<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2021 11:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 11:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตช.พร้อมดูแลความปลอดภัย-จราจรช่วงหยุดยาว21-24ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - &amp;nbsp;พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงการเลื่อนวันหยุดราชการประจำปี 2564 และการประกาศวันหยุดประจำภูมิภาค (ภาคกลาง) โดยได้กำหนดให้วันที่ 22-24 ต.ค.2564 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมพร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับในส่วนของภาคกลางได้มีการประกาศเพิ่มวันหยุดประจำภูมิภาคเพิ่มอีก 1 วัน คือ วันที่ 21 ต.ค. 64 ซึ่งเป็นวันออกพรรษาประจำปี 2564 ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการต่อเนื่อง คาดว่าจะมีพี่น้องประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัด เพื่อกลับภูมิลำเนา หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.หญิง ศิริกุลกล่าวต่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตระหนักถึงความสำคัญ และห่วงใยพี่น้องประชาชน จึงสั่งการไปยังทุกหน่วยในสังกัดที่เกี่ยวข้อง ให้เตรียมความพร้อมในการดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในช่วงวันหยุดราชการติดต่อกัน และให้จัดสายตรวจในการดูแลความปลอดภัยบ้านที่อยู่อาศัยและ สถานประกอบการต่าง ๆ ที่ปิดทำการ เพื่อป้องกันอาชญากรรม รวมถึงการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการปฏิบัติงานตามสถานที่ต่างๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมทั้งให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ พี่น้องประชาชน เพื่อปฏิบัติตนตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 35) รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยานพาหนะที่ใช้สำหรับเดินทาง การตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง เนื่องจากในบางพื้นที่ยังมีปัญหาน้ำท่วมขังบนพื้นผิวการจราจร รวมถึงการดูแลสุขภาพของผู้ที่จะเดินทาง โดยเฉพาะคนขับควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ หรือโดยสาร ตลอดการเดินทาง อีกทั้งเน้นย้ำในการปฏิบัติตนตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด รวมทั้งเหตุ บุคคลและวัตถุต้องสงสัย หรือต้องการขอความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ โดยแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่หรือทางหมายเลขสายด่วน 191 สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามเส้นทางการจราจรสามารถสอบถามมายังสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120286</URL_LINK>
                <HASHTAG>22-24 ต.ค., คณะรัฐมนตรี, ครม., พ.ต.อ.หญิง ศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์, รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f9aee02f4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมิน‘โทนี่’ไล่ดูอดีต ‘บิ๊กตู่’ไม่สนไหว้ไขก๊อก ไทม์ไลน์กม.ลูกได้ใช้ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; กางไทม์ไลน์ชัดๆ &amp;nbsp;เผยกฎหมายลูก 2 ฉบับเสร็จอย่างช้าสุดเดือนกรกฎาคม 2565 เชื่อปี่กลองการเมืองเลือกตั้งใหม่จะโหมกระหน่ำ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ถือไม้เรียวกำชับพรรคร่วมอย่าโดดประชุมรัฐสภาเรื่องกฎหมายปฏิรูป เมินเรื่อง &amp;quot;ทักษิณ&amp;quot; แนะให้เรียนรู้อดีต เพื่อไทยเปลี่ยนโลโก้พร้อมชูสโลแกนรับเลือกตั้งใหม่แล้ว&amp;nbsp;
เมื่อวันอังคารที่ 19 ตุลาคม มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เต็มคณะ โดยก่อนเข้าสู่วาระ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้สาระสำคัญสอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว &amp;nbsp;
โดยนายวิษณุได้ไล่เรียงช่วงเวลาให้กับ ครม.ฟังว่า ขณะนี้ กกต.ได้จัดทำร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับเสร็จสิ้นแล้ว แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ก่อน และจะนำไปรับฟังความคิดเห็นตาม มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ก่อนเสนอมาให้ ครม.ประมาณช่วงเดือน ธ.ค.2564 จากนั้นจะส่งไปให้รัฐสภาพิจารณาประมาณช่วงเดือน ม.ค.2565 คาดว่าจะพิจารณาวาระที่ 1-2 ช่วงเดือน ก.พ.2565 เสร็จแล้วในเดือน มี.ค.2565 รัฐสภาจะต้องส่งให้ กกต.ตรวจสอบรายละเอียดภายใน 15 วัน ซึ่ง กกต.ต้องตอบกลับภายใน 10 วัน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในช่วงเดือน เม.ย.2565 อาจต้องเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อแก้ไขรายละเอียดตามที่ กกต.เสนอกลับมา และลงมติวาระ 3 โดยจะใช้เวลาประมาณ 25 วัน ก่อนส่งร่างกฎหมายให้รัฐบาลเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เว้นแต่จะมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยที่จะต้องรออีก 1 เดือน และเมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว ร่างกฎหมายจะอยู่ในพระราชอำนาจ 90 วัน ซึ่งจะตรงช่วงเดือน ก.ค.2565 &amp;nbsp;
นายวิษณุอธิบายอีกว่า เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับแล้ว ก็อาจมีแรงกดดันมายังรัฐบาลเพื่อให้ยุบสภา เนื่องจากกฎหมายลูกเสร็จแล้วสามารถจัดการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้ ในเดือน ส.ค.2565 รัฐบาลจะเจอประเด็นเกี่ยวกับวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม หากเริ่มนับปีแรกของการดำรงตำแหน่งนายกฯ ตั้งแต่ปี 2557 แต่เรื่องนี้เมื่อถึงเวลาค่อยคุยกัน ทั้งนี้ หลังจากนายวิษณุอธิบายเสร็จ ไม่มีรัฐมนตรีคนใดสอบถามเรื่องดังกล่าวเพิ่ม&amp;nbsp;
นอกจากนี้ นายวิษณุยังได้ชี้แจงเกี่ยวกับกฎหมายการปฏิรูปประเทศ 5 ปี ที่จะครบกำหนด 5 ปีในเดือน เม.ย.2565 ว่าหากทำกฎหมายไม่แล้วเสร็จ อาจมีปัญหา จึงขอให้เร่งรัดดำเนินการ พล.อ.ประยุทธ์จึงได้กำชับพรรคร่วมรัฐบาลว่า ช่วยให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ที่กำลังจะเปิดในวันที่ 1 พ.ย.นี้ พร้อมย้ำให้พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคกำชับ ส.ส. อย่าขาดประชุมโดยเด็ดขาด นอกจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ยังย้ำถึงความสำคัญของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ในช่วงเดือน พ.ย.2564 ว่า &amp;ldquo;อยากให้มีการเชิญประเทศต่างๆ มาประชุม ไม่ใช่เป็นการประชุมทางออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;
บิ๊กตู่แนะให้เรียนรู้อดีต
ขณะที่นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ตอบคำถามสื่อมวลชนตามที่ พล.อ.ประยุทธ์มอบหมาย กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยกมือไหว้ขอร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก และได้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองบ่อยครั้งในช่วงนี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่าเรื่องนี้ก็แล้วแต่จะพูดกันอย่างไร แต่คนไทยต้องเรียนรู้ในอดีตว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรยังกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ไปเคลียร์ใจกับ ร.อ.ธรรมนัส​ พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อีกรอบ ว่านายกฯ ชี้แจงว่าไม่จำเป็นจะต้องไปเคลียร์ใจกับใคร และ ร.อ.ธรรมนัสก็ยังคงทำงานอยู่กับพรรค พปชร.ในฐานะ ส.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรยังแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.รับทราบการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในวันที่ 8-9 พ.ย.2564 ที่ จ.กระบี่ พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์มีกำหนดตรวจราชการที่ จ.กระบี่ และมอบหมายให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีลงพื้นที่บริเวณจังหวัดหรืออำเภอโดยรอบกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันคือ กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายสรชัช ทองเพ็ญ ผู้ประสานงานเครือข่ายธรรมาภิบาลเพื่อการเมืองสุจริต เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีนายทักษิณวิดีโอคอลพูดคุยกับกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อวางตัวแคนดิเดตนายกฯ และยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนพรรคที่อาจเข้าข่ายครอบงำและแทรกแซงกิจกรรมพรรค ว่าได้ปรึกษากับ กมธ. ซึ่งมีความแตกต่างกัน โดยบางส่วนเห็นว่าครอบงำ ขณะที่อีกส่วนเห็นว่าไม่ครอบงำ ดังนั้นต้องมาพิสูจน์กัน แต่ส่วนตัวเห็นว่าคนในพรรค พท.วันนั้นรอชื่อหัวหน้าพรรคจากนายทักษิณ ดังนั้นสมาชิกพรรค พท.ที่เป็น ส.ส.และอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเข้าข่ายผิดประมวลจริยธรรม ส.ส.ข้อ 19 ที่ต้องไม่คบหากับผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล ผู้มีชื่อเสียงเสื่อมเสีย&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ขอถามว่านายทักษิณเป็นคนเสื่อมเสียหรือไม่ ทำผิดกฎหมายหรือไม่ และหนีคดีหรือไม่ แต่ ส.ส.กลับไปคบหาสมาคม ดังนั้นจึงต้องยื่น ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบเพื่อถอดถอน ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่คบหานายทักษิณ และในวันดังกล่าวมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอยู่ในเหตุการณ์ แปลว่ารอรับคำสั่งจากนายทักษิณเพื่อรอรับหัวหน้าพรรคคนใหม่ ไม่ครอบงำ ไม่แทรกแซงได้อย่างไร งานนี้จึงต้องมาพิสูจน์เพราะในคลิปชัดเจน&amp;rdquo; นายสิระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่านายทักษิณไม่เข้าข่ายครอบงำ เพราะเป็นการพูดโดยเปิดเผย นายสิระ กล่าวว่า ขอให้ไปดูว่านายเกรียง กัลป์ตินันท์ รองหัวหน้าพรรค พท. ขอหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่จากใคร ในคลิปขอจากนายทักษิณหรือไม่ และนายทักษิณก็ตอบชัดเจนว่าจะส่งคนมาใช่หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับที่ลับหรือที่แจ้ง ที่ลับไปแทรกแซงก็ได้ ที่สว่างก็พูดคุยเรื่องส่งหัวหน้าพรรคมาได้ ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่มีกำหนดในการแทรกแซง ไม่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญเรื่องที่ลับที่แจ้ง ขอให้ไปดูกฎหมายดีๆ ไม่มีข้อยกเว้นว่าสั่งในที่ประชุมพรรค หรือที่โล่งที่แจ้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. กล่าวถึงกระแสข่าวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค มีชื่อคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชรว่า คุณหญิงพจมานหรือคนอื่นๆ ที่เป็นข่าว ไม่ได้มีข้อเท็จจริง คุณหญิงพจมานเป็นบุคลากรที่เราเคารพนับถือ ตั้งแต่ไทยรักไทยมาจนถึงขณะนี้ ท่านไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพวกเราและพรรค ข่าวที่จะมีการเสนอชื่อคุณหญิงพจมานนั้นตัดไปได้เลย &amp;nbsp; ไม่มีแน่นอน
เพื่อไทยเปลี่ยนใช้สีแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเย็น พรรค พท.ได้เปลี่ยนโลโก้ของพรรค จากเดิมที่ใช้ตัวอักษรสีน้ำเงินเป็นหลัก มาเป็นตัวอักษรสีแดงล้วน โดย น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค พท.เผยว่า สาเหตุในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ พรรคต้องการดิสรัปต์ตัวเอง ดังนั้นสีและสัญลักษณ์ที่เปลี่ยนไปเป็นในโทนสีแดง เพื่อต้องการแสดงออกถึงความกระตือรือร้น และมีข้อความประกอบว่า พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน นอกจากนี้ การเปลี่ยนจากตัวอักษรเดิมที่เป็นสีน้ำเงิน เนื่องจากมีหลายพรรคการเมืองได้ใช้ลักษณะโทนสีเดียวกับพรรค พรรคจึงต้องการเปลี่ยนมาเป็นสีแดงเพื่อให้มีความโดดเด่น และยังเห็นว่าไม่มีพรรคอื่นใช้ รวมทั้งเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคเราไม่มีสาขาอื่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
สำหรับรูปแบบสัญลักษณ์พรรคที่เปลี่ยนเป็นโทนสีแดง และมีข้อความ &amp;lsquo;พรุ่งนี้เพื่อไทย&amp;rsquo; เป็นลายมือของนายทักษิณ ที่เขียนไว้ และต่อด้วยตัวพิมพ์ เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน โดยเป็นหนึ่งในแคมเปญที่พรรคตั้งใจจะสื่อสารไปยังประชาชน โดยพรรคได้ติดป้าย แบนเนอร์ต่างๆ ไว้หลายสถานที่ และติดตามรถสาธารณะ ขณะเดียวกัน ส.ส.และสมาชิกพรรคหลายคน ได้ทยอยเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กเป็นข้อความดังกล่าวด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี จะมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ภท.หรือไม่ว่า ยัง มีเวลา 30 วัน และยังไม่มีการพูดคุยติดต่ออะไร และเมื่อถามว่าหากมาสมัครพรรค ภท.พร้อมรับหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า ความลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีโพลหลายสำนักระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเหมาะสมในการเป็นนายกฯ ว่าขอขอบคุณผลโพลที่ออกมา ซึ่งผลคะแนนมีมากบ้างน้อยบ้าง แต่เจียมตัวเสมอ และยึดหลักที่ว่ามีหน้าที่อะไรก็ต้องทำหน้าที่นั้นให้สมบูรณ์ที่สุด เพราะเห็นว่าประเทศของเรามีคนที่ช่วยคิด ช่วยพูด และช่วยแสดงความคิดเห็นมากพอแล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่ประเทศเราต้องการคือคนลงมือทำแล้วทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริง เราจึงมุ่งเน้นเดินหน้าไปตามทิศทางนี้เพื่อสนองตอบต่อสิ่งที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับบ้านเมือง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การเปิดตัวนายเมธี อรุณ &amp;nbsp;นักดนตรีชื่อดังวงลาบานูน เป็นผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส หลังจากนี้จะมีคนเด่นคนดังหรือคนมีคุณภาพมาเป็นผู้สมัครอีกหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เรายังมีคนรุ่นใหม่เข้ามาอีกจำนวนมากมาเป็นผู้สมัครในหลายๆ ภาค ไม่ใช่แค่ภาคใต้เท่านั้น เพราะในภาคอีสานและกรุงเทพฯ มีอยู่หลายคน เราจะทยอยเปิดตัวเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ส่วนกรณี น.ส.เพชรชมพู กิจบูรณะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ลาออก และอาจมาสังกัดพรรค ปชป.นั้น ยังไม่ทราบ แต่จากการติดตามการทำงานของ น.ส.เพชรชมพู ก็เป็นคนที่มีคุณภาพคนหนึ่ง &amp;nbsp;
น.ส.นิชชา บุญลือ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้ตัดสินใจในการร่วมเดินทางกับพรรคใหม่คือ พรรคไทยสร้างไทย โดยสิ่งเดียวที่ทำให้ตัดสินใจครั้งนี้คือคุณหญิงสุดารัตน์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120243</URL_LINK>
                <HASHTAG>การประชุมคณะรัฐมนตรี, ครม., นายวิษณุ เครืองาม, รองนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5fa6d8914a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120206</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2021 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2021 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แจกแหลก &#039;ครม.&#039; เคาะเพิ่มวงเงินผ่านบัตรคนจน-คนละครึ่ง-ยิ่งใช้ยิ่งได้ ให้จับจ่ายก่อนสิ้นปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 2564 นายพรชัย&amp;nbsp; ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 รับทราบและอนุมัติตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คณะกรรมการฯ) ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ในคราวประชุมครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้ความเห็นชอบและอนุมัติการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในโครงการ ดังนี้ (1) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3) (2) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ (โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ) (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และ (4) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ตามที่กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเสนอ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบการแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้แก่กลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน และผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ตลอดจนเพื่อพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ผ่านการเพิ่มอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3 เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้มีบัตรฯ จำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;*เดิมที่ผ่านมาช่วง ก.ค. - ต.ค. รัฐบาลให้เพิ่มเดือนละ 200 บาทอยู่แล้ว แต่รอบใหม่ พ.ย. - ธ.ค. ให้เดือนละ 200 + 300 (ที่ ครม. มีมติเพิ่มให้วันนี้) รวมให้เดือนละ 500 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 500 บาทต่อคนต่อเดือนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนรัฐร่วมจ่าย รอบที่ 3 จำนวน 1,500 บาทต่อคน ในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (โดยนำไปรวมกับวงเงินคงเหลือจากรอบที่ 1 และ 2 ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยอัตโนมัติ) ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 28,000,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพิ่มวงเงินสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ของรัฐ จำนวน 3,000 บาทต่อคน ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จำนวนไม่เกิน 1,000,000 คน โดยมีผลกับวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.1สำหรับผู้ได้รับสิทธิที่มียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ไม่เกิน 60,000 บาท&amp;nbsp; ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2564 จะนำยอดใช้จ่ายมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ได้ ดังนี้ (1) ยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 1 &amp;ndash; 40,000 บาทแรก ได้รับ e-Voucher ร้อยละ 10 ของยอดใช้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน (2) ยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,000 &amp;ndash; 80,000 บาท ได้รับ e-Voucher ร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 6,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.2 สำหรับผู้ได้รับสิทธิที่มียอดใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher เต็มจำนวน 60,000 บาท &amp;nbsp; ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2564 ซึ่งมีสิทธิได้รับ e-Voucher จำนวน 7,000 บาทเรียบร้อยแล้ว จะมีสิทธิได้รับ e-Voucher เพิ่มเติม หากมีการใช้จ่ายเพิ่มเติม จำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ในระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 จะได้รับสิทธิ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; e-Voucher ร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่ายเพิ่มเติมดังกล่าว แต่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้จะได้รับสิทธิ e-Voucher รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ และสามารถใช้จ่าย e-Voucher ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2564 มีผู้ใช้สิทธิสะสมทั้ง 4 โครงการรวมกว่า 40.04 ล้านราย ยอดใช้จ่ายสะสมทั้งหมด 114,819.9 ล้านบาท โดยสรุปผลการใช้จ่ายได้ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรฯ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 13.54 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 10,515.1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวนกว่า 1.21 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 770.5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 25.21 ล้านราย จากผู้ได้รับสิทธิ 27.7 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายสะสมรวม 100,734.3 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายสะสม 51,195.3 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 49,539.0 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสมจำนวน 82,872 ราย จากผู้ได้รับสิทธิกว่า 4.78 แสนราย โดยเป็นยอดการใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสม 2,663 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายส่วน e-Voucher สะสม 137 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ยังสามารถลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องได้ตั้งแต่เวลา 06.00 &amp;ndash; 22.00 น. ของทุกวัน ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; จนกว่าจะครบ 28 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิเหลือกว่า 2 แสนสิทธิ สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;เป๋าตัง&amp;rdquo; จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิคงเหลือกว่า 5.2 แสนสิทธิ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120206</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนละครึ่ง, ครม., บัตรคนจน, ยิ่งใช้ยิ่งได้, เพิ่มกำลังซื้อ, เพิ่มวงเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211001/image_big_6156d41b5f92d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>120044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 09:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคม เล็งชง ครม.ขอเพิ่มวงเงินสร้างมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการปรับแบบโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) &amp;nbsp;สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) ระยะทาง 196 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 8.46 หมื่นล้านบาท จำนวน 17 ตอน จากทั้งหมด 40 ตอนว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจากกรมทางหลวง (ทล.) ว่า ขณะนี้ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว 3 ตอน ส่วนที่เหลืออีก 14 ตอน ยังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือน ธ.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอผลการตรวจสอบฯ จำนวน 3 ตอนที่ตรวจสอบแล้วเสร็จให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อน โดยจะไม่รอให้ผลการตรวจสอบฯ ครบทั้งหมดแล้วจึงจะเสนอ ครม. เพราะจะทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินงานก่อสร้างต่อไปได้ สำหรับ 3 ตอนที่จะเสนอให้ ครม. พิจารณานั้น จะขออนุมัติวงเงินก่อสร้างเพิ่มเพียง 1 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 34 ช่วงทางยกระดับผ่านเรือนจำกลางคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เนื่องจากมีเหตุมีผล และมีความจำเป็นต้องปรับแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะที่อีก 2 ตอนนั้น ไม่ต้องขออนุมัติวงเงินก่อสร้างเพิ่ม เนื่องจากสามารถใช้งบประมาณที่เหลือจากการก่อสร้างตามสัญญาเดิม มาใช้ดำเนินการก่อสร้างได้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้รับอนุมัติจาก ครม. เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มีการขอเพิ่มกรอบวงเงินโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ประมาณ 120 ล้านบาท ส่วนการเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมานั้น ทล. รายงานว่า จะเปิดให้บริการได้ตลอดเส้นทาง 196 กม. ในปี 2566 อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจาก ทล. แจ้งว่า เดิมทีที่มีการแก้ไขปรับแบบ 17 ตอน จะใช้วงเงินเพิ่มไม่เกิน 6,800 ล้านบาท และยังอยู่ในกรอบวงเงินก่อสร้างที่ ครม.เคยอนุมัติไว้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ หลังจากที่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ พร้อมทั้งหารือเกี่ยวกับระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น ทล. อยู่ระหว่างดำเนินการ และปรับแผนในการเสนอขออนุมัติกรอบวงเงินจาก ครม. เพิ่ม โดยจะทยอยเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติในตอนที่ปรับแบบแล้วเสร็จ และได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงครบถ้วน จากเดิมจะเสนอ ครม. ขออนุมัติในครั้งเดียวทั้ง 17 ตอน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ล่าสุด ทล.ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและมีความพร้อมแล้วจำนวน 5 ตอน โดยจะเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในเดือนนี้ (ต.ค. 2564) ก่อนที่จัเสนอเข้า ครม.พิจารณาต่อไป จากนั้นในเดือน พ.ย. 2564 จะเสนอการปรับแบบเพิ่มอีก 3 ตอน และส่วนอีก 9 ตอนที่เหลือจะเร่งดำเนินการ เพื่อให้กระทรวงคมนาคม เสนอ ครม.ให้ครบทั้งหมด 17 ตอน ภายในเดือน ธ.ค. 2564 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ที่ได้เร่งรัดดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วและเป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง เนื่องจาก ทล. ได้ลงนามสัญญาการก่อสร้างงานระบบ พร้อมการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&amp;amp;M) ของโครงการดังกล่าว กับกลุ่มกิจการร่วมค้าบีจีเอสอาร์ ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2564 ขณะนี้คู่สัญญาได้ลงพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อม และคาดว่าในช่วง ธ.ค.64 จะเริ่มดำเนินการได้ เพื่อให้แล้วเสร็จในปลายปี 2565 และเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 2566&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120044</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก่อสร้างมอเตอร์เวย์, ขอเพิ่มวงเงิน, ครม., บางปะอิน-โคราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_610903e59185e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติเพิ่มค่าก่อสร้างมอเตอร์เวย์’บางใหญ่-กาญจนบุรี’  120 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ตุลาคม 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี จากเดิม 55,927 ล้านบาท เพิ่มเป็น 56,047.77 ล้านบาท หรือปรับเพิ่มขึ้น 120.37 ล้านบาท โดยปรับเพิ่มวงเงินงบประมาณรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ภายใต้แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ช่วงกิโลเมตร 38+500.000 - กิโลเมตร 44+266.833 ตอน 12 จากเดิม 1,911.11 ล้านบาท เป็น 2,031.48 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เนื่องจากกรมทางหลวง แจ้งว่าโครงการฯ (ตอน 12 ) มีระยะทาง 5.77 กิโลเมตร เริ่มต้นสัญญาเมื่อวันที่ 21 ก.พ.60 สิ้นสุดสัญญาวันที่ 21 ส.ค.66 มีผลงาน 28.60% เร็วกว่าแผน 1.24% แต่มีอุปสรรคในการก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขแบบก่อสร้าง จึงส่งผลให้วงเงินค่าก่อสร้างปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 1,911.11 ล้านบาท เป็น 2,031.48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 120.37 ล้านบาท คิดเป็น 6.30% ของค่างานตามสัญญาเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้พิจารณาแล้วมีมติว่า การปรับรูปแบบของโครงการฯ เกิดจากการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานที่โครงการฯ ตัดผ่าน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน และเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพทางกายภาพของพื้นที่ โดยรูปแบบการแก้ไขปัญหาตามสัญญาใหม่ เป็นรูปแบบที่เหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้างครั้งนี้ เช่น ปรับเพิ่มช่วงความยาวสะพาน, เพิ่มความสูงของช่องลอดใต้สะพาน, ปรับเพิ่มโครงสร้างปรับการทรุดตัวบริเวณคอสะพานให้มีความสอดคล้องกับสภาพธรณีวิทยาพื้นที่ของโครงการ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกรมทางหลวง แจ้งว่าสำหรับความคืบหน้าโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี M9 ระยะทาง 96 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุนรวม 55,927 ล้านบาท เป็นค่าก่อสร้าง 38,475 ล้านบาท และค่าเวนคืน 17,452 ล้านบาท ปัจจุบันปัจจุบันมีความคืบหน้าในงานก่อสร้างโยธากว่า 60% จากจำนวนที่แบ่งสัญญาก่อสร้างทั้งหมด 25 ตอน ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จจำนวน 4 ตอน ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 21 ตอน&amp;nbsp; ทั้งนี้คาดว่ามอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี จะเปิดให้บริการได้ในปลายปี 2566 และเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายในต้นปี 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวเส้นทางโครงการดังกล่าวมีเริ่มต้นที่จุดตัดทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ด้านตะวันตกกับถนนรัตนาธิเบศร์ บริเวณทางแยกต่างระดับบางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี และไปบรรจบกับทางหลวงหมายเลข 324 (ถนนกาญจนบุรี-อ.พนมทวน) อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการตลอดแนวเส้นทางจะมีทางแยกต่างระดับ (Interchange) เพื่อเชื่อมต่อกับโครงการกับทางหลวงสายสําคัญๆ มีทั้งหมด 8 แห่ง ดังนี้ 1.ทางแยกต่างระดับบางใหญ่ เชื่อมต่อกับทางพิเศษหมายเลข 9 และถนนรัตนาธิเบศร์ (ทางหลวงหมายเลข 302) 2.ทางแยกต่างระดับนครชัยศรี (ทางหลวงหมายเลข 3323) 3.ชุมทางต่างระดับนครชัยศรี (ทางหลวงพิเศษหมายเลข 91) 4. ทางแยกต่างระดับนครปฐมฝั่งตะวันออก (ทางหลวงหมายเลข 3036)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ทางแยกต่างระดับนครปฐมฝั่งตะวันตก (ทางหลวงหมายเลข 321) 6. ทางแยกต่างระดับท่ามะกา (ทางหลวงหมายเลข 3394) 7. ทางแยกต่างระดับท่าม่วง (ทางหลวงหมายเลข 3081) 8. ทางแยกต่างระดับกาญจนบุรี (ทางหลวงหมายเลข 324) พร้อมด่านเก็บค่าผ่านทางจำนวน 8 แห่ง ดังนี้ 1.ด่านบางใหญ่ 2.ด่านนครชัยศรี 3. ด่านศรีษะทอง 4.ด่านนครปฐมฝั่งตะวันออก 5. ด่านนครปฐมฝั่งตะวันตก 6. ด่านท่าม่วง 7.ด่านท่ามะกา 8. ด่านกาญจนบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119533</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., มอเตอร์เวย์เมืองกาญ, โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_61655cd40f897.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118940</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ๋อยโปรดักชั่นบอกละคร’น้องตู่-พี่ป้อม’ยิ่งกว่าน้ำเน่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค.2564 - ที่ลานประติมากรรม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าขึ้นอยู่กับการหารือในพรรคร่วมรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จะตั้งรัฐมนตรีเพิ่มหรือไม่ ก็ได้ การที่ยังไม่ตั้งรัฐมนตรีใหม่ แต่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้รองนายกฯ ดูแลงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทนรัฐมนตรี แม้จะยกเลิกคำสั่งแล้ว แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งในรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและแกนนำพรรค ไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง เพราะเป็นความขัดแย้งในเชิงอำนาจผลประโยชน์ มีความโกรธแค้นต่อกันจากการที่ล้ม หรือมีการปลดกัน ในลักษณะของการแก้แค้นและยังไม่ได้มีการเคลียร์กัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในเสถียรภาพทางการเมือง และในรัฐบาล จึงเชื่อว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่มีทางที่จะเกิดความราบรื่นในการบริหารงาน รวมทั้งยังเห็นภาพการแสดงกำลังของแต่ละฝ่ายในการลงพื้นที่ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน ยังทำให้รัฐมนตรี &amp;nbsp;ข้าราชการไม่มีสมาธิในการทำงานเพราะต้องคอยระวังว่า กำลังจะไปอยู่ในซีกไหนในความขัดแย้งนี้ และแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของอายุรัฐบาล ทั้งนายกรัฐมนตรีและพรรคแกนนำรัฐบาลควรรีบหาทางจัดการปัญหาเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อมีเวลาและมีสมาธิในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ทั้งน้ำท่วม ปัญหาโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจ ที่เป็นเรื่องใหญ่กระทบกับคนหลายล้านคนแต่รัฐบาลยังเสียงเวลากับการชิงไหวชิงพริบล้างแค้นกันอยู่ &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ไม่มีใครทราบล่วงหน้า ทั้งหมดคือความไม่แน่นอน เพราะไม่มั่นใจว่าในรัฐบาลจะจัดการความสัมพันธ์ การร่วมมือกันได้ดีแค่ไหนระหว่างนายกรัฐมนตรีกับพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่าหากไม่ลงตัวเปิดสภามาจะต้องลุ้นในทุกการออกกฎหมายที่สำคัญว่าจะมีการแจกกล้วยอีกหรือไม่ ต้องจับตาดูว่าจะมีการทำอะไรที่ซ่อนเร้นที่ห้องน้ำหรือไม่ เพื่อให้ผ่านกฎหมาย ถ้าเป็นเช่นนั้นสภาก็จะมีปัญหาไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งสมัยหน้าหรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหนึ่งในผู้สร้างพรรคพลังประชารัฐร่วมกับ 3 ป.และพรรคพลังประชารัฐก็สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่เกิดการพัฒนากลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งเป็นความขัดแย้งเสมือนละครน้ำเน่าและมากกว่าเรื่องหลักการอุดมการณ์ หรือนโยบายใดๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118940</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปรับคณะรัฐมนตรี, ขัดแย้ง, ครม., นายจาตุรนต์ ฉายแสง, อดีตรองนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211006/image_big_615d223c484a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยึดฤกษ์4ต.ค.ยื่น’ป.ป.ช.’เอาผิด’ประยุทธ์-ครม.’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.2564 - &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมชั้น10 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย (พท.) &amp;nbsp;มีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ &amp;nbsp;นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 12.00 น.นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการประชุมว่า หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงนามเพื่อยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิดนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะเดินทางไปยื่นต่อ ป.ป.ช. วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม เวลา 10.00 น. มีการยื่นเอาผิด 4 ชุด ชุดแรก เป็น ครม.ทั้งคณะ ชุดที่ 2 นายกรัฐมนตรี ชุดที่ 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชุดที่ 4 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของประเด็นที่จะยื่นนั้น เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีนทั้งหมด 3 เรื่อง เช่น การไม่เข้าโครงการโคแว็กซ์, การผูกขาดเอื้อประโยชน์วัคซีนแอสตราเซเนก้า, การทุจริตจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค, ทุจริตการจัดซื้อชุดตรวจ ATK, การบริหารจัดการวัคซีนที่ผิดพลาดไร้ประสิทธิภาพ, จัดซื้อวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพให้คนไทย และอีกเรื่องที่เกี่ยวกับการออกมติ ครม.ที่ขัดต่อกฎหมาย โดยมีการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตสต๊อกยางพารา ส่งผลให้เกิดการขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เอื้อเอกชนรายเดียว ผิดกฎหมายการยางเรื่องการรักษาเสถียรภาพ ทำราคายางลดต่ำเพราะมีการทุ่มราคา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118221</URL_LINK>
                <HASHTAG>การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, ครม., นายกรัฐมนตรี, ป.ป.ช., พรรคร่วมฝ่ายค้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61541071e9e62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
