<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>59266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2020 18:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2020 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ทุบกำลังซื้อ-1ศก.ดิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มรุนแรงและน่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คาดไว้เดิม โดยผ่านการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังอาจส่งผลต่อการลดลงของการเดินทางท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยของคนไทยอีกด้วย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากเรื่องการหยุดชะงักหรือการขาดตอนของโซ่อุปทาน (Supply chain disruption) ที่อาจส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของการส่งออกไทยเพิ่มเติมได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รายได้หายกว่า 1.5 แสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการประเมินผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกไทยในปี 2563 โดยแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีที่ 1 การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ระบาดในต่างประเทศ (โดยเฉพาะนอกประเทศจีนที่มีเพิ่มขึ้น) สามารถควบคุมได้ภายในครึ่งปีแรก ในไทยไม่ได้มีการระบาดรุนแรง กรณีนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อจะสูงสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 และสถานการณ์จะเริ่มค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ผลจากการระบาดของ COVID-19 จะส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในเรื่องของรายได้จากการตกงานหรือพักงาน และส่งผลต่อการใช้จ่ายที่กระจายไปยังธุรกิจค้าปลีก ในช่วงครึ่งปีแรก 2563 โดยเฉพาะไตรมาส 2 น่าจะมีแนวโน้มหดตัวสูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หากสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ภายในครึ่งปีแรก ประกอบกับปัจจัยหนุนทางด้านมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าปลีก ก็น่าจะทำให้มูลค่าตลาดค้าปลีกในช่วงครึ่งปีหลังค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวได้บ้าง โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญหายไปสำหรับธุรกิจค้าปลีกในปี 2563 ราว 150,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีที่ 2 การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ระบาดในต่างประเทศ (โดยเฉพาะนอกประเทศจีนที่มีเพิ่มขึ้น) และในไทยเป็นวงกว้างและรุนแรงขึ้นลากยาวเกิน 6 เดือน จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในวงกว้างมาก ทั้งมีคนตกงานเพิ่มขึ้นและธุรกิจปิดกิจการ ทำให้การใช้จ่ายที่กระจายไปยังธุรกิจค้าปลีก คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญหายราว 200,000 ล้านบาท แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของทางภาครัฐเข้ามาหนุน แต่ก็อาจจะช่วยได้แค่บางส่วน และมองว่าผู้บริโภคก็ยังคงมีความกังวลและระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในปี 2563&amp;nbsp; และยังต้องรอมาตรการของทางภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการค้าปลีก โดยเฉพาะกลยุทธ์ทางด้านราคาอย่างคุ้มค่าในจังหวะเวลาที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายคมสัน ขวัญใจธัญญา รักษาการประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค.63 ถึงปัจจุบัน มีสัดส่วนจำนวนลูกค้าลดลงมากกว่า 30% และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผลจากการปิดตัวของธุรกิจท่องเที่ยวหรือที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยง ส่งผลให้กำลังซื้อหายไปจากระบบเป็นจำนวนกว่า 70,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น จึงขอเสนอมาตรการที่จำเป็นให้รัฐบาลช่วยเหลือและเยียวยา เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ผู้บริโภค ประคองธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่อยู่ในห่วงโซ่ค้าปลีก-ค้าส่งให้อยู่รอด รวมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งให้สามารถจ้างงานต่อไปได้ เช่น นำโครงการ &amp;ldquo;ช้อปช่วยชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;กลับมาอีกครั้ง โดยการขยายวงเงินการบริโภคจากเดิม 15,000 บาท เป็น 50,000 บาท, คืนภาษีนำเข้า Duty Tax Refund ดึงดูดนักท่องเที่ยว ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือ 5%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ขอให้ยืดภาระการชำระภาษีนิติบุคคลประจำปี พ.ศ.2562 ไปเป็นเดือนสิงหาคม การนำเข้าหรือลงทุนซื้อหรือเช่าอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการคัดกรอง แจ้งเตือนและเฝ้าระวังผู้มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดโควิด-19 ที่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า ลดอัตราค่าน้ำ ค่าไฟต่อหน่วยให้แก่ นิติบุคคล กำหนดช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2563, ยกเลิกชั่วโมงล่วงเวลา (OT) รวมไปถึงจัด Big Cleaning และแหล่งท่องเที่ยว ติดตั้งเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการคัดกรอง การแจ้งเตือนและเฝ้าระวังผู้มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดโควิด-19 ในสถานประกอบการ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นอกจากด้านค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบแล้ว ยังมีด้านการคมนาคม โดยเฉพาะธุรกิจการบิน เนื่องจากความกังวลและหวาดกลัวการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทาง ประกอบกับมีหลายประเทศที่ห้ามการเดินทางเพื่อตัดโครงข่ายการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ&amp;nbsp; (IATA) คาดว่าตัวเลขความเสียหายธุรกิจการบินที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 จะทำให้รายได้ของสายการบินประเภทเครื่องบินโดยสารในปีนี้ลดลงถึง 1.95-3.5 ล้านล้านบาท ที่คาดจะทำให้รายได้ของสายการบินลดลงประมาณ 9 แสนล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวจะจำกัดอยู่ในตลาดที่เกี่ยวข้องกับจีนเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลดค่าใช้จ่ายสู้วิกฤติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสายการบินในประเทศไทย อย่างการบินไทยนั้น ล่าสุด นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย กล่าวยอมรับว่า หลังจากที่การบินไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา การบินไทยทำการลดเที่ยวบินเส้นทางบินประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีปริมาณผู้โดยสารลดลง เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เฉลี่ย 10-12% เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และปรับขนาดเครื่องบินให้เล็กลง สอดคล้องปริมาณการเดินทางของผู้โดยสาร และปรับลดจำนวนเที่ยวบินต่อวัน เช่น วันละ 3-4 เที่ยวบิน เหลือวันละ 1 เที่ยวบิน พร้อมทั้งเตรียมปรับลดเที่ยวบินเพิ่มอีก 20% ในประเทศที่มีความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การบินไทยเชื่อว่าเมื่อถึงไตรมาส 3 สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย และการเดินทางโดยอากาศยานจะเริ่มกลับมาบินปกติ ส่วนมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่การบินไทยดำเนินการไปแล้ว ทั้งลดผลตอบแทนผู้บริหารและกรรมการ ถือว่ามาตรการเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นจากระดับ 4 เข้าใกล้ระดับที่ 3&amp;nbsp; (มาตรการสูงสุดคือระดับ 1)&amp;quot; นายสุเมธกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59266</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, คมสัน ขวัญใจธัญญา, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e6628909d197.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
