<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>49309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!9.55นาทีมีคนพยายามฆ่าตัวตาย1คนรัฐบาลเร่งป้องกันโรคซึมเศร้าให้ใส่ใจคนรอบข้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1พ.ย.62- น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 1-7 พฤศจิกายนของทุกปี รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ โดยปี 2562 นี้กระทรวงสาธารณสุข โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ พร้อมด้วยกรมสุขภาพจิต ได้มีการรณรงค์ภายใต้แนวคิด &amp;quot;สุขภาพจิตไทย ...ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&amp;quot; ตามสโลแกนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีเป้าประสงค์ป้องกันโรคซึมเศร้า ให้คนไทยหันมาสนใจคนรอบข้าง ซึ่งเริ่มได้จากจุดเล็กๆ เช่น ครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ฯลฯ เนื่องจากสังคมที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว บวกกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจุบันนั้น ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเครียด อันนำไปสู่โรคซึมเศร้า ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เฉลี่ยแล้ว 9.55 นาที จะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 1 คน ขณะที่ 2 ชั่วโมงจะมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ซึ่งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จึงอยากเชิญชวนสังคมช่วยกันป้องกันการฆ่าตัวตาย ซึ่งทำได้หลายวิธี รวมถึงการเอาใจใส่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยต้องหันมาสนใจคนรอบข้างมากขึ้น&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเฉลี่ยแล้วคนไทยมีความพยายามฆ่าตัวตาย 53,000 คนต่อปี ฆ่าตัวตายได้สำเร็จประมาณ 4,000 คนต่อปี ส่วนคนที่ฆ่าตัวตายไม่สำเร็จนั้น มีแนวโน้นที่จะพยายามกลับมาฆ่าตัวตายซ้ำอีก ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการตายอย่างผิดธรรมชาติของประชากรไทย จะพบว่าอันดับ 1 อุบัติเหตุ ส่วนอันดับ 2 คือการฆ่าตัวตาย ขณะที่อันดับ 3 คือการฆ่ากันตาย จึงจะเห็นว่า การฆ่าตัวตายนั้น มีตัวเลขเฉลี่ยที่สูงกว่าการฆ่ากันตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมสุขภาพจิต จะจัดงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2562 สุขภาพจิตไทย...ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ระหว่างวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานไนน์สแควร์ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 กทม. โดยจะมีการให้คำปรึกษา และให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมหรือรับคำปรึกษา ภายงานได้ตามวันดังกล่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49309</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไทยฆ่าตัวตาย, ป้องกันโรคซึมเศร้า, สุขภาพจิตไทย ไม่ทิ่้งใครไว้ข้างหลัง, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190922/image_big_5d8785543e368.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พิชัย&#039;ห่วงคนไทยฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นจากพิษเศรษฐกิจสบช่องจี้&#039;บิ๊กตู่&#039;เปลี่ยนทีมแก้ศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23ส.ค.62-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว. พลังงาน กล่าวว่า ตามที่มีข่าวแทบทุกวันว่าคนไทยฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจที่ตกต่ำ โดยบางครั้งก็ฆ่าตัวตายพร้อมภรรยา และ ลูกๆด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง จากข้อมูลพบว่ามีคนไทยฆ่าตัวตายเดือนละกว่า 340 รายแล้ว รู้สึกเป็นห่วงว่าหากเศรษฐกิจไทยแย่ลงตามเศรษฐกิจโลกที่ทำท่าจะแย่ลงจากสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะยิ่งมีปัญหาการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นไปอีก จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน ซึ่งหากเห็นว่าบุคคลากรที่บริหารเศรษฐกิจชุดเดิมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว เช่น ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เพิ่งจะพูดว่าเศรษฐกิจไทยเชื่อมต่อรัฐบาลเก่าและใหม่กำลังไปด้วยดี แต่จีดีพี กลับโตได้แค่&amp;nbsp; 2.3% เท่านั้น เหมือนกับถูกตบหน้าดิสเครดิตอย่างรุนแรง ดังนี้ จึงควรหาบุคคลากรชุดใหม่ให้เข้ามาช่วยแก้ไขเศรษฐกิจแทน ตามที่ในสภามีการนำคำพูดที่ อัลเบิร์ต ไอน์ไตน์ พูดไว้ว่า คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม แต่หวังผลที่เปลี่ยนแปลงคงเป็นไปไม่ได้ เช่นไหนก็เช่นกัน ใช้คนชุดเดิม คิดและทำแบบเดิมมา 5 ปี จะหวังว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้นคงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ได้เคยบอกไว้ถึงเหตุผลหนึ่งที่นายสมคิด ยอมยกให้ พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องย่ำแย่แน่ ซึ่งก็เป็นจริง เพราะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองขยายได้เพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งทำให้ปีนี้โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายได้เพียง 3% ก็ยังเป็นไปได้ยากถึงยากมาก เพราะครึ่งปีขยายได้เพียง 2.6% เท่านั้น แม้รัฐบาลจะพยายามทั้งแจกทั้งแถมกว่า 3 แสนล้านบาทก็คงจะช่วยไม่ได้มากนัก เพราะครี่งปีแรกรัฐบาลทั้งแจกทั้งแถม ทั้งมีการเลือกตั้ง เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวได้ต่ำเตี้ย นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ยังละอายที่จะบอกว่าเป็นการแจกเงิน ทั้งที่แจก 500 บาทเข้าบัตรคนจน แจก 500 บาทเข้าบัตรคนแก่ แจก 300 บาทเข้าแม่ลูกอ่อน แจก 1000 บาท ให้เทึ่ยวเมืองรอง แต่กลับปฏิเสธว่าไม่ใช่การแจกเงินแต่เป็นนโยบายการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้จะเล่นคำอย่างไร แต่ประชาชนก็ทราบว่านี่คือการแจกเงิน ไม่รู้จะอายไปทำไม ทำอะไรแบบกล้าๆกลัวๆจึงไม่เคยประสพความสำเร็จมาตลอด โดยที่พลเอกประยุทธ์เองก็ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ ทั้งที่ความจริงการแจกเงินในภาวะที่ย่ำแย่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด แต่รัฐบาลต้องมีแนวทางที่ชัดเจนที่จะนำประเทศก้าวไปข้างหน้าและสร้างความมั่นใจให้ได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีแต่การแจกเงินแต่ประชาชนไม่รู้ทิศทางของประเทศเนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักลงทุนชาวต่างประเทศได้ ซึ่งการสร้างความมั่นใจนี้ต้องคิดให้ครบกรอบ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากจำกันได้ตนได้ขอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยโดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง. ) ได้ลดดอกเบี้ยก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ย เพราะสหรัฐจะต้องลดอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ค่าบาทอ่อนลงก่อน และอ่อนมากกว่า แต่การที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยแล้ว จึงทำให้ค่าเงินบาทไม่อ่อนค่า เพราะเป็นการทำทีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวอีกว่า ในขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอีกและอาจจะลดถึง 0.5% เพื่อป้องกันเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ จึงอยากให้แบงก์ชาติได้ศึกษาบทเรียนในอดีต และตัดสินใจให้ดี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนในภาวะสงครามการค้าน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากกว่าในขณะที่จีนยังตัดสินใจลดค่าเงินหยวนเพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้าก่อนแล้ว ในสถานการณ์ของโลกที่ผันผวน แบงก์ชาติไทยควรจะต้องคิดและออกมาตรการล่วงหน้าไว้ก่อน
&amp;nbsp;
&amp;quot;ดังนั้น การที่นายสมคิดจะตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลค่าเงินบาทก็ไม่ผิด แต่ควรทำตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ที่นายอภิศักดิ์ อดีตรมว.คลัง บ่นแบงก์ชาติและตนก็ได้ออกมาสนับสนุนแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องมั่นใจว่า รมว. คลังคนใหม่ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะต้องมีความรู้ความสามรถเพียงพอ มิเช่นนั้นอาจจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากขึ้นไปอีกได้ เพราะที่ผ่านมาก็ได้ทำความเสียหายให้กับประเทศมากมายอยู่แล้ว&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44094</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไทยฆ่าตัวตาย, ทีมเศรษฐกิจ, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลดดอกเบี้ย, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cefdc735a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
