<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112196</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 14:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 14:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดต้นเหตุความแตกแยกมาจากคำสั่ง66/23 ทหารประมาทต่อ&#039;ศึกในเมือง&#039;ที่ก่อตัวคุกรุ่นอยู่เงียบๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.64 - นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ&amp;nbsp; สื่อสารมวลชนด้านยานยนต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง ๖๖/๒๓&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อความต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า เป็นความคิดเห็นที่ไม่มีหลักวิชาการ ไม่มีหลักฐานอะไรมาอ้างอิง ความคิดเห็นนี้ไม่ได้มีเจตนาจะต่อว่าต่อขานใคร เพราะในช่วงเวลาที่แตกต่าง ในสถานการณ์ที่แตกต่าง คนที่ตัดสินใจย่อมคิดเอาเฉพาะเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นๆ มาเป็นองค์ประกอบสำหรับตัดสินใจ ต่างจากผมที่ใช้เหตุการณ์ที่ผ่านพ้นมานาน มาเป็นองค์ประกอบในการแสดงความคิดเห็นครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ในประเทศไทยทุกวันนี้ ที่คนต่างวัยมีความเห็นที่แตกต่างกัน ผู้คนในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความคิดที่ไปกันไม่ได้กับคนสูงวัยส่วนใหญ่ มีนักวิเคราะห์ นักวิชาการ มากมายออกมาแสดงความเห็นกันเอาไว้ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมีที่มาจากอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คราวนี้ผมจะขอแสดงความเห็นของผมบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความเห็นของผมก็คือ มันมีต้นเหตุมาจากคำสั่ง ๖๖/๒๓ อันโด่งดัง ครั้งนั้นประเทศไทยเรามีเหตุการณ์ต่อสู้กัน ทั้งทางความเชื่อและต่อสู้กันด้วยอาวุธ เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ มีคนไทยบาดเจ็บล้มตายกันทุกฝ่าย คนที่มีการศึกษากลุ่มหนึ่ง หนีภัยการเมืองเข้าป่า บางคนก็เตลิดไปไกลถึงประเทศอื่น แล้วก็ไปเพาะบ่มเชื้อทางความคิดให้กับชาวบ้านที่ห่างไกล ภายใต้แนวคิดแบบ &amp;ldquo;ป่าล้อมเมือง&amp;rdquo; จนกระทั่งมีนักคิดทางการทหาร ได้คิดมาตรการที่เรียกกันว่า ๖๖/๒๓ ขึ้นมา เป็นการเรียกร้องให้ฝ่ายที่ต่อสู้อยู่ในป่า กลับคืนมาเข้าเมืองโดยไม่มีความผิด&amp;nbsp; เพื่อให้กลับมาเป็น &amp;ldquo;ผู้พัฒนาชาติไทย&amp;rdquo; ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำสั่ง ๖๖/๒๓ ได้ผลดีตรงที่มีคนออกจากป่ากลับเข้าสู่บ้านเมืองมากมาย จนทำให้การต่อสู้ทางอาวุธยุติลงแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด&amp;nbsp; แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การต้อนรับคนกลับจากป่า&amp;nbsp; แม้จะมีการวางแผนเอาไว้ในทางวัตถุ แต่ไม่ได้มีการวางแผนในทางปฏิบัติการจิตวิทยาเอาไว้อย่างจริงจัง มันจึงเป็นการดึงศัตรูที่เคยปฏิบัติการ &amp;ldquo;ป่าล้อมเมือง&amp;rdquo; ให้เปลี่ยนแผนยุทธวิธีมาเป็น &amp;ldquo;ส้องสุมกำลังในเมืองเพื่อล้มเมือง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเห็นได้ว่า นักศึกษา นักวิชาการ นักคิดทางการเมือง นักปลุกระดมทางการเมือง ที่กลับออกมาจากป่า กลับมาส้องสุมกันในมหาวิทยาลัยในฐานะ &amp;ldquo;ผู้สอน&amp;rdquo; มาส้องสุมกันในสื่อหลายสำนักในฐานะ &amp;ldquo;คนเดือนตุลา&amp;rdquo; ที่เป็นนักคิดนักเขียน หลายคนกลับเข้ามาในฐานะนักการเมืองหัวก้าวหน้า คนกลุ่มนี้กลับจากป่ามาสู่เมือง แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตา &amp;ldquo;ปลูกฝังความคิด&amp;rdquo; เสกเป่าความเชื่อและแนวทางของตนเอง ใส่คนรุ่นใหม่ในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีการศึกษาดีๆสูงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ่อแม่ที่เป็นคนอายุเท่าเทียมกับคนที่กลับเข้าเมืองและรู้เท่าทัน ก็ยังไม่ได้คิดระแวงอันใด เพราะยังคิดเหมือนกับสมัยที่ตนเองยังศึกษาอยู่ ว่าสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยคือที่เพาะบ่มความรู้ โดยหารู้ไม่ว่าเป็นความรู้พิษที่ถูกเพาะบ่มเอาไว้อย่างเนิ่นนาน ฝ่ายด้านนักการทหารก็คิดว่าศึกนี้สงบราบคาบไปแล้ว เพราะแนวคิด ๖๖/๒๓ ก็มาจากนักคิดฝ่ายทหารเอง จึงปล่อยวางและประมาทต่อ &amp;ldquo;ศึกในเมือง&amp;rdquo; ที่ก่อตัวคุกรุ่นอยู่เงียบๆ
&amp;nbsp;
วันนี้เมื่อสังคมไทยมีคนรุ่นใหม่ที่ถูกบ่มเพาะจากเชื้อร้าย ของผู้กลับออกมาจากป่าภายใต้คำสั่ง ๖๖/๒๓ มากขึ้น เราจึงเห็นสภาพความคิดของคนในสังคมแตกแยกกันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ จนยากที่จะประสานได้ และหากต้องการที่จะแก้ไขในระยะยาว ก็คงต้องใช้วิธีการ &amp;ldquo;กำจัดปลวกด้วยการทำลายรังปลวก&amp;rdquo; เท่านั้น แต่ทั้งนี้ &amp;ldquo;แมงเม่า ที่บินออกมาจากรังปลวกเดียวกัน&amp;rdquo; ก็ต้องทำใจได้ หากว่ารังปลวกจะต้องถูกทำลายไป เพื่อสร้างรังใหม่ที่เข้มแข็งขึ้นมาแทนที่&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;แค่นี้ละนะ ไปขี้ก่อนนะจ๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
⁠&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
⁠&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112196</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย, คนเดือนตุลา, ความแตกแยกทางความคิด, คำสั่ง66/23, ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์, พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d98953d37f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2021 09:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 09:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> OctDem คนเดือนตุลาฯ โผล่เรียกร้องรัฐบาล แก้ไขสถานการณ์ระบาดโควิดแก่ผู้ต้องขังตามหลักสากล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.64 - OctDem &amp;nbsp;หรือ &amp;quot;กลุ่มคนเดือนตุลาเพื่อประชาธิปไตย&amp;quot; อาทิ นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายสมศักดิ์ ปริศนานันนทกุล นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี ออกแลงการณ์เรื่อง &amp;quot;การแก้ไขสถานการณ์โรคระบาดแก่ผู้ต้องขังตามหลักสากล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังเผชิญกับสถานการณ์ &amp;quot;นักโทษล้นเรือนจำ&amp;quot; นำมาซึ่งความแออัดและความขาดแคลนด้านสาธารณสุข ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 นี้ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่ระบาดในเรือนจำ ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ และอาจกระทบต่อสังคมภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันประเทศไทยมีเรือนจำ และทัณฑสถานทั่วประเทศ จำนวน 143 แห่ง สามารถรับรองผู้ต้องขังได้ ประมาณ 254,000คน แต่ผู้ต้องขังทั้งประเทศมีจำนวนประมาณ 350,000 คน ซึ่งเกินความจุเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังอาศัยอยู่รวมกันในสภาพแออัด &amp;nbsp;โดยเฉพาะในเรือนนอนที่ต้องอยู่ วันละเกินกว่า 14 ชั่วโมง การเว้นระยะห่างทำไม่ได้ เพราะในสภาพจริง ผู้ต้องขังต้องนอนเบียดกันแบบ ไหล่ชนไหล่ เท้าชนเท้า หัวชนหัว ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ การติดเชื้อและการแพร่ระบาดในเรือนจำ จึงเกิดง่ายมาก ถ้ายังอยู่ในสภาพเบียดเสียดเช่นนี้ ดังมีตัวอย่างในสองเรือนจำใหญ่ ที่มีคนติด โควิด-19 แล้ว ถึงเกือบ 3,000 คน ซึ่งสถานการณ์แบบนี้อาจเกิดได้อีกหลายแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าสกัดไม่ทันตั้งแต่ต้นจะเกิดคนป่วยจำนวนมากจนไม่มีสถานที่รักษา ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ การระบาดจะล้นเกินกำลังที่จะรักษาได้ เหมือนเหตุการณ์ในเมืองอู่ฮั่น ช่วงที่มีการระบาดใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หลักการของการแก้ปัญหาโรคระบาดก็คือต้องตัดไฟแต่ต้นลม เราเห็นว่าเรื่องนี้ได้มีผู้เสนอมาแล้วตั้งแต่ปี 2563 คือข้อเสนอของ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความแออัด ในเรือนจำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญของการแพร่ระบาดของโรค และข้อเสนอนั้นเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2564 นี้ เป็นอย่างยิ่ง คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การใช้มาตรการอื่นแทนการจำคุกระยะสั้นสำหรับผู้กระทำผิดคดีไม่รุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอาการป่วยหรือโรคประจำตัว หญิงที่ตั้งครรภ์ และผู้กระทำผิดคดีเล็กน้อยที่ไม่เป็นภัยอันตรายต่อสังคม โดยใช้วิธีการอื่น เช่น การเรียกค่าปรับ การใช้มาตรการคุมประพฤติ การควบคุมตัวที่บ้าน และการใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องขังที่พิจารณาแล้วว่าไม่เป็นภัยต่อสังคม โดยพิจารณาจากลักษณะความผิด ความประพฤติโทษคงเหลือ ตลอดจนภาวะความเสี่ยงด้านสุขภาพ และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม อาทิ การปล่อยก่อนกำหนด การพักโทษ การปล่อยตัวชั่วคราว และเปลี่ยนโทษจำคุกที่เหลือเป็นการควบคุมตัวที่บ้าน โดยให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังในกลุ่มต่อไปนี้เป็นอันดับแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ผู้ต้องขังระหว่างที่คดียังไม่เสร็จเด็ดขาด (อยู่ระหว่างการสอบสวน การไต่สวนพิจารณา และการอุทธรณ์ &amp;ndash; ฎีกา) รวมทั้งผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขังรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่เหลือโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี&amp;nbsp;
2.3 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป&amp;nbsp;
2.4 ผู้ต้องขังเด็ดขาดกลุ่มคดีอื่นๆ ที่มีความผิดไม่ร้ายแรง (อาทิ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.บ.การพนัน คดีลหุโทษ ฯลฯ)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การมีระบบการติดตามและรายงานตัวของผู้ต้องขังที่มีประสิทธิภาพ ในกรณีการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข รวมทั้งกำหนดแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการคัดกรองด้านสุขภาพก่อนการปล่อยตัว การให้ความรู้แก่ผู้ต้องขังเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในสถานการณ์การแพร่ระบาด การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานกลับภูมิลำเนา ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านอาชีพหลังพ้นโทษ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีแนวทางแก้ไขซึ่ง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเร็วๆนี้ มี 3 แนวทางคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การขอพระราชทานอภัยโทษ
2.การพักโทษโดยให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการพักโทษสวมใส่กำไล EM ในกรณีพิเศษ&amp;nbsp;
3. การปรับแก้กฎหมายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด เช่น การปรับลดโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องดี เพียงแต่จะต้องนำมาปฏิบัติอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นอาจไม่ทันตั้งรับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะระบาดต่อเนื่องไปอีกนานเท่าใด อีกทั้งจะต้องมีคนที่ทำความผิดร้ายแรงถูกนำเข้ามากักขังในเรือนจำ ถ้าไม่นำคนที่โทษเหลือน้อยออกไป ถึงอย่างไรสถานที่ก็ไม่พอเพียง ถ้าป่วยแล้วจะไม่รักษาก็ไม่ได้ ถ้าปล่อยให้มีคนป่วยมากขึ้น นำออกไปรักษาข้างนอกก็จะกลายเป็นภาระยุ่งยากเข้าไปใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ต้องขังส่วนใหญ่มิได้มีโทษหนักชนิดต้องจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และมีผู้ต้องหาอีกจำนวนหลายหมื่นที่ยังไม่รู้ว่าทำความผิดจริงหรือไม่แต่ถูกขังไว้ในขณะที่กำลังดำเนินคดีในศาล ถ้าพวกเขาถูกกักขังไว้และติดโรคจนถึงแก่ชีวิต มันจะกลายเป็นความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องหลายองค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องขังจำนวนมาก ที่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดี มิได้มีคำพิพากษาจนถึงที่สุด ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษา หากมีเหตุผลอันสมควรที่จะได้รับการประกันตัว ก็สมควรจะต้องให้การประกันตัวโดยทันที เพื่อไม่ให้เสี่ยงกับชีวิต และสุขภาพจากการระบาดของเชื้อ โควิค-19 ในเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน เราขอเรียกร้องให้หน่วยงานสาธารณสุขระดับชาติ จากภายนอกเรือนจำ เข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ในเรือนจำ ตรวจคัดกรอง และดูแลรักษาผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ ที่ว่าไปแล้ว สถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น เกินความสามารถ ศักยภาพภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยด่วนที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงวันนี้ ในภาวการณ์การระบาดหนักของโควิดในเรือนจำที่เป็นอยู่ เราขอเรียกร้องให้ ศคบ.ได้ใส่ใจชีวิตผู้ต้องขังเหล่านี้ &amp;nbsp;ในฐานะความเป็นมนุษย์ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งกระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยข้อเท็จจริง เร่งปฏิบัติตามข้อเสนอสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้กล่าวไว้โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102975</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนเดือนตุลา, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f36b25008f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2021 15:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอาเข้าไป! อดีตคนเดือนตุลา ลากสังขารตั้งแก๊ง OctDem บีบศาลปล่อยตัวแกนนำ 3 นิ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.64 - เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ลานสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดกิจกรรมเปิดตัวกลุ่ม OctDem &amp;nbsp;หรือ &amp;quot;กลุ่มคนเดือนตุลาเพื่อประชาธิปไตย&amp;quot;&amp;nbsp;ประกอบด้วย นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายสมศักดิ์ ปริศนานันนทกุล นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี เพื่อเรียกร้องให้ศาลพิจารณาอนุญาตประกันตัวแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. ที่เคยร่วมอยู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 เป็นตัวแทนวางช่อดอกไม้บนปฏิมากรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ่านแถลงการณ์ มีเนื้อหาว่า &amp;ldquo;ตามที่บรรดานักเรียน นิสิตนักศึกษา เยาวชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ฝ่ายรัฐได้ใช้อำนาจปราบปรามจับกุมคุมขังพวกเขาไว้ในเรือนจำ ปรากฏว่าศาลยุติธรรมไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวพวกเขา โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 &amp;nbsp;ซึ่งเห็นว่าระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยและนิติรัฐนิติธรรมนั้น การที่ศาลยุติธรรมจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและทำคำสั่งใดใดจะต้องเป็นไปโดยยุติธรรมและตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ยุติธรรม การไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำของการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้ เชื่อว่าศาลยุติธรรมย่อมต้องเข้าใจ และทราบดีว่าหลักการในการปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาทุกคดีนั้น คือจะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาเหล่านั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และจะปฏิบัติต่อเขาเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้พิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดแล้วไม่ได้ เราเชื่อว่าศาลยุติธรรมย่อมเข้าใจดีว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและตามกฏหมายสิทธิมนุษยชนเราเชื่อว่าศาลยุติธรรมตระหนักดีว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ดีบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ดี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ดี กติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองที่ประเทศเรายึดถือและได้ให้สัตยาบันไว้ต่อนานาชาติก็ดี ล้วนมีบทบัญญัติชัดเจนว่าการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาในระหว่างพิจารณาคดีเป็นข้อกำหนดที่ศาลพึงยึดถือและพึงปฏิบัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเห็นเราเห็นว่าเหตุผลของศาลยุติธรรมที่ปฏิเสธการปล่อยตัวชั่วคราวบรรดาผู้รักประชาธิปไตยนั้นไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวข้างต้น เพราะผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดยังไม่ได้ถูกศาลตัดสินถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดย่อมต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ มูลคดีทั้งหมดล้วนสืบเนื่องจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีและคดีเช่นนี้ในภาวะการปกติอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลอาจใช้ดุลยพินิจปล่อยตัวชั่วคราวได้เป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่ชอบด้วยข้อกฎหมายและความยุติธรรมใดใดทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าการตัดสินของศาลยุติธรรมที่ปฏิเสธไม่ให้ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านั้นได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะมาจากเหตุผลใด จะมีเหตุผลจากการถูกบีบบังคับโดยอำนาจนอกระบบหรือเป็นความประสงค์ของศาลยุติธรรมเองก็ตาม เราเห็นว่าการตัดสินใจดังกล่าวทำให้เกิดวิกฤติความศรัทธาความเชื่อถือ เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมในที่สุดซึ่งล้วนเกิดจากการกระทำของท่านเองทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเชื่อว่าเจตนาที่จะคุมขังผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไว้ตลอดการพิจารณาคดีรวมทั้งการขัดขวางของเจ้าหน้าที่รัฐในการที่ไม่ให้พวกเขาเหล่านั้นพบปะกับทนายความก็ดี การจงใจข่มขู่คุกคามระยามวิกาลต่อผู้ต้องขังเรานั้นก็ดีย่อมไม่อาจขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยความกังวลใจต่อระบบนิติรัฐในประเทศนี้ เราหวังที่จะเห็นศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระและพิจารณาอรรถคดีต่างๆไปด้วยความยุติธรรมและปราศจากอคติ ปราศจากการครอบงำจากผู้หนึ่งผู้ใดหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เราขอเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาต่อศาลยุติธรรมว่าท่านต้องให้โอกาสเขาเหล่านั้นในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่โดยเปิดเผยและมีโอกาสแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพวกเขาอย่างเต็มที่ โดยอนุญาตให้โดยอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวพวกเขาในระหว่างการพิจารณาคดีอันเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของพวกเขาที่มีอยู่ตามหลักกฏหมายยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายจาตุรนต์ กล่าวถึงกรณีที่สื่อมวลชนสอบถามว่ากลุ่ม OctDem จะเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มนักศึกษาด้วยหรือไม่ ว่า คงไม่ใช่การร่วมขบวนเคลื่อนไหว แต่เราเป็นผู้ถูกกระทำในอดีต มีประสบการณ์บทเรียนจากการปราบปราม เข่นฆ่า ใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม เราจะใช้ประสบการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ หากผู้มีอำนาจยังปราบปรามผู้ที่เห็นต่างแบบนี้ก็จะเกิดความสูญเสีย สิ่งที่ทำได้คือช่วยเสนอประสบการณ์ เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เราเห็นการคุกคามทำร้ายใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมชัดเจน ดังนั้นขอให้หยุดใช้หลักนิติธรรมที่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อนักศึกษาที่เห็นต่างจากรัฐ และทางกลุ่มทำหน้าที่หนังสือส่งประธานศาลฎีกา และศาลยุติธรรม เพื่อขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาได้มีโอกาสรับการประกันตัว นี่ไม่ใช่การเข้าร่วมเป็นขบวนเคลื่อนไหวกับกลุ่มนักศึกษา เพราะเชื่อว่าเราไม่สามารถไปเพิ่มจำนวนคนได้ แต่จะรวบรวมประสบการณ์นำเสนอสังคมแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนจุดยืนของกลุ่มยอมรับว่ามีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการบริหารประเทศของรัฐบาล แต่กลุ่มเรายังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ทางกลุ่มมีจุดยืนอย่างไรเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ทางกลุ่มมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับหลักนิติธรรม ซึ่งเรื่องที่ต้องทำเฉพาะหน้าตอนนี้คือ เรื่องของการประกันตัวผู้ต้องหาไม่ว่าจะถูกข้อหาใดก็ตาม ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดต้องได้รับสิทธิ์ประกันตัว เราจึงไม่ได้ดูไปที่ข้อเรียกร้อง และเนื้อหาของนักศึกษา เพราะเราพูดหลักใหญ่คือหลักนิติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ในเวลา 14.00 น. ทางกลุ่ม OctDem ได้เดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังศาลฎีกา เพื่อยื่นหนังสือต่อตัวแทนประธานศาลฏีกา แสดงเจตนารมณ์ของกลุ่มด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98110</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนเดือนตุลา, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066c97a54e4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 17:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จาตุรนต์-สมศักดิ์&#039; คนเดือนตุลาประสานเสียงชมม็อบเด็กรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงสังคมได้ จวกรัฐบาลคุกคามสิทธิเสรีภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.63 - ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดโครงการ 86 ปี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กับการก่อเกิดโรงเรียนกฎหมายและการเมือง โดยมีการเสวนาวิชาการหัวข้อ&amp;nbsp;คนเดือนตุลากับคุณค่าประชาธิปไตย : ร่องรอย ความทรงจำ และความหวังอนาคตการเมืองไทย โดยนายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ในประวัติศาสตร์แบบตะวันตกเสรีนิยม ในแง่คุณธรรมจริยธรรม เขาพัฒนาคุณธรรมของประชาชนด้วย ไม่ใช่คุณธรรมของผู้นำผู้ปกครองที่วิเศษ ดังนั้น คุณธรรมจริยธรรมจะต้องมีทั้งของผู้นำ และของประชาชน ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนสำคัญกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตอนเริ่มต้นเหตุการณ์ 14 ตุลา ตนต้องตอบคำถามตัวเองตลอดเวลา ว่าทฤษฎีที่อาจารย์สอนกับปรากฏการณ์ที่เป็นจริงของสังคมไทยย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เรื่องสิทธิ เสรีภาพ กระบวนการปกครองของสังคมไทย ที่บอกว่าประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน แต่ความจริงของสังคมไทยไม่เคยมี ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ตนไม่เคยเห็นความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง อำนาจเป็นของประชาชน แต่กลับอยู่ในมือทหารตลอดเวลา แม้กระทั่งวันนี้อำนาจก็ยังไม่อยู่ในมือประชาชน และไม่รู้จะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ จึงเป็นความท้าทายของเด็กรุ่นใหม่ ที่มีแฮชแท็กให้จบที่รุ่นเรา เพราะเขาไม่ต้องการส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปยังรุ่นลูก รุ่นน้องของเขา ตนเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่มีสำนึกที่เขายอมไม่ได้ ทั้งนี้ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในสภาพแบบนี้ แต่เป็นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดย 3 ทรราช ทุกคนจึงรวมตัวกันมาสู้ การเรียกร้องสิ่งใดก็แล้วแต่ไม่ได้เกิดจากการร้องขอ แต่เกิดจากการต่อสู้จึงจะได้มา ตนเชื่อว่าเด็กในวันนี้ได้เรียนรู้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญ 60 เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุด ริดลอนสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนมากที่สุด สิ่งเหล่านี้เด็กๆได้เรียนรู้จากโลกออนไลน์ อ่านข้อมูลเยอะ ส่วนบางคนยังบอกว่าผู้นำตอนนี้มาจากประชาธิปไตย ตนถามว่ามาอย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญเขียนมาแบบหวยล็อกให้ได้คนที่ไม่อยากได้ ตนรู้ว่าเขาไม่อยากเลือกนายกฯ แต่เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญทำให้ได้นายกฯแบบนี้ ประกอบกับพรรคการเมืองที่ตอนแรกเป็นอีแอบแล้วตอนหลังมาสนับสนุน เราต้องยอมรับว่าการปฏิรูปการเมืองยังไม่เกิดขึ้น จึงยากที่จะให้พรรคการเมืองตระหนักถึงภารกิจของการเป็นพรรคการเมือง จึงเป็นจุดที่ทำไมต้องมีการปฏิรูปและให้จบที่รุ่นเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม วันที่ 14 ต.ค.นี้ เชื่อว่าหลายคนคาดหวังจะเกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ซื้อเวลา ซึ่งตนแปลกใจเพราะก่อนวาระนี้เข้าที่ประชุมรัฐสภา ได้มีการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่พอจะลงมติไม่มีเหตุผลใดต้องตั้งคณะกมธ.เพื่อศึกษาอีก ตั้งขึ้นมาโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเอากลับมาจะรับหรือไม่รับ วันที่ 14 ต.ค.นี้ อย่าประเมินเสียงของประชาชนต่ำ เพราะเสียงของประชาชนดัง และเป็นเสียงสวรรค์ บริบททั้งหมดนี้จะทำให้เด็กรุ่นใหม่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า คนรุ่นใหม่ศึกษาเหตุการณ์เดือนต.ค. มากขึ้นถือว่าเป็นการเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่มีความก้าวหน้า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ส่วนการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาที่บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ามีท่อน้ำเลี้ยงหรือไม่นั้น ตนขอย้อนไปในอดีตว่าสมัยเหตุการณ์เดือนต.ค. ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงแต่มีชาวบ้านแม่ค้าสนับสนุน ส่วนการเคลื่อนไหวในปัจจุบันตนยังไม่เห็นว่าใครจะเป็นท่อน้ำเลี้ยง ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวกระจัดกระจาย และหาทุนกันอยู่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้เห็นอกเห็นใจ คนจะเป็นท่อน้ำเลี้ยงต้องคิดหนัก เพราะรัฐบาลจ้องจะเล่นงานรังแก คนจึงไม่อยากแสดงตัวเป็นท่อน้ำเลี้ยง แต่ถามว่ามีคนอยากสนับสนุนเยอะหรือไม่จากประสบการณ์เชื่อว่ามีเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า เวลานี้รัฐบาลไม่ถึงกับโดดเดี่ยว เพราะหาพวกมาเยอะพอสมควร แบ่งสรรผลประโยชน์ไม่น้อย แต่รัฐบาลนี้ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่คนเห็นแล้วว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ล้มเหลวยิ่งอยู่ยิ่งเป็นผลเสีย แต่ที่อยู่ได้เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มเขาอยู่ เพราะเขาเขียนขึ้นมาเอง แต่ระบบที่กำลังเข้มแข็งแบบนี้กำลังให้โทษแก่รัฐบาลเองที่แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ แก้ปัญหาประชาชนไม่ได้ แต่ใครไปแตะหรือเปลี่ยนคุณไม่ได้ เพราะรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาล และรัฐธรรมนูญที่มาจากการยึดอำนาจ กลายเป็นปัญหาของประเทศ ที่ไม่ปรับตัวให้เข้ากับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การทำกิจกรรมของนักเรียน นักศึกษา ถูกจำกัดคุกคามละเมิดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป เราต้องเข้าใจคำว่าใช้เสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฎหมายนั้น กฎหมายต้องเป็นธรรม ไม่ใช่เกินกว่าเหตุทำตามอำเภอใจ แต่รัฐบาลใช้กฎหมายต่อผู้แสดงสิทธิเสรีภาพเกินกว่าเหตุไปมาก ทำแบบนี้กับนักเรียน นักศึกษา จำนวนมาก นี่คือการคุกคามการแสดงออก ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรตั้งคำถามหรือบอกกับนักศึกษาว่าต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพบุคคลอื่น เพราะรัฐบาลเองที่ไปคุกคามสิทธิเสรีภาพเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79562</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนเดือนตุลา, จาตุรนต์ ฉายแสง, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7af580436e7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ้วน&#039; รำลึกเดือนตุลาคม บอก &#039;ประยุทธ์&#039; ออกไป สังคมไทยจะกลับมาดีกว่าเดิมแน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.63 - นายภูมิธรรม เวชยชัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รำลึก เดือนตุลาคม&amp;hellip;เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง : เดือนแห่งความทรงจำทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในเดือนตุลาคม สำหรับสังคมไทย เริ่มต้นที่ &amp;ldquo;การเคลื่อนไหว 14 ตุลา 2516&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการต่อสู้ เพื่อเอาชนะอำนาจเผด็จการ ด้วยจิตใจกล้าแกร่ง กล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะ ของประชาชนและ เยาวชนคนหนุ่มสาวที่ใฝ่ฝันถึง สิทธิ เสรีภาพ ความเป็นประชาธิปไตย และ ชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตย เกิดขึ้นและยุติลงอย่างรวดเร็ว&amp;hellip; ด้วย &amp;ldquo;ปฎิบัติการ 6 ตุลาคม 2519&amp;rdquo; ซึ่งกลายเป็น &amp;ldquo;ประวัติศาสตร์ที่ลืมไม่ได้ จำไม่ลง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การรำลึกถึงประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม จึงเป็นการรำลึกถึงความทรงจำทางการเมือง ที่รำลึกถึงจิตวิญญาณ ของความเป็นนักประชาธิปไตย ที่ต่อสู้กับเผด็จการ และความไฝ่ฝัน ที่อยากเห็น สังคมไทยดีขึ้นกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งประเทศ ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สร้างผู้นำประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ และคณะรัฐบาลที่ไม่มีศักยภาพในการบริหารประเทศ จากรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งเกิดการชุมนุมเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกระจายไปทั่วทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ เดือนตุลาคม ปี 2563 ได้กลับมาเป็นหมุดหมายของเดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยอย่างที่ทุกคนรอคอยอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้จะดูเหมือนว่าความต้องการ เห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังให้ เกิด &amp;ldquo;ความเชื่อมั่น&amp;rdquo; ให้ประเทศเดินต่อไปได้นั้น ยังแสนยากลำบาก &amp;hellip;&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากรัฐบาลและกลุ่มผู้มีอำนาจ ในปัจจุบัน ยังคงต้องการกอดอำนาจไว้กับตัวและพวกพ้อง โดยไม่ได้ยินดียินร้ายกับเสียงของประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้สังคมไทยแทบทุกภาคส่วนประจักษ์ดีแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นปัญหาต่อการพัฒนาประเทศ เป็นปัญหาต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นปัญหาต่อความเชื่อมั่นของประเทศ และเป็นปัญหาต่อการแก้ไขวิกฤติของประเทศที่กำลังเผชิญในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การบริหารประเทศแบบระบอบประยุทธ์&amp;rdquo; ไม่ใช่คำตอบของสังคมไทยในวันนี้ และ วันข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประยุทธ์ออกไป&amp;hellip;สังคมไทยจะกลับมาดีกว่าเดิมแน่นอน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79530</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, คนเดือนตุลา, ตุลาคม, ภูมิธรรม, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0d20e5e315.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73122</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 18:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 18:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนเดือนตุลา แต่งเพลง &#039;คนกับควาย&#039; ร่ายกลอนบาดลึกสื่อสารไปถึงคนรุ่นใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.63 - &amp;nbsp;สมคิด สิงสง ได้โพสต์รูปภาพคู่ &amp;quot;สุรชัย จันทิมาธร&amp;quot; พร้อมบทกลอนลงบนเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#คลื่นลูกเก่าจักเลือนหายไปตามกาล
๏ อย่าเย่อหยิ่งทะนงตนคนรุ่นใหม่
ไม่กี่ปีผ่านไปมันก็เก่า
ความเป็นคนที่แท้อยู่แก่เรา
จะแก่เฒ่าสาวหนุ่มก็กลุ่มคน
(สุรชัย จันทิมาทร 28 ก.ค.2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ ที่แก่เฒ่าก็เพราะว่าเกิดมาก่อน
เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาเข้มข้น
จะชั่วดีมีเส้นแบ่งเตือนใจตน
ศีลธรรมจักดาลดลความเป็นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ จึงเมตตาลูกหลานผู้สานสืบ
จงรู้คืบรู้วาจำแนกได้
รู้ครรลองคองธรรมลูกหลานไทย
รู้ว่าใครประสงค์ร้ายประสงค์ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ ไม่หวังดีมีหรือจะกล้าสอน
เคยเป็นหนุ่มมาก่อนแต่ภายกี้
เคยเร่าร้อนสู้รบเคยราวี
แต่เป็นตีงูตายถวายกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ เคยชูธงลงสู่ถนนใหญ่
เคยบ้างไหมเตะหมูสู่ปากหมา
วีรกรรมหาญห้าวคราวตุลา
จนแบกปืนเดินป่าฝ่าแนวรบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ เพียงถ่ายทอดบทเรียนรุ่นสู่รุ่น
อาจหมางใจเคืองขุ่นบางใครหลบ
ซ่อนลี้หลังพลังใสสาวหนุ่มพบ
มิอาจวางใจสงบจึงสวนทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ เห็นลุงเตือนลูกหลานด้วยหวังดี
เขาบ่ห่อนเปรมปรีดิ์ในระหว่าง
จึงยื่นหน้าด่าทอบ่อำพราง
&amp;quot;ทรยศ&amp;quot; แยกข้างตอกลิ่มลึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ มีแรงด่าอย่าหยุดรุดหน้าเถิด
จักได้เปิดหน้าเผยในกลศึก
คำลุงสอนไม่อยากฟังสวนสำนึก
ก็สุดแท้จะตรองตรึกตามสบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๏ จักเย่อหยิ่งทะนงตนชนรุ่นหลัง
ฟังไม่ฟังก็สุดแท้แต่ความหมาย
หน่อยคนแก่ก็จะถึงซึ่งความตาย
คลื่นลูกเก่าจักเลือนหายไปตามกาล๚ะ๛&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;สมคิด สิงสง : คนกับควาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;quot;สมคิด สิงสง&amp;quot; ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ระบุว่าเขาได้แต่งเพลง คนกับควาย อันเป็นบทเพลงประวัติศาสตร์และมีความสำคัญในการต่อสู้ทางความคิดของคนหนุ่มสาวในช่วงนั้น ร่วมกับ สุรชัย จันทิมาทร และ วิสา คัญทัพในครั้งที่เป็นนักศึกษาหนุ่มหัวก้าวหน้าที่คลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆกลุ่มนักดนตรีและกลุ่มกิจกรรมทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด สิงสง&amp;nbsp;ได้เข้าศึกษาต่อในรั้วมหาวิทยาลัย ใน คณะ วารสารศาสตร์ฯ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในขบวนการนักศึกษาทำให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ในยุค 14 ตุลาคม 2516 และหลบหนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73122</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนกับควาย, คนหนุ่มสาว, คนเดือนตุลา, สมคิด สิงสง, หงา คาราวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200801/image_big_5f254f2422a2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2019 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2019 11:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอเลี๊ยบ&quot;เผย &quot;หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&quot; รัฐบาลทักษิณ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญของมวลมนุษยชาติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 08.00 น.วันที่ 6 ต.ค.62 ที่ ประวัติศาสตร์&amp;quot;ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย&amp;quot; มหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานรำลึก&amp;quot;ครบรอบ 43&amp;quot; ปี 6 ตุลาคม 2519 เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และไว้อาลัยต่อวีรชนผู้สูญเสีย โดยมีผู้เข้าร่วมงานอาทิ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง &amp;nbsp;&amp;ldquo;6 ตุลา พ.ศ. 2519&amp;rdquo; อดีตรองนายกรัฐมนตรี นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงค์ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ตัวแทนจากพรรคไทยรักไทย&amp;nbsp;
รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีผู้แทนองค์กรต่างๆเข้าร่วมมหาลัยธรรมศาสตร์ ,มูลนิธิปรีดีพนมยงค์,คณะกรรมการญาติวีรชน 6 ตุลาคม,สมาคมญาติและวีรชน 14 ตุลาคม,การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลาคม,ชมรมโดมรวมใจผู้แทนพรรคการเมือง, สหภาพและสหพันธ์แรงงานสมัชชาคน,จนมูลนิธินิคมจันทรวิทุรทูล, เครือข่ายเดือนตุลาคมในที่ 14 ตุลาคม,คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภาคม 35&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานรำลึก 43 ปี 6 ต.ค.ช่วงเช้ามีการตักบาตรพระสงฆ์ 19 รูป ต่อด้วยการ อ่านรายชื่อผู้วายชนม์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม และพิธีวางพวงมาลาและดอกไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย รองศาสตราจารย์เกศินี วิฑูรชาติ &amp;nbsp;อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า แม้เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 จะผ่านมาแล้ว 43 ปีแต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในหลายๆระดับ ซึ่งมหาลัยธรรมศาสตร์ ตระหนักดีถึงความสำคัญและยอมรับความจริงในบาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ การสรุปบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะร่วมกันจดจำรำลึกสืบทอดวัฒนธรรมคุณความดีและจิตวิญญาณของผู้วายชนม์เหล่านี้ไว้ร่วมกับแปลความสูญเสียความโศกเศร้าให้เป็นพลังสร้างสรรค์และร่วมกันจุดความสว่างไสวให้กับสังคมไทย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต&amp;quot; รองศาสตราจารย์เกศินีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองศาสตราจารย์เกศินี กล่าวต่ออีกว่า นับตั้งแต่สถาปนามหาวิทยาลัยมาจนถึงปัจจุบัน ธรรมศาสตร์มีบทบาท ในการประสิทธิ์ประสาทปัญญาชนคนยุคใหม่ให้เป็นผู้นำทางสังคมและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของสายธารประชาธิปไตยผ่านเหตุการณ์สำคัญและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลายยุคหลายสมัย ทั้งนี้การสร้างพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยจึงนับเป็นหนึ่งในภารกิจของธรรมศาสตร์ โดยที่ผ่านมามีการดำเนินการจัดสร้างชิ้นงานประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นในปี 2543 เพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ซึ่งจะถ่ายทอดและสะท้อนความทรงจำ 6 ตุลา ให้แทรกอยู่ในทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้วของมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.พ.สุรพงษ์ อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง&amp;quot;6 ตุลา พ.ศ.2519&amp;quot; ได้กล่าวปาฐกถารำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ชีวิตหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงเป็นหลายคน ซึ่งผมก็เช่นเดียวกัน เช้าวันที่ 5 ตุลาคม ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ เมื่อกลับมาจากมหาลัยมหิดลมาที่ท้องสนามหลวง ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้คนยืนมุงดูอยู่ประมาณ 100 คน ได้กลิ่นไหม้ของยางรถยนต์ เมื่อเดินเข้าไปใกล้ต้องเมินหน้าหนี พบร่าง 2-3 รายอยู่ที่กองยางรถยนต์ มองไปไกลอีกเล็กน้อยพบร่างถูกแขวนไว้ที่ใต้ต้นมะขาม โดยมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยืนมุงดูอยู่ไม่ห่าง เวลา 15 นาทีที่สนามหลวงวันนั้นผมไม่เคยลืมจนถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นได้กลับต่างจังหวัดหมกตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นเดือน ไม่รู้จะทำยังไงต่อไปพยายามติดตามข่าวของผู้ร่วมชุมนุมแต่ก็ถูกปิดกั้นทั้งทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ มีแต่ข่าวพบอาวุธและอุโมงค์ที่ธรรมศาสตร์ และการติดตามจับกุมนิสิตนักศึกษา ต้นเดือนพฤศจิกายนมหาลัยเปิดแต่บรรยากาศในมหาลัยไม่เหมือนเดิม หม่นหมองเงียบเหงา แต่ละวันผ่านไปยังซึมเศร้า นักศึกษาเรียนเสร็จรีบกลับบ้านไม่มีการจับกลุ่มพูดคุยกันอีก หลังจากนั้นมีรุ่นพี่มาติดต่อว่าอยู่ที่เมืองไม่ปลอดภัยไปหลบที่ป่าดีไหม จึงตัดสินใจว่าการเป็นอยู่ในป่าเป็นหนทางเดียว จึงเตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมความคิด ให้พร้อมเสมอเมื่อได้รับการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งได้รับแจ้งให้ออกเดินทางไปพร้อมเพื่อนนักศึกษาแพทย์อีกคนหนึ่ง แต่เมื่อถึงวันเดินทาง ผมละอายใจตัดสินใจไม่ร่วมเดินทางไปกับเขา ในใจยอมรับคำการวิจารณ์ แต่ผิดพลาด เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร เข้าใจ แต่ขออย่างเดียว อย่าลืมเพื่อนของเราที่เสียชีวิตในวันที่ 6 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.พ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า จึงตัดสินใจว่าต่อจากนี้จะไม่ใช่แค่เรียนหนังสืออย่างเดียว ใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำตามความฝันอย่างมุ่งมั่น หยุดซึมเศร้าและก้าวต่อไป ผู้ที่อยู่ในเมืองก็ทำตามเงื่อนไขของผู้ที่อยู่ในเมือง ผมนัดพบพูดคุยกับเพื่อน ที่อยู่ในเมือง มหาวิทยาลัย หรือไปตามบ้านของเพื่อน เริ่มเผยแพร่ความจริง 6 ตุลา และข้อเขียนของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ทำหนังสือพิมพ์เผยแพร่ ให้กำลังใจกับผู้ต้องหาคดี 6 ตุลาคม เมื่อสถานการณ์ เริ่มผ่อนคลาย หลังรัฐประหารวันที่ 20 ตุลาคม 2520 เริ่มพบปะพูดคุยฟื้นบทบาท ของสโมสรนักศึกษา ติดต่อนัดหมายระหว่างเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยท่ามกลางกระแสข่าวขัดแย้งของผู้ที่อยู่ในป่าเขา กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ส่งต่อกันมา แต่เราไม่ได้สนใจ เพราะความใฝ่ฝันของพวกผมจะทำอย่างไรกลุ่มเพื่อนๆ จะได้กินดีอยู่ดีมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเลือกผู้บริหารของประเทศด้วยตัวเราเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากจบการศึกษาผมผ่านประสบการณ์หลากหลาย ไปเป็นแพทย์ ชนบท เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ชีวิตมีขึ้นมีลงหลายครั้ง สูงสุดคืนสู่สามัญ แต่ผมไม่เคยลืมภาพจำวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทุกครั้งที่มีความทุกข์ความเศร้าเข้ามาเกาะกุมหัวใจ ผมไม่เคยท้อนึกถึงเพื่อนนึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว จากชีวิตสุขสบายไปอยู่ป่าเขา บางคนไม่ได้กลับมา จึงบอกกับตัวเองว่าต้องลุกขึ้นและก้าวต่อไป อย่างมีสติ และมีปัญญารู้เท่าทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผ่านมาถึงวันนี้หลังจากการก้าวเดิน สรุปบทเรียน ได้ 6 ประการ 1. ไม่มีใครอยากตาย แต่มีบางคนพร้อมเผชิญหน้ากับความตาย เพื่อแลกกับอุดมการณ์ที่ตนใฝ่ฝัน 2. จงมีความสุขที่ได้ทำตามความฝัน และอยากให้ทุกคนยกย่องและจดชื่อจดจำตัวตนของเรา คนอาจจำได้ในสิ่งที่เราทำ โดยไม่ใส่ใจเลยสักนิดว่าใครทำ มีเรื่องราวอีกมากมายในบันทึกนี้โลกใบนี้ที่จดจำไม่หมดเพราะอีก 100ปี 1,000 ปีข้างหน้าก็จะไม่มีใครจดจำรายละเอียดนี้ได้ 3. ฝันที่ยิ่งใหญ่เดินไปทีละก้าว ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุขทำตามความฝันไปเรื่อยๆไม่หยุดเหนื่อยก็พักหายเหนื่อยก็ลุกขึ้นมาใหม่ ใครคิดเก่งช่วยคิด ใครพูดเก่งช่วยพูด ใครมีแรงก็ช่วยแรง ใครมีเงินก็ช่วยเงิน ไม่สำเร็จไม่เป็นไรเดี๋ยวคนรุ่นหลังก็มาช่วยทำอีก &amp;nbsp;4.คำถามว่า โลกพระศรีอาริย์หรือยูโทเปียเป็นอย่างไร แล้วเป็นไปได้จริงหรือ ไม่มีผลต่อการไฝ่ฝันของผม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการบางคนเคยบอกว่าประวัติศาสตร์สิ้นสุดแล้ว เรามีการเมืองประชาธิปไตยแล้ว เรามีสังคมอุดมคติแล้ว มาวันนี้นักวิชาการบางคนบอกว่า ประชาธิปไตยตายแล้ว เสรีนิยมล้มเหลว โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจนิยม หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์พลังงานสีเขียวและเทคโนโลยีมากมายกำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเรา แต่สำหรับผม ไม่ว่าการพลิกผันมากเพียงใด เมื่อคิดย้อนกลับไปยังจุดตั้งต้น ขอให้เพื่อนร่วมสังคมกินดีอยู่ดีมีชีวิตเท่าเทียมกันมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเลือกผู้บริหารประเทศด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นผมจึงเปิดใจกว้างรับทฤษฎีใหม่ๆ ไม่จำกัดเฉพาะความรู้ดังเดิมของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตผู้นำนักศึกษาหลัง 6 ต.ค. พ.ศ.2519 เผยต่อว่า 5.สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจังทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อทุกอย่างพร้อมการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น เช่นตัวอย่างเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่คือเรื่อง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า วันที่ 6 มกราคม 2544 ด้วยปัจจัย 5 อย่างที่สะสมมาทีละเล็กทีละน้อยจนมาครบถ้วนในวันนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ระบบสาธารณสุข ที่ทะเยอทะยานครั้งหนึ่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ ปัจจัยที่ 1 ผู้ศึกษาเรื่องประกันสุขภาพ ช่วยสร้างระบบประกันสังคมสุขภาพตั้งแต่ปี 2535 ปัจจัยที่ 2 รัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ 2540 นำไปสู่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่ทำให้ระบบการเมืองเข้มแข็งรัฐบาลเข้มแข็ง ปัจจัยที่ 3 มีการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยหัวหน้าพรรคไทยรักไทยทักษิณ ชินวัตร ผิดหวังจากการปรับเปลี่ยนพรรคพลังธรรม จึงสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่และเขามีภาวะผู้นำที่สั่งสมมาจาก ธุรกิจ ปัจจัยที่ 4 ระบบมาตรฐานในกระทรวงสาธารณสุข ที่ปลูกรากฐานมา 3 ทษวรรต บุคลากรส่วนใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุขมีอุดมการณ์ เพื่อผู้ป่วยและณ.เวลานั้นมีปลัดกระทรวงคือนายแพทย์มงคล ณ.สงขลา มีการเปลี่ยนแปลงสาธารณสุขครั้งใหญ่ก่อนการเกษียณอายุ ปัจจัยที่ 5 อาจารย์ใจอึ้งภากรณ์ สานต่อความฝัน ของบิดา ด้วยการเตรียมพัฒนารณรงค์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยทั้ง 5 ประการนี้มาบรรจบวันที่ 6 มกราคม 2544 แล้วนำไปสู่จุดที่ตัดที่สำคัญ คือเสียงของประชาชน ที่มาเลือกตั้งในระบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งถึง 248 ที่นั่ง มากเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกของการเมืองไทย และได้รับฉันทานุมัติ ในการขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวันนั้น วันที่ 6 มกราคม 2544 การสาธารณสุขไทยและการเมืองไทย ก็เปลี่ยนไปไม่มีวันจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจังการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ดังนั้นผมสรุปกับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้ทำไปเรื่อยๆทำไม่หยุด ณ.จุดตัดของกาลเวลาการแข่งขันของเราย่อมเป็นจริง 6.เรียนรู้จักสุภาษิตของทิเบตที่กล่าวว่า พรุ่งนี้หรือชาติหน้าไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อน วันนี้เรายังยังลืมตาอยู่แต่วันพรุ่งนี้เราอาจจะหลับไปตลอดกาล วันนี้เราจะอยู่อย่างมีสติ &amp;nbsp;เวลา 43 ปี อาจจะยาวนานสำหรับบางคนแต่พวกเราผมเชื่อว่าเหมือนผ่านไปเมื่อวานนี้เอง เราเสียใจเพื่อนอุดมการณ์ต้องจากไปก่อนวัยอันสมควรเราขอคาระวะความกล้าหาญ การเสียสละของเพื่อนที่จากไป ให้เพื่อนรับรู้ว่าเพื่อนยังอยู่ในใจของเรา ทำให้พวกเราก้าวมาถึงวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะเดียวกัน ในงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีพิธีมอบรางวัล จารุพงษ์ทองสินธุ์เพื่อประชาธิปไตย ให้กลับ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จนมีคดีติดตัวอยู่หลายคดีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47425</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนเดือนตุลา, งานรำลึก&quot;ครบรอบ 43&quot; ปี 6 ตุลาคม 2519, น.พ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี, ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, สรุปบทเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191006/image_big_5d9969cc8f759.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
