<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อชง ครม.สัญจรผุดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ่อชง ครม.สัญจร ผุดแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ยึด EEC เป็นต้นแบบ โยงอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ ชู &amp;ldquo;ประมง-ท่องเที่ยว&amp;rdquo; เด่น พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมหวังช่วยบูมเศรษฐกิจภาคใต้คึกคัก


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า&amp;nbsp;จะมีการเสนอแนวคิดให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) พิจารณาเรื่องการจัดทำแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งจะคล้ายกันแผนพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเบื้องต้นทราบว่าเป็นแนวคิดและความร่วมมือของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนรายละเอียดเรื่องอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่คงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง


ทั้งนี้ การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ SEC จะต้องดูความเหมาะสมของภูมิศาสตร์ในพื้นที่ อาจไม่ใช่ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดำเนินการในพื้นที่ EEC เพราะภูมิประเทศของภาคใต้ส่วนใหญ่เน้นไปเรื่องประมง และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การท่องเที่ยว ก็ต้องมาพิจารณาถึงความเหมาะสมในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย


&amp;ldquo;เข้าใจว่าเรื่อง SEC นั้นภาคเอกชน นำโดย ส.อ.ท. ในพื้นที่จะมีการเสนอให้ ครม.สัญจรพิจารณา เป็นแนวความคิดเดียวกับ EEC แต่เรื่องนี้ต้องเริ่มจากนับ 1 ก่อน ดูความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และโอกาสต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ เพราะเราไม่ต้องการให้ใครมาพูดว่า มีการจับยัดอุตสาหกรรมทั้งหมดเข้าไปใน SEC แต่ต้องมาพิจารณาดูเหตุและผลว่าควรสนับสนุนอะไรที่จะเหมาะสมกับพื้นที่และภูมิภาคมากกว่า ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ครม.สัญจรจะพิจารณา&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว


อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า

&amp;nbsp;สศช.เตรียมเสนอแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)ในลักษณะแผนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ให้ที่ประชุมครม.สัญจรนอกสถานที่จังหวัดระนอง-ชุมพรพิจารณา เพื่อต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ โดยจะขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ ชุมพร-ระนอง เพิ่มการเดินทางเชื่อมต่อไปยังเมียนมาร์ พัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่มีอยู่ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง และมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายด้าน


รวมถึงการพัฒนาต่อยอดโดยใช้นวัตกรรมการนำวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น นำน้ำมันปาล์มมาสกัดวิตามิน E ผลิตฉนวนป้องกันความร้อน เนื่องจากภาคใต้ผลิตน้ำมันปาล์มได้มากถึง 12 ล้านตันต่อปี รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ที่จะต้องชูจุดเด่นมาเป็นจุดขาย


โดย สศช.เตรียมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)เพื่อให้สิทธิ์ประโยชน์ดึงดูการลงทุนตามพื้นที่ตามศักยภาพเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; จากนั้นจะส่งเสริมภาคอีนสานให้มีศักยภาพพัฒนาอุตสากรรมราง เพราะระบบรางมีทั้งตู้สินค้า อาณัตสัญญาณ การขนส่งสินค้าจะเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านเพิ่มอีกจำนวนมาก เมื่อทุกภาคของไทยมีจุดเด่นสำคัญมาช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้แต่ละภาคเผชิญปัจจัยลบเข้ามากระทบหลายด้านก็จะช่วยรองรับปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนกันได้

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15752</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.สัญจร, ครม.สัญจรภาคใต้, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b227f659d4ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เล็งชงโครงการ กว่า2แสนล้าน รอครม.ตู่อนุมัติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; พบชาวระนอง-ชุมพร ดูพัฒนากลุ่มจังหวัด-บริหารจัดการน้ำ ครม.สัญจรภาคใต้ชุมพร ภาครัฐ เอกชน เสนอโครงการพัฒนารวมงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท ถอน &amp;quot;เขื่อนท่าแซะ&amp;quot; หวั่น &amp;quot;ม็อบ&amp;quot; เคลื่อน พร้อมตั้ง 4 จุดรับเรื่องร้องเรียน &amp;quot;ป๊อก&amp;quot; &amp;nbsp;ยังท่องแก้จน-ลดเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;มีกำหนดการเดินทางไปตรวจราชการจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 6/2561 ระหว่างวันที่ 20-21 ส.ค.61 โดยวันที่ 20 ส.ค. เวลา 08.45 น. นายกรัฐมนตรีพบประชาชน ณ หอประชุมพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ศูนย์ราชการจังหวัดระนอง ตำบลบางริ้น อำเภอเมืองฯ จังหวัดระนอง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นสักขีพยานพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวม ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ &amp;ldquo;ป่าคลองลำเลียง-ละอุ่น&amp;rdquo; เนื้อที่ 511-3-33 ไร่ จำนวน 84 ราย 98 แปลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปต่อยังโรงพยาบาลระนอง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองฯ เพื่อเยี่ยมชมบ่อน้ำพุร้อนรักษะวาริน รวมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสภาพด้วยการแพทย์ทางเลือก พร้อมรับฟังบรรยายสรุปและเยี่ยมชมศูนย์ธาราบำบัด และคลินิกแพทย์แผนไทยและฝังเข็ม ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าเรือระนอง บ้านเขานางหงส์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองฯ เพื่อเยี่ยมชมการบริหารจัดการท่าเรือระนอง พร้อมรับฟังบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนาท่าเรือระนอง และมอบปะการังเทียมให้แก่ผู้แทนประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงบ่าย เวลา 15.30 น. เดินทางไปจังหวัดชุมพรเพื่อพบปะประชาชน และเยี่ยมชมการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเยี่ยมชมโครงการแก้มลิงหนองใหญ่และสะพานไม้เคี่ยม ณ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ตำบลบางลึก อำเภอเมืองฯ จากนั้นสักการะอนุสรณ์สถานพลเรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ &amp;nbsp; พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และเยี่ยมชมทิวทัศน์หาดทรายรี ณ ศาลกรมหลวงชุมพรฯ วันที่ 21 ส.ค. เวลา 08.30 น. เป็นประธานประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง) และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล) จากนั้นจะประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว และช่วงบ่าย ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกปูม้าจำนวน 10 ล้านตัว คืนสู่ทะเล เพื่อประกาศความอุดมสมบูรณ์ของทะเลและชายฝั่งภาคใต้ตอนบนร่วมกับพี่น้องชาวประมง กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล กลุ่มท่องเที่ยวทางทะเล และชุมชน ณ บริเวณชายหาดพระจอมเกล้าฯ จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสุพงศ์ เอื้ออารี ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร กล่าวว่า หลังจากได้ประชุมร่วมในข้อเสนอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีโครงการจาก 11 จังหวัดภาคใต้ รวมวงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ในส่วนของจังหวัดชุมพรประมาณ 8 พันล้านบาท โครงการทั้งหมดจะนำเสนอเข้าพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพงศ์กล่าวว่า โครงการสำคัญที่จังหวัดชุมพรเสนอและได้รับการคัดเลือก ได้แก่ 1.โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor) หรือ SEC กับ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ EEC และนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอโครงการก่อสร้างถนนและระบบรางจาก จ.ชุมพร-จ.ระนอง เพื่อเชื่อมต่อกับ ประเทศความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล หรือ BIMSTEC &amp;nbsp;ที่ประกอบด้วยบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา ท่าเรือ อเนกประสงค์ยังมีประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว ขนส่งสินค้า และการประมง อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยคลองชุมพร เป็นการก่อสร้างคลองผันน้ำ จากคลองชุมพรเดิมลงสู่ทะเล เพื่อป้องกันอุทกภัย ที่มักท่วมถนนสายเอเชีย 41 ใกล้สี่แยกปฐมพรเป็นประจำ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแหล่งธุรกิจสำคัญ เขตตำบลวังไผ่ ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และร้านค้าขนาดใหญ่จำนวนมาก นอกจากนี้ยังแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎรในที่ราบลุ่มของคลองชุมพรตลอดสายอีกด้วย 3.โครงการป้องกันอาชญากรรม ติดตั้งกล้อง CCTV ตามจุดสำคัญทั่วทั้งจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.โครงการไทยแลนด์ริเวียร่า หรือถนนเลียบชายทะเล เส้นทางเพื่อการท่องเที่ยว ที่ประชุมเสนอให้ก่อสร้างจาก จ.ชุมพร-จ.สงขลา และเชื่อมต่อจังหวัดฝั่งอ่าวไทย เช่น จ.เพชรบุรี-จ.ประจวบคีรีขันธ์ 5.โครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ จากภาคกลางถึงจังหวัดชุมพร ซึ่งบางช่วงได้เริ่มโครงการไปแล้ว 6.เป็นโครงการที่ 11 จังหวัดภาคใต้เห็นร่วมกัน คือโครงการ พัฒนาปาล์มน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์จนถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เนื่องจากพืชปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ ส่วนโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำท่าแซะเป็นโครงการที่ทางจังหวัดชุมพรต้องเสนอข้อมูลเพิ่มเติม โครงการทั้งหมดจะนำเสนอเข้าพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดชุมพร ในวันที่ 21 ส.ค.61 นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการสร้างเขื่อนท่าแซะ มูลค่า 3,800 ล้านบาท ซึ่งอยู่ใกล้แนวชายแดนไทย-เมียนมานั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรได้ขอถอนเรื่องออกไป เนื่องจากมีกลุ่มผู้เดือดร้อนกว่า 200 คน มาชุมนุมประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 14-16 ส.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้จังหวัดชุมพรจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้าไว้สำหรับรับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มองค์กรและประชาชน โดยกำหนดหลักและจุดรองไว้ 4 แห่งตามจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์จะลงพื้นที่ ในโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ บริเวณอาคารทดสอบวัสดุ ของ สนง.โยธาธิการและผังเมืองชุมพร สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร &amp;nbsp;บริเวณศูนย์ปฏิบัติการพืชสวนอาคาร (1) จุดรองบริเวณศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตำบลหาดทรายรี และจุดรองบริเวณวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตฯ ตำบลทะเลทรัพย์ อ.ปะทิว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกฤษณ์ เชาว์บวร เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย กล่าวว่า จะเสนอต่อ ครม.สัญจรทำภาคใต้เป็นเมืองปาล์มขยายผลต่อยอดให้ครบวงจร รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์หาดใหญ่-สะเดา และด่านสะเดา จ.สงขลา ชายแดนไทย-มาเลเซีย เร่งดำเนินการขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลา และท่าเรือสงขลาที่ 2 เส้นทาง จ.ตรัง จ.สตูล &amp;nbsp;สร้างถนนเลียบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จ.พัทลุง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย &amp;nbsp;ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวคืบหน้าไปมาก เพราะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วกว่า 8,781 แห่ง ในทุกหมู่บ้าน รัฐบาลต้องการแก้ไขความยากจนแบบยั่งยืนให้สำเร็จ จึงเร่งทำงานเต็มที่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ โครงการที่คาดว่าจะประสบความสำเร็จคือ &amp;ldquo;ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี&amp;rdquo; ตั้งเป้าทำรายได้จากการท่องเที่ยวแบบก้าวกระโดดปีละ 2-3 แสนล้านบาท และได้ทุ่มงบฯ กลางปี 61 กว่า 8,344 ล้านบาท เป็นการนำร่องแผนการท่องเที่ยวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชน ใน 3,273 หมู่บ้าน/ชุมชน และพัฒนาสินค้าอยู่ดีกินดีอีก 64,570 ผลิตภัณฑ์ มั่นใจว่าจะช่วยปลดล็อกความเหลื่อมล้ำทั่วไทยได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15634</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.สัญจรภาคใต้, ชุมพร, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ระนอง, หนังสือพิมพ์, เขื่อนท่าแซะ, เสนอโครงการพัฒนารวมงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180817/image_big_5b76d54b0a118.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
