<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2021 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กกพ.&#039; ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนฯ 43 รายทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) &amp;nbsp;ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) จำนวนทั้งสิ้น 43 ราย คิดเป็นปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 149.50 เมกะวัตต์ (ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 3.1831 บาทต่อหน่วย) แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวลจำนวน 16 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 75.00 เมกะวัตต์ (ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 2.7972 บาทต่อหน่วย) และโรงไฟฟ้าชุมชนประเภทก๊าซชีวภาพรวม 27 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 74.50 เมกะวัตต์ (ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 3.5717 บาทต่อหน่วย) ตามกรอบเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดเป้าหมายจากเชื้อเพลิงชีวมวล 75 เมกะวัตต์ และเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ 75 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ สามารถแยกเป็นรายภาคได้ดังนี้
สำหรับรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อเสนอขายไฟฟ้าตามอัตราส่วนลด (%) FITF ในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) จำนวน 43 ราย มีดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมดจะต้องยอมรับเงื่อนไขการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ภายใน 7 วันและลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ภายใน 120 วัน หลังประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ โดยกําหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายใน 36 เดือนนับจากวันลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือภายในวันที่ 21 มกราคม 2568 อย่างไรก็ตามหากผู้เสนอราคารายใดมีข้อสงสัยและต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการพิจารณาด้านราคาสามารถติดต่อสำนักงาน กกพ. ได้ที่ 0-2207-3599 ต่อ 855 ในวันทำการ เวลา 09.30 &amp;ndash; 15.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำนักงาน กกพ. จะดำเนินการจัดสัมมนาผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อชี้แจงแนวทางในการพัฒนาโครงการตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การเตรียมเอกสารเพื่อประกอบการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การจัดเตรียมเอกสาร COP การจัดรับฟังความเห็นเพื่อทำความเข้าใจกับชุมชนในพื้นที่ การขอรับใบอนุญาต และ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างราบรื่น &amp;nbsp;อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนฯ ประสบความสำเร็จและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นอยู่กับความเข้าใจของชุมชน เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพัฒนาโครงการแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและเป็นต้นแบบของโรงไฟฟ้าชุมชนในระยะต่อไป&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117612</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมกฤช ตันตระวาณิชย์, สำนักงาน กกพ., โรงไฟฟ้าชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.สรุปแผนนำเข้าแอลเอ็นจีเสรี ระยะที่ 2 รวม 5.24 ล้านตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยถึงการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2 และโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับการส่งเสริมการแข่งขันว่า ปัจจุบันหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบแผนการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติระยะที่ 2 ซึ่งจะเปิดให้ผู้จัดหาและนำส่งก๊าซธรรมชาติ (ชิปเปอร์) รายใหม่นำเข้า จากปริมาณนำเข้ารวมทั้งหมด 5.24 ล้านตัน แบ่งเป็น ปี 2564 อยู่ที่ 0.48 ล้านตันต่อปี, ปี 2565 อยู่ที่ 1.74 ล้านตันต่อปี และปี 2566 อยู่ที่ 3.02 ล้านตันต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกกพ.ได้มีการหารือร่วมกับชิปเปอร์ที่ได้รับใบอนุญาตินำเข้าแล้วทุกราย ถึงความพร้อมในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ที่คาดว่าจะนำเข้ารอบแรกภายในเดือนส.ค. 64 นี้ แต่ได้ข้อสรุปว่าอาจจะไม่มีผู้นำเข้า เนื่องจาก กพช. ได้มีการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าที่ปริมาณนำเข้าที่ไม่กระทบต่อ การรับก๊าซไม่ครบตามสัญญาแต่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแล้วค่อยเรียกรับก๊าซเพิ่มให้ครบในปีถัดไป (Take or Pay)ให้ชิปเปอร์หลายรายไม่สามารถนำเข้าได้ทัน และราคาแอลเอ็นจี ตลาดจร(สปอต) ปัจจุบันก็อยู่ในระดับสูง หรือราว 13-15 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จึงทำให้ผู้ประกอบการหลายรายยังต้องอาศัย ปตท. ซึ่งเป็นผู้ค้ารายเดิมไปก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบัน กกพ.ได้ให้ใบอนุญาตให้กับชิปเปอร์รายใหม่แล้ว 7 ราย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท หินกองเพาเวอร์โฮลดิ้ง จำกัด, บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด, บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO, บริษัท PTT Global LNG Company Limited หรือ PTTGL และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;หรือ SCC อย่างไรก็ตามคาดว่าปี 65 จะมีผู้ประกอบการดังกล่าวออกจากระบบมากขึ้น เนื่องด้วยหลายรายได้มีการเจรจากับต่างประเทศไว้&amp;rdquo;นายคมกฤช กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช กล่าวว่าแม้ชิปเปอร์หลายรายจะปฎิเสธการข้านำเข้าแอลเอ็นจีในปีนี้ แต่ยังมีชิปเปอร์จำนวน 2 ราย ที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะนำเข้าหรือไม่ ซึ่ง กกพ. ก็กำลังรอดูความชัดเจนดังกล่าวอยู่ คาดว่าจะต้องได้ข้อสรุปภายในเดือนส.ค.นี้ เพื่อให้เกิดการนำเข้าแอลเอ็นจีในช่วงเดือนก.ย.นี้ เป็นต้นไป รวมถึง กกพ. ยังจะต้องนำมาพิจารณาร่วมกับการจัดสรรสัดส่วนการนำเข้าให้กับรายอื่น ๆ ต่อไปด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันปริมาณการใช้แอลเอ็นจีลดลง จากการคาดการณ์พบว่าในเดือน ส.ค. 64 จะมีความต้องการใช้อยู่ที่ 4,533 ล้านลูกบาศก์ฟุต(ลบ.ฟ.)ต่อวัน ขณะที่เดือนก.ย.-ธ.ค. อยู่ที่ 4,629 , 4,461 , 4,891 และ 4,510 ล้าน ลบ.ฟ. ต่อวันตามลำดับ โดยแบ่งเป็นสัญญาจากสปอตในเดือนส.ค. เหลือยอยู่ที่ 97 ล้านลบ.ฟ.ต่อวัน และในเดือนก.ย.-ธ.ค. อยู่ที่ 100 , 310 , 231 และ 206 ล้าน ลบ.ฟ.ต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาใหม่เนื่องจากเดิมประเทศไทยผู้ขายก๊าซรายเดียว(ปตท.)เป็นผู้ขายก๊าซหลายราย ต้องมีโครงสร้างราคาให้กับรายใหม่ รวมถึงประเทศไทยจะมีการนำเข้าแอลเอ็นจีในสัดส่วนที่มากขึ้น ดังนั้นโครงสร้างการคิดราคาต้องสะท้อนสัดส่วนการนำเข้าแอลเอ็นจีที่เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคา ผู้จัดหาก๊าซจะต้องจ่ายค่าใช้ Facilities ให้สะท้อนที่มาของก๊าซที่จัดหา เช่น จัดหาก๊าซในอ่าวไทยจะต้องจ่ายค่าผ่านท่อในทะเล และการจัดหาแอลเอ็นจี จะต้องจ่ายค่าใช้แอลเอ็นจี เทอมินอล ซึ่งผู้ใช้ก๊าซในอ่าวไทยจะเสียค่าท่อทะเลในอัตราเดียวกัน แต่จะเสียค่าผ่านท่อบนบกตามที่ตั้งของโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กกพ. จะนำเสนอ กพช. ในครั้งนี้เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์โครงสร้างราคานำเข้าแอลเอ็นจีโดยจะแบ่งเป็น 2 หลักเกณฑ์ คือ หลักเกณฑ์ราคานำเข้าแอลเอ็นจีสำหรับชิปเปอร์รายใหม่ และหลักเกณฑ์ราคานำเข้า แอลเอ็นจีของชิปเปอร์รายเดิมคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เพื่อให้การนำเข้าแอลเอ็นจีให้มีราคาที่เหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112917</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมกฤช ตันตระวาณิชย์, เปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 2, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fa3f7fd2e6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;กกพ.&#039;ตรึงเอฟทีตลอดปี 64 ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน &amp;ndash; ธันวาคม 2564 โดยให้เรียกเก็บที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังคงจ่ายค่าไฟฟ้าเท่าเดิมในอัตรา 3.61 บาทต่อหน่วย ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2564 ตามแนวทางการพิจารณาที่จะเกลี่ยค่าเอฟทีให้คงที่ตลอดปี 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวการณ์ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์การเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ยังคงรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;การตรึงค่าเอฟทีจึงเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ และไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ใช้ไฟฟ้าจากค่าเอฟทีที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ. พิจารณาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 66.3 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล และแนวโน้มการอ่อนตัวของค่าเงินบาทมาอยู่ในระดับ 31.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2564
ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าเอฟทีในช่วงปลายปี หากพิจารณาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะราคาพลังงานขาขึ้น ทำให้ค่าเอฟทีใน
ปี 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ดังนั้นการบริหารค่าเอฟทีในปี 2565 จะเป็นไปในทิศทางเพื่อสร้างให้ค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ มีความมั่นคง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ ในการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟทีในรอบเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 เท่ากับประมาณ 64,510 ล้านหน่วย ปรับตัวลดลงจากประมาณการงวดก่อนหน้า (เดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564) ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 67,885 ล้านหน่วย หรือลดลงร้อยละ 4.97 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 53.90 ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ (ลาวและมาเลเซีย) รวมร้อยละ 20.13 และค่าเชื้อเพลิงลิกไนต์ของ กฟผ. ร้อยละ 9.45 ถ่านหินนำเข้าโรงไฟฟ้าเอกชน ร้อยละ 7.43 และอื่นๆ อีก ร้อยละ 6.90&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในเดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564 โดยราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณในรอบเดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564 โดยที่เชื้อเพลิงอื่นๆ ปรับตัวลดลงและคงที่ ดังที่แสดงในตาราง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109131</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ค่าไฟฟ้า, ตรึงค่าเอฟที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี กกพ. เคาะตรึงเอฟทีงวด พ.ค.-ส.ค. 64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนพ.ค.-ส.ค.อยู่ที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเท่าเดิมที่ 3.61 บาทต่อหน่วยต่อไปอีก 4 เดือน โดยนำเงินส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผนมาอุดหนุน 2,610 ล้านบาท จากที่เงินเก็บไว้ 4,129 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการค่าเอฟทีให้มีศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าตลอดทั้งปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความจริงค่าเอฟทีงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.64 ถ้าอ้างอิงต้นทุนราคาเชื้อเพลิงย้อนหลัง 6 เดือน จะมีอัตราที่ลดลง ส่งผลให้ค่าเอฟทีที่ควรจะเป็นอยู่ที่ -18.02 สตางค์ต่อหน่วย หรือจะเรียกเก็บจาค่าไฟฟ้าลดลง -2.7 สตางต์ต่อหน่วย ซึ่งประชาชนจะต้องจ่ายไฟลดลงอยู่ในอัตรา 3.58 บาทต่อหน่วย แต่ กกพ. ได้ประเมินแล้วว่าต้นทุนช่วงปลายปีนี้จะสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเอฟทีงวดเดือนก.ย.-ธ.ค.64 จะ เพิ่มขึ้น 10.07 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าเอฟทีอยู่ที่ -7.95 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.68 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเพิ่มจากเดิมอยู่มาก กกพ.จึงตัดสินใจตรึงค่าเอฟทีงวดนี้ไว้ และนำเงินที่เหลือไปอุดหนุนในงวดสิ้นปีไว้เพื่อบรรเทาภาระความเดือนร้อนให้กับประชาชน&amp;rdquo;นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กกพ.ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ 54.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการคำนวณค่าเอฟที โดยได้คาดการณ์ราคาค่าไฟห้าจะอยู่ที่ประมาณ 67,885.43 ล้านหน่วย นอกจากนี้ คาดการณ์ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายในครึ่งปีหลัง ส่งผลต่อความต้องการใช้เชื้อเพลิงในตลาดโลกอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าของการเปิดซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในเฟสที่ 2 ซึ่งเป็นการร่างกฎระเบียบให้เกิดชัดเจนในการซื้อขาย โดยเบื้องต้นจะเปิดให้กับรายใหญ่เป็นผู้เข้ามาก่อน ขณะที่บริษัทเล็ก จะต้องรอกฎระเบียบให้เรียบร้อยก่อน เพื่อสร้างความเท่าเทียม และไม่ทำให้เสียเปรียบเอกชนรายใหญ่ โดยจะมีการนำเสนอให้กับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) พิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ ในวันที่ 9 มี.ค. นี้ ก่อนที่จะมีการเสนอเข้าที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ซึ่งปัจจุบันมีเอกชนยื่นเสนอขอเป็นผู้นำเข้า(ชิปปิ้ง) ประมาณ 3-4 รายแล้ว โดยหนึ่งในนั้นเป็นบริษัทลูกของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) อย่าง บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (เอกโก้)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95096</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ตรึงค่าเอฟที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.เคาะราคาค่าชาร์จไฟอีวี2.63บาทต่อหน่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ม.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ได้เห็นชอบให้ทดลองใช้อัตราค่าไฟสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของหรือลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรืออีวี ชาร์จเจอร์ สเตชั่น ระหว่างปี 63-64 ที่อัตรา 2.63 บาทต่อหน่วย จากปกติ 3 บาทกว่าต่อหน่วย เนื่องจากได้หักค่าพลังงานไฟฟ้า หรือค่าลงทุนโรงไฟฟ้า ระบบส่ง ออกจากสูตรค่าไฟฟ้าฐานที่คิดสำหรับอีวี เพื่อเอื้อให้ผู้ประกอบการไปคิดค่าบริการชาร์จไฟกับผู้ใช้รถอีวีให้ถูกลง กระตุ้นการติดตั้งสถานีปั๊มชาร์จไฟฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษาลงทุนจัดทำสถานีอัดประจุไฟฟ้า ทั้งในส่วนที่เป็นความร่วมมือกับผู้ประกอบการสถานีบริการ (ปั๊ม) น้ำมัน และในส่วนของสถานีไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเบื้องต้นจะมุ่งไปที่ลักษณะของประเภทหัวจ่ายเร่งด่วน เพื่อรองรับการใช้งานของรถอีวีที่วิ่งในต่างจังหวัดอุ่นใจว่าจะมีปั๊มชาร์จไฟฟ้า และต้องใช้เวลาในการชาร์จเร็ว ประมาณ 20-30 นาที โดยจะต้องพิจารณาความพร้อมในหลายๆด้าน ทั้งการกำหนดจุดพักรถ ประเภทของรถยนต์ไฟฟ้าที่จะมาใช้บริการ จำนวนรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่กฟผ.มีความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ส่งเสริมการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ภายในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น เบื้องต้นจะนำร่องในถนนสายหลักเส้นทางภาคตะวันออกก่อน คาดว่าจะเห็นแผนการลงทุนที่ชัดเจนได้ในเร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมรถอีวีในไทย คือ สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ที่มีจำกัด ซึ่งสมาคมฯ เคยเสนอรัฐแล้วให้มีการพิจารณามาตรการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้มากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90171</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ชาร์ตรถอีวี, สถานีชาร์ตไฟฟ้า, อัตราค่าไฟ, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), โฆษก กกพ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c807a70924a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90005</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2021 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ. ร่วมกับ 3 การไฟฟ้าฯ ดึงงบ 8 พันล้าน อุดหนุนค่าไฟฟ้าประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบของประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจในระยะเร่งด่วน จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบที่ 2 โดยมาตรการดังกล่าว มีขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากมาตรการเวิร์ค ฟอร์ม โฮม ของรัฐบาลเป็นระยะเวลา 2 เดือน คือ ช่วงเดือนก.พ.และมี.ค. 64 ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 23.7 ล้านราย คิดเป็น 97% ของจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ใช้งบประมาณ 8,202 ล้านบาท โดยเป็นเงินเรียกคืนฐานะการเงินของ 3 การไฟฟ้าที่ กกพ. กำกับ จำนวน 3,000 ล้านบาท และส่วนที่นำเงินจากรัฐบาลผ่านงบประมาณภาครัฐอีก 5,202 ล้านบาท ที่แบ่งส่วนมาจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกพ. ร่วมกับ 3 การไฟฟ้า ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานและการบริหารเงินเพื่อนำมาช่วยเหลือตามมาตรการดังกล่าว โดยจะนำเงินเรียกคืนฐานะการเงินจากการไฟฟ้าดังกล่าว ในปี 2563 (เบื้องต้น) รวมกับเงินคงเหลือเพิ่มเติมจากการปรับลดผลตอบแทนจากการลงทุนของการไฟฟ้า (ROIC) ในปี 2563 พร้อมทั้งหักค่าใช้จ่ายคงค้างในการสนับสนุนมาตรการโควิด-19 รอบที่ 1 แล้ว ซึ่งยอดเงินสามารถใช้ได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท เข้ามาบริหารจัดการ ทั้งนี้การนำงบประมาณดังกล่าว ทาง กกพ. ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ในฐานะโฆษก กฟน. กล่าวว่า กฟน.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบดูแลจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ มีมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.1 ได้รับค่าไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก (รวมค่าบริการ) โดยให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนก.พ. และมี.ค. 64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 2 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ประเภท 1.2 และ 1.3 ได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนก.พ. และมี.ค. 64 ดังนี้ 1. กรณีการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ มีหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับหน่วยประจำเดือนธ.ค. 63 (เดือนฐาน) ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริงประจำเดือนนั้น ๆ 2.กรณีการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ มีจำนวนหน่วยมากกว่าเดือนธ.ค. 63 (เดือนฐาน) ผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีแนวดำเนินการ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ ไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดหน่วยเท่ากับบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนธ.ค. 63 (เดือนฐาน) รวมถึงหากการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนที่ได้รับสิทธิ มากกว่า 500 หน่วย แต่ไม่เกิน 1,000 หน่วย ให้คิดหน่วยเท่ากับบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนธ.ค. 63 (เดือนฐาน) บวกด้วยหน่วยที่เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. 2563 (เดือนฐาน) ในอัตรา 50% และหากการใช้ไฟฟ้าประจำเดือนได้สิทธิ มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดหน่วยเท่ากับบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนธ.ค. 63 (เดือนฐาน) บวกด้วยหน่วยที่เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. 2563 (เดือนฐาน) ในอัตรา 70%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภานุมาศ ลิ้มสุวรรณ รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่าแยกประเภทบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็กตามมติ ครม. ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 1.ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1.1 ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย ใช้ไฟฟ้าฟรี และใช้ไฟฟ้าเกิน 90 หน่วย ใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรกและคิดค่าไฟฟ้าตั้งแต่หน่วยที่ 91 เป็นต้นไปตามปกติ 2. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ประเภท 2 ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย ใช้ไฟฟ้าฟรี และใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย ใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรกและคิดค่าไฟฟ้าตั้งแต่หน่วยที่ 51เป็นต้นไปตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1.2 และ 1.2 ใช้หน่วยการใช้ไฟฟ้าตามใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน ธ.ค. 2563 เป็นเดือนฐานสำหรับการคิดเงิน 1. การใช้ไฟฟ้ารายเดือนน้อยกว่าหรือเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนฐานให้คิดค่าไฟฟ้าจากหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริงในเดือนนั้น 2. การใช้ไฟฟ้ารายเดือนมากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าของเดือนฐาน 2.1 ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วย หน่วยที่คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยเดือนธ.ค. 63 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน 2.2 ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 500 แต่ไม่เกิน 1,000 หน่วย หน่วยที่คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือนธ.ค. 63 บวกด้วย 50% ของหน่วยส่วนที่เกิน และ 2.3 ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 1,000 หน่วย หน่วยที่คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือนธ.ค. 63 บวกด้วย 70% ของหน่วยส่วนที่เกินหน่วยเดือนธ.ค. 63&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90005</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.), ลดค่าไฟ, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201105/image_big_5fa377c87e357.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ&#039;กกพ.&#039;มอบของขวัญหั่นเอฟทีลงเหลือ -15.32 สต. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.2563 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 เหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-15.32 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากการเรียกเก็บงวดก่อนหน้า (ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563) ที่ -12.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายค่าไฟฟ้าถูกลงอีก 2.89 สตางค์ต่อหน่วย หรืออยู่ที่ 3.61 บาทต่อหน่วย จากที่ก่อนหน้านี้ กกพ. ได้บริหารจัดการ และตรึงค่าเอฟที เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้ว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นในตลาดโลก แต่ด้วยการบริหารจัดการ การนำเข้า LNG Spot ซึ่งมีราคาถูกกว่าราคาก๊าซในอ่าวในช่วงที่ผ่านมา และสามารถทดแทนก๊าซในอ่าวได้บางส่วน ทำให้ราคา Pool Gas มีราคาถูกลง ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมีราคาถูกลงกว่าที่ได้เคยประมาณการไว้ อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ราคาเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น &amp;nbsp;สภาวะเศรษฐกิจที่อาจยังไม่ฟื้นตัวในระยะสั้น &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงใน เรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งศักยภาพในการตรึงเอฟทีตลอดทั้งปี 2564 แล้ว จึงมีมติให้เรียกเก็บค่าเอฟทีในอัตรา -15.32 สตางค์ ในรอบ ม.ค &amp;ndash; เม.ย. 2564&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟที ในงวด ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 เท่ากับประมาณ 60,685 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563 ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 58,910 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 55.32 นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ร้อยละ 14.92 ลิกไนต์ของ กฟผ. ร้อยละ 9.47 ถ่านหินนำเข้า ร้อยละ 8.31 และอื่นๆ อีก ร้อยละ 8.14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยรวมราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยแต่ละประเภทเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา ยกเว้นราคาถ่านหินนำเข้าที่ปรับตัวลดลงจากงวด ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563 ดังแสดงในตาราง (ตามรูป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้ในการประมาณการ (วันที่ 1 &amp;ndash; 31 ก.ย. 2563) เท่ากับ 31.4 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากประมาณการในงวดเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ที่ประมาณการไว้ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ &amp;nbsp;
สำนักงาน กกพ. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นค่าเอฟทีสำหรับการเรียกเก็บประจำเดือน มกราคม &amp;ndash; เมษายน 2564 ทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 5 &amp;ndash; 19 พฤศจิกายน 2563 ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82864</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ลดค่าเอฟที, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201105/image_big_5fa377c87e357.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
