<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62139</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 13:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาวไทยผู้ช่วยหมอในนิวยอร์ก เล่าประสบการณ์ให้ทุกคนเลิกบ่นว่าเบื่ออยู่บ้านรัฐบาลเส็งเครง ก่อนจะตายอย่างโดดเดี่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:Bebe Patumanon&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.63- ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Bebe Patumanon คนไทยในนิวยอร์ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าจริงๆแล้วไม่อยากเกาะกระแส Covid 19 แต่อยากให้ทุกคนได้เข้าใจว่าโรคนี้น่ากลัวและใกล้ตัวกว่าที่คิด เราทำงานที่โรงพยาบาล ตำแหน่งคือ Physician Assistant (PA) ตำแหน่งนี้ที่บ้านเรายังไม่มี งานก็คล้ายกับมือขวาของหมอ การเทรนนั้นเหมือนหมอทุกอย่างแต่ใช้เวลาเรียนน้อยกว่า คือจะสั่งยาได้สั่งเล็ป ใส่ท่อ ใส่สายต่างๆใส่เฝือก เย็บแผล ปั้มหัวใจ ... จะเป็นตำแหน่งระหว่างหมอกับพยาบาล แต่เราจะเจอและใช้เวลากับคนไข้มากกว่าหมอเพราะหมอ 1 คน คุมคนไข้30 คน ก็จะมี PA 2 คน ช่วยหมอดูคนไข้คนละ 15 คน ทำงานอยู่ที่ Bronx, NY สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมามีแต่คนไข้ Covid 19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้ทุกคนที่บ่นว่าเบื่ออยู่บ้าน รัฐบาลเส็งเครง เลิกบ่นเถอะ เพราะเบื่ออยู่บ้านนั้นก็ยังดีกว่าออกมาทำงานด้วยความกลัว ... กลัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้พวกพนักงานโรงพยาบาลอย่างพวกเราต้องสวดมนต์ขอให้พระคุ้มครอง มองหน้าพ่อ แม่, ลูกน้อย และสามี สั่งเสียกันว่า ไปแล้วอาจจะติดเชื้ออาจจะไม่ได้กลับบ้านนะ รักทุกคนนะ กอดลากันแบบแนบแน่นเหมือนไม่รู้ว่าเราจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้อีกไหม ไม่คิดเลยว่างานผู้ช่วยหมอต็อกต๋อยอย่างเรามันจะเสี่ยงขนาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากจะบอกว่า ตอนนี้คนไข้ล้นโรงพยาบาล PPE ไม่พอ อันนี้ทุกคนรู้ แต่ที่คุณๆไม่รู้คือ การตายด้วยโรคนี้ เป็นการตายที่โดดเดี่ยวและทรมาน คนไข้พอ admitted แล้ว ครอบครัว ลูก ผัว พ่อ แม่ พี่น้อง ห้ามเยี่ยมเด็ดขาด ตอนแรกอาการอาจจะไม่หนัก แต่พอมารวมแออัดกันกับคนไข้อื่นๆก็เกิดอาการ แบ่งเชื้อกันไปมา cross contaminated ที่ไม่หนักก็อาจจะเกิดเป็นอาการหนักขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พยาบาลนั้นน่าสงสารที่สุด หมอ กับ PA ก็จะวิ่งเข้าแล้วก็รีบวิ่งออกจากห้องคนไข้เพราะเราพยายามเซฟตัวเองให้สัมผัสกับเชื้อโรคให้น้อยที่สุด แต่พยาบาลต้องเข้าไปตรวจความดัน ให้ยา โดยมากคนไข้ไม่ได้เป็นแค่ Covid แต่มีโรคประจำตัวจิปาถะ ยาก็เยอะ พยาบาลก็ต้องเข้าๆออกๆ เข้าห้องโน้นออกห้องนี้ แต่คุณอย่าลืมว่าคนไข้ทุกคนติดเชื้อ ลองคิดดู 12 ชั่วโมงขลุกอยู่กับเชื้อ Corona แบบไม่ได้พักเพราะคนใข้หลายคนอาการหนัก พอ อ๊อกซิเจนตกก็ต้องรีบเข้าไปดู เพราะห่วงคนไข้เพราะเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จะบอกว่ากลัวก็เพราะว่า Covid 19 ไปทำลายเนื้อเยื่อปอดโดยตรง ถ้าโชคดีก็ไม่มีอาการ หรือมีบ้างเล็กน้อย แต่คนไข้ที่อาการเริ่มหนักขึ้นก็จะเริ่มหายใจไม่ออก ปอดเร่ิมชื้นมีน้ำท่วม ถ้าคิดไม่ออกก็ลองหลับตาแล้วคิดถึงภาพเรากำลังจมน้ำแล้วหายใจไม่ออก น้ำเต็มจมูกเต็มปาก หรือตอนไปทำฟันแล้วน้ำลายเต็มคอ กลืนไม่ได้ หายใจไม่ออก (จนหมอดูดน้ำออกจากปากเรา เราก็หายใจเฮือกใหญ่แบบรอดตายแล้วกู) มันทรมานขนาดไหน โรคนี้ก็เช่นกัน ทางช่วยอย่างเดียวคือเครื่องช่วยหายใจซึ่งตอนนี้เป็นของล้ำค่า ตกหนักที่หมอต้องเลือกว่าใครจะมีค่าควรกับเครื่องนี้มากกว่ากัน ไม่มีหมอคนไหนอยากทำหน้าที่นี้หรอกนะคุณ มันไม่ใช่หน้าที่ของหมอเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คืนก่อนมีคนไข้หนัก สอง สามคน ทุกคนนอนทรมาน พยายามหายใจเข้าออก ทุรนทุรายเพราะปอดไม่ทำงาน พยาบาลโทรมาตาม เข้าไปดูอาการ ก็ต้องเรียก code team ซึ่งปกติจะเป็นทีมฮีโร่ถ้าทีมนี้มาคนไข้เรารอดแน่ แต่ไม่ใช่กับ Covid19 สุดท้ายทีมก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทางออกเดียวคือใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าคนไข้บอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต้องการใส่ท่อหรือปั๊มหัวใจ เราก็ได้แต่ให้ยามอร์ฟีนเพื่อให้คนไข้ไม่ทรมาน แต่ถ้าคนไข้ full code ก็ต้องใส่ท่อ ปั๊มหัวใจ ทีนี้virusก็จะฟุ้งกระจาย เครื่องป้องกันก็เป็นเศษผ้าบางๆกับหน้ากากกะโหลกกะลา ทีนี้ก็งานเข้ากันทั้งทีม ชุด PPE ตอนใส่นั้นง่าย แต่ตอนถอดแบบจะให้เชื้อไม่ติดมือเสื้อผ้าหน้าผมนี่เป็นเรื่องยาก ถึงกับต้องมี class อบรมกันเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Process of dying นี่แหละคือความน่ากลัว ไม่มียาฆ่าไวรัส ไม่มียารักษา รักษาตามอาการ ยาที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เหมือนเสี่ยงดวง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดวง!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คือทั้งทีมได้แต่ยืนมองคนไข้นอนทุรนทุรายกระเสือกกระสนต่อสู้เพื่อลมหายใจแต่ละเฮือก แต่ละเฮือกนั่นเป็นสิ่งที่แสนทรมาน สายตาที่มองมาทางพวกเราวิงวอนว่าหมอช่วยด้วย แต่เราก็ได้แต่ยืนนิ่งเพราะเราก็ทำกันสุดความสามารถที่มีแล้ว ญาติพี่น้อง ลูก หลาน ผัว เมีย ก็ไม่ได้ล่ำลา เป็นการตายที่โดดเดี่ยวและทรมาน บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าคนไข้เหล่านี้จะกลัวและโดดเดี่ยว ขนาดไหนในช่วงเวลาสุดท้ายและลมหายใจสุดท้ายของชีวิต คนรักษาก็ได้แต่ยืนมองแล้วก็ได้แต่คิดว่าวันนี้เราจะดวงดีเหมือนเมื่อวานไหม แล้วพรุ่งนี้ล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรายืนมองคนไข้ที่รู้หละว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงเวลาที่เราจะออกกะคือ 12 ชั่วโมง แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ยากดประสาทเพื่อคนไข้ของเราจะได้ทรมานน้อยลงและหวังว่าจะจากไปอย่างสงบ เหมือนเราไร้ค่าและไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่ร่ำเรียน ฝึกฝนมาไม่ได้ช่วยใครได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณลองคิดดูว่าถ้าพ่อ แม่ พี่น้องหรือคนที่คุณรัก ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับคนไข้ของเราล่ะ ไปส่งกันที่โรงพยาบาล ลูบหน้าลูบหลังลากัน แล้วนั่นคือสัมผัสสุดท้าย กอดสุดท้าย การลาครั้งสุดท้าย คุณยังไม่ได้สั่งเสีย ไม่ได้ขอโทษ ไม่ได้บอกรักกัน ไม่ได้บอกว่าคุณโชคดีที่ได้รู้จักและได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นพ่อ แม่ ลูกกัน เป็นคนรักกัน เป็นเพื่อนกัน นี่แหละคือความทรมาน และปวดร้าวใจเราได้แต่ยืนนิ่งน้ำตาตกใน สูดลมหายใจลึกๆแล้วก็เดินไปดูคนไข้คนต่อไป...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้ถึงเข้าใจว่าทำไมเราต้องให้อภัยกัน กอดกัน และบอกรักกันทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณโชคดีที่ได้นอนอยู่บ้าน มีinternet มีหนังดู มีขนมกิน ได้อยู่กับครอบครัว ถ้าคุณอยากจะบ่น ก็ขอให้คิดถึงพวกเราที่โรงพยาบาล เราก็กลัว เราก็เหนื่อย เราก็ล้าและเราก็มีคนที่รักเรา รอเรากลับบ้านเหมือนคุณ เราก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้กล้าหาญอะไร ออกจะกลัวจนขี้ขึ้นสมองด้วยซ้ำ ถ้าเลือกได้เราก็ขอนอนเกาตูดดูหนังอยู่ที่บ้านเหมือนพวกคุณ เราก็ไม่อยากมาทำงานที่นอกจากจะต้อง พก PPE แล้วยังต้องมีพระเครื่องพวงใหญ่ที่พ่อแก้วแม่แก้วให้มาคุ้มครองปกป้องลูกน้อยที่ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 40กว่าเข้าไปแล้ว แต่หัวอกพ่อแม่ จะแก่กร้านแค่ไหน ลูกก็ยังคือลูกน้อยของท่าน ที่ท่านรักและห่วงใยเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยู่บ้านเถอะคุณ ถ้าคิดว่าตัวเองติดเชื้อก็อย่าโกหก กักตัวเองเถอะ อย่าเห็นแก่ตัว คุณอาจจะไม่เป็นอะไร คุณอาจจะไม่มีใครรักหรือห่วงคุณ คุณอาจจะเห็นแก่ตัวไม่รักและไม่ห่วงใคร แต่คนที่คุณเอาโรคไปติดเขานั้น เขาก็มีครอบครัวมีคนที่รักเขา เขาอาจจะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก เป็นเพื่อนใครจะรู้เขาอาจจะเป็น คนเดียวที่หาเลี้ยงทั้งครอบครัว เขาอาจจะเป็นความหวังเดียวของพ่อแม่ที่แสนชรา หรือเป็นพ่อ หรือ แม่ เลี้ยงเดี่ยวของลูกพิการที่รออยู่ที่บ้าน เขาอาจจะมีกันแค่สองคนพี่น้องไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว มีกันแค่นี้ แล้วความมักง่ายความเห็นแก่ของคนๆนึง... มาพรากทุกอย่างไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากจะขอร้องให้ทุกคนร่วมมือกัน ถ้าไม่คิดว่าทำเพื่อตัวเอง ก็ทำเพื่อคนอื่น หรือเพื่อชาติก็แล้วกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือไม่ก็ทำเพื่อ หมอ พยาบาล ผู้ช่วยหมอ ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานก้องแลป ช่างX-ray Respiratory พนักงานเข็นคนไข้ พี่รปพ พนักงานทำความสะอาด ทุกคน ทุกอาชีพ ที่ทำงานหนักตอนนี้เพื่อให้ทุกคนได้อยู่บ้านอยู่กับครอบครัว
ถามว่ากลัวไหม .... ขอตอบเลยว่ากลัวมาก เราไม่อยากตายแบบทรมารแบบคนใข้ของเรา และเราก็ไม่อยากเอามาติดคนที่บ้าน แต่ในความกลัวยังมีความหวังเพียงแต่ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#stayhome.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62139</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e897b51e35d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดำรง&#039; เล่าคนไทยในนิวยอร์กใส่แมสก์กลายเป็นตัวประหลาด อาจเป็นสาเหตุให้ตัวเลขติดเชื้อ-ตายมากสุดในอเมริกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย.63 - นายดำรง พุฒตาล พิธีกรโทรทัศน์ชื่อดัง และอดีต ส.ว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก &amp;quot;คู่สร้างคู่สม (ประเทศไทย) จำกัด&amp;quot; ว่า โควิดกับการกักตุนอาหารของภริยาไทยในนิวยอร์ก วันนี้ผมก็ยังคงวนอยู่กับเรื่องโควิด เรื่องพยาบาลไทยในนิวยอร์ก มีพยาบาลไทยคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่า แบงค์ เป็นลูกสาวของ อาจารย์สมบัติ เพื่อนสนิทของผมที่ จ.กาญจนบุรี พยาบาลแบงค์ เรียกผมว่า &amp;ldquo;พ่อรง&amp;rdquo; มาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอเคยเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลในจ.กาญจนบุรี รพ.เอกชน ในกรุงเทพฯ , หัวหิน , ภูเก็ต เธอต้องการศึกษาต่อวิชาพยาบาลและภาษาอังกฤษ จึงเดินทางไปนิวยอร์ก เข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษได้ไม่นาน ก็แต่งงานกับหนุ่มนิวยอร์กเกอร์ ต่อมามีบุตรสาวชื่อ แองจี้ เธอก็ยกเลิกการเรียนมาเป็นแม่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามีเธอทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ที่บ้าน ซึ่งห่างจากกรุงนิวยอร์กพอสมควร เธอเล่าว่าละแวกบ้านเธอนั้น &amp;ldquo;แดงเถือก&amp;rdquo; ไปด้วยคนป่วยโรคโควิด ทั้งครอบครัวจึงไม่ยอมออกจากบ้านเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.สมบัติ อำนวย ผู้พ่อดูข่าวอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี เห็นฝรั่งออกไปซื้อสินค้ามาตุนไว้ที่บ้าน ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวครอบครัวลูกสาวจะขาดแคลนอาหาร เธอเล่าไปขำไปว่า เมื่อโรคนี้เริ่มระบาด สามีเธอก็ไปซื้อตู้แช่ขนาดใหญ่มาก ซื้อของกินสารพัดมาอัดแน่นเต็มทั้งตู้แช่และตู้เย็น ชนิดที่อยู่ได้สบายๆไปอีก 2 เดือน และสามารถสั่งสิ่งของต่างๆทางออนไลน์ได้อย่างสะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบงค์ บ่นกับผมว่า &amp;ldquo;พ่อรง รู้มั้ย คนที่นี่เขาไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัยกันเลย วันก่อนเพื่อนคนไทยใส่หน้ากากอนามัยไปธนาคาร กลายเป็นตัวประหลาด เพราะทุกคนในธนาคารทั้งเจ้าหน้าที่และลูกค้าไม่มีใครใส่หน้ากากเลย&amp;rdquo; ผมไม่กล้าสรุปว่า เพราะคนในนิวยอร์กไม่ใส่หน้ากากจึงป่วยและตายมากที่สุดในอเมริกา ผมคิดว่า ประเทศไทย เรามาถูกทางแล้วโดยมีสื่อมวลชนไทยทุกแขนงช่วยกันรณรงค์ เรื่องใส่หน้ากากกันอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดำรง พุฒตาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62130</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คนไทยในนิวยอร์ก, คู่สร้างคู่สม, ดำรง พุฒตาล, สหรัฐอเมริกา-โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86f1020fecd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2019 08:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2019 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯโพสต์ขอบคุณคนไทยในนิวยอร์กต้อนรับอย่างอบอุ่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.62- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า &amp;quot;ขอบคุณคนไทยทุกคนในนิวยอร์คที่มาต้อนรับผมและคณะอย่างอบอุ่นครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดี นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46382</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74, คนไทยในนิวยอร์ก, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สหรัฐอเมริกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190923/image_big_5d881fed57688.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
