<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2021 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2021 22:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบหนุ่มไร้สัญชาติยืนบนตู้คอนเทนเนอร์ฉี่ใส่ตำรวจ ส่งดำเนินคดี สน.ดินแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.64 - เมื่อเวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.4 บก.สส.บช.น. ได้ร่วมกันจับกุมนาย Sam Sa Mart ซึ่งเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 580/64 ลง วันที่ 26 มี.ค.64 ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และทำร้ายร่างกายฯ ได้ที่หน้าตึกเลขที่ 87 ซ.สรงประภา 10 แยก 3 (ชุมชนสวนฝรั่ง) แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่าตนเองเป็นบุคคลตามหมายจับจริง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ต้องหารายดังกล่าวนี้ ได้ร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 28 ก.พ.64 ที่หน้ากรมทหารราบที่ 1 รอ. ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และได้ขึ้นไปบนตู้คอนเทนเนอร์แล้วถ่ายปัสสาวะรดตำรวจควบคุมฝูงชนที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งตำรวจจะแถลงข่าวโดยละเอียดอีกครั้งที่ สน.ดินแดงในคืนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นาย Sam Sa Mart ได้ให้การว่าตนเองเป็นคนไร้สัญชาติ ก่อนหน้านี้เคยถูกจับส่งกลับไปยังประเทศกัมพูชา แต่ทางกัมพูชาไม่รับตัวกลับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97410</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทหารราบที่ 1, คนไร้สัญชาติ, ม็อบ28กุมภา, สน.ดินแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210326/image_big_605df91c60ca1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2021 20:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2021 20:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่เฒ่าอาข่าร่ำไห้หลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.พ.64 - นายไกรทอง &amp;nbsp;เหง้าน้อย ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลุ่มคนไร้สัญชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด19 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างความมั่นทางอาหารด้วยระบบนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ชุมชนบนพื้นที่สูง อำเภอแม่จัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด19 ที่ระบาดอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ได้ส่งผลกระทบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่ยากจะกลับไปเหมือนเดิม ในประเทศไทยมีการระบาดแม้ไม่มากถ้าเปรียบเทียบกับในหลายประเทศทั่วโลกแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับมากมายมหาศาลกับผู้คนทุกระดับ ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโควิด19 ด้วยมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งประเทศพม่า ประเทศลาว และมีการเข้ามาของคนจีนในประเทศเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไว้หลายระดับ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนที่ไร้สัญชาติ คนเหล่านี้ไม่ได้รับการเยียวยาใดๆจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงรอบด้าน เพียงเพราะไม่มีบัตรแสดงสถานะบุคคลที่เป็นคนไทย&amp;rdquo;นายไกรทอง กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้จัดการโครงการฯกล่าวว่า จากข้อมูลจำนวนประชากรคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการปกครองปี2562 พบว่าในจังหวัดเชียงราย มีจำนวน 96,960 คน คิดเป็น โดยแยกออกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 10% กลุ่มเด็กเยาวชนอายุ18 ปี คิดเป็น18% อายุ18-60 ปี คิดเป็น71% &amp;nbsp;แบ่งเป็นผู้หญิง 54% ผู้ชาย46% &amp;nbsp;จึงเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางเป็นอย่างมากต่อสถานการณ์โควิด19 ระบาด มีความจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาและเสริมศักยภาพให้สามารถปรับตัวอยู่ได้ภายใต้สถานการณ์โควิดในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรทองกล่าวว่า พชภ.ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ของครอบครัวผู้ไร้สัญชาติใน 4 ชุมชนหลักเพื่อเป็นต้นแบบ &amp;nbsp; เพื่อให้กลุ่มผู้ไร้สัญชาติสามารถปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว และเพื่อฟื้นคืนชีวิตความเป็นอยู่ให้เหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม &amp;nbsp; สามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีแหล่งผลิตอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และช่องทางที่สามารถสร้างรายได้เพิ่ม โดยโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 24 โครงการระยะสั้น ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;การเสริมสร้างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสังคม ความมั่นคงของมนุษย์และการฟื้นคืนสู่สภาพปกติในประเทศไทยในบริบทของการระบาดใหญ่ของ COVID-19&amp;quot; เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังและปกป้องความคืบหน้าเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(UNDP) ประจำประเทศไทยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกรทองกล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการใน 4 หมู่บ้านที่ล้วนเป็นชุมชนชาติพันธุ์ ทั้ง ชาติพันธุ์ลาหู่ &amp;nbsp;ลีซู อาข่า &amp;nbsp;ได้แก่บ้านป่าคาสุขใจ บ้านพนาสวรรค์ &amp;nbsp;บ้านจะบูสี &amp;nbsp;ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง และบ้านเฮโก ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน &amp;nbsp; โดยได้มอบปัจจัยการผลิตที่เป็นความต้องการของชุมชนและเหมาะสมกับการทำเกษตรบนพื้นที่สูงที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และแหล่งน้ำ &amp;nbsp; ทั้งการเลี้ยงไก่กระดูกดำ &amp;nbsp; การเลี้ยงหมูดำ และการปลูกพืชผักอาหาร รวมทั้งการปลูกผลไม้ยืนต้น และพชภ.ยังได้นำร่องการพัฒนานวัตกรรมการปลูกผักเลี้ยงปลาในแบบ อควอโพนิคที่สามารถสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือนได้และเป็นแนวทางสร้างรายได้ในระยะยาวต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาหลู งัวยา ผู้นำหมู่บ้านเฮโกซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู กล่าวว่า ชุมชนได้รับการสนับสนุนจากโครงการฯในเรื่องการเลี้ยงหมู เนื่องจากเนื้อหมูเป็นอาหารหลักที่สำคัญของชาวลีซอ ทั้งในการประกอบพิธีไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษโดยส่วนมากใช้หมูตัวผู้ ดังนั้นชาวบ้านจึงสนใจการเลี้ยงหมูโดยในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 สมาชิกในชุมชนยังไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐตามมาตการต่างๆที่ออกมาเท่าที่ควร เพราะบางส่วนไม่มีบัตรประชาชน บางส่วนไม่มีโทรศัพท์และบางส่วนทำไม่เป็น ดังนั้นการที่ พชภ.และ UNDP เข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยงหมูจึงเป็นเรื่องที่ดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาหลูกล่าวว่า การเลี้ยงหมูจะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า เนื่องจากอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงหมูคือต้นกล้วย ที่ผ่านมาชาวบ้านบางส่วนได้ปลูกข้าวโพดและใช้สารเคมีทำให้กลายเป็นภูเขาหัวโล้น แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการปลูกต้นกล้วยแทนทำให้ผืนดินเกิดความชุ่มชื้นเพราะต้นกล้วยสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ดี ทำให้พืชอื่นๆเจริญเติบโตด้วยโดยเฉพาะไม้ผลต่างๆ ทั้งมะม่วง อาโวคาโด ลิ้นจี่ ทุเรียน โดยหมู่บ้านเฮโกเป็นแหล่งต้นน้ำ การส่งเสริมการเลี้ยงหมูจึงเป็นการส่งเสริมให้ฟื้นฟูต้นไม้ใหญ่ในแหล่งต้นน้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางอาเซอะ เซอหมื่อ แม่เฒ่าวัย 73 ปี ชาวอาข่า หมู่ 7 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย กล่าวทั้งน้ำตาหลังจากได้รับเงินสนับสนุนในการประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ว่าตนมีฐานะยากจนอาศัยอยู่กับหลานอายุ 5 ขวบโดยพ่อแม่ของหลานได้หายหน้าหายตาไม่ยอมส่งเสียลูก ขณะที่ตนก็ไม่มีอาชีพหลัก ทำให้แทบไม่มีเงินซื้อข้าวกินต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอยู่เสมอ ส่วนกับข้าวก็อาศัยเก็บผัก ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการช่วยเหลือใดๆจากภาครัฐเพราะตนไม่มีบัตรประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยายอยู่ในประเทศไทยมาแล้ว 35 ปี แต่ไม่ได้บัตรประชาชนเพราะเกิดในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ลูกๆได้บัตรประชาชนหมดแล้วเพราะเกิดในไทย ช่วงหลังยายป่วยบ่อยๆ เจ็บขาและหายใจเหนื่อย แต่ไม่มีเงินไปหาหมอ เพราะไปหาหมอครั้งหนึ่งต้องจ่ายเงินเยอะ เนื่องจากไม่สามารถใช้สิทธิ 30 บาทได้&amp;rdquo;นางอาเซอะ กล่าว และว่ารู้สึกดีใจที่มีโครงการช่วยเหลือในลักษณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93489</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนชายขอบ, คนไร้สัญชาติ, ผู้เฒ่า, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210218/image_big_602e69bb06a9e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผู้เฒ่าลีซอได้บัตรประชาชนแล้ว อธิบดีกรมการปกครองส่งหนังสือปลดล็อคชุดใหญ่ให้คนไร้สัญชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลดล็อคชุดใหญ่ให้คนไร้สัญชาติ อธิบดีกรมการปกครองส่งหนังสือตอบข้อหารือ-เปิดทางแก้ไขข้อมูลผิด ผู้เฒ่าลีซอเฮได้บัตรประชาชนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย.63 - นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) เปิดเผยว่า ได้ทราบข้อมูลว่ากรมการปกครอง เตรียมดำเนินการอนุมัติเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ให้แก่ผู้เฒ่าสามี-ภรรยาไร้สัญชาติคู่หนึ่งคือนายอาเหล งัวยา อายุ 82 ปี และนางอาหวู่มิ งัวยา อายุ 78 ปี และได้มีการนัดหมายเพื่อถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในสัปดาห์นี้ ความน่าสนใจคือผู้เฒ่าทั้งสองเคยเกิดความผิดพลาดทางเอกสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่บันทึกว่าเกิดในดินแดนพม่า ขณะที่ทั้งสองยืนยันว่าเป็นชาวลีซอ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมและเกิดในประเทศไทย โดยตามหลักฐานบัญชีสำรวจบุคคลในบ้าน (ทร.ชข) ของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดเชียงราย กรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งดำเนินการสำรวจเมื่อพ.ศ.2528-2530 ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลตามทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงพ.ศ.2534 ซึ่งระบุว่าเกิดที่ประเทศพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียรพร กล่าวว่า ผู้เฒ่าทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขรายการสถานที่เกิดและขอลงรายการสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอแม่จัน ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ซึ่งทางอำเภอแม่จันมีความกังวลว่าหนังสือกรมการปกครองลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 และ 1 กรกฎาคม 2545 ที่กำหนดแนวทางแก้ไขรายการในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง ซึ่งระบุว่า &amp;ldquo;มิให้แก้ไขสถานที่เกิดจากเกิดนอกประเทศเป็น &amp;ldquo;เกิดในประเทศ&amp;rdquo; เพราะจะทำให้เกิดสิทธิ์ในการขอมีสัญชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลอาญาอ้างถึงหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าว ทางอำเภอแม่จันจึงหารือมายังจังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงรายพิจารณาแล้วมีความเห็นให้อำเภอแม่จันดำเนินการออกหนังสือรับรองการเกิด (ทร20|1) ให้แก่ผู้เฒ่าทั้งสองรายเพื่อเป็นหลักฐานในการแก้ไขรายการสถานที่เกิดในทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง แล้วรับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543 (หรือ ระเบียบ43) จึงขอหารือกรมการปกครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการมูลนิธิ พชภ. กล่าวว่าต่อมาอธิบดีกรมการปกครองได้มีหนังสือลงวันที่ 3 กันยายน 2563 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียราย มีใจความสำคัญส่วนหนึ่งระบุว่า 1. ลีซอ หรือลีซู เป็นชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม ตามระเบียบ 43 ซึ่งกำหนดว่าชาวไทยภูเขาที่จะได้รับการลงรายการสัญชาติไทยโดยการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน จะต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ กำหนดเรื่องการวินิจฉัยสัญชาติของบุคคลกลุ่มนี้โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรระหว่าง 10 เมษายน 2556 ถึง 13 ธันวาคม 2515 เป็นบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นชาวไทยภูเขากลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม 9 เผ่าสามารถขอลงรายการสัญชาติไทยโดยไม่จำเป็นต้องมีทะเบียนประวัติ เพียงแต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นผู้ที่เกิดในราชอาณาจักในช่วงวันที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติ ตามระเบียบ 43 ให้สันนิษฐานจากเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ออกโดยส่วนราชการ หรือพยานแวดล้อม สามารถอ้างเอกสารการจดทะเบียนราษฎรชาวเขา (ท.ร.ช.ข.) หรือเอกสารสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขา ระหว่าง พศ.2528-2531 (ทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน) ซึ่งกรมประชาสงเคราะห์และหน่วยงานในสังกัดให้การรับรองเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติได้&amp;nbsp;3.สำหรับผู้สูงอายุซึ่งอาจมีปัญหาพยานบุคคลที่รู้เห็นการเกิด ไม่สามารถติดตามตัวพยานมาให้การรับรองต่อนายทะเบียนได้ ให้ใช้กระบวนการประชาคมหมู่บ้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ข้อกังวลของอำเภอแม่จันเกี่ยวกับการแก้ไขรายการสถานที่เกิดในเอกสารทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง และการใช้พยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารนั้น ทะเบียนประวัติบุคคลบนพื้นที่สูง รวมถึงทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อยต่างๆ เป็นเอกสารการทะเบียนราษฎร หากรายการใดที่นายทะเบียนจดบันทึกเอกสารเป็นรายการที่ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยเจตนาทุจริตย่อมสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยปฏิบัติตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับการกำหนดแนวทางปฏิบัติโดยไม่ให้แก้ไขรายการสถาที่เกิดจาก &amp;ldquo;นอกประเทศ&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;ในประเทศ&amp;rdquo; โดยระบุเหตุผลว่าจะทำให้เกิดสิทธิในการขอมีสัญชาติไทยนั้น มีลักษณะเป็นการละเมิดและรอนสิทธิของคนที่เกิดในราชอณาจักร แต่มีรายการทะเบียนราษฎรที่ไม่ถูกต้องทำให้ไม่สามารถขอสัญชาติไทยได้จึงไม่มีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รศ.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า กรณีพ่อเฒ่าอาเหล จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่สำนักทะเบียนต่างๆทั่วประเทศ เพราะเป็นความชัดเจนของกรมการปกครอง ที่มีมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ออกออกระเบียบ 43 ว่ามีชาวเขาดั้งเดิมในประเทศไทย มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่มีความสับสนในบางอำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่ามีชาวเขาดั้งเดิมถูกบันทึกผิดว่าเกิดเมียนมา บางรายถูกบันทึกผิดชาติพันธุ์ จากชาวลีซู บันทึกว่าเป็นจีนฮ่อ พบว่ามีการบันทึกผิดทั้ง ท.ร.ช.ข. เกิดจากความที่ เป็นการให้ข้อมูลผิด สมัยนั้นยังไม่มีความรู้ชาติพันธุ์มากนัก ชาวบ้านอยู่บนดอยก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร การเรียกชื่อชาติพันธุ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถามว่าเกิดที่ไหนก็ไม่รู้อีก ช่วง พศ.2528-2529 จึงเกิดการบันทึกผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.กล่าวว่า กรณีทะเบียนประวัติของกรมการปกครอง พบว่าผู้ที่มาสำรวจไม่มีความรู้เรื่องชาติพันธุ์มากนัก เช่น ชาวบ้านพูดว่า พะหม่าม้า ก็บันทึกว่าเป็นพม่าหรือ เมียนมา ทั้งๆที่ภาษาอาข่าแปลว่า ใช่ ความผิดพลาดถูกซ้ำเติมเพราะมีหนังสือสั่งการปี 2545 ระบุว่าไม่ให้แก้ไขจากเกิดพม่าเป็นไทย ซึ่งตามหลักนั้น หนังสือสั่งการเก่าจะแก้หนังสือสั่งการใหม่ไม่ได้ จึงมีความสับสนตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหนังสือล่าสุดของอธิบดีกรมการปกครองนี้ มีความชัดเจนในระดับกรมการปกครอง ช่วยปลดล็อคให้ผู้เฒ่าไร้สัญชาติและผู้ประสบปัญหาอีกจำนวนมาก จะทำให้ความผิดพลาดได้รับการแก้ไขดีขึ้น ที่เห็นความสำคัญมากคือ คนที่ตกค้างจนถึงปัจจุบัน ก็คงไม่ได้มีแค่กรณีนายอาเหล น่าจะมีเยอะ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้ กรมการปกครองควรมีหนังสือสั่งการ กำหนดวิธีการให้อำเภอไปทำการสำรวจบ้านชาวเขา โดยขอความช่วยเหลือจากกรมประชาสงเคราะห์ ศูนย์ชาวเขา อย่างที่บ้านเฮโก ก็พบว่านายเอาเหลมีพี่ชายนอนป่วยติดเตียง เชื่อว่ามีอีกจำนวนมากที่เป็นผู้เฒ่า พิการ ลูกหลานไม่สามารถพาไปไหนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่กรอกข้อมูลผิดพลาดเท่าที่พบมีจำนวนมากหรือไม่ รศ.พันธุ์ทิพย์กล่าวว่า น่าจะเยอะ เพราะทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็จะได้ยินทำบอกเล่าแบบนี้เสมอ เช่น ถูกบันทึกสถานที่เกิดผิด ถูกบันทึกผิดกลุ่มชาติพันธุ์ บางส่วนบอกว่าเขาเป็นจีนฮ่อ ทำให้ไม่ได้คุณจากระเบียบ 2543 ส่งผลถึงลูกหลาน ดังนั้นควรมีปฏิบัติการเชิงรุก จากหน่วนงานชาวเขา มีควรการสนับสนุนจากแหล่งทุน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) หรือ สกสว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตามมติคณะรัฐมนตรี 11&amp;nbsp;พฤษภาคม 2542 เราได้ไปสำรวจพื้นที่ 20 จังหวัด เห็นว่ามีประเด็นความผิดพลาดของเอกสารประมาณนี้ เมื่อได้ทำงานวิจัยก็เห็นปัญหาที่สามารถเกิดข้อสันนิษฐานเป็นคุณ&amp;nbsp;ทุกวันนี้ชาวเขาไม่ได้อยู่เพียงพื้นที่สูง ชาวเขาเป็นเกษตรกรมีฝีมือ ไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ต้องปฏิบัติการควานหา บางคนอาจพลัดหลงไปอยู่ในทะเบียนอื่นๆ เช่นแรงงานต่างด้าว หากขยายผลต้องทำทั้งภาคราชการ วิชาการ และภาคประชาสังคมช่วยสนับสนุน&amp;rdquo;รศ.พันธุ์ทิพย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวอรอุมา เยอส่อ เจ้าหน้าที่ปฎิบัติงานมูลนิธิ พชภ.ซึ่งมีเชื้อสายอาข่า กล่าวว่า การลงบันทึกหรือลงข้อมูลผิดพลาดเป็นเรื่องที่พบเห็นบ่อยครั้งและได้ยินชาวบ้านเล่าให้ฟังเสมอเมื่อลงพื้นที่คือ สมัยก่อนเมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปเก็บข้อมูลในหมู่บ้านก็ไม่มีล่าม เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการถามว่า &amp;ldquo;คุณเกิดประเทศไทยใช่มั้ย&amp;rdquo; ชาวบ้านอาข่าตอบว่า &amp;ldquo;พะหม่าม้า&amp;rdquo;ซึ่งแปลว่าใช่ แต่เจ้าหน้าที่คิดว่าชาวบ้านตอบว่าเกิดในประเทศพม่าจึงลงบันทึกผิดว่าเกิดในพม่าและไม่มีการตรวจสอบซ้ำ ทำให้ชาวบ้านเหล่านี้ยังไม่ได้รับสัญชาติไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวอรอุมากล่าวว่า การลงบันทึกผิดยังมีอีกหลายกรณี เช่น ผู้เฒ่าที่อยู่มานานแต่ยังพูดไทยไม่ได้ เมื่อมีคนอพยพเข้ามาได้ไม่นานก็ไปยื่นของลงทะเบียนพร้อมเขา ทำให้กลายเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาด้วย จึงทำให้ไม่ได้บัตรประชาชนสักที บางคนอยู่มานาน 30-40 ปี ไม่มีลูกหลานและไม่มีใครดำเนินการขอบัตรประชาชนให้ จึงไม่ได้รับเงินสงเคราะห์จากรัฐหรือความช่วยเหลือด้านสุขภาพต้องอยู่ลำพังในบ้านหลังเล็กๆ โดยเก็บผักต่างๆกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ในวันที่ 23-24 กันยายน คณะของกรมการปกครองนำโดยนายธนาคม จงจิระ อธิบดีกรมการปกครอง จะติดตามคณะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจราชการในจังหวัดเชียงราย โดยในช่วงเช้าวันที่ 24 คณะของอธิบดีกรมการปกครองจะเดินทางมาตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพนักฝ่ายปกครองอำเภอแม่จันพร้อมทั้งติดตามผลการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ นอกจากนี้จะมีการแจกบัตรประชาชนให้กับนายอาเหล นางอาหวู่มิและชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78149</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการปกครอง, คนไร้สัญชาติ, จังหวัดเชียงราย, ผู้เฒ่าไร้สัญชาติ, มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f6879d601fc5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำงานเชิงรุก  แก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;คำว่า &amp;rdquo;คนไร้สัญชาติ&amp;rdquo; ที่เราใช้กัน จริงๆ แล้วคำนี้อาจจะไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆ แล้วเขาอาจจะมีสิทธิในสัญชาติ เพียงแต่ว่าเขายังไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ ยังไม่มีเอกสารรับรองสถานะของคนถือสัญชาติของรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2561 พบว่าในประเทศไทยมีประชากรที่ไม่มีสัญชาติไทยประมาณ 1.8 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคนไร้สัญชาติในไทยมีอยู่ในหลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มอยู่ในบริเวณพื้นที่มานานแล้ว เรียกได้ว่าเป็นคนติดพื้นฐาน แต่อาจจะไม่ได้รับการสำรวจ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีข้อจำกัดเรื่องการสื่อสารภาษาไทย ไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นเอกสารว่าได้เกิดหรืออยู่ในประเทศไทยมายาวนาน ทำให้กลุ่มนี้กลายเป็น &amp;ldquo;คนตกหล่น&amp;rdquo; บางกลุ่มเป็นคนที่อพยพเข้ามาเป็นระลอก หรือพ่อแม่เข้ามาแล้วมีลูกในเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจากการที่กระทรวงยุติธรรมได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมเพื่องานทะเบียนราษฎร์ พบว่าคนไร้สัญชาติมีทั้งที่เป็นกลุ่มคนไทยแท้ๆ แต่พ่อแม่ไม่ได้ไปแจ้งเกิดทำให้ไม่มีเอกสารรับรองการเกิด ไม่มีสูติบัตร หรือเป็นเด็กกำพร้า อีกทั้งพบว่าอาจเป็นกลุ่มที่อพยพไปทำงาน แล้วขาดการติดต่อกับญาติพี่น้อง ไม่มีเอกสารรับรองตน กลายเป็นคนไร้รากเหง้า กลุ่มชาวเขาที่อยู่บนดอยที่ยังไม่มีการสำรวจ หรืออาจจะอพยพเข้ามาภายหลัง กลุ่มชาวมอแกนที่บางกลุ่มอยู่อาศัยในไทยมานานแล้ว แต่อยู่บนเกาะห่างไกล ไม่มีภาษาเขียน พูดภาษาไทยไม่คล่อง ไม่มีเอกสารแสดงตัวตน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งสาเหตุสำคัญทำให้พวกเขาไม่มีสัญชาติ คือ เรื่องการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูง ยิ่งทำให้คนที่อยู่ห่างไกลอยากเสียค่าใช้จ่ายที่แพงขนาดนั้น โดยนับตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วทางกระทรวงยุติธรรมได้เดินสายตรวจพิสูจน์พันธุกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี มีคนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้ทราบว่ามีไม่น้อยเลยที่ยังไม่ได้รับรองสัญชาติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนไร้สัญชาติเกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างน้อย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร และพ.ร.บ.คนเข้าเมือง ซึ่งกฎหมายก็มีพัฒนาการไปตามสถานการณ์ การทำงานร่วมกันของภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคสื่อมวลชน ทำให้มีความก้าวหน้าเชิงนโยบายการปกป้องสิทธิมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดิมคนที่ไม่มีสัญชาติอาจจะไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานหลายอย่าง ปัจจุบันมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้สิทธิบางส่วน เช่น ในด้านการศึกษา มีมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2548 รัฐมีนโยบายว่าเด็กสามารถเข้าเรียนโดยไม่ต้องมีเอกสารหลักฐาน และมีการอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัว ให้ในระดับประถมศึกษาเท่ากับเด็กสัญชาติไทย ในด้านสาธารณสุขมีมติคณะรัฐมนตรีในปี 2553 และ 2558 ให้กระทรวงสาธารณสุขรับผิดชอบการรักษาพยาบาลสำหรับคนที่มีปัญหาสถานะ แต่จำกัดเฉพาะผู้มีเลขประจำตัว 13 หลักแล้วเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่คนไร้สัญชาติก็ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งด้านสิทธิการศึกษาที่ในทางปฏิบัติ บางโรงเรียนก็ไม่มั่นใจไม่อยากรับเด็กกลุ่มนี้ ด้านการเดินทางออกนอกพื้นที่อำเภอ จังหวัด เพื่อการทำงานหรือเพื่อเรียนต่อ ถ้าไม่มีบัตรประชาชนก็จะถูกจำกัด ทำให้เสียโอกาสหลายด้าน ด้านการทำงาน มีนายจ้างน้อยคนที่จะจ้างคนที่ไม่มีบัตรประชาชน หรือไม่ก็เป็นจ้างการทำงานที่ต่ำต้อย งานสกปรกหรืออันตราย ทำให้โอกาสในชีวิตของพวกเขาน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาจากหลายฝ่าย แต่การได้มาซึ่งสัญชาติไทยก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย คนไร้สัญชาติบางกลุ่มก็ไม่ได้เรียกร้องสิทธิ กลุ่มที่เรียกร้องสิทธิก็อาจจะไม่มีหลักฐานหรือเอกสารที่มายืนยันตนเอง กระบวนการในการตรวจสอบต้องมีการให้ปากคำ ต้องใช้หลักฐานเอกสารต่างๆ&amp;nbsp; ใช้พยานบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ ส่วนสำคัญคือเจ้าหน้าที่รัฐที่มีไม่เพียงพอ และคนยื่นขอสัญชาติที่อยู่ในกระบวนการมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นงานที่ต้องลงรายละเอียดเป็นกรณีๆ ไป ทำให้ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ ความซับซ้อนของกฎระเบียบ ข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งบางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทราบรายละเอียดปลีกย่อยที่มากมายเหล่านี้ เมื่อไม่มั่นใจก็ไม่ทำดีกว่า เพราะถ้าทำผิดจะกลายเป็นการสมรู้ร่วมคิดทำผิดกฎหมาย นอกจากนี้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐก็มักจะมีการปรับเปลี่ยนโยกย้าย ทำให้เรื่องเดินไปได้ช้าหรือหยุดชะงักลง รวมทั้งยังพบปัญหาเจ้าหน้าที่และผู้มีตำแหน่งที่รับรองได้ออกมาเรียกรับค่าตอบแทนที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในต่างประเทศก็มีแนวคิดนโยบายเกี่ยวกับสัญชาติแตกต่างกันไป แนวคิดแนวนโยบายนี้ก็ไม่ได้แช่แข็งตายตัว มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทที่แวดล้อม ในบางช่วง เช่น ในสมัยการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็มีนโยบายเรื่องความมั่นคงของชาติที่เข้มข้น ต้องกลั่นกรองคนที่จะได้สัญชาติมากหน่อย เพราะถ้าเราเปิดกว้างให้ใครๆ&amp;nbsp; เข้ามาได้ ก็อาจจะกระทบความมั่นคงของชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จริงๆ แล้วสิทธิมาพร้อมกับหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติในฐานะพลเมืองของรัฐ ในยุคนี้เราพูดถึงความมั่นคงของมนุษย์ แต่ส่วนหนึ่งของปัญหาคือยังมีคนที่ข้ามไปมาบริเวณชายแดนซึ่งอ่อนไหวต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ค้ามนุษย์ ยาเสพติด ลักลอบขนของหนีภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐไทยให้ความใส่ใจและอาจส่งผลกระทบต่อนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวคิดและแนวนโยบายของบางประเทศก็เปิดกว้างในเรื่องสัญชาติ เช่น บางประเทศให้คนสามารถถือสองสัญชาติหรือหลายๆ สัญชาติได้ หรืออาจจะมีการจำกัดว่าถือสัญชาติอื่นได้เฉพาะบางสัญชาติหรือประเทศเท่านั้น บางประเทศก็จำกัดว่าต้องถือสัญชาติเดียว สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เติบโตขึ้นมาจากการอพยพเข้าของผู้คนจากหลายพื้นที่ ก็ยังรักษาหลักการนี้โดยการเปิดกว้างให้มีการยื่นสมัครเข้ามารับกรีนการ์ด โดยใช้วิธีจับสลาก และเมื่อได้กรีนการ์ดแล้วก็สามารถยื่นขอแปลงสัญชาติได้ในขั้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ ได้มีการส่งเสริมความพยายามที่จะทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อไปเก็บข้อมูลร่วมกัน หรือทำให้กระบวนการกระชับขึ้น การจัดทำ one stop service หรือโมบายยูนิต เป็นการทำงานเชิงรุกเข้าไปในพื้นที่ที่พบปัญหาหนักๆ รวมทั้งการมีหน่วยปฏิบัติการเสริมที่เชี่ยวชาญด้านรายละเอียดปลีกย่อยในกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลตอบข้อสงสัยต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้น ควรจะมุ่งแก้ปัญหาและแยกข้อเท็จจริงสำหรับกลุ่มที่พอจะจัดการได้ เช่น กลุ่มเด็กไร้สัญชาติในโรงเรียน กลุ่มที่เราเรียกว่า &amp;ldquo;ชนกลุ่มน้อย&amp;rdquo; 19 กลุ่มที่อยู่ในเมืองไทยมานาน ควรวางยุทธศาสตร์ในการค่อยๆ ทำงานแต่ละกลุ่ม และรับฟังปัญหาอุปสรรคจากภาคชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการ แล้วช่วยกันหาทางคลี่คลาย ซึ่งต้องใช้เวลาและมีคนที่พร้อมทำงานร่วมกับคนอื่นๆ หาแนวทางในการแก้ปัญหามากกว่าเอากฎหมายเป็นตัวนำ ซึ่งบางครั้งทำให้ติดขัดเป็นทางตัน ทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจระหว่างรัฐและชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันมีตัวอย่างดีๆ ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน และช่วยกันแก้ปัญหา นอกจากนั้นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสื่อสารกันง่ายขึ้น มีระบบตรวจสอบออนไลน์ที่ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งพิงเรื่องเอกสารอย่างเดียว แม้แต่กระบวนการประชาคมอาเซียนที่เรากับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อได้เชื่อมโยงข้อมูลกันก็สามารถไปตรวจสอบข้อมูลต้นทางได้ง่ายขึ้นและมีความเชื่อถือได้สูงขึ้น น่าจะทำให้เราแก้ปัญหานี้ได้ดียิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36063</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, คนไร้สัญชาติ, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdd6d5b41322.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
