<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2026 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘ศักดิ์สยาม’เช็คความพร้อมสนามบินดอนเมืองรับเปิดประเทศ 1 พ.ย.นี้ ยืนยันพร้อม 100% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ต.ค.2564-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมรองรับนโยบายการเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมท่าอากาศยานที่รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมถึงท่าอากาศยานภูเก็ต ที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการตามนโยบายการเปิดประเทศของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายเปิดรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว และมีการตรวจ SWAP ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้วไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง ประกอบกับได้มีการจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนชาวไทย และชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย มีปริมาณเพียงพอ หรือ 120 ล้านโดสในปี 2564 และอีกกว่า 60 ล้านโดสในปี 2565 ทั้งนี้ เพื่อต้องการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเพิ่มกำลังการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนโยบายการเปิดประเทศดังกล่าว จะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ คือ 1 พ.ย. 2564 จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาจากประเทศต้นทางที่ประเมินว่า&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี มีความเสี่ยงต่ำ ให้สามารถเดินทางทางอากาศเข้ามายังประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัว ในเบื้องต้นคาดว่าจะมี 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ จีน เยอรมัน สิงคโปร์ เป็นต้น ก่อนที่จะขยายผลไประยะที่ 2 ในช่วง ธ.ค. 2564 และระยะที่ 3 ช่วง ม.ค. 2564 ต่อไป อย่างไรก็ตาม จะนำบทเรียนของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ มาปรับปรุงแก้ไข และประยุกต์ใช้กับอีก 5 ท่าอากาศยาน ทั้งเรื่องการอำนวยความสะดวกสบาย รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยทางสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า จากการตรวจความพร้อมในครั้งนี้ พบว่า ขั้นตอนต่างๆ เป็นระบบ โดยระยะเวลาของผู้โดยสารตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน จนถึงกระบวนการต่างๆ ใช้ระยะเวลาประมาณ 25 นาที/คน ซึ่งเร็วกว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ใช้เวลาประมาณ 30 กว่านาที/คน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ในช่วงการเปิดระยะแรก จะมีผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานดอนเมืองอยู่ที่ 10,000 คน/วัน หรือประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีผู้โดยสารอยู่ที่ 50,000 คน/วัน โดยยืนยันว่า ทั้ง 6 ท่าอากาศยาน มีความพร้อมในการรองรับการเปิดประเทศ 100% อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการรายงานของท่าอากาศยานดอนเมือง พบว่า หากรัฐบาลต้องการเกิดความคล่องตัวในการดำเนินการนั้น อาจจะให้พิจารณารับผล SWAP ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไม่เกิน 72 ชั่วโมง และหลักฐานการรับวัคซีนครบ 2 โดสมาใช้เป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้น ส่วนหลักประกันอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะกำหนดที่ 50,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 100,000 เหรียญสหรัฐฯ รวมถึงการพิจารณาการขึ้นรถเดินทางไปยังโรงแรมที่พัก เสนอว่า ควรจะมีการติดตั้งแผ่นอะคริลิกใสเพื่อกันระหว่างผู้ขับรถ กับผู้โดยสาร จากนั้นเมื่อไปถึงที่พัก ถึงเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจหาเชื้อในรูปแบบ ATK หรือ RT-PCR ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อลดความหนาแน่นบริเวณท่าอากาศยาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ท่าอากาศยานดอนเมืองจัดทำลูกศร และป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อบอกเส้นทางแก่นักท่องเที่ยวภายในอาคารผู้โดยสารด้วย ก่อนที่จะมีการสรุปการเตรียมความพร้อมในวันที่ 27 ต.ค. 2564 พร้อมทั้งนำข้อเสนอต่างๆ ไปหารือกับที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เพื่อนำไปสู่ข้อปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของขาออกจากประเทศนั้น มอบหมายให้ประสานงานกับประเทศปลายทางถึงขั้นตอน และรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้สายการบินที่ประเทศต้นทาง ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนการเดินทาง ขณะที่ ผู้โดยสารภายในประเทศนั้น จะใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ ก่อนการซื้อตั๋วโดยสาร จะต้องแสดงหลักฐานหรืออกสารการได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว และมีการตรวจ SWAP ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้วไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เพื่อความมั่นใจ และความปลอดภัยในการเดินทาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120333</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, ตรวจดอนเมือง, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616fe2478562e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118737</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายคนจนเมืองจัดกิจกรรม ‘วันที่อยู่อาศัยโลก 2564’ เจรจาคมนาคมขอใช้ที่ดิน รฟท.รองรับชุมชนโดนไล่รื้อ ด้าน พอช.ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยปีหน้า 3 หมื่นครัวเรือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้แทน UN ประจำประเทศไทย (ซ้าย) รับมอบหนังสือแถลงการณ์จากผู้แทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถนนราชดำเนินนอก /&amp;nbsp; สลัม 4 ภาคและเครือข่ายคนจนเมืองจัดกิจกรรม &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก 2564&amp;rsquo; &amp;nbsp;เจรจาแก้ปัญหาที่ดินชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่ดินและเส้นทางรถไฟในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่มีชุมชนทั่วประเทศใน 36 จังหวัดเกือบ 40,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากโครงการ รฟท. เตรียมขอเช่าที่ดินสร้างที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; เผยสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจทำให้กลุ่มผู้เช่าบ้านต้องกลายเป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่&amp;nbsp; ด้าน พอช.ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยปีหน้า 30,000 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ (UN &amp;ndash; HABITAT)&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็น &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;World Habitat Day&amp;rsquo;&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่ปี 2528 &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ &amp;nbsp;ตลอดจนตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของประชากรทุกคนบนโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม&amp;nbsp; ในประเทศไทย&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; ร่วมกับภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ศูนย์รวมพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มพัฒนาชุมชนใต้สะพาน&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชนริมทางรถไฟสายใต้-ตะวันตก&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกที่บริเวณหน้ากระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; ถนนราชดำเนินนอก&amp;nbsp; เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รองรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ดินและเส้นทางรถไฟ&amp;nbsp; โดยมีประชาชนจากเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมประมาณ 1,500 คน&amp;nbsp; และมีผู้แทน UN&amp;nbsp; ประจำประเทศไทยมารับมอบหนังสือแถลงการณ์การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนจากตัวแทนเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;สลัม 4 ภาคเจรจาใช้ที่ดิน รฟท.รองรับชุมชนในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยในวันนี้ (4 ตุลาคม)&amp;nbsp; ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาคได้เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; โดยมีนายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; เป็นผู้แทน&amp;nbsp; เพื่อเจรจาตามข้อสั่งการของนายศักดิ์สยาม&amp;nbsp; ชิดชอบ&amp;nbsp; รมว.คมนาคมที่ให้ รฟท. แบ่งปันที่ดิน&amp;nbsp; รฟท. ย่าน กม. 11 เขตจตุจักร&amp;nbsp; ซึ่ง รฟท.มีแผนพัฒนาเป็นย่านธุรกิจการค้า&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 325 ไร่&amp;nbsp; และที่ดินบริเวณนิคมรถไฟมักกะสัน&amp;nbsp; เขตราชเทวี&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ 497 ไร่&amp;nbsp; ซึ่ง รฟท.ให้บริษัทเอกชนสัมปทานพื้นที่จัดทำโครงการพัฒนารองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;การจัดกิจกรรมรณรงค์หน้ากระทรวงคมนาคม&amp;nbsp; ถนนราชดำเนินนอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รายงานข่าวจากที่ประชุมแจ้งผลการประชุมดังนี้&amp;nbsp; 1.กรณีที่ดินแปลงซอยหมอเหล็ง &amp;nbsp;พื้นที่แปลง 1 &amp;nbsp;2 และ 3 รวมเนื้อที่ 7 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;รฟท.จะใช้เป็นพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนซอยหมอเหล็งและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเชื่อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3 สนามบิน (ชุมชนบุญร่มไทร &amp;nbsp;ชุมชนแดงบุหงา&amp;nbsp; ชุมชนหลังกรมทางหลวง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนหลังโรงพยาบาลเดชา ชุมชนหลังอาร์ซีเอ)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรูปแบบที่อาศัยเป็นรูปแบบอาคารสูง &amp;nbsp;ขนาดพื้นที่ห้อง 30-40 ตารางเมตร &amp;nbsp;ส่วนจะสูงกี่ชั้นให้คำนึงถึงความเพียงพอในการใช้ที่ดินเพื่อรองรับชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และความสามารถในการผ่อนชำระรายเดือนและค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือน&amp;nbsp; และให้มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับเป็นพื้นที่ใช้สอย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ร้านค้าชุมชน และอื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพื้นที่แปลงที่ 4 จำนวน 8 ไร่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การรถไฟฯ จะร่วมกับชุมชนเพื่อปรับผังชุมชนให้เช่าเป็นที่อยู่อาศัยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2 . กรณีชุมชนในย่าน กม.1 1 เขตจตุจักรและบางซื่อ (ชุมชนพัฒนา กม. 11 &amp;nbsp;ชุมชนริมคลอง กม. 11&amp;nbsp; และชุมชนบางซื่อ) ในเบื้องต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;รฟท.จะจัดที่ดินรองรับเนื้อที่ 5 ไร่ &amp;nbsp;บริเวณ กม. 11 และบางซื่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รูปแบบที่อาศัยเป็นรูปแบบอาคารสูง &amp;nbsp;ส่วนความสูงกี่ชั้นให้คำนึงถึงความเพียงพอในการใช้ที่ดินเพื่อรองรับและความสามารถของชุมชนในการผ่อนชำระรายเดือนและค่าใช้จ่ายส่วนกลาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และให้มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับเป็นพื้นที่ใช้สอย &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้านค้าชุมชน &amp;nbsp;และอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. กรณีชุมชนในย่านมักกะสัน &amp;nbsp;ชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน &amp;nbsp;ชุมชนนิคมมักกะสัน &amp;nbsp;ชุมชนหลังวัดมักกะสัน &amp;nbsp;ชุมชนโรงเจมักกะสัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอกลับไปหารือกับอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม เพื่อหาที่ดินแปลง B&amp;nbsp; รองรับได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4. กรณีชุมชนหลังอาร์ซีเอ &amp;nbsp;ชุมชน กม. 1 1 &amp;nbsp;ชุมชนบุญร่มไทร&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนแดงบุหงา และชุมชนหลังกรมทางหลวงที่ถูกหมายศาล และอยู่ระหว่างดำเนินการขอเช่าที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอให้ชุมชนเสนอรายชื่อผู้ที่ถูกหมายศาล &amp;nbsp;และมีความประสงค์ที่จะเข้าโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพื่อ รฟท.จะไปแถลงต่อศาลว่าผู้ที่ถูกฟ้องร้องได้เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;และขอชะลอการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ที่ดิน รฟท.จะแล่นไปทางไหน ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กำลังเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟทั่วประเทศ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการรถไฟรางคู่&amp;nbsp; รถไฟความเร็วสูง&amp;nbsp; และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3&amp;nbsp; สนามบิน คือ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวชุมชนริมทางรถไฟในกรุงเทพฯ ที่จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวรถไฟ&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงคมนาคมจึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจข้อมูลชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากแผนการพัฒนาโครงข่ายทางรถไฟของ รฟท.&amp;nbsp; โดยเครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เบื้องต้นพบว่า&amp;nbsp; มีชุมชนผู้ที่มีรายได้น้อยที่ตั้งอยู่ริมทางรถไฟและที่ดินที่ รฟท.จะนำมาพัฒนาทั่วประเทศรวม 36 จังหวัด&amp;nbsp; จำนวน 397 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 39,848 หลังคาเรือน&amp;nbsp; โดยชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่ไม่ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับ รฟท.&amp;nbsp; จึงมีแผนจะขอเช่าหรือแบ่งปันที่ดินจาก รฟท.เพื่อนำมาพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเส้นทางรถไฟที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างหรือมีแผนจะพัฒนา&amp;nbsp; สายใต้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นครปฐม&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; ตรัง&amp;nbsp; สงขลา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สายเหนือ&amp;nbsp; นครสวรรค์&amp;nbsp; อุตรดิตถ์&amp;nbsp; พิษณุโลก&amp;nbsp; แพร่ &amp;nbsp;เชียงราย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สายอีสาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สระบุรี&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; ขอนแก่น&amp;nbsp; หนองคาย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สายตะวันออก เช่น&amp;nbsp; ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp; ชลบุรี&amp;nbsp; ระยอง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีชุมชนริมทางรถไฟหลายสิบชุมชนที่ถูกฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดิน รฟท.&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่ไม่ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับ รฟท.&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนริมทางรถไฟ อ.ห้วยยอด&amp;nbsp; และ อ.เมือง จ.ตรัง&amp;nbsp; ชุมชนหินเหล็กไฟ&amp;nbsp; อ.หัวหิน&amp;nbsp; จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนพัฒนา กม.11&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนริมคลอง กม. 11 เขตจตุจักร&amp;nbsp; ชุมชนริมทางรถไฟย่านราชเทวี&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เชาว์&amp;nbsp; เกิดอารีย์ &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบจากรถไฟ (ชมฟ.) บอกว่า&amp;nbsp; ผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่ดินของการรถไฟฯ ในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; ทำให้ชาวชุมชนต่างๆ เหล่านี้รวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบจากรถไฟ&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ชมฟ.&amp;rsquo; ในปี 2563&amp;nbsp; เพื่อหาทางออกร่วมกับการรถไฟฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยกระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในที่ดิน รฟท.ขึ้นมา&amp;nbsp; มีตัวแทนชาวบ้าน&amp;nbsp; สลัม 4 ภาค&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และการรถไฟฯ&amp;nbsp; ร่วมเป็นคณะกรรมการ&amp;nbsp; มีการประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออกหลายครั้ง&amp;nbsp; ล่าสุดนายศักดิ์สยาม&amp;nbsp; ชิดชอบ&amp;nbsp; รมว.คมนาคม&amp;nbsp; มีคำสั่งให้ รฟท.แบ่งปันที่ดินย่าน กม. 11 เขตจตุจักร&amp;nbsp; และที่ดินนิคมรถไฟมักกะสัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขตราชเวที&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินเช่าเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ ส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; ทำงานรับจ้างอยู่ในเมือง เช่น เป็นแม่บ้านทำความสะอาด เป็น รปภ.&amp;nbsp; ขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง&amp;nbsp; หรือขายอาหารเล็กๆ น้อยๆ&amp;nbsp; เมื่อการรถไฟฯ จะเอาที่ดินคืน&amp;nbsp; พวกเราก็ไม่ได้ต่อต้าน&amp;nbsp; แต่มีข้อเสนอคือ&amp;nbsp; ขอเช่าที่ดินรถไฟฯ อย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ให้เป็นระเบียบ&amp;nbsp; ไม่เป็นชุมชนแออัดเหมือนทุกวันนี้&amp;nbsp; โดยจะขอเช่าอยู่ในที่ดินเดิม&amp;nbsp; หรือไม่ไกลจากที่เดิมเกิน 5 กิโลเมตรเพื่อทำมาหากินอยู่ในเมืองได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;เชาว์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ที่ดินบริเวณนิคมรถไฟมักกะสัน&amp;nbsp; เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 497 ไร่&amp;nbsp; บริษัทซีพีได้สัมปทานจาก รฟท. เพื่อทำโครงการธุรกิจเนื้อที่ 150 ไร่&amp;nbsp; เชื่อมกับโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) นั้น&amp;nbsp; ยังมีเนื้อที่เหลืออีกหลายร้อยไร่&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชนคนเมืองฯ จึงขอแบ่งปันที่ดินแปลงนี้จำนวน 5 %&amp;nbsp; หรือประมาณ 28 ไร่&amp;nbsp; และที่ดินย่าน กม. 11 ย่านจตุจักรและบางซื่อ&amp;nbsp; ขอแบ่งปัน 13 ไร่&amp;nbsp; เพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชนริมทางรถไฟในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเมื่อผลการเจรจาขอเช่าที่ดินจาก รฟท.ยังไม่ได้ข้อยุติทั้งหมด&amp;nbsp; เครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบจากรถไฟก็จะต้องเจรจาเพื่อเรียกร้องสิทธิในการอยู่อาศัยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เผยผลสำรวจกลุ่มเช่าห้องพักได้รับผลกระทบจากโควิด - 19 กลายเป็นคนไร้บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากข้อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่ดิน รฟท.ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้มีคนตกงาน&amp;nbsp; มีรายได้ลดน้อยลง&amp;nbsp; ส่งผลถึงความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในห้องเช่าและบ้านเช่าราคาถูก &amp;nbsp;ทำให้บางส่วนต้องหลุดออกจากห้องเช่าและมาอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เฟสบุคส์เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp; ระบุว่า&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;สมาคมคนไร้บ้าน &amp;nbsp;กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน &amp;nbsp;เครือข่ายสลัม 4 ภาค และทีมอาสาสมัครคนไร้บ้าน &amp;nbsp;ได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลกลุ่มผู้ที่หลุดจากห้องเช่า และกลุ่มผู้ที่ยังอยู่ในห้องเช่าราคาถูกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดในเขตเมือง &amp;nbsp;9 จังหวัด &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;กรุงเทพฯ&amp;nbsp; นนทบุรี&amp;nbsp; ปทุมธานี &amp;nbsp;กาญจนบุรี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ชลบุรี &amp;nbsp;ระยอง&amp;nbsp; จันทบุรี &amp;nbsp;&amp;nbsp;เชียงใหม่ &amp;nbsp;และขอนแก่น &amp;nbsp;รวม 216&amp;nbsp; กรณีตัวอย่าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จาการสำรวจพบว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนส่วนใหญ่ที่พักอาศัยในห้องเช่า หรือบ้านเช่าราคาถูก &amp;nbsp;เป็นคนจากต่างจังหวัด &amp;nbsp;ต่างอำเภอ &amp;nbsp;ถึงร้อยละ 46 ลักษณะการพักอาศัยร้อยละ 66 เป็นลักษณะครอบครัว &amp;nbsp;ขนาดห้องเช่าส่วนใหญ่ 3.5 x 4 เมตร &amp;nbsp;ก่อสร้างด้วยปูน &amp;nbsp;ไม่มีการตบแต่ง หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ &amp;nbsp;ราคาค่าเช่าห้องอยู่ระหว่าง 1,000 &amp;ndash; 2,000 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;และระยะทางจากที่พักอาศัยถึงสถานที่ทำงาน &amp;nbsp;อยู่ในระยะ 1- 5 กิโลเมตร &amp;nbsp;มากถึงร้อยละ 79 &amp;nbsp;และส่วนใหญ่ร้อยละ 43 ระบุว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง &amp;nbsp;จึงประเมินได้ว่า ผู้เช่าห้องส่วนใหญ่ต้องการเช่าห้องในเมือง &amp;nbsp;ใกล้แหล่งงาน &amp;nbsp;ถึงแม้สภาพห้องเช่าจะไม่กว้างขวางสะดวกสบายก็ตาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่สำคัญคือ&amp;nbsp; ร้อยละ 64 ประสบปัญหารายได้ลดลงจากการจ้างงานที่ลดลง &amp;nbsp;&amp;nbsp;และร้อยละ 10 ต้องตกงาน &amp;nbsp;จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เช่าห้อง &amp;nbsp;ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าห้องได้อย่างปกติมากกว่าร้อยละ 60 &amp;nbsp;และต้องออกมารับอาหาร &amp;nbsp;หรือของบริจาคอื่น ๆ จากเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;และมากไปกว่านั้น &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp; ผู้เช่าห้องร้อยละ 15 &amp;nbsp;ต้องออกจากห้องเช่ามาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ &amp;nbsp;เป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งหากไม่มีนโยบายหรือมาตรการในการช่วยเหลือสนับสนุน &amp;nbsp;คนกลุ่มนี้อาจต้องกลายเป็นคนไร้บ้านถาวร &amp;nbsp;หรือแม้แต่ผู้ที่ยังสามารถอยู่ในห้องเช่าได้ก็ต้องอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการหลุดออกมาจากห้องเช่าได้ตลอดเวลา&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เฟสบุคส์สลัม 4 ภาคระบุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย สมาคมคนไร้บ้าน กลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน และเครือข่ายสลัม 4 ภาค ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชาชนที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบางต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จึงมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อให้มีมาตรการในการสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มผู้เช่าห้องเช่าราคาถูก &amp;nbsp;เพื่อให้เข้าถึงสิทธิพื้นฐาน &amp;nbsp;มาตรการความปลอดภัยจากโรคระบาดโควิด-19&amp;nbsp; และการสนับสนุนด้านอื่น ๆ เพื่อให้ดำรงชีวิตในสถานการณ์วิกฤตได้ โดยมีข้อเสนอดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มาตราการเฉพาะหน้า &amp;nbsp;1. กรณีผู้ที่ต้องออกจากห้องเช่า &amp;nbsp;จากผลกระทบของภาวะวิกฤตโควิด รัฐต้องจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชั่วคราวระยะสั้น 3-6 เดือนในเมือง ใกล้แหล่งประกอบอาชีพ &amp;nbsp;2.จัดให้มีหน่วยงานมาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพสำหรับคนตกงาน &amp;nbsp;ทั้งผู้ที่หลุดออกมาจากห้องเช่าและผู้ที่ยังอยู่ในห้องเช่า แต่อยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.ให้มีจุดประสานงานในพื้นที่เพื่อให้ผู้เดือดร้อนสามารถประสานขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การหาที่พักอาศัย &amp;nbsp;อาชีพ &amp;nbsp;สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอื่น ๆ อุปกรณ์ป้องกันโควิด &amp;nbsp;การเข้าถึงการฉีดวัคซีน ฯลฯ&amp;nbsp; 4.ต้องผ่อนปรน และลดเงื่อนไขในการเข้าถึงเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มาตรการระยะยาว 1.ต้องผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาด และมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน และฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้ผู้คนอยู่ร่วมกับโควิดได้&amp;nbsp; 2.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นต้องพัฒนานโยบายการจัดที่พักอาศัยสำหรับเช่าราคาถูกในเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนจนเมืองที่เป็นแรงงานผู้เกื้อหนุนหล่อเลี้ยงคนเมือง ให้มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยราคาถูกจากรัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;พอช.ตั้งเป้าแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยปี 2565 รวม 30,000 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งมีภารกิจสำคัญประการหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp; มีแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย 1.โครงการบ้านมั่นเมืองและชนบท&amp;nbsp; 2.บ้านพอเพียงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านเรือนที่ทรุดโทรม ฐานะยากจน) 3.การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าวและเปรมประชากร&amp;nbsp; 4.ที่พักอาศัยชั่วคราว (ไฟไหม้&amp;nbsp; ภัยพิบัติ&amp;nbsp; ไลรื้อ) 5.กลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวม 1,053,702 &amp;nbsp;ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;โครงการบ้านมั่นคงชุมชนจะร่วมกันบริหารโครงการ&amp;nbsp; มีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวศิริมา&amp;nbsp; ซื้อหา&amp;nbsp; สำนักบ้านมั่นคงและที่ดิน&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในปี 2564&amp;nbsp; พอช.มีเป้าหมายโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด&amp;nbsp; ชุมชนบุกรุก&amp;nbsp; ทั้งในเมืองและชนบทให้มีที่อยู่อาศัยมั่นคง&amp;nbsp; มีเป้าหมาย&amp;nbsp; 6,200 ครัวเรือน&amp;nbsp; ปัจจุบัน (ตุลาคม 2564)&amp;nbsp; อนุมัติโครงการแล้ว 8,485 ครัวเรือน&amp;nbsp; วงเงิน 430 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; มีเป้าหมาย 15,000 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนุมัติแล้ว&amp;nbsp; 15,876 ครัวเรือน&amp;nbsp; วงเงิน 303 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp; พอช.ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาชุมชนทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด&amp;nbsp; โดยชุมชนจัดทำโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รณรงค์ป้องกันการติดเชื้อโควิด&amp;nbsp; แจกจ่ายอุปกรณ์ป้องกัน&amp;nbsp; จัดทำศูนย์พักคอยดูแลผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดทำครัว&amp;nbsp; แจกอาหาร&amp;nbsp; และสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; ส่งเสริมการสร้างแหล่งอาหาร&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เพราะเห็ด &amp;nbsp;เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; รวมงบประมาณทั้งหมด 62 ล้านบาท&amp;nbsp; ขณะนี้ดำเนินการแล้วประมาณ 74&amp;nbsp; เครือข่าย/เมือง&amp;nbsp; กว่า 800 ชุมชน&amp;nbsp; รวมครัวเรือนที่ได้รับการช่วยเหลือกว่า 200,000 ครัวเรือน&amp;rdquo; &amp;nbsp;นางสาวศิริมากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.25pt; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้&amp;nbsp; นางสาวศิริมากล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ได้อนุมัติปรับงบช่วยเหลือชุมชนจากสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เพื่อนำมาสนับสนุนการแก้ไขผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือ&amp;nbsp; อีสาน&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตก&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 12 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ&amp;nbsp; แจกถุงยังชีพ&amp;nbsp; ทำครัวกลาง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แจกอาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในปีงบประมาณ 2565&amp;nbsp; รัฐบาลได้อนุมัติงบสนับสนุน พอช.เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อยตามโครงการต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 30,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมงบ&amp;nbsp; 943 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118737</URL_LINK>
                <HASHTAG>UN – HABITAT, World Habitat Day, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), คมนาคม, ชุมชนโดนไล่รื้อ, ที่ดิน รฟท., นายวิรัช พิมพะนิตย์, นายศักดิ์สยาม  ชิดชอบ, พม., พอช., มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.), วันที่อยู่อาศัยโลก 2564, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สลัม 4 ภาค, สอช., องค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ, เครือข่ายคนจนเมือง, แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615ac42178288.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2021 14:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EV :  ยานยนต์ไฟฟ้า รถพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โลกในปัจจุบันที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของมนุษย์ให้มากที่สุด หนึ่งในนั้นคือเรื่องของคมนาคม ที่เทรนด์ตอนนี้สังคมกำลังให้ความสนใจและเตรียมตัวเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากต้องยอมรับว่ามลพิษทางอากาศส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนั้น มาจากการคมนาคม ด้วยเทคโนโลยีเดิมของรถยนต์ที่ต้องมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีบางส่วนที่ไม่สามารถเผาผลาญจนหมด และมีการปล่อยออกสู่บรรยากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้า ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อยอดและใช้งานเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ จนทำให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันว่า อีวี (EV) นั้น กำลังจะเปลี่ยนผ่านสังคมอย่างแท้จริง ด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาวิกฤติมลภาวะและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อมีการเปลี่ยนไปสู่สิ่งใหม่ ก็มักจะเกิดคำถามและจากหลากหลายประเด็นที่ว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน สำหรับสังคมของรถไฟฟ้า และต้องวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร เพื่อเตรียมรองรับกับยุคสมัยที่จะเปลี่ยนไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนานวัตกรรมและดิจิทัล บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.) ที่ปัจจุบันช่วยปฏิบัติงานในบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) หรือเดิมชื่อบริษัท ออน-ไอออน โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% จึงได้ตอบคำถามเหล่านี้ภายใต้หัวข้อ What if&amp;hellip; In the Future จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อรุณ พลัส จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจในด้านEV Value Chain เพื่อเป็นการรองรับการขยายฐานธุรกิจด้านอีวี ซึ่งถือว่าเป็นพันธกิจใหม่สำหรับกลุ่ม ปตท. ที่จะศึกษาและดำเนินงานในด้านนี้ เพื่อเสริมศักยภาพความแข็งแรง และสร้างความครอบคลุมด้านพลังงานของบริษัท โดยการมุ่งเน้นไปยังธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมในสังคมและมีความมั่นคง ทั้งการเข้าไปพัฒนาแบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของอีวี รวมไปถึงการพัฒนาตัวรถหรือโซลูชั่นต่างๆ ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;อรุณ พลัส จะเป็นผู้ดำเนินการศึกษาทิศทางการตลาดสมัยใหม่ โดยจะทำดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะรวบรวมความต้องการของลูกค้าทั้งหมด และนำกลับมาตอบสนองผ่านบริการต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่าคนไทยหลายกลุ่ม ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอีวี และสำหรับคนที่ต้องการทดลองใช้ เพื่อเปรียบเทียบในการตัดสินใจ ก็จะสามารถเข้ามาลองใช้โดยผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาเรื่องอีวีเพิ่มมากขึ้น แต่ปีนี้เป็นปีที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด โดยเฉพาะภาครัฐที่มีการสนับสนุนเรื่องอีวีอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อย้อนกลับไปดูวงจรการพัฒนาอีวีในกลุ่มประเทศอื่น หลายๆ แห่งสังคมอีวีเกิดขึ้นได้เพราะภาครัฐให้การสนับสนุนที่จริงจัง ภายใต้เป้าหมายที่สำคัญคือต้องการเปลี่ยนการใช้รถที่เป็นเครื่องยนต์มาใช้รถพลังงานสะอาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หนึ่งในนั้นคือประเทศมหาอำนาจอย่างจีน ต้องชื่นชมนโยบายของรัฐบาล ที่เริ่มต้นจากแก้ไขวิกฤตที่เกิดกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ เนื่องด้วยในอดีตจีนเองก็เป็นหนึ่งประเทศที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างสิ้นเปลือง และสร้างมลพิษทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อเริ่มมีการปรับตัว จีนเบนเข็มจากเดิมที่เคยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงเดิม อย่างเช่นการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน หรือใช้น้ำมัน ปัจจุบันก็เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากนี้ คือการส่งเสริมให้ใช้อีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะภาคการใช้งาน แต่สนับสนุนถึงภาคการผลิตไปด้วย จนปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอีวีรายใหญ่ของโลก มีทั้งผู้ประกอบการผลิตรถยนต์รายเดิมเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตรายใหม่ก็เริ่มต้นได้ทันที รวมถึงมีสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่เพียงแต่ออกแบบเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนานวัตกรรมและสร้างแบรนด์ขึ้นมาเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยในระยะของการดำเนินงาน ในมุมมองของอรุณ พลัสคือการมองถึงการลงทุน EV Charging Station นอกสถานีบริการน้ำมัน เพราะในสถานี บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทจะเน้นไปในจุดพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งศูนย์ประชุม ห้างสรรพสินค้า คอนโดหรือหมู่บ้าน ซึ่งเป็นแผนที่จะดำเนินการตามปริมาณการใช้อีวีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และยังเป็นการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้รถอีกช่องทางหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ในแง่มุมของการใช้รถยนต์นั้น ต้องยอมรับว่าอีวีนอกจากจะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าแล้ว ยังมีการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าด้วย รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งการดูแลอีวีนั้นจะเป็นการดูแลแบบแห้ง เนื่องจากรถยนต์ไม่มีน้ำมันเครื่อง และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายของเสียออกจากตัวรถ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นจุดน่าสนใจสำหรับกลุ่มที่ใช้รถในรูปแบบของบริการในเชิงพาณิชย์ ที่จะต้องใช้รถบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะนอกจากจะดูแลรักษาถูกกว่าแล้ว ค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานต่อกิโลเมตรก็ถูกกว่าเช่นกัน ขณะที่ข้อกังวลของผู้ใช้อีวีนั้น จะพูดถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ ที่เมื่อมีการชาร์จไฟเข้าออกก็จะต้องมีการเสื่อมอยู่ตลอดเวลา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะอย่างที่ทราบกันว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพลงจึงสามารถนำไปใช้ในธุรกิจอื่นได้ เช่น สามารถนำแบตเตอรี่ไปกักเก็บพลังงาน ให้กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟได้ในบางช่วงเท่านั้น หรือธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่เองในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและก้าวหน้า จนไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะเป็นขยะต่อโลกแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นความก้าวหน้าของธุรกิจต่างๆ ซึ่งในส่วนของอรุณ พลัสเองก็จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตจะเห็นพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคมมากขึ้น มีการเชื่อมโยงไปสู่โปรแกรมอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจร ซึ่งเป้าหมายของบริษัทไม่ใช่เพียงจะลงทุนแต่ในประเทศเท่านั้น แต่มองถึงตลาดต่างประเทศเพื่อต่อยอดเป็นผู้นำในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117629</URL_LINK>
                <HASHTAG>ARUN PLUS, EV, EV Charging Station, EV Value Chain, OR, What if… In the Future, การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน, คมนาคม, จะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนใช้ EV, ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน, นายประสงค์ อินทรหนองไผ่, บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท อรุณ พลัส จำกัด, พลังงานสะอาด, พลังงานไฟฟ้า, มลพิษทางอากาศ, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถพลังงานสะอาด, อรุณ พลัส, อีวี, เชื้อเพลิงสะอาด, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210923/image_big_614c2c045d12d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 19:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;คมนาคม&#039; เตรียมปลดล็อคถนนวิ่งความเร็ว 120 กม./ชม. เพิ่มอีก 8 เส้นทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นประธานสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ระหว่างกรมการขนส่งทางบก โดยนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง และ โดยนายไกวัลย์ โรจนานุกูล รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม &amp;nbsp;และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้ออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ. 2564 ซึ่งภายหลังจากที่กระทรวงคมนาคมได้เปิดให้ผู้ขับขี่รถใช้ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางหลวงหมายเลข 32 หรือถนนสายเอเชีย ช่วงหมวดทางหลวงบางปะอิน ถึงทางต่างระดับอ่างทอง เป็นเส้นทางแรก เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ตามนโยบายการปรับเพิ่มอัตราความเร็วของรถยนต์ จากความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ล่าสุดก็ได้เปิดเส้นทางนำร่องอีก 6 เส้นทางไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งการปรับอัตราความเร็วดังกล่าว กระทรวงคมนาคมได้เน้นย้ำให้กรมทางหลวงปรับปรุงเพิ่มมาตรฐานทางกายภาพให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะ จากเฟสที่ 1 เห็นตัวเลขชัดเจนว่า โครงการดังกล่าว ทำให้สถิติอุบัติเหตุลดลงได้ประมาณ 15 % ซึ่งก็ทำให้มั่นใจว่า ตัวเลขสถิติในเฟสที่ 2 ที่เปิดโครงการไปในวันที่ &amp;nbsp;1กันยายน ที่ผ่านมา และระยะที่ &amp;nbsp;3 ที่จะดำเนินการเปิดเส้นทางได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน&amp;rdquo; นายศักดิ์สยาม กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวด้วยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;บูรณาการความร่วมมือระหว่างกัน ในการเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย &amp;nbsp;ทั้งบนทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงชนบท เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนน สามารถเดินทางบนทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงชนบทได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยมีเป้าหมายในการลดจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ลดอุบัติเหตุรุนแรงทางถนนได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท จะร่วมมือระหว่างกัน ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย &amp;nbsp;ซึ่งกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ได้พิจารณาเส้นทางที่จะปรับความเร็วใหม่เพิ่มเติม จำนวน 8 เส้นทาง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) &amp;nbsp;สำหรับการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเป็น เส้นทางของกรมทางหลวง 6 เส้นทาง ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 1 ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงหนองแค - หินกอง - ปากข้าวสาร - แยกสวนพฤกษศาสตร์พุแค กม. 79+000 - 105+000 ระยะทางรวมประมาณ 26 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 2 ทางหลวงหมายเลข 9 ช่วงบางแค - คลองมหาสวัสดิ์ กม. 23+000 - 31+872 ระยะทางรวมประมาณ 8.8 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 3 ทางหลวงหมายเลข 347 ช่วงเทคโนโลยีปทุมธานี - ต่างระดับเชียงรากน้อย กม. 1+000 - 10+000 ระยะทางรวมประมาณ 10 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 4 ทางหลวงหมายเลข 35 ช่วงนาโคก - แพรกหนามแดง กม. 56+000 - 80+600 ระยะทางรวมประมาณ 24.6 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 5 ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงเขาวัง - สระพระ กม. 160+000 - 167+000 ระยะทางรวมประมาณ 7 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 6 ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงเขาวัง - สระพระ กม. 172+000 - 183+500 ระยะทางรวมประมาณ 11.5 กิโลเมตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเส้นทางของกรมทางหลวงชนบท 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 นบ.3021 (ถนนราชพฤกษ์) ตลอดเส้นทาง ระยะทางรวมประมาณ 51.7 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทางที่ 2 นบ.1020 (ถนนนครอินทร์) ตลอดเส้นทาง ระยะทางรวมประมาณ 12.4 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยถนนทั้ง 8 เส้นทาง กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จะดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย อุปกรณ์ที่ช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ เช่น ปรับปรุงเครื่องหมายจราจรบนผิวทางติดตั้งป้ายจราจร ป้ายเตือน ป้ายจำกัดความเร็ว ก่อสร้างกำแพงคอนกรีต ตลอดจนติดตั้งระบบขนส่งอัจฉริยะ (Intelligent Transportation System) และระบบอื่นที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จเปิดใช้งานได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือเดือนมีนาคม 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า &amp;nbsp;กระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าโครงการพัฒนาความปลอดภัยทางถนน เพื่อประโยชน์ผู้ใช้ทางทั่วประเทศ &amp;nbsp;โดยจะมีการตั้งงบประมาณ เพื่อพัฒนาความปลอดภัยทางกายภาพถนน &amp;nbsp;ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ &amp;nbsp; ครอบคลุมถึงโครงการติดตั้งกำแพงคอนกรีต หุ้มยางพาราธรรมชาติ (Rubber Fender Barrier: RFB) ที่รัฐบาลและกระทรวงคมนาคม คิ๊กออฟโครงการไปแล้ว โดยตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการปรับปรุงถนน ให้ได้ครบ 12,000 กม. ภายใน 4 ปี โดยจะตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116822</URL_LINK>
                <HASHTAG>120 กม./ชม., คมนาคม, ความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน, เปิดถนนเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141e0efb845e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 16:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2021 16:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ย้อนรอย105ปีสถานีรถไฟหัวลำโพง  วันวานที่มีคุณค่ามากกว่าการคมนาคม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตการสัญจรทางรถไฟนับเป็นความสะดวกสบายให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก และหากจะกล่าวถึง สถานีกรุงเทพ หรือที่มักจะเรียกกันจนติดปากว่า ลำโพง ก็คงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นสถานีรถไฟที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาถึง 105 ปี นับแต่มีการสร้างและเริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2459 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงนำความเจริญให้บังเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ และสยามประเทศในสมัยนั้นเหลือคณานับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หากจะย้อนกลับไปสถานีรถไฟแห่งนี้ นับเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่เชื่อมต่อหัวเมืองต่างๆ ทำให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางของผู้คนสะดวกรวดเร็ว ทำให้ &amp;ldquo;สถานีกรุงเทพ&amp;rdquo; จึงมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายตั้งแต่ประวัติความเป็นมา อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตผู้คนที่ผูกพันกับหัวลำโพงตลอดมา ผ่านยุคสมัยนำมาซึ่งผู้คนที่เริ่มเดินทางเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานมากมายจากทุกทิศทั่วไทย มีส่วนทำให้ชุมชนเมืองของกรุงเทพฯ ขยายตัวและเจริญยิ่งขึ้น เปรียบเป็นสถานีชุมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังเป็นต้นทางในการนำความเจริญออกไปทั่วประเทศไทยในทุกทิศ จากภาคกลาง สู่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามเส้นทางรถไฟสายต่างๆ ที่สร้างครอบคลุมทั่วประเทศไทย ซึ่งมาจากจุดกำเนิดเดียวกันคือ &amp;ldquo;สถานีกรุงเทพ&amp;rdquo; นั่นเอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันเส้นทางถนนและรถยนต์จะเจริญมากขึ้น และแบ่งความเจริญไปบนเส้นทางถนนจำนวนหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้การเดินทางของประชาชนจำนวนมากก็ยังต้องพึ่งพาการเดินทางด้วยรถไฟอยู่ตลอดมา ตามบทบาทและตามสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และในอนาคตการรถไฟแห่งประเทศไทยจะพัฒนาไจากดีเซลรางไปสู่รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง อาจทำให้สถานีกรุงเทพไม่เพียงพอที่จะรองรับการเดินทางของประชาชนในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็ต้องยอมรับว่าสถานีกรุงเทพยังคงมีความสำคัญในฐานะประวัติศาสตร์ของการเดินทางอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้จุดกำเนิดของการขนส่งระบบรางต่อไปในอนาคต และยังคงต้องอยู่กับคนไทยไปอีกตราบนานเท่านาน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมทางรถไฟ เพื่อให้เกิดความเจริญแก่บ้านเมืองเป็นสำคัญ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นสัญลักษณ์แห่งการนำพาสยามสู่ยุคแห่งการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเท่าเทียมนานาอารยประเทศ อันนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหลังจากที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้เปิดเดินขบวนรถไฟหลวงสายแรกในราชอาณาจักรไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2439 จากนั้นได้ดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟสายต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้สถานีรถไฟกรุงเทพแห่งแรกที่อยู่บริเวณหลังอาคารกรมรถไฟหลวง ไม่สามารถรองรับการให้บริการของประชาชนได้อย่างเพียงพอ กรมรถไฟหลวงจึงริเริ่มที่จะสร้างสถานีรถไฟกรุงเทพที่มีความทันสมัย สวยงามเป็นศรีสง่าแก่พระนคร ยาวนานมาถึงปัจจุบันและเต็มเปี่ยมได้ด้วยคุณค่าในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าทางศิลปกรรม ค่าทางประวัติศาสตร์ และคุณค่าทางสถาปัตยกรรม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการคมนาคมขนส่งจึงถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากลองมองย้อนกลับไปในอดีตนั้น การคมนาคมหลักและถือเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญของประเทศไทยนั้น ก็คงหนีไม่พ้นพาหนะอย่าง &amp;ldquo;รถไฟ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และไม่ว่าอนาคตสถานที่แห่งนี้จะถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ทว่าสถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพงที่ดำรงคงอยู่มาเป็นระยะเวลา 105 ปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นสถานีรถไฟที่สำคัญที่สุดของประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสถานีรถไฟแห่งนี้ได้ถูกปรับปรุงและดูแลรักษาเป็นอย่างดี ก่อให้เกิดเรื่องราวและความทรงจำจากครั้งอดีตจนถึงปัจจุบันมากมาย และจะเป็นสถานีรถไฟคู่ใจของคนไทยตลอดไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110204</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, รถไฟ, สถานีกรุงเทพหรือหัวลำโพง, หัวลำโง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f3eeb7927ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมโชว์ตัวเลขเปิดประเทศ 14 วัน ผู้โดยสารใช้ &#039;สนามบินภูเก็ต&#039; 6,834 คน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลมีนโยบายได้เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว โดยนำร่องที่จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดแรก ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2564 พบว่า ได้รับการตอบรับที่ดี ช่วงวันที่&amp;nbsp; 1-14 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยสารระหว่างประเทศ ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ใช้บริการผ่านท่าอากาศยานภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวม 6,834 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศสะสมในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์&amp;nbsp; 5,551 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า หากเปรียบเทียบจำนวนผู้โดยสารในช่วง 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-14 ก.ค.64 และวันที่ 1-14 ก.ค.62 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า จำนวนผู้โดยสารของวันที่ 1-14 ก.ค.64 ยังน้อยอยู่มาก ในช่วงวันที่ 1-14 ก.ค.62 มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมาใช้บริการท่าอากาศยานภูเก็ต ประมาณ 3.5 แสนคน ขณะที่วันที่ 1-14 ก.ค.64 มีผู้โดยสาร 6,834 คน ลดลงประมาณ 98% แต่เชื่อว่าหลังจากนี้จำนวนผู้โดยสารจะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจาก บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) แจ้งว่า ขณะนี้การแพร่เชื้อของโควิด-19 ยังคงระบาดต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องเลือกเส้นทางบินไปยังประเทศปลายทางที่มีความปลอดภัย และทำการบินได้ทั้งเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารและเที่ยวบินขนส่งสินค้า รวมทั้งให้สอดคล้องตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) บริษัทฯ จึงขอหยุดทำการบินชั่วคราวเฉพาะเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสาร&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. -30 ก.ย. 64&amp;nbsp; จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพ-เชียงใหม่ , กรุงเทพ ภูเก็ต และกรุงเทพ-กระบี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ จะทำการบินชั่วคราวในเส้นทางระหว่างประเทศ&amp;nbsp; เฉพาะเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสาร ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.- 30 ก.ย.64 จำนวน 20 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพไป-กลับพนมเปญ, เวียงจันทน์ , ฮานอย , โฮจิมินท์, ย่างกุ้ง, สิงคโปร์ , กัวลาลัมเปอร์ ,จาการ์ตา, เดนปาร์ซา, ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้,กวางโจว, เฉินตู คุณหมิง, เซี่ยเหมิน ,ไทเป-โซล, ฟูกูโอกะ, ชิโตเสะ, เชนได และปูซาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากบริษัท ไทยสมายส์แอร์เวย์ จำกัด ผู้ให้บริการสายการบินไทยสมายล์ แจ้งว่ายังปรับลดเที่ยวบินวันที่&amp;nbsp;12 &amp;ndash; 31 ก.ค.&amp;nbsp; 7 เส้นทางคือ อุบลราชธานี ,อุดรธานี, เชียงราย ,สุราษฎร์ธานี ,นครศรีธรรมราช, กระบี่ และนราธิวาส คงเหลือเที่ยวบินวันที่ 18 ก.ค.64 เพียง 1 วัน&amp;nbsp; รวมทั้งปรับตารางเที่ยวบินในเส้นทางภูเก็ต และขอนแก่น ให้กลับมาถึงกรุงเทพ เวลาประมาณ19.00 น. เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของ ศบค. ทั้งนี้ปัจจุบันสายการบินคงเหลือเที่ยวบินที่ยังทำการบินใน 4 เส้นทาง คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต และหาดใหญ่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109820</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, สนามบินภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd5f62d6ee8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109552</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/07/2021 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/07/2021 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคม เคาะ 4 เส้นทางนำร่องสร้างมอเตอร์เวย์คู่ระบบราง ประเดิมโฟกัส ‘ชุมพร–ระนอง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ค.2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประชุมขับเคลื่อนการศึกษาแผนพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษระหว่างเมืองและระบบราง (MR&amp;ndash;Map) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานศึกษาจัดทำแผน MR&amp;ndash;Map ของกรมทางหลวง (ทล.) โดยในปัจจุบันงานศึกษาอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเพื่อจัดทำโครงข่ายในเบื้องต้น และคัดเลือกโครงการนำร่องเพื่อศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ โดยได้พิจารณา 4 เส้นทางโครงการนำร่องที่มีศักยภาพ ระยะทาง 1,155 กิโลเมตร (กม.) จากทั้งหมด 10 เส้นทางระยะทางรวม 6,466 กม. ได้แก่ 1.เส้นทาง MR5 ชุมพร&amp;ndash;ระนอง ระยะทาง 108 กม. โดยการศึกษาจะสอดคล้องกับแนวทางการศึกษาความเหมาะสมโครงการเชื่อมระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (Landbridge) ของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือในภูมิภาค 2.เส้นทาง MR8 หนองคาย (ด่านหนองคาย)-แหลมฉบัง ช่วงนครราชสีมา&amp;ndash;แหลมฉบัง ระยะทาง 288 กม. โดยเบื้องต้น ทล.คาดว่าการพัฒนาโครงการนี้จะประกอบด้วย ด่านเข้า&amp;ndash;ออก 10 แห่ง, ทางแยกต่างระดับ 11 แห่ง, อุโมงค์ 3 แห่ง และจุดพักรถ (Rest Area) 8 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เส้นทาง MR9 กาญจนบุรี (ด่านเจดีย์สามองค์)-อุบลราชธานี (สะพานมิตรภาพแห่งที่ 6) ช่วงนครราชสีมา&amp;ndash;อุบลราชธานี ระยะทาง 440 กม. โดยเบื้องต้น ทล.คาดว่าการพัฒนาจะประกอบด้วย ด่านเข้า&amp;ndash;ออก 10 แห่ง, ทางแยกต่างระดับ 9 แห่ง, และ Rest Area 8 แห่ง และ 4.เส้นทาง MR10 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครรอบที่ 3 ระยะทางรวม 319 กม. นอกจากนี้ ได้มีการพิจารณารูปแบบการกำหนดหมายเลขเส้นทางของทั้ง 10 เส้นทางโดยอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการกำหนดหมายเลขเส้นทาง MR&amp;ndash;Map ให้เป็นระบบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า หลักการของโครงการแผนพัฒนาโครงข่าย MR&amp;ndash;Map นี้ จะช่วยแก้ปัญหาโครงข่ายระบบคมนาคม ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการของโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น โครงการของ ทล., การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้แก่ การพัฒนาวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 การบูรณาการโครงการทางพิเศษสายฉลองรัช-นครนายก-สระบุรี วงแหวนฯ รอบที่ 3 กับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายกาญจนาภิเษก-สระแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังช่วยแก้ไขปัญหาเส้นทางรถไฟที่วิ่งผ่านเขตชุมชนเมือง ที่ทำให้เกิดปัญหาการจราจรและการแบ่งแยกพื้นที่ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่สายมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ ช่วงผ่านตัวเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงยังช่วยให้การขนส่งสินค้าทางรางเป็นไปด้วยความสะดวก และลดปัญหาการขนส่งสินค้าทางรางเข้าสู่พื้นที่ในเขตเมืองใหญ่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่าได้มีข้อสั่งการให้มีการศึกษาโครงการนำร่องที่มีศักยภาพเพิ่มเติมอีก 1 เส้นทาง คือ เส้นทางเชื่อมระหว่างเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)-เส้นทาง MR5 (ชุมพร-ระนอง) และกำชับให้ ทล.เน้นหลักการของโครงการแผนพัฒนาโครงข่าย MR&amp;ndash;Map โดยเฉพาะกรณีเส้นทางที่ต้องเลี่ยงการเดินทางเข้าเขตเมือง เพื่อลดปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินของประชาชน และต้องมีการวางแผนการเชื่อมต่อโครงข่ายเส้นทาง MR&amp;ndash;Map กับพื้นที่เขตเมืองให้เชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ รฟท. ดำเนินการศึกษาข้อมูลรูปแบบเส้นทางรถไฟในพื้นที่ จ.นครราชสีมาเพื่อบูรณาการเชื่อมต่อโครงข่ายเส้นทาง MR&amp;ndash;Map โดยเน้นการใช้ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้การดำเนินการให้เป็นในลักษณะการบูรณาการร่วมกับระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทล., กทพ. เป็นต้น และการดำเนินการต่างๆ ต้องลดผลกระทบต่อประชาชน และหากมีการแก้ไขรูปแบบของโครงการที่ได้มีการออกแบบ การรับฟังความเห็นประชาชน หรือการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปแล้ว การบูรณาการที่เกิดขึ้นจะต้องอยู่ในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการคัดเลือกเส้นทางนำร่องของ ทล. 10 เส้นทางนั้น มีระยะทางรวม 6,466 กม. ประกอบด้วย 1.เส้นทางMR1 ตาก (ด่านแม่สอด)-นครพนม (ด่านนครพนม) ประกอบด้วย 4 ช่วงสายทาง คือ ด่านแม่สอด&amp;ndash;ตาก, ตาก&amp;ndash;พิษณุโลก, พิษณุโลก&amp;ndash;เพชรบูรณ์ (หล่มสัก), เพชรบูรณ์ (หล่มสัก)-ขอนแก่น และขอนแก่น&amp;ndash;มุกดาหาร&amp;ndash;นครพนม (ด่านนครพนม) ระยะทางรวม 1,020 กม. 2.เส้นทาง MR2 กาญจนบุรี (ด่านเจดีย์สามองค์)-อุบลราชธานี (สะพานมิตรภาพแห่งที่ 6) ประกอบด้วย 4 ช่วงสายทาง คือ กาญจนบุรี (ด่านเจดีย์สามองค์)-นครสวรรค์, นครสวรรค์ &amp;ndash; ชัยภูมิ, ชัยภูมิ&amp;ndash;นครราชสีมา และนครราชสีมา&amp;ndash;อุบลราชธานี (สะพานมิตรภาพแห่งที่ 6) ระยะทางรวม 980 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เส้นทาง MR3 กาญจนบุรี (ด่านน้าพุร้อน)-สระแก้ว (ด่านอรัญประเทศ) ประกอบด้วย 4 ช่วงสายทาง คือ ด่านน้าพุร้อน&amp;ndash;กาญจนบุรี, จตุโชติ&amp;ndash;วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ รอบที่ 3 (ด้านตะวันออก), วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ รอบท่ี 3 (ด้านตะวันออก)-ปราจีนบุรี และปราจีนบุรี&amp;ndash;อรัญประเทศ ระยะทางรวม 312 กม. 4.เส้นทาง MR4 ชลบุรี&amp;ndash;ตราด (ด่านคลองใหญ่) ประกอบด้วย 2 ช่วงสายทาง คือ ชลบุรี&amp;ndash;ระยอง และระยอง&amp;ndash;ตราด (ด่านคลองใหญ่) ระยะทางรวม 293 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.เส้นทาง MR5 ชุมพร&amp;ndash;ระนอง ระยะทางรวม 96 กม. 6.เส้นทาง MR6 ภูเก็ต&amp;ndash;สุราษฎร์ธานี ระยะทางรวม 185 กม. 7.เส้นทาง MR7 เชียงราย (ด่านเชียงของ)-สงขลา (ด่านชายแดนมาเลเซีย) ประกอบด้วย 12 ช่วงสายทาง คือ ด่านเชียงของ&amp;ndash;เชียงราย, ด่านแม่สาย&amp;ndash;เชียงราย, เชียงราย&amp;ndash;เชียงใหม่, เชียงใหม่&amp;ndash;พิษณุโลก, พิษณุโลก&amp;ndash;นครสวรรค์, นครสวรรค์&amp;ndash;นครปฐม, นครปฐม&amp;ndash;ชะอำ, ชะอำ&amp;ndash;ชุมพร, ชุมพร&amp;ndash;สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี&amp;ndash;สงขลา, สงขลา&amp;ndash;ด่านสะเดา และสงขลา&amp;ndash;นราธิวาส ระยะทางรวม 2,125 กม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.เส้นทาง MR8 หนองคาย (ด่านหนองคาย)-ชลบุรี (แหลมฉบัง) ประกอบด้วย 4 ช่วงสายทาง คือ ขอนแก่น&amp;ndash;หนองคาย(ด่านหนองคาย), นครราชสีมา&amp;ndash;ขอนแก่น, นครราชสีมา&amp;ndash;ปราจีนบุรี และปราจีนบุรี&amp;ndash;ชลบุรี (แหลมฉบัง) ระยะทางรวม666 กม. 9.เส้นทาง MR9 บึงกาฬ (ด่านบึงกาฬ)-สุรินทร์ (ด่านช่องจอม) ประกอบด้วย 2 ช่วงสายทาง คือ บึงกาฬ (ด่านบึงกาฬ)-ร้อยเอ็ด และร้อยเอ็ด&amp;ndash;สุรินทร์ (ด่านช่องจอม) ระยะทางรวม 470 กม. และ 10.เส้นทาง MR10 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครรอบที่ 3 ระยะทางรวม 319 กม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109552</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, นำร่อง 4 เส้นทาง, โครงข่าย MR–Map</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210713/image_big_60ed4567d3b38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
