<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา’ ยกระดับทักษะรับมือภัยพิบัติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สมมติเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ให้ผู้ร่วมอบรมหลักสูตร CMS ต้องเผชิญภาวะวิกฤติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จำลองเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่และน้ำท่วมฉับพลัน เพื่อทดสอบและฝึกทักษะการใช้ชีวิตในภาวะวิกฤติเมื่อเผชิญเหตุอุทกภัยที่อาจจะเกิดในพื้นที่ จนสามารถเอาตัวรอดมาได้อย่างปลอดภัยทั้ง 35 ชีวิต ที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตรการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ หรือ CMS (Crisis Management Survival Camp) ภายใต้แนวคิด &amp;lsquo;CMS สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา&amp;rsquo;&amp;nbsp; ณ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก โรงเรียนสงครามพิเศษ และศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (วัดใหม่เอราวัณ) อ.เมือง จ.ลพบุรี ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน ตามโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปีที่ 8 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ยังชวน พ.อ.นพ.ภาคย์ โลหารชุน นายแพทย์ใหญ่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เจ้าของฉายา &amp;lsquo;หมอที่แกร่งที่สุดในปฐพี&amp;rsquo; มาเล่าวินาทีความเป็นความตายในถ้ำหลวง และภารกิจปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง ที่ &amp;#39;หมอภาคย์&amp;rsquo; อยู่กับเด็กๆ ทีมหมูป่า จนสามารถช่วยเหลือออกมาได้ทุกคน พร้อมข้อคิดในการดำเนินชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เรียนรู้โคก หนอง นา โมเดล เกษตรทฤษฎีใหม่ที่ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก ลพบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯ ปีนี้ หวังปลุกให้คนเมืองและคนที่สนใจทำเกษตรกรรมตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งการป้องกัน การพึ่งพาตนเองเมื่อเกิดวิกฤติ การฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังภัยพิบัติ โดยเกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จำลองสถานการณ์ปัญหา ฝึกการเอาตัวรอดในน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ &amp;lsquo;อาจารย์ยักษ์&amp;rsquo; นายกสมาคมดินโลกและที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น พายุพัดถล่มบ้านเรือนเสียหาย ภัยแล้ง น้ำท่วมเจอทุกปี เกิดความเดือดร้อนและสร้างความขัดแย้งระหว่างชุมชน ระดับประเทศ และระดับโลก การรอความช่วยเหลือจากรัฐบาล หรือเยียวยาผู้ประสบภัย เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางบรรเทาทุกข์ แต่การเตรียมความพร้อมให้ประชาชนรู้หน้าที่และพึ่งพาตนเอง พร้อมทั้งช่วยเหลือครอบครัวและผู้อื่น เป็นหัวใจสำคัญสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่สำคัญ โดยหลักสูตรการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ หรือ CMS ได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน เน้นการสร้างแหล่งน้ำไว้ในพื้นที่ตนเอง สามารถเก็บน้ำฝนไว้ใช้อุปโภคและบริโภคได้ตลอดทั้งปี ทั้งในฤดูน้ำหลากยังสามารถช่วยชะลอและเก็บกักน้ำ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ เน้นสร้างแหล่งอาหารปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เตรียมการไว้ในภาวะปกติและรับมือเมื่อเกิดวิกฤติ พร้อมทั้งฝึกอบรมทักษะ การเตือนภัย รู้เท่าทันสถานการณ์ฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ประชาชนควรมีความรู้ในการเอาตัวรอด เตือนภัยและฟื้นฟูหลังประสบภัยพิบัติ หลักสูตร CMS สร้างสติให้ประชาชนจะเผชิญเหตุและสู้อย่างไร ถ้าสู้ไม่ได้จะอพยพและเตรียมพื้นที่อพยพช่วงวิกฤติ หลังเหตุการณ์ผ่านไปบ้านเรือน เรือกสวนไร่นาเสียหายต้องเข้าสู่การฟื้นฟู นอกจากนี้ จะสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายความช่วยเหลือทั้งในและนอกพื้นที่ได้ ทำให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด หลักสูตร CMS อบรมรุ่นแรกก่อนน้ำท่วมใหญ่ปี 54 จนรุ่นล่าสุดที่ จ.ลพบุรี&amp;nbsp; รวม 22 รุ่นแล้ว&amp;rdquo; อาจารย์ยักษ์ ซึ่งร่วมให้ความรู้กับผู้เข้าอบรมครั้งนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ &amp;lsquo;อาจารย์ยักษ์&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางรอดประเทศท่ามกลางโลกวิกฤติและโรคระบาด อาจารย์ยักษ์มั่นใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางรอดเดียว เห็นได้จากปีนี้งบฟื้นฟูโควิดของรัฐบาล 1.5 หมื่นล้าน มีลงมาทำโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์ &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; โดยกระทรวงมหาดไทย เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น ไทยจะมีพื้นที่สีเขียวและแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่า โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกฯ เป็นต้นแบบให้รัฐบาล เพราะเป็นทางรอดที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงทำตัวอย่างให้ดูทั่วประเทศ ปีหน้าครบปีที่ 9 เชื่อว่า จะสร้างหลุมขนมครกหนึ่งแสนหลุมเกินเป้าที่วางไว้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บ.เชฟรอนฯ กล่าวว่า การฝึกอบรม CMS เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำอาสาสมัครให้พร้อมที่จะรับมือกับภาวะวิกฤติต่างๆ และช่วยเหลือผู้อื่นได้ ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงและใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที โครงการจัดฝึกอบรมครั้งแรกหลังโควิด โดยได้ปรับหลักสูตรการฝึกให้เหมาะสมกับผู้เข้ารับการฝึกซึ่งมีทั้งคนเมือง พนักงานเชฟรอนและคนที่เริ่มทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสร้างเครือข่ายของคนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดเหตุภัยพิบัติ การเตรียมป้องกัน การพึ่งตนเองเมื่อเกิดวิกฤติ ตลอดจนการฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังภัยพิบัติด้วยศาสตร์พระราชา สามารถนำความรู้ที่ได้จากภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากวิทยากรชั้นครูของมูลนิธิและทีมครูฝึกหน่วยซีลไปปฏิบัติและถ่ายทอดให้คนอื่นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ปีที่ 8 ของโครงการ จะมีกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ทำโคก หนอง นา โมเดล ขุดคลองไส้ไก่ ที่ จ.ชัยภูมิ กลางเดือนสิงหาคมนี้ จากนั้นเดือนกันยายน จัดกิจกรรมที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นการสืบสานศาสตร์พระราชาช่วยกันสร้างพื้นที่ต้นแบบใหม่ เน้นให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเอง นอกจากนี้ จะเผยแพร่เรื่องราวบุคคลต้นแบบจากโครงการรวมพลังตามรอยพ่อฯ ผ่านสื่อออนไลน์เพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนในสังคม เรามาได้ไกล เกิดการรับรู้เกษตรทฤษฎีใหม่และทำตามเพิ่มขึ้น จากที่คนเห็นว่าเป็นเกษตรทางเลือก ขณะนี้เป็นเกษตรทางหลัก คนรุ่นใหม่ก็หันมาทำกสิกรรมธรรมชาติ เปลี่ยนวิธีคิด ไม่ห่วงรวย แต่รอด ผืนดินดีขึ้น น้ำท่วมภัยแล้งมาก็ไม่กระทบ&amp;quot; อาทิตย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้บริหาร บ.เชฟรอนฯ &amp;nbsp;เดินหน้าสานต่อโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักสูตร CMS ยกระดับการเอาตัวรอดของคนไทย&amp;nbsp; พล.อ.ธนศักดิ์ เก่งถนอมม้า ประธานคณะทำงานจัดทำหลักสูตร CMS ที่ปรึกษาการฝึกอบรมครั้งนี้ บอกว่า ปกติฝึกอบรมใช้เวลา 6 วัน แต่ครั้งนี้เป็นหลักสูตรเฉพาะกิจระยะสั้น 3 วัน 2 คืน การออกแบบหลักสูตรมีความกระชับและมีโอกาสใช้ได้จริง เน้น สู้ อยู่ หนี เริ่มจากสู้โดยใช้ศาสตร์พระราชา เตรียมความพร้อมเมื่อต้องเผชิญเหตุแล้ง ท่วม ดินถล่ม ถัดมา อยู่ด้วยศาสตร์พระราชา นำหลักกสิกรรมธรรมชาติกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงปรับใช้ โคก หนอง นา โมเดล ทำได้แม้แต่ในทาวน์เฮาส์หรือคอนโดฯ&amp;nbsp; ส่วนหนี ใช้ศักยภาพผู้รู้ หนีอย่างปลอดภัย ในหลักสูตรสอนวิธีการเอาตัวรอดเมื่อเผชิญเหตุสถานการณ์ต่างๆ&amp;nbsp; เรียนรู้เรื่องทัศนสัญญาณ การปฐมพยาบาล การผูกเงื่อนเชือก และการเอาตัวรอดในน้ำ ครั้งนี้จำลองสถานการณ์ปัญหา 24 ชม. เพื่อฝึกการดำรงชีพในภาวะวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;หมอภาคย์&amp;rdquo;-พ.อ.นพ.ภาคย์ โลหารชุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนยุทธวิธีรอดจากวิกฤติและเซฟตัวเองจากโควิด &amp;ldquo;หมอภาคย์&amp;rdquo;-พ.อ.นพ.ภาคย์ กล่าวว่า เมื่อต้องเผชิญเหตุที่วิกฤติและมีความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิต อย่างแรกต้องมีสติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อย่างน้องๆ 13 หมูป่ามีสติ และแก้ปัญหาเป็นส่วนๆ น้ำมา หนีน้ำหาพื้นที่สูง จากนั้นบริหารจัดการพลังงานของตัวเอง รอเจ้าหน้าที่ค้นหา ระหว่างนั้นสลับกันใช้เศษหินขุดโพรงหาทางออกถ้ำเอง ตนก็มีประสบการณ์อุปกรณ์ดำน้ำติดช่องแคบในถ้ำ ไม่รนราน ตั้งสติผ่านอุปสรรคมาได้ บทเรียนในถ้ำหลวงจะเป็นแนวทางและข้อคิดให้ผู้เข้าร่วมอบรม CMS นำไปปรับใช้ เช่นเดียวกับโควิด หากใช้สติ รู้จักป้องกันตัวเอง และพร้อมใจปฏิบัติตามมาตรการ ชาติก็พ้นวิกฤติโรคระบาดได้ อยากให้คนไทยพึ่งพาตนเอง มีความพร้อมรับมือ ช่วยลดความสูญเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73144</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, บริษัทเชฟรอนประเทศไทย, หมอภาคย์, หลักสูตรCMS, อาทิตย์ กริชพิพรรธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200801/image_big_5f257aa2e30f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอามื้อสามัคคี&quot; ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ สระบุรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี 6 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน จัดกิจกรรม &amp;ldquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rdquo; ครั้งที่ 3 ร่วมสร้างชุมชนกสิกรรมวิถี ตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.หนองหัวโพ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เพื่อรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อการแก้ปัญหาหยุดท่วม หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการสอดคล้องกับกรอบดำเนินงานฟื้นฟูลุ่มแม่น้ำป่าสัก 9 ปี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ อ.ยักษ์ กล่าวว่า ในหลวง ร.9 ได้ทรงรับสั่งกับรัฐบาลที่แล้วเมื่อ 7-8 ปีก่อนว่า &amp;lsquo;ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นลุ่มน้ำที่จัดการยากที่สุด เพราะมีความชันเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน เพราะปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงมากหลายเท่าของความจุอ่าง ท่านรับสั่งว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร คงจะช่วยได้มากกว่านี้&amp;rsquo; ตนได้ฟังพระองค์รับสั่งแล้วจะไม่ทำอะไรเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทำงานกับพระองค์มานาน ตามเสด็จ และจดบันทึกงานตามตลอด เลยตัดสินใจทำเอง ชวนคนมากมายมาทำโครงการต่างๆ ตนคิดว่า ลุ่มน้ำป่าสักมีส่วนทำให้กรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ น้ำท่วม หากจัดการได้ไม่ดี ในอดีตกว่าจะมีเขื่อนป่าสัก ก็โดนต่อต้านอย่างรุนแรง ท่านก็ทรงรับสั่งว่าลุ่มนี้จัดการยากถ้าไม่มีเขื่อน เมื่อแล้งจะแล้งอย่างดุเดือด เมื่อท่วมก็จะท่วมอย่างดุเดือด ถึงอย่างไรก็ต้องทำ แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด แล้วก็ดูแลประชาชนให้ดี ต้องไม่มีคอร์รัปชั่นและคอมมิชชั่นแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ถ้าหากมี โครงการจะมีปัญหาทันที ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลทุกข์สุขพี่น้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ยักษ์ - ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์กล่าวต่อว่า ท่านก็ยังรับสั่งเรื่องปัญหาน้ำท่วมอีกว่า &amp;lsquo;ถ้าทำทฤษฎีใหม่ ขั้นก้าวหน้า&amp;rsquo; ก็อาจจะช่วยได้ ซึ่งทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้าก็คือ ทุกบ้านต้องมีแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือเรียกว่าหลุมขนมครก ถ้าฝนตกแล้วไหลมารวมกันจะเหมือนถาดขนมครก ถ้าในถาดไม่มีหลุมเลย ฝนตกก็จะมารวมกันอยู่ที่เดียว แล้วตรงที่ต่ำก็จะท่วมหมด แล้วก็การทำโคก หนอง นา คือปั้นคันนาสำหรับเก็บน้ำไว้ในนา แล้วขุดหนองเก็บน้ำไว้ในหนอง แล้วก็ขุดคลองเก็บไว้ในคลอง ดินที่ขุดก็เอาไปทำโคกสูงๆ ปลูกป่า แล้วป่าก็จะซึมซับน้ำลงไปใต้ดิน ทั้งในโคก หนอง นา จะกลายเป็นที่เก็บน้ำ ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกบ้านจะไม่มีแล้งเลย แล้วอาชีพจะมั่นคงตามด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ 6 ของการดำเนินโครงการยังคงยึดแนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; ในการจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สระบุรี และน่าน ซึ่งแต่ละแห่งมีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อจะได้สร้างต้นแบบที่หลากหลาย เป็นแรงบันดาลใจต่อไปในทุกกลุ่มสังคมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยโครงการมี 3 ระยะ คือ ระยะแรก ตอกเสาเข็ม สร้างความรับรู้, ระยะสอง แตกตัว ขยายผล และระยะสาม ขยายผลเชื่อมทั้งระบบ โดยปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะสองเน้นการขยายผลในระดับทวีคูณ ด้วยการ สร้างคน สร้างครู หรือคนต้นแบบ และสร้างเครื่องมือในการยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิตด้วยโครงสร้าง &amp;lsquo;บวร&amp;rsquo; หรือบ้าน วัด โรงเรียน และได้ทำต่อเนื่องโดยนำภารกิจเอามื้อสามัคคี หรือการลงแขกช่วยเหลือกันในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน โดยกิจกรรมปีนี้อยู่ในลุ่มน้ำป่าสัก ที่ จ.สระบุรี เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ให้สร้างหลุมขนมครกเพื่อหยุดท่วม หยุดแล้ง มาตั้งแต่การดำเนินโครงการในปีแรก และขยายผลออกไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้เกิดพื้นที่และคนต้นแบบมากมาย อาทิ อ.บุญล้อม เต้าแก้ว แห่งสวนล้อมศรีรินทร์ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้ที่ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และปัจจุบันท่านเป็นคณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอาทิตย์กล่าวอีกว่า ทำโครงการนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 ปี เท่าที่ผ่านมาโครงการประสบความสำเร็จพอสมควร มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตร พร้อมทั้งเรียนรู้ระหว่างทางไปตลอดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ นอกจากนี้ยังจะมองหา &amp;ldquo;คอขวด&amp;rdquo; หรืออุปสรรคต่อการพัฒนา เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขต่อไป ซึ่งคอขวดระยะแรกคือ ประชาชนขาดการตระหนักรู้ จากเดิมที่มีคนที่สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ เชฟรอนได้เชิญดาราเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างจุดสนใจ ทำให้โครงการเป็นที่รับรู้มากขึ้น และเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนคอขวดในระยะที่สองคือ การขาดแคลนวิทยากร เนื่องจากมีคนสนใจอยากลงมือทำมากขึ้น จึงต้องเพิ่มจำนวนศูนย์เรียนรู้ เพิ่มการเรียนการสอน เพิ่มวิทยากร สร้างคน เพื่อให้สามารถออกแบบและอบรมคนได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่มีคนให้ความสนใจมากมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผจก.ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอน เสริมอีกว่า หลังจากนั้นต้องมีการขับเคลื่อนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับมากขึ้นทั้งในวงการวิชาการและอื่นๆ เชฟรอนจึงได้สนับสนุนให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ทำวิจัยที่มีผลทางวิชาการยืนยันชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง ทั้งมิติด้านสภาพแวดล้อม คือ ดินดี มีแหล่งน้ำ และผลผลิตที่มากขึ้น, มิติด้านสังคม คือ การได้กลับมาเป็นครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และมิติด้านเศรษฐกิจ คือ ปลดหนี้ได้ สร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ครั้งนี้ มีพนักงานเชฟรอนกว่า 200 คน เข้าร่วมด้วย และยังมีเครือข่ายคนมีใจจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และผู้ที่สนใจสมัครผ่านทางเฟซบุ๊กโครงการ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คนเข้าร่วมกิจกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ มีขนาดพื้นที่ 47.5 ไร่ เกิดจากคนหลากหลายอาชีพ อาทิ ธุรกิจส่วนตัว รับจ้างอิสระ นักวิเคราะห์แผนงาน นักแสดง นักบิน รวมทั้งเจ้าของที่ดินเดิม รวม 15 ครอบครัว เพื่อทำตามความฝันของตนเองในการร่วมกันสร้างหมู่บ้านสุขสมบูรณ์เป็นชุมชนกสิกรรมวิถี และเป็นชุมชนต้นแบบตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.กระทรวงเกษตรฯ ยังได้กล่าวถึงการรวมกลุ่มของชุมชนอีกว่า หมู่บ้านสุขสมบูรณ์คือหมู่บ้านกสิกรรมวิถี ชุมชนกสิกรรมวิถี ก็คือการรวมตัวกันของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกัน สร้างชุมชนพอเพียงที่พึ่งตนเองได้แม้ยามเกิดภัยพิบัติ โดยนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพภูมิสังคม ด้วยการทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หันกลับมาพึ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมา เพื่อเน้นการทำเกษตรแบบยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการที่ติดตามสภาพวิกฤติโลก ตอนนี้กำลังเป็นสงครามแบ่งค่ายทั้งโลก สภาพสังคมไทยตอนนี้ทุกคนก็รู้ดี อดีตสังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน ใครมาถึงก็ต้อนรับแบ่งปันกัน ปลูกพืชผักแบ่งกันกินได้ แต่ตอนนี้สังคมแบบนี้ได้หายไป อีกทั้งสภาพทางการเมืองก็แบ่งเป็นเหล่าอย่างชัดเจน สังคมไทยยังไม่เคารพกัน รวมถึงสภาพแวดล้อมก็ยังเลวร้าย บางพื้นที่น้ำท่วมหนัก บ้านพัง บางแห่งแล้งต้องขนน้ำไปช่วย ไปทำฝนเทียมให้ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมมันรุนแรงขึ้นทุกวัน เราเชื่อว่าลำพังคนคนเดียวถ้าจะแก้ไขยังไงก็เอาตัวไม่รอด ต้องมีเพื่อน มีกลุ่ม มีสังคม มีชุมชน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ยักษ์กล่าวอีกว่า พลังอำนาจของแต่ละประเทศทั่วโลกกว่า 240 ประเทศ จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะเก็บภาษีใครไม่ได้ ระบบอีคอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ รัฐบาลก็จะเก็บภาษียากขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นชุมชนต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกัน แล้วประเทศไทยมีชุมชนในเมือง 1-2 หมื่นชุมชน ซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้เลยเมื่อเกิดน้ำท่วม ภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นจึงผลิตอาหารการกินไม่รอด ทำอะไรไม่เป็น ชุมชนชนบทกว่า 7 หมื่นชุมชนวันนี้ก็อ่อนแอ เหลือแต่คนแก่และเด็กเล็กๆ คนที่แข็งแรงพอจะเรียนรู้การอยู่กับดินกับน้ำที่ทำให้มนุษย์อยู่รอด ได้หายไปหมดแล้ว ที่สำคัญความคิดของคนก็ไม่เหมือนกัน คนในเมืองคิดว่าเงินจะทำให้อยู่รอด ขณะที่คนชนบทคิดว่าข้าวปลาอาหารทำให้อยู่รอด ตนคิดว่าถ้าใครศรัทธาแนวทางสองสิ่งคือ 1.แนวทางที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเอาไว้ 2.แนวทางศาสนาของตนเองที่สอนไว้ ให้กลับมาสู่ธรรมชาติ กลับมาสู่ชุมชน และมีเป้าหมายแบ่งปันช่วยเหลือกัน สังคมแบบนี้จะอยู่รอด การทำเป็นชุมชนกสิกรรมจะทำให้เกิดความสุข ตนหวังอยากให้มีชุมชนแบบนี้ 1-2 แห่งในตำบลหนึ่ง เพราะจะช่วยแก้ได้ทั้งเรื่องเกษตร เรื่องของน้ำด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.บุญล้อมสอนการทำปุ๋ยให้กับสมาชิกเอามื้อสามัคคี

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทำงานของหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า การออกแบบพื้นที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ พื้นที่ 47.5 ไร่ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และความต้องการของสมาชิกแต่ละคนว่ามีเป้าหมายอย่างไร และอยากจะทำอะไรบนพื้นที่ โดยนำองค์ความรู้เรื่องหลุมขนมครกมาช่วยออกแบบ ให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแต่ละแปลงจะขุดบ่อของตัวเองเพื่อกักเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องใช้ร่วมกันด้วย เช่น ถนนทางเข้า คูน้ำ คันดิน เป็นต้น สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้เรียนรู้หลักการออกแบบพื้นที่ตามหลักภูมิสังคม โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน ทำปุ๋ยแห้ง แบบไม่พลิกกลับกอง และทำปุ๋ยน้ำนมด้วยฮอร์โมนนมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในพื้นที่ นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกันปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำฝายชะลอน้ำด้วยกระสอบและไม้ไผ่ และสร้างระบบนิเวศและแหล่งอาหาร ด้วยการดำนา ปั้นหัวคันนาทองคำ ทำกระชังเลี้ยงกบและทำแซนด์วิชปลาในนาข้าว ศาสตร์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกแห่ง หากสนใจที่จะมาเรียนรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นารอบข้างน้ำท่วม แต่โคก หนอง นา แก้ปัญหาน้ำท่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกษิดิศร์ อนรรฆศิริ อาชีพอิสระ เจ้าของพื้นที่ 2 ไร่ในหมู่บ้าน กล่าวถึงแรงบันดาลใจว่า เพราะศาสตร์พระราชามีเป้าหมาย คือการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยคำนึงถึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือผู้พัฒนาต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ และนี่คือจุดเริ่มที่ทำให้ศึกษาว่าศาสตร์พระราชาคืออะไร ส่วนแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ของตน ได้ใช้หลัก โคก หนอง นา โมเดล โดยใช้ความสัมพันธ์ของ 5 ตัวแปรสำคัญ คือ 1.ไฟ หรือทิศทางของแสงแดดในแต่ละช่วงฤดู 2.ดิน ลักษณะของดิน การอุ้มน้ำของดิน 3.น้ำ ทิศทางการไหลของน้ำเข้าและออกจากพื้นที่ 4.ลม ทิศทางการพัดผ่านของลมหนาว ลมฝน และลมร้อน 5.คน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย วัฒนธรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก อ.ยักษ์ อ.ล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมีเป้าหมายที่จะใช้ที่ดินแปลงนี้ในช่วงเกษียณ ใช้เป็นที่ทำกินในอนาคตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 และใช้บางส่วนของพื้นที่ในการทดลองปลูกพืชเขตร้อน เพื่อการวิจัยและศึกษาผลการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจร่วมกับเพื่อนๆ ในต่างประเทศที่เคยศึกษาด้วยกันเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ&amp;rdquo; นายกษิดิศร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการจะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก : พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17208</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาจารย์ยักษ์, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b96027e1d248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11700</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 21:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขับเคลื่อน&quot;เกษตรอินทรีย์&quot;แตกตัวทั่วไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมเอามื้อสามัคคี ที่มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 400คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินกิจกรรม&amp;quot;เอามื้อสามัคคี แตกตัวทั่วไทย&amp;quot;โดยสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ&amp;nbsp; บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่าย ซึ่งในการดำเนินกิจกรรมโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินปีที่&amp;nbsp;6 ตั้งเป้าที่จะ&amp;quot;แตกตัวเอามื้อสามัคคี&amp;quot;ในแต่ละภาค ให้ครบทุกภาค โดยเริ่มเป็นครั้งที่สอง ที่ภาคตะวันออก โดยจัดกิจกรรม &amp;ldquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rdquo; ที่บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าไทยเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค พร้อมถ่ายทอดตัวอย่างความสำเร็จ &amp;ldquo;คนต้นแบบ&amp;rdquo; สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วประเทศร่วมสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรืออาจารย์ยักษ์ อดีตประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เป็นประธานเปิดงานกล่าวว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมว่า คนที่นำแนวทางศาสตร์พระราชาไปปฏิบัตินั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ สอดคล้องกับแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง ตามที่พระองค์ท่านทรงเน้นย้ำว่า ความยั่งยืน คือ ความเหมาะสม โดยเริ่มจากการพัฒนาคน นอกจากนี้ กิจกรรมเอามื้อสามัคคียังสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 5 ล้านไร่ ในปี 2564 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 หรือในช่วงปี 2560 - 2564&amp;nbsp; ขณะนี้ ทุกกระทรวง รวมทั้งรัฐธรรมนูญ ต่างระบุให้เราเดินตามรอย ในหลวงร.9 และร..10 ก็ทรงมาย้ำอีกว่า เราจะต้องเดินตามรอยพ่อของท่าน ทุกแห่งทุกระบบเกษตรกร จะต้องพึ่งตัวเองได้ ไม่ใช้สารเคมี ถ้าเรายังพึ่งสารเคมี ก็คือยังพึ่งตัวเองไม่ได้&amp;nbsp; โดยสนับสนุนเกษตรกรให้พัฒนาตนเอง ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเดิมไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบอื่นๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะถ้าเราพึ่งตนเองไม่ได้ เราก็จะสู้เวียดนามไม่ได้ เพราะเขาต้นทุนถูกกว่าเราถึงสองเท่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ได้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นอกจากนี้ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขียนไว้ขัด เราต้องทำการผลิตภาคเกษตรเป็น 2ระบบ คือ 1 ต้องทำให้เป็นเกษตรอินทรีย์ ต้องทำให้ได้ 6แสนไร่เป็นอย่างต่ำ&amp;nbsp; และ2.ระบบเกษตรที่กว้างกว่าเกษตรอินทรีย์ ที่เรียกว่าเกษตรยั่งยืน แบ่งย่อยออกเป็น เกษครอินทรีย์ที่ถือเป็นรูปแบบหนึ่ง เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติแท้ๆ เกษตรทฤษฎีใหม่&amp;nbsp; และสุดท้ายคือการทำเกษตรรูปแบบอื่นๆ ที่ควรจะมีหลายแบบ แต่ที่สำคัญคือทำให้สอดคล้องกับวิถีสังคมและชุมชน ภูมิศาสตร์ที่แต่ละแห่งแต่ละภาคที่ไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; เป้าหมายส่วนนี้คือการทำ 5ล้านไร่เป็นอย่างน้อย &amp;quot;อ.ยักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปลือกทุเรียนที่เป็นปัญหาขยะของจันทบุรี ถูกนำมาทำเป็นปุ๋ยสวนเกษตรอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกทุเรียนที่ผ่านการหมักโดยน้ำหมักน้ำจืดเป็นเวลา 3เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมช.กระทรวงเกษตรฯ กล่าวยืนยันอีกว่ารัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังกับเรื่องเกษตรอินทรีย์มาก มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรองนายกฯเป็นประธาน&amp;nbsp; เพื่อโยงไปถึงอีกหลายกระทรวง เช่น การตลาด ซึ่งกระทรวงเกษตร ฯไม่ได้ทำอย่างเดียว แต่ต้องโยงไปที่กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; มาร่วมเป็นตลาดให้ เพื่อให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกว่าพันแห่ง นำอาหารที่เป็นเกษตรอินทรีย์ที่เป็นอาหารปลอดภัยไปให้คนไข้ในโรงพยาบาลได้กิน&amp;nbsp; ซึ่งมีการตกลงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขแล้ว&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะปล่อยให้เหมือนเดิมไม่ได้&amp;nbsp; 2.กลุ่มโรงเรียน ถ้าเราปล่อยปละละเเลยให้เด็กกินอาหารที่มีสารพิษอย่างทุกวันนี้เประเทศไม่รอดแน่&amp;nbsp; โรงเรียนทั่วทั้งประเทศ 3.6 หมื่นโรง&amp;nbsp; 200 มหาวิทยาลัย ก็ควรจะได้รับประทานอาหารที่เป็นเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ต้องการให้นักท่องเที่ยว 15ล้านคนได้กินอาหารที่ปลอดภัย จะได้ไปประชาสัมพันธ์ได้ว่า เราเป็นหนึ่งในโลกที่ดูแลนักท่องเที่ยวได้กินอาหารปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การแตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี ก็คือการการฟื้นฟูพลังการร่วมมือของสังคมไทย เป็นการทำตามแบบภูมิสังคม สังคมไทยคือสังคมที่ช่วยเหลือกัน ไม่ใช่แบมือรอขอรัฐมาช่วย&amp;nbsp; ส่วนรัฐก็ปรับบาทบาทให้เหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบัน คือหนุนประชาชนให้ช่วยตัวเอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านนายกฯก็พูดชัดว่าทำยังไงให้อาหารปลอดภัย ไปลดสารพิษให้ได้&amp;nbsp; เกษตรกรต้องแข็งแรง ต้องมั่งคั่ง ต้องหลุดพ้นเส้นความยากจนให้ได้ การเกษตรจะได้อยู่ยั่งยืนถึงลูกหลาน ถ้าพ่อแม่อดอยากยากจน ลูกที่ไหนอยากจะมาทำการเกษตรอีก ชนบทต้องแข็งแรงให้ได้ และภาควิชาการต้องลูกขึ้นมารับภาระ มหาวิทยาลัย โรงเรียนต้องลุกขึ้นมาทำ สอนเรื่องเหล่านี้กันในโรงเรียน สอนประชาชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาคประชาชนจะต้องร่วมมือกัน ช่วยกัน ไม่ใช่แบมือขออย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไปไม่รอดทั้่งประเทศ&amp;nbsp; และบทบาทภาคเอกชนก็ต้องมาช่วยเหมือนเชฟรอน ก็จะเกิดพลังในการชี้นำสังคม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์เล่าอีกว่า การเห็นคุณค่าของเกษตรอย่างยั่งยืน ทำให้ประเทศบรูไน เชิญตนไปช่วยผลิตข้าว ก่อนหน้านี้ ได้ขอความช่วยเหลือผ่านกรมการข้าว ส่งเจ้าหน้าที่ไป 2ปี&amp;nbsp; แต่เข้าใจว่ายังไม่ทำอะเไรเลย ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ทางบรูไนเลยจะเชิญตนเองไป ไปพัฒนาคนของเขาให้ผลิตข้าวให้พอกิน เพราะเขารู้ในอนาคตน้ำมันเขาจะต้องหมด ไม่มีเงินซื้อกินอย่างเดียว อย่างสมัยก่อนอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้&amp;nbsp; สะท้อนให้เห็นว่าผู้นำประเทศเขาฟังพระเจ้าอยู่หัวในหลวงร. 9 ของเรา และเขามีความศรัทธาจึงทำตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ในลักษณะแตกตัวทั่วไทยที่กำลังดำเนินไป&amp;nbsp; แต่อีกด้านหนึ่ง ภาครัฐกลับมีการอนุมัติให้สารเคมีเกษตรอันตราย 3ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโคลเซต และ คลอร์ไพริฟอส ให้ขึ้นทะเบียนใช้กันต่อไป&amp;nbsp; อ.ยักษ์ กล่าว โดยส่วนตัวเห็นว่าความคิดเห็นของหมอในกระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอแนะให้ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย 3ชนิดนี้ มีน้ำหนัก แต่การอนุมัติได้อยู่ที่กลไกหลัก คือกระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ผลักดันเกษตรอินทรีย์ และยังสวมหมวกเป็นรมช.ก.เกษตรฯ ทำให้ขณะนี้ ได้มีมาตรการที่จะปกป้องเกษตรอินทรีย์แล้ว โดยได้หารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการลงนามกับ 4จังหวัด ขับเคลื่อนให้การฉีดพ่นสารเคมี อยู่ในขอบเขต ทั้งนี้เพื่อไม่ให้สารเคมีดังกล่าวมีผลกระทบกับผู้ที่ทำเกษตรอินทรีย์ และการลงนามหลังจาก 4จังหวัดนี้แล้ว จะมีอีก 24 จังหวัดที่จะลงนามความร่วมมือลักษณะนี้ต่อๆไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมประชุมเรื่องเกษตรอินทรีย์ทุกเดือน&amp;nbsp; ส่วน&amp;nbsp; 4 จังหวัดที่จะลงนาม&amp;nbsp; เราเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาลงนามไว้แกนนำชาวบ้าน สหกรณ์&amp;nbsp; ลงนามร่วมกันจะเคลื่อนอย่างนี้ไปทีละ 4จังหวัด เพราะผมคาดหวังว่าทั้งประเทศจะต้องเกิดเกษตรอินทรีย์ให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp; ภายในเวลา 7เดือนของรัฐบาลชุดนี้ &amp;quot;อ.ยักษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ และอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ &amp;nbsp;เชฟรอนฯ ลงมือทดลองฉีดพ่นสมุนไพรป้องกันแมลง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;ของ&amp;nbsp;แววศิริ ฤทธิโยธี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ได้มีแต่เพียงการอนุมัติให้มีการใช้สารเคมีเกษตรอีกต่อไป แต่เกษตรอินทรีย์ยังมีอุปสรรคด้านอื่นๆอีก อ.ยักษ์ กล่าวว่าเราทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2545 ที่จันทรบุรี ผลักดันจนกลายเป็นวาระแห่งชาติในปี 2548&amp;nbsp; แต่ประกาศแล้วก็นิ่ง&amp;nbsp; แม้สำนักงบประมาณจะจัดสรรงบฯขับเคลื่อน ปีละพันกว่าล้านบาท และจัดสรรงบฯในจำนวนดังกล่าวมาให้จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; แต่ในช่วง 10กว่าปีเกษตรอินทรีย์ก็ยังไม่ไปถึงไหน&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาคือ ผู้ต้องปฎิบัติไม่นำไปปฎิบัติ โดยภาควิชาการถือว่ามีบทบาทสำคัญ&amp;nbsp; แต่ทุกวันนี้ภาควิชาการไม่ได้แสดงบทบาทที่เห็นแก่ประชาชน ยังเห็นแก่ลาภยศ สรรเสริญ เห็นแก่ตำแหน่ง ทำงานเอายศ เอาตำแหน่ง&amp;nbsp; อีกทั้งภาคราชการ ก็เดินตามภาควิชาการ ส่วนภาคธุรกิจเอกชน ก็เห็นความสำคัญของรายได้ กำไร มากกว่าการบาดเจ็บ ล้มตาย ของประชาชน ไม่สนใจว่าถ้าหากกินสารเคมีมากๆเข้าไปแล้วจะเป็นอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ต่อมาเกษตรอินทรีย์ มาขยับขึ้นได้ ก็สมัยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วงที่ยังเป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้ดูละครทางมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เรื่อง เย็นศิระน้ำพระทัย&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดูเสร็จให้ทหารทุกภาค ไปอบรมที่ศูนย์เกษตรกรรมธรรมชาติ ที่มาบเอื้อง และตั้งศูนย์แบบมาบเอื้องเป็นร้อยศูนย์ภายใน 6เดือน&amp;nbsp; ตอนนี้ไปดูได้แม้แต่ในหน่วยสงครามพิเศษก็ทำเกษตรอินทรีย์ 600 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ร.10 ท่านก็ทรงต้องการสืบสานงานของพ่อท่าน ก็มีการอบรมจิตอาสาให้มีความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่นี้ไปแล้วประมาณ 200 คน เพื่อให้งานของในหลวงร.9 ขับเคลื่อนไปได้เร็วยิ่งขึ้น และขณะนี้กำลังทำจิตอาสาให้กับหน่วยราชการ อื่นๆ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; อ.ยักษ์กล่าวอีกว่า การประกาศว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปลอดสารเคมี และเป็นเกษตรอินทรีย์ จะมีขึ้นในวันที่&amp;nbsp; 5 ธันวาคมปีนี้ ที่เป็นวันดินโลก ซึ่งจะมีการเชิญฑูต108ประเทศมาฉลองใหญ่&amp;nbsp; &amp;nbsp;และรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กๆเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้วิถีโคก หนอง นา ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และตัวแทนสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการฯ ที่จันทบุรี ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงห่วงใยประชาชนในจันทบุรีซึ่งประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้&amp;nbsp; ปัญหาภัยแล้งจึงเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่&amp;nbsp; รวมทั้งยังมีการใช้สารเคมีในการเกษตรค่อนข้างมาก&amp;nbsp; กิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้ จึงเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ปลูกและผู้บริโภค&amp;nbsp; รวมถึงขยายผลโดยใช้ช่องทางเฟซบุ๊กwww.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking&amp;nbsp;รับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างหลุมขนมครก และมีผู้สนใจกว่า 600 คนที่จะมาช่วยกันสร้างหลุมขนมครกเพื่อเก็บกักน้ำในหน้าแล้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สวนที่จันทบุรีส่วนใหญ่พืชเชิงเดี่ยว แต่แนวคิดเราปลูกผสมผสาน ซึ่งการเลี้ยงดินเป็นเรื่องสำคัญ ผลไม้จะอร่อยรสชาติดีหรือไม่ ขึ้นกับดิน ถ้าเราใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ไม่ใช้สารพิษจึงเปนเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; การไม่ใช้สารเคมีกำจัดแมลง การทำโคก หนอง นา ในสวน ชาวสวนพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งสารเคมี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษา รมช. ก.เกษตรฯ ประธานสภาเกษตรกร จ.จันทบุรี ประธานศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จ.จันทบุรี กล่าวว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนที่อาจารย์ยักษ์&amp;nbsp; เริ่มทำเรื่องเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; เมื่อปี2544-2545 ได้เลือก จ.จันทบุรี เป็นเป้าหมายแรกเพราะเชื่อว่าคนจันท์กล้าคิด กล้าทำ กล้าลงทุน ถ้าที่นี่ทำเกษตรอินทรีย์ได้ คนที่นๆ จะทำตาม และเปลี่ยนได้ทั้งประเทศ&amp;nbsp; อาจารย์ยักษ์และทีมงานจึงลงไปพื้นที่ ทั้งอบรมและลงมือทำต่อเนื่อง จนรัฐบาลในยุคนั้นประกาศให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp; แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงคนจากทำเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ไม่ใฃ่เรื่องง่าย และโครงการคุ้งกระเบน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็มีปัญหาเรื่องน้้ำที่มีน้ำจืดน้อย เพราะติดทะเล ส่วนดินก็เป็นดินทราย ทุกอย่างยากหมด&amp;nbsp; พื้นที่ตรงนี้จึงเหมาะทำประมงมากกว่ามาเพาะปลูกพืช&amp;nbsp; มีพืชสองชนิดที่ปลูกได้ คือมะพร้าวกับมะม่วงหิมพานต์เท่านั้น ช่วงแรกของการทำโครงการจึงยากมาก อาจารย์ ยักษ์ บอกต้องห่มดิน ต้องขนฟางข้าวมาห่มดินพื้นที่ 32 ไร่&amp;nbsp; ไม่ให้น้ำระเหยออกไป เจาะบ่อน้ำติ้นหาน้ำจืด ไม่ใช้สารเคมีเลย ต่อมาสามารถขยายชนิดพืชที่ปลูกมากขึ้น ถึงขนาดเอาแกลดดิโอลัส ที่ขึ้นในภาคเหนือมาปลูกได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก&amp;nbsp; ไม่มีใครคิดว่าทำได้ ที่จะเอาแกลดดิโอลัส ที่ขึ้นภาคเหนือมาปลูกชายฝั่งทะเลได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์และอ.ธีระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมามีการขอพื้นที่สาธารณประโยชน์ อีก100 ไร่มาทำเกษตรอินทรีย์ พอปี42-42 หลังวิกฤติเศรษฐกิจ&amp;nbsp; มีคนสนใจเรียนรู้ ซึ่งเราเน้นการพัฒนาคน&amp;nbsp; &amp;nbsp;งานก่อตัวขึ้นจริงจังขึ้นทุกปี มีการสัมนาเกษตรอินทรีย์พลิกฟื้นวิถึไทย จนนำไปสู่การผลักดันเป็นนโยบายของชาติ ในปี 2548 หลังจากนั้นก็มีการขับเคลื่อน ซึ่งจริงๆแล้วระยะเวลาตั้งแต่ปี 2548 มาถึงขณนี้ 13ปี ที่คดว่าเกษตรอินทรีย์น่าจะผงาด ควรจะได้ไปไกลแล้ว แต่มันกลับไม่ผงาด ได้แค่ผงกเท่านั้น เราจึงตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่าปีนี้ 2561 เกษตรอินทรีย์จะต้องผงาดที่จันทบุรี ซี่เราได้มีการปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นตรงกันว่า&amp;nbsp; แตกตัวทั่วไทย มาที่จันทบุรี เป็นการประกาศอีกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเชื่อว่าสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ ตอนนี้ดีกว่ายุคก่อนมาก เมื่อก่อนไปที่ไหนมีแต่คนด่า ทำไม่ได้ท่าเดียว บ้าหรือเปล่า ผมก็ทำตัวอย่างของผม ทำกันเอง พอความสำเร็จเกิด ลูกศิษย์ลูกหาเกิด เกิดมูลนิธิ เครือข่ายกระจายตัวทั่วประเทศ&amp;nbsp; ทำไปในภาวะราชการมันไม่มีหัวใจ&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเราทำไม่หยุด ทำไปเรื่อย ตอนนี้ที่จันทน์ มีเกษตรอินทรีย์ 5,000 ไร่ นับเป็นแค่ 0.1หรือ0.2 ของพื้นที่เกษตรจังหวัด 20 ล้านไร่&amp;nbsp; แต่เราเชื่อว่าต่อไปจะขยายเกษตรอินทรีย็ได้อีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ธีระกล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มได้ก่อตั้งสมาพันธ์ กลุ่มPGS( Partcipatory Guarantee System )&amp;nbsp; หรือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ แบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานแบบไทย&amp;nbsp; โดยอิงระบบรับรองมาตรฐานของ IFOAM:International Federation of Organic Agriculture Movements เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร หลีกเลี่ยงการประเมินค่าใช้จ่ายสูง และมีความยุ่งยากในการประเมิน. แต่ก่อนเคยทำตราคุ้งกระเบนรับรองผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในปีนี้ กลุ่ม PGS จ.จันทบุรี จึงกำหนดยุทธศาสตร์ &amp;lsquo;อินทรีย์ผงาด&amp;rsquo; เฉพาะ จ.จันทบุรี โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 10,000 ไร่ในปีแรก และจะเพิ่มเป็น 10 เท่าในปีถัดไปทุกปี โดยมีทีมงานที่บ่มเพาะมาพร้อมทำงาน และสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และอีกหลายสถาบัน มาร่วมขับเคลื่อนงานในส่วนนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; มาตรฐานเราเกิดจากพวกเราที่เราต้องเชื่อกันเองว่าไม่มีสารเคมียาฆ่าหญ้า 100% ไม่มีปุ๋ยเคมี&amp;nbsp; เรามีเครือข่าย6-7เครือข่าย อาทิ เกษตรกรรมทางเลือก ข้าวขวัญ มูลนิธิทั้งหลาย เป็นต้น&amp;nbsp; มารวมตัวกันสร้างมาตรฐานการรับรองแบบมีส่วนร่วม ตรวจสอบดูแล ขายผลตรวสอบที่เข้มข้น พีจีเอส จนกลายมาเป็นกาตั้งสมาพันธุ์เกษตรอินทรีย์ พีจีเอส ลงนามความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเรียบร้อยแล้วว่า ได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้บริโภค เลมอนฟาร์ม &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในฐานะเกษตรกรจันทบุรี แหล่งปลูกทุเรียน ที่ตอนนี้มีราคาแพง เพราะการเข้ามากว้านซื้อของล้งจีน&amp;nbsp; อ.ธีระกล่าวว่า ล้งจีนมีแง่ดีในแง่ช่วยการตลาด&amp;nbsp; แต่โดยเงื่อนไขที่เราไม่มีมาตรการป้องกันเกษตรกรเราเลย ปล่อยให้เข้าบุกหน้าบ้าน ถึงหลังบ้าน ท้ายครัวได้ ตรงนี้อันตราย เพราะเขาจะเป็นผู้กุมกลไกตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ถามว่าอย่างนี้ดีมั๊ย ดี ล้งจีนไม่มีความผิดอะไรเลย&amp;nbsp; เราเองต่างหากผิดที่ไม่ปกป้องเกษตรกรของเราเลย ปล่อยให้เขาทะลุทะลวงถึงก้นครัว เป็นไปได้ยังไง&amp;nbsp; ทุนเขาหนกว่าเรา เกษตรกรเรามีแค่ 10-20 ล้าน ซื้อวันเดียวก็หมดแล้ว แต่ล้งจีน เขามาทีเป็นพันล้าน ล้งใหญ่ๆ 3พันล้าน ที่เขาหมุนเวียนในช่วงผลผลิตออก ของสหกรณ์ของเรามีเหมือนกันพันล้าน แต่อยู่ที่สมาชิกหมด ไม่ได้มีมากองที่สหกรณ์ เราจะไปแข่งกับเขาได้ยังไง ดังนั้น มาตรการหรือนโยบายของรัฐต้องเปลี่ยนหมด แต่ก็ยังไม่ทำอะไร สหกรณ์เข้มแข็งไม่ใช่เรื่องไปซื้อไอ้โน่น ไอ้นี่ไปแจก แต่มันต้องเปลี่ยนความคิด กันใหม่หมด แต่ในกลุ่มของเราเกษตรอินทรีย์ เราสามารถทำการตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง อย่างล้งจีน&amp;nbsp; ซึ่งต้องใช้รูปแบบอย่างนี้ถึงรอด&amp;quot; อ.ธีระกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธงเชฟรอน เอกชนผู้สนับสนุนหลักปลิวไสว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แกนนำภาคเอกชน กล่าวว่า เราใช้แนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; คือการนำสิ่งที่เรียนรู้และความสำเร็จในการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่&amp;nbsp; 9 ไปถ่ายทอดให้แก่ประชาชนใน 4 พื้นที่ 3 ลุ่มน้ำที่มีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างต้นแบบที่หลากหลาย และส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง โดยจะนำความสำเร็จนี้ไปเผยแพร่เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจสู่ของชุมชนอื่นทั่วประเทศต่อไป ซึ่งความมุ่งหวังของโครงการฯ คือต้องการที่จะทำให้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือก แต่เป็นหนทางหลักของเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการนี้ผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาประเทศระยาว เป็นโครงการที่ดี ทำงานกันมาค่อนข้างศรัทธาอ.ยักษ์ ที่ทำจากใจ และเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามแนวทางในหลวงร.9 และมองว่าเรืองนี้ต้องใช้เวลา 9 ปีเป็นอย่างน้อย ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จพอสมควรจากจุดเริ่มต้น โคกหนองนา&amp;nbsp; ที่แรกๆเป็น Alien ในสังคม ตอนนี้ไม่กลายเป็นเรื่องแปลกแยก กับสังคมอีกต่อไป&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีความสำเร็จให้เห็นกระจายตัวพอสมควร มีตัวอย่างให้เห็นถึงความสำเร็จ และไม่สำเร็จ เพราะไม่ใช่จะสำเร็ตทุกค&amp;nbsp; มีการเรียนรู้ว่าแบบไหนทำแล้วสำเร็จ แบบไหนทำไม่สำเร็จ&amp;nbsp; เรียกว่าเราได้ผ่านจุดที่เป็นคอขวดมาแล้ว สองระยะ ซึ่งยังมองไม่ออกว่าคอขวดระยะต่อไปคืออะไร แต่ตอนนี้ ในส่วนพนักงานเฟรอนเองที่มาเป็นจิตอาสา บางคนก็มาทำเอง ได้ลงมือเอง ได้บอกญาติพี่น้อง&amp;nbsp; การขยายตัวไปทั่วประเทศถือว่าเร็วกว่าที่คาด&amp;quot;ผู้บริหารเชฟรอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาคับคั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุเรียนปลอดสารพิษ จากสวนเกษตรอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย นางแววศิริ ฤทธิโยธี แห่งบ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าไทยเมืองจันท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เล่าว่า &amp;ldquo;บ้านสวนอิสรีย์ฯ มีสวนยางประมาณ 120 ไร่ และสวนผลไม้ 80 ไร่ ปลูกเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง พริกไทย และอื่นๆ ผสมผสานกัน&amp;nbsp; ที่บ้านเราอยู่กับสวนมาตลอด พ่อสอนไม่ให้เบียดเบียนธรรมชาติ&amp;nbsp; ตอนแรกทำสวนมะละกอซึ่งใช้สารเคมีมาก แต่เราห่วงเรื่องสุขภาพของตัวเองและคนงานจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ตอนนี้ไม่ใช้เคมีเลยมา 3 ปีกว่าแล้ว เราขุดบ่อ 7 บ่อรวมทั้งบ่อบาดาล ให้มีน้ำใช้ตลอด เมื่อปี 2560 ก็ได้ไปอบรมเรื่องเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติมที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จึงหมักปุ๋ยเองจากความรู้ที่ไปอบรมมา&amp;nbsp; และเราเองก็เป็นหนึ่งในเกษตกร 30 กว่ารายที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูงานสม่ำเสมอ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้ โครงการฯ จะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่เป้าหมายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการในพระราชดำริฯ อีก 2 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนกสิกรรมวิถี ณ หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ในพื้นที่ของบอย-พิษณุ นิ่มสกุล ที่ อ.หนองแซง จ.สระบุรี ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคม 2561&amp;nbsp; และพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติหัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวก อ.เวียงสา จ.น่านผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง&amp;nbsp;www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม่จูงลูกตัวน้อย ร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคี แตกตัวทั่วไทย&amp;nbsp; ตามรอยพ่อในหลวงรัชกาลที่ 9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11700</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์, ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ธีระ วงษ์เจริญ, บริษัทเชฟรอนประเทศไทย, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด, เกษตรอินทรีย์, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b29084b58b1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
