.ม.ยกระดับเป็นกฎหมายที่มีผลในการปฏิบัติต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ดร.วรวิทย์กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บรรยาการชาวกะเหรี่ยงที่มาร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผ.ศ.ดร.วรวิทย์ &amp;nbsp;กล่าวถึงเป้าหมายในการจัดงานครั้งนี้ว่า&amp;nbsp; 1.เพื่อจัดเวทีประชุมระดมความเห็นแลกเปลี่ยนบทเรียนการประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษระหว่างชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือกับภาคตะวันตก เตรียมจัดงานสถาปนาเขตวัฒนธรรมพิเศษในภาคตะวันตก&amp;nbsp; 2.เพื่อสร้างกลไกการประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตกกับเครือข่ายกะเหรี่ยงในประเทศ ในการขับเคลื่อนมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ให้เกิดการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และยกระดับเป็นกฎหมาย&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. เพื่อวางยุทธศาสตร์ แผนงาน ระดับพื้นที่ในการผลักดันและยกระดับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวให้เป็นกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชนเผ่าและชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เราผลักดันให้มีการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดการคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงในหลายพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการคุ้มครองชุมชนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp;บนพื้นฐานความเชื่อ&amp;nbsp; วิถีวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากรธรรม &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนอยู่กับป่า&amp;rsquo; อย่างสอดคล้องและสมดุล &amp;nbsp;เคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยให้ชุมชนมีอำนาจในการจัดการทุกรูปแบบ &amp;nbsp;ทั้งสิทธิการตัดสินใจในการเลือกรูปแบบวิถีชีวิตและวัฒนธรรมด้วยตนเองได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผ.ศ.ดร.วรวิทย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ตามมติ ค.ร.ม.ดังกล่าว&amp;nbsp; มีมาตรการฟื้นฟูระยะยาวดำเนินการภายใน 1-3 ปี&amp;nbsp; โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ด้านการจัดการทรัพยากร&amp;nbsp; ให้เพิกถอนพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้ ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp; ป่าสงวนฯ ซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีข้อเท็จจริงจากการพิสูจน์อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าได้อยู่อาศัย&amp;nbsp; ดำเนินชีวิต&amp;nbsp; และใช้ประโยชน์ในที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน&amp;nbsp; หรือก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมาย&amp;nbsp; หรือนโยบายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับไปดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; อายุ 52 ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 200 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประมาณ 700&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ดั้งเดิม&amp;nbsp; โดยมีนายปองซ่า&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; บรรพบุรุษของตนเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกเมื่อปี 2415&amp;nbsp; ปัจจุบันนี้มีผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว 11 คน&amp;nbsp; รวมระยะเวลาเกือบ 150 ปี&amp;nbsp; โดยชาวกะเหรี่ยงมีวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ&amp;nbsp; โดยการทำไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เก็บผักและอาหารจากป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; น้ำผึ้ง&amp;nbsp; พอปีต่อไปก็จะหมุนเวียนจากไร่ข้าวแปลงนี้ไปปลูกแปลงอื่น&amp;nbsp; เพื่อให้ดินได้พักฟื้น&amp;nbsp; กลับมาสมบูรณ์โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการทำไร่เลื่อนลอย&amp;nbsp; แต่เป็นการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ชี้ให้ดูเขตสวนป่าที่ประกาศในปี 2535 ทับที่ทำกินของชาวกะเหรี่ยงประมาณ 400 ไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;พอถึงปี 2528 ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; เพราะมีการประกาศเขตป่าสงวนฯ ป่าห้วยทับเสลาและป่าห้วยคอกควายทับที่ดินทำกินที่ชาวกะเหรี่ยงทำมาแต่เดิม&amp;nbsp; พอปี 2535 มีการประกาศเป็นเขตสวนป่า&amp;nbsp; เอาต้นไม้มาปลูกทับที่ทำกินอีก&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ห้ามชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน&amp;nbsp; ชาวบ้านไม่มีที่ทำกินก็ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ไม่มีอาหาร&amp;nbsp; ต้องไปเป็นหนี้พ่อค้า&amp;nbsp; หนี้ ธกส.&amp;nbsp; จนถึงปี 2557&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; ปัญหารุนแรงขึ้น &amp;nbsp;เพราะมีการประกาศเป็นเขตวนอุทยานอีก&amp;nbsp; และจะให้ชาวกะเหรี่ยงย้ายออกไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.ที่อำเภอลานสัก&amp;nbsp; ภายในเดือนเมษายน 2560&amp;nbsp; พวกเราจึงเริ่มร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอความเป็นธรรม&amp;nbsp; เพราะพวกเราอยู่มานานก่อนประกาศเขตป่า&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชาวกะเหรี่ยงเล่าความเป็นมาของปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสมบัติ&amp;nbsp; ชูมา&amp;nbsp; สถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากปัญหาของชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นที่ถูกทางเจ้าหน้าที่ประกาศเขตวนอุทยานทับที่ดินทำกินของชาวบ้านในปี 2557&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดี 1 ราย&amp;nbsp; แต่ต่อมาศาลได้ยกฟ้อง&amp;nbsp; เพราะเห็นว่าชาวบ้านเข้าอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนปัญหาไปยังอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้&amp;nbsp; คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกครั้ง&amp;nbsp; รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หลังจากนั้นจึงได้มีการประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560&amp;nbsp; เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด&amp;nbsp; คือ 1.คณะกรรมการเพื่อกำหนดพื้นที่ทำกินในเขตพื้นที่บ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ตามมติ ค.ร.ม. 3 สิงหาคม 2553&amp;nbsp; และ 2.คณะกรรมการตรวจสอบรังวัดแนวเขตพื้นที่สวนป่าบ้านไร่&amp;nbsp; วนอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; โดยมีคณาจารย์จาก ม.ราชภัฏนครสวรรค์&amp;nbsp; และสถาบันธรรมชาติพัฒนา&amp;nbsp; ร่วมเป็นที่ปรึกษาแก้ไขปัญหาให้กับชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; รวมทั้งศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรสนับสนุนชุมชนจัดทำข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;สมบัติ&amp;nbsp; ชูมา (ที่ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากซ้าย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จนถึงเดือนสิงหาคม&amp;nbsp; 2562&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงและทีมที่ปรึกษาได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าอุทยานห้วยคต&amp;nbsp; โดยทางอุทยานฯ แจ้งว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุทยานฯ จะกันพื้นที่ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้าน&amp;nbsp; และให้ชาวบ้านบริหารจัดการ&amp;nbsp; ดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; รวมทั้งเพื่อให้เป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงตามมติ ค.ร.ม.&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 9,000 ไร่เศษ&amp;nbsp; โดยชุมชนจะร่วมกับเจ้าหน้าที่วนอุทยานฯ เดินสำรวจแนวเขตที่ดินร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนและสิงหาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทีมที่ปรึกษาและชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันจัดทำข้อมูลต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ประวัติศาสตร์&amp;nbsp; วิถีชีวิต&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสำรวจพื้นที่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันหาแนวทางการจัดการเขตพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; และจะมีการประกาศหรือสถาปนาเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงภายในเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมบัติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการจัดงาน&amp;lsquo;แลกเปลี่ยนบทเรียนเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;rsquo; ที่บ้านภูเหม็นแล้ว&amp;nbsp; ในวันที่ 19 กรกฎาคม&amp;nbsp; ทีมที่ปรึกษาชาวกะเหรี่ยงและตัวแทนชาวกะเหรี่ยงได้เดินทางไปพบกับนายนพดล&amp;nbsp; พลเสน&amp;nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อหารือเชิงนโยบายในการสนับสนุนการจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงตามติ ค.ร.ม.&amp;nbsp; รวมทั้งการผลักดันมติ ค.ร.ม.ดังกล่าวให้เป็น &amp;lsquo;พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองทางวัฒนธรรมกล่มชาติพันธุ์&amp;rsquo; ตามยุทธศาสตร์ชาติด้านสังคม&amp;nbsp; ภายในปี 2564&amp;nbsp; โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การสำรวจแนวเขตที่ดินบ้านภูเหม็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้หน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการจัดตั้งเขตคุ้มครองวัฒนธรรมกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ประกอบด้วยเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภาคตะวันตก&amp;nbsp; สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม &amp;nbsp;&amp;nbsp;มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.)&amp;nbsp; คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับชุมชนกะเหรี่ยงที่มีการจัดตั้งเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมแล้วในประเทศไทย&amp;nbsp; ขณะนี้มี 12 &amp;nbsp;พื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น บ้านห้วยลาดหินใน &amp;nbsp;ตำบลป่าโป่ง &amp;nbsp;อำเภอเวียงป่าเป้า &amp;nbsp;จังหวัดเชียงราย, บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน &amp;nbsp;อำเภอแม่วาง &amp;nbsp;จังหวัดเชียงใหม่, ชุมชนบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง,&amp;nbsp; บ้านแม่หมี &amp;nbsp;อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง, บ้านดอยช้างป่าแป๋ &amp;nbsp;ตำบลป่าพลู &amp;nbsp;อำเภอบ้านโฮ่ง &amp;nbsp;จังหวัดลำพูน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; กล่าวในตอนท้ายว่า&amp;nbsp; เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงก็คือ&amp;nbsp; การดำรงวิถีชีวิตตามปกติของชาวกะเหรี่ยงนั่นเอง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; มีการทำไร่หมุนเวียนเพื่อปลูกข้าวและอาหารเอาไว้กิน&amp;nbsp; มีจารีต&amp;nbsp; มีประเพณี&amp;nbsp; มีวัฒนธรรมอย่างไร&amp;nbsp; เราก็ปฏิบัติไปตามนั้น&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่หรือเป็นเรื่องพิเศษแต่อย่างใด&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ยอมรับในเรื่องสิทธิที่ดินที่พวกเราอยู่มาก่อน&amp;nbsp; เราจึงต้องเรียกร้องเรื่องเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมขึ้นมา&amp;nbsp; และเพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดอยู่อาศัยและทำกินต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;กะเหรี่ยงมี 3&amp;nbsp; กฎที่ใช้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กฎจารีต&amp;nbsp; กฏประเพณี&amp;nbsp; และกฎวัฒนธรรม&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาเราถูกกฎหมายเพียงกฎเดียวที่มากดขี่&amp;nbsp; บีบบังคับพวกเรา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจึงต้องต่อสู้และฟื้นฟูทั้ง 3&amp;nbsp; กฎของเราขึ้นมาเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนกะเหรี่ยง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นหรือ &amp;lsquo;พุเม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บ้านชาวกะเหรี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เจ้าวัด (เจ้าวัตร) ผู้นำทางจิตวิญาณของชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นนับถือพุทธศาสนา (ถือศีล 5)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71911</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น, คนอยู่กับป่าได้, จ.อุทัยธานี, วัฒนธรรม, อังคาร  คลองแห้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200719/image_big_5f1411224e054.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 18:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 18:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งงแป๊บ!&#039;ปิยบุตร&#039;มองป่าในมิติใหม่ ไม่ใช่ทรัพยากรของรัฐแต่เป็นทรัพย์สินส่วนรวม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.62- &amp;nbsp;ปิยบุตร แสงกนกกุล &amp;nbsp;เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Piyabutr Saengkanokkul ถึงนโยนบาย คนอยู่กับป่าว่า พรรคอนาคตใหม่มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานและรับฟังปัญหาในพื้นที่ต่างๆในประเด็นเรื่อง &amp;quot;ป่าทับที่ ที่ทับป่า&amp;quot; ได้เห็นตัวอย่างพื้นที่ที่พยายามจัดการปัญหาเรื่อง &amp;quot;คนอยู่กับป่า&amp;quot; ได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และออกแบบนโยบาย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ปัญหาข้อพิพาท &amp;quot;ป่าทับที่ ที่ทับป่า&amp;quot; ต่างๆ ต้องยุติดำเนินคดีทั้งหมดลงชั่วคราวก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ต้องสะสางพื้นที่ป่าใหม่ และแก้ไขกฎหมายป่าไม้ กฎหมายอุทยานฯ ที่ให้อำนาจส่วนราชการซ้ำซ้อน และกำหนดเขตป่าและอุทยานโดยขาดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จัดสรรที่ดินให้ป่าอยู่ร่วมกับคนได้ รูปแบบหนึ่งที่เราพยายามนำเสนอ คือ ไม่ใช่ทั้งของรัฐและไม่ใช่ทั้งของเอกชน แบบที่ต่างประเทศเรียกว่า common property&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. พื้นหมดสภาพป่า และมีความเป็นเมือง ต้องดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์โดยเร็ว
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้มีอำนาจรัฐยังติดกรอบคิดว่า ป่า คือ ทรัพยากรของรัฐที่ต้องอนุรักษ์ มีแต่รัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่อนุรักษ์ กรอบคิดเช่นนี้ นำมาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาแบบเดียว คือ ไล่คนออกจากป่าให้หมด และมาอนุโลมยกเว้นให้คนอยู่รายกรณีไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่า เราต้องมองป่าในมิติใหม่ ป่าไม่ใช่ทรัพยากรของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่รัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่อนุรักษ์ป่า แต่ป่าเป็นทรัพย์สินร่วมกัน คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าและอนุรักษ์ป่าได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป่า คือ พื้นที่ที่ต้องอนุรักษ์โดยคนในพื้นที่ ชุมชน ท้องถิ่น และรัฐ พร้อมกับใช้ประโยชน์ในการทำกิน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทำเกษตรอินทรีย์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รักษาวิถีชีวิตของชุมชน รักษาสิ่งแวดล้อม รักษาป่า และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า &amp;quot;คนอยู่กับป่าได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31435</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนอยู่กับป่าได้, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, ป่าเป็นของรัฐ, ส่วนรวม, เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190305/image_big_5c7dd77adb2a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะเคหะชุมชน แก้ปัญหาบุกรุก คนอยู่กับป่าได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.อนุมัติโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุดที่ 2 เฟส 1 จำนวน 12 โครงการ 3,365 หน่วย &amp;nbsp;2.6 พันล้านบาท สำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางทั้งใน กทม.ปริมณฑลและภูมิภาค 11 จว. ไฟเขียว 5 แนวทางแก้ปัญหาชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท โวเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลพยายามปรับให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีการบุกรุกมากกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ พ.อ.อธิสิทธ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ จัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ชุดที่ 2 ระยะที่ 1 จำนวน 3,365 หน่วย ประกอบด้วย 1.โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนเชิงสังคม 10 โครงการ จำนวน 3,094 หน่วย วงเงิน &amp;nbsp;2,231.392 ล้านบาท 2.โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนเชิงพาณิชย์ 2 โครงการ จำนวน 271 &amp;nbsp;หน่วย วงเงิน 381.491 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเสมอภาค สร้างโอกาสการเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในพื้นที่กลุ่มกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 26,101-38,300 บาทต่อเดือน และในพื้นที่ภูมิภาค สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ประมาณ 59,701 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ &amp;nbsp;59,701 บาทต่อเดือนขึ้นไป และพื้นที่ภูมิภาค สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ 34,701 บาทต่อเดือน ให้มีที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐาน พร้อมระบบสาธารณูปโภค ในรูปแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว และทาวน์โฮม จำนวน 2 ชั้น ในพื้นที่ของการเคหะแห่งชาติ (กคช.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการเชิงสังคมมีราคาขายต่อหน่วยระหว่าง 650,000-850,000 บาทใน 10 จังหวัด ได้แก่ &amp;nbsp;1.ฉะเชิงเทรา 362 หน่วย 2.สุพรรณบุรี 322 หน่วย 3.นครนายก 498 หน่วย 4.เพชรบุรี 328 หน่วย 5.ลพบุรี 188 หน่วย 6.สิงห์บุรี 224 หน่วย 7.ศรีสะเกษ 328 หน่วย 8.สกลนคร 278 หน่วย 9.ชุมพร 338 &amp;nbsp;หน่วย และ 10.ปัตตานี 228 หน่วย สำหรับโครงการเชิงพาณิชย์มีราคาขายต่อหน่วยอยู่ที่ 1.8-2.2 ล้านบาท ได้แก่ 1.สมุทรปราการ 184 หน่วย 2.ศรีสะเกษ 87 หน่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบหลักการในเรื่องพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยเฉพาะในกลุ่มบุคคลที่เข้าบุกรุกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนต่างๆ ซึ่งมีสาระสำคัญในการวางกรอบบริหารจัดการประชาชนในกลุ่มดังกล่าว 5 แนวทาง ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3-5 ก่อนมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.41 โดยให้หน่วยงานจัดสรรที่ดิน และให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อนุญาตให้อยู่อาศัยได้ และใช้ประโยชน์ทำกินแบบแปลงรวมไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3-5 หลังมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 &amp;nbsp;มิ.ย.41 โดยอนุญาตให้อยู่อาศัยได้และทำกินแบบแปลงรวมได้ แต่ต้องปลูกป่าเพื่อเศรษฐกิจอย่างน้อยร้อยละ 50 ของพื้นที่ รวมถึงต้องดูแลรักษาไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 3 ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 ก่อนมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 &amp;nbsp;มิ.ย.41 ให้เจ้าหน้าที่จัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ควบคุมการใช้ที่ดินภายใต้การอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงห้ามบุกรุกและขยายพื้นที่ให้มากกว่าเดิม และไม่ใช้ที่ดินให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 4 ชุมชนที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั้งก่อนและหลังหลังมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.41 ให้มีการสำรวจการครอบครองสิทธิว่าได้เข้ามาอยู่และใช้พื้นที่จริงสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ให้คณะทำงานสำรวจและนำแนวทางต่างๆ รวมถึงนำภาพถ่ายทางอากาศมาประกอบการพิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกลุ่มที่ 5 ชุมชนในพื้นที่ป่าชายเลน ให้ทำการสำรวจตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ โดยให้จัดทำข้อมูลจำแนกตามรูปแบบการใช้ประโยชน์ จัดการชี้แจงให้ประชาชนที่อยู่รับทราบถึงวัตถุประสงค์ต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลมีการปรับให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ โดยเราพยายามให้ประชาชนกับป่าสงวน ฯ หรือป่าอนุรักษ์อยู่ร่วมกันได้ในแนวทางทั้ง 5 กลุ่มนี้ เพื่อเข้าไปบริหารจัดการให้ประชาชนเข้าไปใช้พื้นที่ป่าอย่างเหมาะสม ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ มากกว่าเดิม&amp;quot; นายพุทธิพงษ์กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22859</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนอยู่กับป่าได้, ครม.อนุมัติโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย, ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง, หนังสือพิมพ์, เคหะชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfc08b182e61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
