<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติงบกลาง 869 ล้านบาท หนุนเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ พร้อมต่ออายุโครงการถึงสิ้นปีงบ 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติงบกลางฯ ปี 2564 รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 869.93 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนเกษตรกรของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ปี 2562 ส่วนงบประมาณอีก 47.86 ล้านบาท ให้กรมการข้าวปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2564 นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติขยายระยะเวลาการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ จากเดิมสิ้นสุดปีงบประมาณ 2564 เป็นสิ้นสุดปีงบประมาณ 2565 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์นี้ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้นโยบายการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและรายได้ของเกษตรกรและบริหารจัดการข้าวตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 2560-2564) กรอบวงเงินทั้งสิ้น 9,696 ล้านบาท เพื่อชดเชยรายได้จากการผลิตข้าวที่ได้ผลผลิตลดลงในระยะเริ่มต้นของการผลิตระบบอินทรีย์ต่อเนื่อง 3 ปี ไม่เกินรายละ 15 ไร่ สำหรับผลการดำเนินโครงการในปี 2560 - 2562 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 58 จังหวัด จำนวนทั้งสิ้น 5,818 กลุ่ม เกษตรกรกว่า 1.3 แสนราย รวมพื้นที่ 1.2 ล้านไร่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116679</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, ครม.อนุมัติ, งบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c98cf98797.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2021 15:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2021 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. อนุมัติงบกลาง 946 ล้านบาท ให้สภากาชาดไทยซื้อวัคซีนโมเดอร์นา 1 ล้านโดส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คณะรัฐมนตรี (ครม.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน&amp;nbsp;946.31 ล้านบาทให้กับสภากาชาดไทย สำหรับใช้ในโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 Moderna ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1 ล้านโดส โดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งทางบริษัท ชิลลิค ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนในการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์น่าในประเทศไทย ได้เสนอขายราคา 28 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 940 บาทต่อโดส รวมค่าขนส่ง 26.75 บาทต่อโดส รวมเป็น 966.75 บาทต่อโดส ซึ่งกำหนดให้ชำระเงินล่วงหน้าร้อยละ 30 ของมูลค่าวัคซีนรวม ภายในเดือนกันยายน 2564&amp;nbsp; เพื่อให้สามารถส่งมอบวัคซีนงวดแรกได้ในต้นปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สภากาชาดไทยได้มีนโยบายในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐ ด้วยการให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยชุดธารน้ำใจและชุดธารน้ำใจฝ่าวิกฤตโควิด-19&amp;nbsp; การจัดตั้งหน่วยครัวเคลื่อนที่สภากาชาดไทยในจังหวัดต่างๆ การสนับสนุนการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในแต่ละจังหวัดด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม หน้ากากผ้า แอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร่วมกับภาครัฐในการจัดหน่วยบริการฉีดวัคซีน การจัดบริการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่บ้าน(Home Isolation) และการส่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดและอาสาสมัครไปช่วยสนับสนุนการฉีดวัคซีนทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภูมิภาค รวมถึงการจัดทำโครงการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19&amp;nbsp;Moderna จำนวน 1 ล้านโดส โดยสภากาชาดไทยดำเนินการเองส่วนหนึ่ง และให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมดำเนินการด้วย โดยจะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116669</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะรัฐมนตรี, ครม.อนุมัติ, วัคซีนโควิด, สภากาชาดไทย, โมเดอร์นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61374a1392b5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.อนุมัติงบกลาง 568 ล้านงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 568 ล้านบาท สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เพื่อใช้สำหรับงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ฝ่ายรัฐต้องส่งมอบพื้นที่โครงการช่วงสุวรรณภูมิถึงอู่ตะเภาให้เอกชนคู่สัญญาภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2564 จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;เพื่อให้ส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนคู่สัญญาได้ทันตามที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุน ไม่เช่นนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)จะมีความเสี่ยงที่จะผิดสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งคู่สัญญาอาจมีหนังสือแจ้งรฟท.ให้สัญญาร่วมลงทุนมีผลสิ้นสุดลง หรือใช้สิทธิ์เรียกค่าเสียหายได้แก่ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 ในรูปแบบ PPP&amp;nbsp; Net Cost&amp;nbsp; โดยภาครัฐลงทุนค่างานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และภาคเอกชนลงทุนค่างานโยธา ค่างานระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถไฟฟ้า ค่าพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟและบริการผู้โดยสาร และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งดำเนินงานบริหารและซ่อมบำรุงโครงการ โดยให้เอกชนร่วมลงทุนรวมเป็นเวลา 50 ปี&amp;nbsp; และเอกชนเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารและรับความเสี่ยงด้านจำนวนผู้โดยสารของโครงการ รวมทั้งจัดเก็บรายได้จากการพัฒนาพื้นที่โครงการ โดยมีค่างานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและค่าสำรวจอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งสิ้น 5,740 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104933</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.อนุมัติ, มติ ครม., โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602db3290a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 16:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ประเคนให้อีก512ล้านงบสร้างสภา7ชั่วโคตร&#039;บิ๊กตู่&#039;ฮึ่ม!ยอมไม่ได้ไมโครโฟน 1.2 แสนนาฬิกา 7 หมื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.61- &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.อนุมัติเพิ่มวงเงินงบประมาณ สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารัฐสภาแห่งใหม่ วงเงิน 512.50 &amp;nbsp;ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ 273.51 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 150.45 ล้านบาท ค่าที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้าง 88.54 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้รัฐสภาให้เหตุผลว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อเร่งรัดให้การก่อสร้างเสร็จเร็วขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของห้องประชุมวุฒิสภา ห้องกรรมาธิการ และที่ทำงานบุคคลากร กำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2561 ส่วนห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร และพื้นที่เชื่อมต่อบางส่วนกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2562 เพื่อรองรับการเลือกตั้ง แต่การเก็บรายละเอียดทั้งโครงการ จะต้องเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า ขณะที่อีกส่วนที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เสนอมา งบประมาณ 8,135.56 ล้านบาท แต่ครม.ไม่อนุมัติ เนื่องจากไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศบางชิ้น มีราคาแพงเกินไป โดยให้กลับไปทำรายละเอียดมาใหม่ ปรับค่าใช้จ่ายบางรายการให้ถูกลง เช่นค่าไมโครโฟน,นาฬิกา โดยทางสภาฯให้เหตุผลว่า เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานด้านอื่นๆไปพร้อมกับการก่อสร้างอาคาร ประกอบด้วย งานระบบควบคุมแสงสว่างบริเวณภายนอกอาคาร งานระบบปรับอาการศภายในห้องประชุมส.ส.,สว งานผนัง งานผ้าม่าน และงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ซึ่งไม่ใช่งบใหม่ที่ขอมาทั้งหมด แต่มีงบตัวเก่าที่เคยได้รับอนุมัติ คือ งานสาธารณูปโภค 586.90 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการจัดสรรเงิน &amp;nbsp;ครั้งนี้จึงของบเพิ่ม 826.16 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนงานระบบประกอบอาคาร และระบบเทคโนโลยี เคยได้รับอนุมัติงบไปแล้ว 3,000ล้านบาท แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรร ครั้งนี้จึงขอมาอีก 3,493.49 &amp;nbsp;ล้านบาท รวมของเดิมที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรร และของใหม่ที่ขอเพิ่ม เป็นวงเงิน 6,493.49 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 229 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในที่ประชุม นายกฯฟังความเห็นของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจึงยังไม่อนุมัติงบ แล้วจึงให้กลับไปทบทวนใหม่ พร้อมกับระบุว่า ยอมไม่ได้กับเรื่องไมโครโฟน 1.2 แสนบาท และนาฬิกา 7 หมื่นบาท&amp;rdquo;พล.ท.สรรเสริญกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9238</URL_LINK>
                <HASHTAG>512.50 ล้าน, ครม.อนุมัติ, งบก่อสร้างรัฐสภา, พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, ไก่อู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180411/image_big_5acd5ae1522e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
