<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 12:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร็วขึ้น15เท่า! ใช้&#039;ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์&#039;คาดการณ์ฝุ่นพิษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;auto&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ก.ย.&amp;nbsp;&amp;nbsp;กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)&amp;nbsp;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)&amp;nbsp;นำโดย&amp;nbsp;ดร.ณรงค์&amp;nbsp;ศิริเลิศวรกุล&amp;nbsp;ผอ. สวทช.&amp;nbsp;ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ&amp;nbsp;(เนคเทค)&amp;nbsp;ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง&amp;nbsp;(ThaiSC)&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;ดร.มนัสชัย คุณาเศรษฐ หัวหน้าทีมวิจัยโครงสร้างพื้นฐานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง&amp;nbsp;พร้อมด้วยนายอรรถพล เจริญชันษา&amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พร้อมด้วยผู้บริหาร คพ.&amp;nbsp;ร่วมแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการคาดการณ์คุณภาพอากาศ และระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง&amp;nbsp;ระหว่าง&amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษ กับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ผ่านระบบออนไลน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ​นายอรรถพล เจริญชันษา&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;กรมควบคุมมลพิษได้พัฒนาระบบการคาดการณ์คุณภาพอากาศสำหรับใช้ประเมินสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM2.5&amp;nbsp;ในพื้นที่ภาคเหนือ และพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล โดยรับการสนับสนุนการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ทำให้การคาดการณ์สถานการณ์ปัญหา&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;ของประเทศ&amp;nbsp;มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจ และวางแผนบริหารจัดการเพื่อตอบโต้สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยรัฐบาลและทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าว&amp;nbsp;เพื่อการดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง และแผนเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ข้อ&amp;nbsp;ทำให้สถานการณ์ฝุ่นละออง&amp;nbsp;PM2.5&amp;nbsp;มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็นลำดับ&amp;nbsp;ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ณรงค์&amp;nbsp;ศิริเลิศวรกุล ผอ. สวทช.&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถในการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์บนระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง ซึ่ง สวทช. มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและโครงสร้างพื้นฐานอยู่ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง หรือ&amp;nbsp;ThaiSC&amp;nbsp;ซึ่งเป็นหน่วยงานของ สวทช.&amp;nbsp;ที่มีภารกิจหลักตามพันธกิจด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ&amp;nbsp;เป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยทำให้คณะทำงานด้านการประมวลผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กของ คพ.สามารถประมวลผลระบบคาดการณ์สถานการณ์มลพิษอากาศในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้เร็วขึ้นถึง&amp;nbsp;15 เท่า&amp;nbsp;จากเดิมใช้เวลาคำนวณ&amp;nbsp;11.5&amp;nbsp;ชั่วโมง ลดลงเหลือเพียง&amp;nbsp;45&amp;nbsp;นาที ทำให้กรมควบคุมมลพิษคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก&amp;nbsp;PM 2.5&amp;nbsp;ได้ล่วงหน้าถึง 3 วัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับขั้นตอนการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เริ่มจากการนำข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็กและข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา มาใช้ในการเตรียมข้อมูลบน&amp;nbsp;Computer Workstation&amp;nbsp;ที่กรมควบคุมมลพิษ จากนั้นจึงถ่ายโอนข้อมูลดังกล่าวไปยังระบบ&amp;nbsp;High-Performance Computing&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;HPC&amp;nbsp;ของศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง สวทช. เพื่อประมวลผลโดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์เฉพาะทางด้านมลพิษอากาศ ด้วยประสิทธิภาพระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงของ สวทช. ทำได้สามารถประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ข้อมูลผลการคำนวณที่ได้จะถูกถ่ายโอนกลับมายัง&amp;nbsp;Computer Workstation&amp;nbsp;ที่กรมควบคุมมลพิษ เพื่อวิเคราะห์และจัดรูปแบบการแสดงข้อมูลเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์&amp;nbsp;Air4Thai.com&amp;nbsp;และสื่อออนไลน์ของทาง คพ.&amp;nbsp;และแอปพลิเคชัน&amp;nbsp;&amp;lsquo;รู้ทัน&amp;rsquo;&amp;nbsp;ของเนคเทค สวทช.&amp;nbsp;เพื่อรายงานและแจ้งเตือนสถานการณ์มลพิษทางอากาศให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ภายใต้ความร่วมมือในระยะเวลา 3 ปีแรกนับจากนี้ สวทช.มุ่งหวังว่าจะสามารถการสนับสนุนการใช้งานและการให้คำแนะนำปรึกษาเชิงเทคนิค สำหรับการประมวลผลบนระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อสนับสนุนให้ทาง คพ.สามารถพัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ&amp;nbsp;PM2.5 ได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ&amp;nbsp;รวมถึงสามารถคาดการณ์สถานการณ์มลพิษอากาศอื่นๆ&amp;nbsp;ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารและจัดการคุณภาพอากาศของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป &amp;quot;&amp;nbsp;ผอ. สวทช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่ได้เริ่มเปิดให้บริการ&amp;nbsp;ThaiSC&amp;nbsp;ได้สนับสนุนงานวิจัยที่มีความสำคัญเร่งด่วน และสร้างผลกระทบในระดับประเทศ อาทิ โครงการการคัดสรรสารออกฤทธิ์ต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ด้วยเทคนิคทางเคมีคำนวณขั้นสูง,&amp;nbsp;โครงการถอดรหัสจีโนมสายพันธุ์&amp;nbsp;SAR-CoV-2 ที่ระบาดในประเทศไทย รวมไปถึงโครงการระบบคาดการณ์สถานการณ์มลพิษทางอากาศ&amp;nbsp;ซึ่งเป็นที่มาความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ กรมควบคุมมลพิษ&amp;nbsp;โดย สวทช. จะสนับสนุนการใช้งานบนระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงของ&amp;nbsp;ThaiSC&amp;nbsp;รวมถึงให้คำแนะนำในการบริหารจัดการและการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงของ คพ.&amp;nbsp;&amp;nbsp;และให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคสำหรับการประมวลผลระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบคาดการณ์คุณภาพอากาศร่วมกันเพื่อนำไปสู่การบริหารและจัดการคุณภาพอากาศของประเทศไทยอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116262</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM2.5, คพ., สวทช., เนคเทค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613af155ee782.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส.วอนไม่ทิ้งหน้ากากอนามัยใส่ขวดพลาสติก ทำคนเก็บขยะเสี่ยงติดเชื้อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 22 ก.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มีการแพร่ระบาดในประเทศไทย ขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการใช้หน้ากากอนามัยกันอย่างแพร่หลาย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย คพ. ได้จัดทำข้อแนะนำให้ประชาชนทั่วไปได้ปฏิบัติตาม ดังนี้ 1. ถอดหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วโดยไม่สัมผัสกับด้านในของหน้ากาก 2. ม้วนให้ส่วนที่สัมผัสกับปากอยู่ด้านใน พันสายรัดให้แน่น 3. ใส่ถุงพลาสติกมัดให้แน่น ระบุข้อความว่าเป็น &amp;ldquo;ขยะติดเชื้อ&amp;rdquo; ให้ชัดเจน และ 4. นำไปทิ้งแยกจากขยะทั่วไป เพื่อรอการเก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ต้องขอขอบคุณประชาชนส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งมีบางครัวเรือนที่แยกทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วใส่ลงในขวดพลาสติกเนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่รับผิดชอบงานเก็บขนขยะ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อน ทส. ต้องรบกวนขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในขวดน้ำดื่มพลาสติกดังกล่าว ด้วยเหตุผล ดังนี้ 1.การใส่ขยะติดเชื้อในขวดพลาสติกจะทำให้ไม่สามารถกำจัดได้โดยง่าย นอกจากการนำไปเผา ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะมากกว่าเดิม เพราะต้องเผาขวดพลาสติกไปด้วย 2. หากไม่นำไปเผา พนักงานเก็บขยะจะต้องเปิดขวด เพื่อดึงหน้ากากออกมาจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเพิ่มภาระให้กับพนักงานเก็บขนขยะ 3. ขวดพลาสติก PET ยังมีมูลค่าและราคาค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับขยะพลาสติกประเภทอื่นๆ หากมีการนำเอาหน้ากากอนามัยออกเพื่อนำขวดไปขาย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อโรคและการระบาดอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น และ 4. ร้านรับซื้อของเก่าหรือโรงงานรีไซเคิลจะไม่รับซื้อขวดพลาสติก ที่มีของแข็งหรือของเหลวใดๆ เพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ดังนั้น ขวดพลาสติกที่มีหน้ากากอนามัยจะถูกคัดทิ้ง กลับไปเป็นขยะพลาสติกอีกครั้ง จึงเป็นการก่อให้เกิดมลภาวะอย่างไม่รู้จบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ประเทศไทยผลิตขวดพลาสติกเพื่อบรรจุน้ำดื่มประมาณ 4,400 ล้านขวดต่อปี หากขวดพลาสติกเหล่านี้ไม่มีการปนเปื้อนก็จะถูกนำกลับไปรีไซเคิลได้ 100 % ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการนำพลาสติกภายในประเทศกลับไปใช้ประโยชน์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563 &amp;ndash; 2565) และ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2573 เมื่อรู้แบบนี้แล้ว จึงขอความร่วมมือช่วยกันแชร์ ช่วยกันบอกต่อ ส่งต่อคำแนะนำและองค์ความรู้ดังกล่าวให้ทั่วถึง อย่างน้อยให้คนในครอบครัวได้ช่วยกันจัดการขยะหน้ากากอนามัยได้อย่างถูกวิธี ไม่เพิ่มความเสี่ยงอันตรายให้กับพนักงานเก็บขนขยะและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม&amp;quot;&amp;nbsp; นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110729</URL_LINK>
                <HASHTAG>คพ., ทส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f9289632900.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109074</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มลพิษรง.กิ่งแก้วดีขึ้นตามลำดับ เหลือตรวจสารเคมีตกค้าง แนะเลี่ยงใช้น้ำฝน-น้ำคลอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 8 ก.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมาย คพ. ในการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมกรณีเพลิงไหม้โรงงาน บริษัท หมิงตี้เคมิคอล จำกัด และได้ประสานข้อมูลรายวันให้กับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ประกอบการบัญชาการณ์เหตุการณ์ต่อเนื่องมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;วันนี้ คพ.ได้ประสานสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 5 (นครปฐม) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 6 (นนทบุรี) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ คพ. ในการประชุมหารือเพื่อสรุปความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมหลังเพลิงไหม้โรงงานดังกล่าว จากผลการตรวจสอบพบว่า สถานการณ์มลพิษในพื้นที่ดีขึ้นตามลำดับ เหลือเพียงการตรวจสอบสารเคมีและกากของเสียอันตรายที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่โรงงาน เพื่อหาแนวทางการจัดการ บำบัดและขนย้ายออกไปกำจัดให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นายอรรถพล กล่าวว่า สถานการณ์คุณภาพอากาศในวันนี้&amp;nbsp;ในรัศมี 1-2 กิโลเมตรดีขึ้น อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เหลือเพียงพื้นที่ในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบพื้นที่โรงงานที่ต้องมีการตรวจสอบและเฝ้าระวังอยู่ต่อไป โดยที่ประชุมได้กำหนดแผนและแบ่งสายงานการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องจากวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 อาทิ การตรวจสอบน้ำที่ปนเปื้อนจากการดับเพลิงในพื้นที่โรงงาน การตรวจสอบคุณภาพอากาศบริเวณที่เกิดเหตุและชุมชนโดยรอบในรัศมี 0.5, 1 และ 2 กิโลเมตร และเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินในชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้ ข้อมูลผลการวิเคราะห์ทั้งหมดจะนำมาประมวลผลเพื่อประเมินความเสี่ยงและความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพิจารณาหาแนวทางจัดการเพื่อลดปัญหามลพิษและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานในครั้งนี้มีหน่วยงานต่างๆที่เข้าร่วม อาทิ จังหวัดสมุทรปราการ กองบัญชาการกองทัพไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และบริษัทในกลุ่ม พีทีที &amp;nbsp;โกลบอล เคมิคอล จำกัด &amp;nbsp;(มหาชน) บริษัท NPC จำกัด บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; เจ้าหน้าที่ NPC ยังคงเฝ้าระวังเกี่ยวกับการเติมสาร DEHA ที่จะไปช่วยยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาโพลิเมอร์ไรเซชั่น และสาร F500 ที่จะช่วยป้องกันการลุกติดไฟของสารสไตรีนที่รั่วไหล พร้อมทั้งตรวจสอบอุณหภูมิของถังตลอดเวลา และทีม คพ.และเจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์ทหารบกร่วมกันประเมินปริมาณความเข้มข้นของสารสไตรีนและฟอร์มัลดีไฮด์ที่ตกค้าง ในส่วนของการสื่อสารกับประชาชน คพ.ได้จัดทำอินโฟกราฟิกให้ความรู้ในเรื่องการข้อควรปฏิบัติสำหรับประชาชนเมื่อกลับเข้าที่พักอาศัยหลังเกิดเพลิงไหม้ และคำแนะนำการใช้น้ำรอบพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งน้ำฝน น้ำคลอง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสและนำน้ำฝนมาใช้ในการอุปโภคบริโภคในช่วงนี้ ส่วนน้ำประปาสามารถใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ตามปกติ ทั้งนี้ ประชาชนที่มีการรองน้ำประปาใส่ภาชนะไว้ให้มีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อน &amp;quot;&amp;nbsp; นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109074</URL_LINK>
                <HASHTAG>คพ., มลพิษโรงงานกิ่งแก้ว, สารเคมีตกค้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6ceb71994e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยคุณภาพอากาศรอบโรงงานกิ่งแก้วรัศมี1-20กม.ไม่เกินค่ามาตรฐาน ปลอดภัยสุขภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 8 ก.ค. กรมควบคุมมลพิษได้ติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศในจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานครและบริเวณห่างจากจุดเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีเคิล จำกัด ในระยะตั้งแต่ 1 &amp;ndash; 20 กิโลเมตร เวลา 9.00 น . พบว่า คุณภาพอากาศโดยรวมกลับสู่สภาวะปกติ สารมลพิษทางอากาศทุกประเภทอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ประชาชนสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ยังคงเฝ้าระวังในรัศมี 1 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาเวลา 12.00 น.กรมควบคุมมลพิษได้ติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศในจังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานครและบริเวณห่างจากจุดเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีเคิล จำกัด ในระยะตั้งแต่ 1 &amp;ndash; 20 กิโลเมตร พบว่า คุณภาพอากาศโดยรวมกลับสู่สภาวะปกติ สารมลพิษทางอากาศทุกประเภทอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ประชาชนสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ยังคงเฝ้าระวังในรัศมี 1 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ณ เวลา 12.00 น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ระยะ 1 กิโลเมตรขึ้นไป - 5 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน เฉลี่ย 24 ชม. อยู่ในช่วง 4 - 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน เฉลี่ย 24 ชม. อยู่ในช่วง 21 มคก./ลบ.ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ก๊าซโอโซน เฉลี่ย 8 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ในช่วง 9 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เฉลี่ย 8 ชม. ตรวจวัดได้ในช่วง 0.13 - 0.16 ส่วนในล้านส่วน (ppm)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เฉลี่ย 1 ชม. ตรวจวัดได้ในช่วง 13 ppb&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เฉลี่ย 1 ชม. ตรวจวัดได้ในช่วง 0 - 2 ppb&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะ 5 &amp;ndash; 20 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน เฉลี่ย 24 ชม. อยู่ในช่วง 14 - 29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน เฉลี่ย 24 ชม. อยู่ในช่วง 21 - 45 มคก./ลบ.ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊าซโอโซน เฉลี่ย 8 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ในช่วง 9 - 19 &amp;nbsp;ส่วนในพันล้านส่วน (ppb)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ เฉลี่ย 8 ชม. ตรวจวัดได้ในช่วง 0.35 - 0.73 ส่วนในล้านส่วน (ppm)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เฉลี่ย 1 ชม. ตรวจวัดได้ในช่วง 4 - 10 ppb&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เฉลี่ย 1 ชม. ตรวจวัดได้ในช่วง 0 - 5 ppb&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109067</URL_LINK>
                <HASHTAG>คพ., มลพิษโรงงานกิ่งแก้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6c8846bd85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คพ.ตรวจสอบคุณภาพอากาศโรงงานหมิงตี้-ชุนชมในรัศมี1-2 กม.ไม่พบ&#039;สไตรีน&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 7 ก.ค. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ระเบิดและเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมและพลาสติก บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งโรงงานถูกเพลิงไหม้พังถล่มเสียหายทั้งหมด สร้างความเสียหายให้กับชุมชนและประชาชนโดยรอบ และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมาย คพ. ร่วมกับหน่วยงานใน ทส. ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ เพื่อยืนยันได้ว่าพี่น้องประชาชนจะมีความปลอดภัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการตรวจวัดวันที่ 7 ก.ค.&amp;nbsp; ณ เวลา 10.00 น. รายงานข้อมูลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในจังหวัดสมุทรปราการอยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยผลการตรวจวัด สรุปได้ดังนี้ ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชม. ตรวจวัดได้ &amp;nbsp;5 &amp;ndash; 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร(มคก./ลบ.ม.) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชม. ตรวจวัดได้ 17 &amp;ndash; 37 มคก./ลบ.ม. ก๊าซโอโซน (O3) เฉลี่ย 8 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 2 - 12 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) &amp;nbsp;ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เฉลี่ย 8 ชม. ตรวจวัดได้ 0.09 - 0.7 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เฉลี่ย 1 ชม. ตรวจวัดได้ 7 - 12 ppb และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เฉลี่ย 1 ชม. ตรวจวัดได้ 1 - 6 ppb ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแบบ Real time ของประเทศไทย ได้ที่เว็บไซต์ Air4Thai.com และแอปพลิเคชัน Air4Thai&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการตรวจสอบไอระเหยสารเคมีในบรรยากาศ วันที่ 7 กรกฎาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 09.00 &amp;ndash; 10.00 น. พบว่า บริเวณภายในโรงงานตรวจไม่พบทั้งสารสไตรีนและฟอร์มัลดีไฮด์ ,บริเวณภายนอกโรงงานบริเวณด้านหน้าโรงงานฯ ตรวจไม่พบสารสไตรีนและตรวจพบฟอร์มัลดีไฮด์ปริมาณ 0.007 ppm (ค่ามาตรฐาน 0.9 ppm) ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐาน และบริเวณชุมชนใกล้เคียงโรงงาน 3 จุด ในรัศมี 1-2 กิโลเมตร ตรวจไม่พบทั้งสารสไตรีน และฟอร์มัลดีไฮด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; คพ. ได้ประสานข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพบรรยากาศรายวันให้กับศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อการตัดสินใจยุติการอพยพออกจากพื้นที่ต่อไป และจะเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำและมลพิษจากสารเคมีที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการแจ้งเตือน หากพบว่ามีค่ามลพิษสูงเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ &amp;quot;&amp;nbsp; นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108955</URL_LINK>
                <HASHTAG>คพ., มลพิษโรงงานกิ่งแก้ว, สารสไตรีน โมโนเมอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e56f5c46da2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107109</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โซนควบคุมขยะหน้ากากพุ่ง พบปัญหาทิ้งไม่ถูกวิธี คพ.ส่งถุงขยะแดงให้พื้นที่เสี่ยง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 21 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รับมอบอุปกรณ์อนามัยส่วนบุคคลและถุงขยะสีแดงจากกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย พร้อมด้วย กลุ่มบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด และบริษัท ยูนิคอุตสาหกรรมพลาสติก จำกัด ประกอบด้วย ถุงขยะสีแดง จำนวน 109,343 ใบ และอุปกรณ์อนามัยส่วนบุคคล จำนวน 50 ชุด เพื่อใช้ในกิจกรรมการดำเนินงานของ คพ. และพื้นที่เสี่ยงโควิด-19 ในการคัดแยกขยะติดเชื้อ (หน้ากากอนามัย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล กล่าวว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ COVID-19 มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ 22 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ส่งผลให้ขยะจากหน้ากากอนามัยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการทิ้งหน้ากากอนามัยในครัวเรือนที่ยังไม่ถูกวิธี ทำให้การบริหารจัดการขยะติดเชื้อจากครัวเรือนเป็นไปอย่างยากลำบาก หากปราศจากอุปกรณ์ในการช่วยแยกขยะติดเชื้อ ซึ่งการใช้ถุงขยะสีแดงในการคัดแยกขยะมูลฝอยติดเชื้อในครัวเรือนจะช่วยอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานต่างๆ ในการคัดแยกขยะติดเชื้อ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ covid-19 นอกจากนี้ คพ. ยังได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการจัดการขยะพลาสติกกับหน่วยงานดังกล่าวอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ทั้งนี้ คพ. จะนำถุงขยะสีแดงสำหรับครัวเรือน ขนาด 18 X 20 นิ้ว และ 24 x 28 นิ้ว ไปใช้ในการคัดแยกขยะติดเชื้อ (หน้ากากอนามัย) ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กาญจนบุรี ตาก เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง สงขลา ยะลา และนราธิวาส เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการขยะติดเชื้อจากครัวเรือนภายในจังหวัด และดำเนินการรวบรวมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปกำจัดอย่างถูกหลักวิชาการต่อไป &amp;quot; อธิบดี คพ. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107109</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะติดเชื้อโควิด, ขยะหน้ากากอนามัย, คพ., ถุงขยะสีแดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210621/image_big_60d05eab86a12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คพ.วิจัยใช้ยานยนต์มลพิษต่ำ-ไร้PM2.5 แทนรถดีเซล  กลุ่มรถยนต์ใหม่ร้องขอนโยบายชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 11 มิ.ย. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า คพ. ได้เข้าร่วมการสัมมนาโครงการวิจัย &amp;ldquo;การศึกษาความเป็นไปได้ในการทดแทนรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบันด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และยานยนต์ที่ได้มาตรฐานค่าไอเสีย EURO 6 ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในบรรยากาศ &amp;rdquo;ซึ่งเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และ คพ. ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ร่วมสัมมนา จำนวน 171 คน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามเทคโนโลยียานยนต์ คือ กลุ่มรถยนต์ EURO 6 กลุ่มรถยนต์ NGV และกลุ่มรถยนต์ EV&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล กล่าวว่า ในการสัมมนาดังกล่าวผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นด้วยที่จะแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องการให้ภาครัฐกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ทั้งเรื่องทิศทางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและมาตรการส่งเสริม โดยมีข้อคิดเห็นของแต่ละกลุ่ม เช่น 1.กลุ่มรถยนต์ EURO 6 เห็นว่าควรบังคับใช้มาตรฐาน EURO 5 ทั้งของรถยนต์และน้ำมันต้องพร้อมกัน เนื่องจากปริมาณกำมะถันในน้ำมันดีเซลตามมาตรฐาน EURO 5 ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์และอุปกรณ์ลดมลพิษน้อยกว่าการใช้น้ำมันไบโอดีเซล และการติดตั้งตัวกรองเขม่าไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล(Diesel Particulate Filter หรือ DPF) ในรถยนต์เก่าอาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการเปลี่ยนเป็นรถยนต์ใหม่ที่เทคโนโลยีดีกว่า 2.&amp;nbsp;กลุ่มรถยนต์ NGV เห็นว่า นโยบายของภาครัฐยังไม่ชัดเจน ความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจทั้งในส่วนของรถยนต์และสถานีบริการมีต้นทุนที่สูงขึ้น และราคา NGV ไม่สะท้อนต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น และ 3.&amp;nbsp;กลุ่มรถยนต์ EV เห็นว่านโยบายส่งเสริมของภาครัฐไม่ครอบคลุมเรื่องการดัดแปลงรถยนต์เก่าไปเป็น EV ให้มีราคาที่ถูกลง ต้องการให้มีสถาบันการเงินเข้ามาสนับสนุนทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้รถยนต์ และการจัดการกับแบตเตอรี่ใช้แล้วยังไม่มีความชัดเจนและเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ผลจากการสัมมนา คพ. จะนำไปประมวลเพื่อประกอบการจัดทำนโยบายสาธารณะด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากภาคการขนส่งต่อไป ทั้งนี้ หากดำเนินการทดแทนรถยนต์เก่าที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลด้วยรถยนต์ EURO 6 เปลี่ยนมาใช้รถ EV รถ NGV และมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำ ส่งผลให้การปล่อยฝุ่น PM2.5 จากไอเสียรถยนต์ลดลงได้กว่า 15 กิโลตัน ภายในปี 2573 &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละมาตรการจะได้รับการพิจารณาจาก คพ. ภายใต้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ&amp;rdquo; นายอรรถพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106037</URL_LINK>
                <HASHTAG>EURO6, คพ., นายอรรถพล เจริญชันษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c30f3579067.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
