<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 12:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุพัฒนพงษ์&#039;แย้มชงยุบประชุมครม.เศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวว่า การมีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. แล้ว อาจไม่จำเป็นที่จะต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจดังเช่นที่ผ่านมา เนื่องจากองค์ประกอบของที่ประชุมนี้ ครอบคลุมทุกภาคส่วนแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องรอให้นายกรัฐมนตรียืนยันอีกครั้ง ว่าจำเป็นต้องมีอยู่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินสายมอบนโยบายหน่วยงานในกำกับ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้จะเริ่มที่กระทรวงพลังงาน ซึ่งจะหารือทุกภาคส่วน รวมถึงผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมเรื่องการลงทุน และ ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74903</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ, รมว.พลังงาน, รองนายกรัฐมนตรี, ศบศ., ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3cb388445e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2020 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2020 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลทุบเปรี้ยง &#039;ครม.เศรษฐกิจ&#039; ต้องมาจากคนนอกพรรคการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;25 ก.ค.63 -&amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ทีมเศรษฐกิจครม. ใหม่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 &amp;ndash; 23 กรกฎาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาและอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,258 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ที่ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงที่มาของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.33 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะ ต้องการคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส และไม่หวังผลประโยชน์ รองลงมา ร้อยละ 23.45 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะ มาจาก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกตั้ง มีประสบการณ์ในการทำงาน สามารถดูแลและบริหารได้ตรงจุด และเข้าถึงประชาชนจะรับรู้ปัญหาของประชาชนค่อนข้างดี และร้อยละ 21.22 ระบุว่า มาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ เพราะ มั่นใจในตัวนายกฯ ว่าจะเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสม มาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.48 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 8.91 ระบุว่านายปรีดี ดาวฉาย (นายกสมาคมธนาคารไทย) และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 4.89 ระบุว่า นายบุญทักษ์ หวังเจริญ (อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)) อันดับ 5 ร้อยละ 4.74 ระบุว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท.) อันดับ 6 ร้อยละ 4.17 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 7 ร้อยละ 3.74 ระบุว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ (เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) และอันดับ 8 ร้อยละ 6.16 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ นางเอมอร ศรีวัฒนประภา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวสันต์ โพธิพิมพานนท์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ นายกานต์ ตระกูลฮุน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ นายบัณฑูร ล่ำซำ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ระบุว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ (รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ) ควรมาจากนักการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 63.39 ระบุว่า นักการเมืองคนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 17.97 ระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 3 &amp;nbsp;ร้อยละ 3.39 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 4 ร้อยละ 3.05 ระบุว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 2.37 ระบุว่า นายอนุชา นาคาศัย อันดับ 7 ร้อยละ 2.03 ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น และอันดับ 8 ร้อยละ 4.75 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านที่มาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.59 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะ ต้องการคนมีประสบการณ์ตรง มีวิสัยทัศน์ มีความรอบคอบในการตัดสินใจ เหมาะสมกับตำแหน่ง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังมากกว่านักการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.52 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะ รู้เรื่องดีเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณแผ่นดิน สามารถจัดสรรงบต่าง ๆ ได้ดี และง่ายต่อการประสานงาน ร้อยละ 21.86 ระบุว่า มาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ และร้อยละ 1.03 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.55 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 13.87 ระบุว่า นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) อันดับ 3 ร้อยละ 7.55 ระบุว่า นายปรีดี ดาวฉาย (นายกสมาคมธนาคารไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 4.16 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า นายบุญทักษ์ หวังเจริญ (อดีตผู้บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)) อันดับ 5 ร้อยละ 3.70 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 6 ร้อยละ 3.39 ระบุว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ (เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) อันดับ 7 ร้อยละ 3.08 ระบุว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท.) และอันดับ 8 ร้อยละ 5.70 ระบุว่า นายกานต์ ตระกูลฮุน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควรมาจากนักการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 63.24 ระบุว่า นักการเมืองคนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 12.77 ระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 3 ร้อยละ 4.67 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 3.12 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 7 ร้อยละ 2.18 ระบุว่า นายอนุชา นาคาศัย และอันดับ 8 ร้อยละ 4.68 &amp;nbsp; ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายกรณ์ จาติกวณิช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงที่มาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.17 ระบุว่า ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เพราะต้องการคนมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ทางด้านพลังงานในประเทศไทย และไม่หวังผลประโยชน์ รองลงมา ร้อยละ 27.11 ระบุว่า ควรมาจากนักการเมือง เพราะ การลงพื้นที่พบประชาชนบ่อย ๆ ทำให้รู้ถึงปัญหา น่าจะแก้ปัญหาทางด้านพลังงานได้ดี ร้อยละ 24.09 ระบุว่า มาจากนักการเมืองหรือนอกพรรคการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับนายกฯ และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 0.63 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ควรมาจากคนนอกพรรคการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 58.58 ระบุว่า คนนอกพรรคการเมือง คนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 16.17 ระบุว่า นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร (อดีต รมช.คมนาคม และอดีตผู้บริหาร ปตท.) อันดับ 3 ร้อยละ 6.27 ระบุว่า นายกานต์ ตระกูลฮุน (อดีตผู้บริหารปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี) อันดับ 4 ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ อันดับ 5 ร้อยละ 4.46 ระบุว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ (อดีตผู้บริหารพีทีทีจีซี ในเครือ ปตท.) อันดับ 6 &amp;nbsp;ร้อยละ 3.30 ระบุว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ (เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) อันดับ 7 ร้อยละ 2.81 ระบุว่า นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) และอันดับ 8 ร้อยละ 3.79 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ นายปรีดี ดาวฉาย นายบุญทักษ์ หวังเจริญ นางสาวรสนา โตสิตระกูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ที่ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ควรมาจากนักการเมือง เกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 62.46 ระบุว่า นักการเมืองคนไหนก็ได้ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 14.66 ระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อันดับ 3 ร้อยละ 6.16 &amp;nbsp; ระบุว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อันดับ 4 ร้อยละ 3.52 ระบุว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ และไม่ตอบ/ไม่ทราบ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 2.93 ระบุว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น อันดับ 7 ร้อยละ 2.35 ระบุว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และอันดับ 8 ร้อยละ 2.35 ระบุว่า นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ นายอนุชา นาคาศัย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72446</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ, นิด้าโพล, ปรับครม., ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200725/image_big_5f1b82f642c33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ แจ้งด่วน ยกเลิกประชุมครม.เศรษฐกิจ พรุ่งนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้แจ้งยกเลิกการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ &amp;nbsp;ในวันพรุ่งนี้ ( 10 ก.ค. 63) แล้ว หลังจากรัฐมนตรีเศรษฐกิจกลุ่ม 4 กุมาร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประกอบด้วย ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม อดีตรองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตกรรมการบริหารพรรค แถลงลาออกจากการเป็นสมาชิกในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งล้วนแล้วเป็นทีมครม.เศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70948</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edf75f1b6a7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หว่านหัวละ2พัน ประยุทธ์เดือดโต้ ทำได้แค่แจกเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ครม.เศรษฐกิจเคาะแพ็กเกจเยียวยาโควิด-19 ชุดแรก แจกหัวละ 2 พัน &amp;quot;คนจน-เกษตรกร-อาชีพอิสระ&amp;quot; พร้อมเข็นมาตรการการเงิน-ภาษีช่วยผู้ประกอบการ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; แจงแค่ระยะสั้น 2 เดือน อย่าโจมตีรัฐบาลดีแต่แจกเงิน วอนเห็นใจประชาชนเดือดร้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 มีนาคม เวลา 12.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ซึ่งเห็นชอบชุดมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ชุดที่ 1 ว่า ขณะนี้กำลังพิจารณากันว่าจะแจกเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กันอย่างไร ซึ่งต้องดูรายละเอียดให้รอบคอบว่ารายได้เป็นอย่างไร มีกลุ่มใดบ้าง และเงินรายได้นั้นมาจากไหน โดยจะให้เงินช่วยเหลือในระยะเวลา 2 เดือน ถือเป็นการช่วยเหลือชั่วคราว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ยังมีอีกหลายประเด็น ทั้งในภาคประชาชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มาตรการทางภาษีและการเงินการคลังต่างๆ ซึ่งจะมีอีกหลายมาตรการที่จะตอบรับตรงนี้ ที่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ และต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือมาตรการเร่งด่วน และอะไรคือมาตรการชั่วคราว 2 เดือน และบางส่วนก็อยู่ในการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการบริหารภายในกรมกองต่างๆ จะเอามาเสริมในตรงนี้ และนี่เป็นเพียงมาตรการบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีมาตรการรองรับอีกอย่างหนึ่งคือ ในเรื่องของภัยแล้ง ว่าอะไรที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ต้องพิจารณาโดยรวมทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนมาตรการให้เงินประชาชนนั้น ถ้าดูต่างประเทศก็ทำเช่นนี้ แต่เราคงไม่ทำมากขนาดนั้น สิ่งที่ทำวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ต้องมีการขึ้นบัญชีและมีการขึ้นทะเบียนใหม่ไปถึงประชาชนกลุ่มอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีหลายๆ อย่าง ขอให้เข้าใจตรงนี้ด้วย และต้องทำให้ครบถ้วน มากบ้างน้อยบ้างก็ต้องยอมรับ เพราะในช่วง 2 เดือนนี้คือปัญหา ส่วนเรื่องของการท่องเที่ยววันนี้มีข้อมูลมากพอสมควรที่ลดลงไป เราต้องเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการบ้าง ส่วนหนึ่งต้องช่วยเหลือในเรื่องของการจัดการประชุมตามโรงแรมต่างๆ ที่มีรายได้ลดลง ในเรื่องการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้แยกแยะให้ออก ถ้าโจมตีทุกเรื่องมันก็ไปกันไม่ได้ ขอให้เข้าใจมาตรการระยะสั้นแค่ 2 เดือนเอง ไม่ใช่แจกไปเรื่อยเปื่อยและไม่ใช่ว่ารัฐบาลนี้ดีแต่แจกเงิน ช่วงนี้เราต้องเห็นใจผู้มีรายได้น้อยด้วย เพราะเขาไม่มีรายได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการข้างล่าง ผู้ค้าขายร้านเล็กๆ ที่ขายอาหารต่างๆ กลุ่มพวกนี้เราต้องดูอีกส่วนนอกเหนือจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และว่าจำนวนของผู้ที่จะได้รับเงินในส่วนนี้กำลังหาข้อมูลกันอยู่ แต่หลายล้านคน&amp;nbsp;
อย่าโจมตี รบ.ทำงานไม่เป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เกิน 10 ล้านคนหรือไม่ นายกฯ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุว่า &amp;quot;ทั้งหมดเป็นเงินทั้งนั้น วันนี้ประชุมกันตั้งแต่เช้าไม่รู้กี่ชั่วโมง มันไม่ง่ายนักหรอก ไม่ใช่ว่าจะมากล่าวหารัฐบาลทำอะไรไม่เป็นก็แจกเงินทั้งหมด มันเป็นคนละเรื่องเลย ไปถามประชาชนที่เขาเดือดร้อนบ้าง วานนี้ผมก็ได้พบปะประชาชนเกือบทุกกลุ่ม วันนี้มาตรการรวมจึงจะได้ออกมาในตรงนี้ไปก่อน ถ้า 2 เดือนแล้วยังมีปัญหาอีกก็ค่อยว่ากันต่อไปเป็นระยะๆ ขอให้ไว้ใจกันบ้าง นายกฯ พร้อมที่จะนำพาประเทศไทยของเราให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ เหล่านี้ไปให้ได้ ขอยืนยันอย่างแท้จริงว่า ผมและ ครม.ทุกคนพร้อมที่จะนำพาพวกเราให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ไปให้ได้ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันร่วมมือกัน เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ประชาชนได้ขอให้สื่อที่ลงพาดหัวร้ายแรง ในอนาคตข้างหน้าลดๆ ลงหน่อย เพราะพออ่านข่าวก็ห่อเหี่ยวไปเหมือนกัน ทำให้คนไม่ซื้อของ ประชาชนพูดผ่านผมมาแบบนี้ ผมไม่ได้พูดเอง ไม่เคยทะเลาะกับสื่อเลย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจทุกด้าน เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทวีความรุนแรงทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แม้จะยังไม่เลวร้ายถึงขึ้นสูงสุด แต่ผลกระทบในขณะนี้ได้ขยายวงกว้างมากขึ้นจากภาคการท่องเที่ยวของไทย ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งภาคการผลิตและบริการ ดังนั้นกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคเอกชน ได้ร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่น ที่จะออกมาตรการชุดที่ 1 มาดูแลเศรษฐกิจ ออกแล้วไม่ได้จบเลย แต่จะการประเมิน หากมีความจำเป็นจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การใช้เงินจะมีการระวัง ครอบคลุมในทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และประชาชนทั่วไป มาตรการที่ออกมานี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่จะดำเนินการในช่วง 2 เดือนนี้เท่านั้น&amp;quot; นายสมคิดระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการชุดแรกที่จะออกมานี้ จะช่วยทั้งผู้ประกอบการและประชาชน โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะมี 2 ด้านคือ มาตรการด้านการเงิน และมาตรการด้านภาษี โดยมาตรการด้านการเงิน จะมี 4 เรื่อง ประกอบด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) โดยธนาคารออมสินจะปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงินอื่นๆ ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% เพื่อให้สถาบันการเงินต่างๆ ไปปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% 2.การปรับโครงสร้างหนี้ โดยให้สถาบันการเงินพักชำระเงินต้น ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระ 3.การปรับโครงสร้างหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) และเป็นเอ็นพีแอล โดยจะให้มีการยืดเวลาชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย ขยายเวลาการกู้เงินให้เป็นระยะเวลายาวมากขึ้น รวมถึงลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมทั้งลูกหนี้รายใหญ่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต ให้ผ่อนขั้นต่ำน้อยกว่า 10% และ 4.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของสำนักงานประกันสังคม โดยจะให้นายจ้างและลูกจ้างกู้ได้ เพื่อบรรเทาภาระและเป็นเงินทุนเวียน โดยหลังจากนี้สำนักงานประกันสังคมจะกลับไปพิจารณาหลักการดำเนินงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการด้านภาษี ประกอบด้วย 4 เรื่อง ได้แก่ 1.มาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ 2.ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กู้เงินซอฟต์โลน และผู้ประกอบการที่ทำบัญชีเดียว ให้สามารถนำภาระดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวมาคำนวณเป็นรายจ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ 3.ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จ้างงานลูกจ้างต่อโดยไม่ให้ตกงาน ให้นำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า ในช่วง 1 เม.ย.-31 ก.ค.2563 และมาตรการที่ และ 4.ให้กระทรวงการคลังเร่งดำเนินภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศให้เร็วขึ้น ไม่เกิน 15 วัน สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นแบบผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และไม่เกิน 45 วันสำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นแบบปกติ
แจกคนละพัน 2 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ อีก ประกอบด้วย 1.ให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดค่าธรรมเนียมและผลตอบแทนให้กับภาคเอกชนที่เช่าพื้นที่ราชพัสดุ 2.บรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟ โดยเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด 3.ลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง 4.เร่งการใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ให้รวดเร็วขึ้น และ 5.มาตรการช่วยเหลือตลาดทุน โดยการขยายวงเงินการซื้อหน่วยลงทุนกองทุนกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) วงเงินพิเศษ จากเดิมอยู่ที่ 2 แสนบาท โดยวงเงินใหม่จะต้องซื้อภายใน มิ.ย.2563 และต้องซื้อกองทุน SSF ที่ลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 65%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จะมีมาตรการดูแลประชาชน โดยจะมีการแจกเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และอาชีพอิสระ จำนวน 2,000 บาทต่อราย โดยจะทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. และ พ.ค.นี้ ผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยประชาชนที่ได้รับเงินจะได้สามารถกดเงินสดไปใช้จ่าย&amp;quot; รมว.การคลังระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ประกาศผ่อนคลายกฎเกณฑ์ เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนมากขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ หรือการยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ครอบคลุมผลกระทบจากปลายปี 2562 ทั้งลูกหนี้ NPL และลูกหนี้ที่กำลังมีปัญหา จึงกำหนดให้ย้อนหลังถึง 1 ม.ค.2563-31 ธ.ค.2564 เป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้ธนาคารเจรจาลดชำระหนี้เงินต้นและขยายเวลาชำระดอกเบี้ยให้นานขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เลขานุการ ครม.เศรษฐกิจ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาเติบโตได้ต่ำกว่าปกติในหลายด้าน ทั้งเรื่องการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ การท่องเที่ยว การส่งออก โดยปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดส่งผลทำให้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2563 เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์พอสมควร และจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปี 2563 ซึ่งเศรษฐกิจไทยในวันนี้มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยในไตรมาสแรกมีผลกระทบจากการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ส่งผลให้การเติบโตออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2562 ตรงนี้อยากให้ทุกฝ่ายทำใจ เพราะรัฐบาลก็ทำใจแล้วว่าไตรมาส 1/2563 จะไม่ดี แต่หลังจากนี้หวังว่าไตรมาส 2/2563 จะฟื้นตัวได้ จากการใช้จ่ายของรัฐที่กลับมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตอนนี้ขยายความรุนแรงมากขึ้น จากเดิมคาดว่าจะจบใน 3 เดือน และจะใช้เวลาฟื้นตัวอีก 3 เดือน จากนี้คงต้องมาประเมินใหม่ โดยเบื้องต้นคาดว่าสถานการณ์จะจบได้ภายใน 6 เดือน และจะเริ่มฟื้นตัวได้ในปลายไตรมาส 3/2563 ถึงต้นไตรมาส 4/2563 ซึ่งปัจจัยเสี่ยงได้นี้ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติให้หายไปแล้วกว่า 50% โดยหากผ่านสถานการณ์ช่วงนี้ไปได้ ค่อยมาพิจารณาถึงมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในช่วงต่อไป&amp;quot; นายกอบศักดิ์กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59055</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ, ภาษีช่วยผู้ประกอบการ, มาตรการการเงิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200306/image_big_5e626017c6bc2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58902</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจกเงินพันเยียวยาโคโรนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประชานิยมโคโรนามาแล้ว &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจเยียวยาล็อตแรกวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งแจกเงิน 1-2 พันบาทเข้าบัญชีพร้อมเพย์ เผย 14 ล้านคนได้ประโยชน์ &amp;ldquo;17 สายการบิน&amp;rdquo; วอนคมนาคมช่วยด่วน สมาคมค้าปลีกรุดชง 4 มาตรการใหญ่อุ้ม ทั้งหั่นแวตเหลือ 5% ฟื้นช้อปช่วยชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ในวันศุกร์ที่ 6 มี.ค.นี้ กระทรวงจะเสนอชุดมาตรการเยียวยาผลกระทบไวรัสโคโรนา ชุดที่ 1 วงเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาทให้ที่ประชุมพิจารณา โดยมาตรการจะประกอบด้วย มาตรการแจกเงินจำนวน 1,000-2,000 บาท ที่อยู่ระหว่างพิจารณากรอบโอนผ่านพร้อมเพย์ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย มนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร ซึ่งจะมีผู้รับประโยชน์กว่า 14 ล้านคน
&amp;ldquo;กำลังพิจารณาว่าจะแจกครั้งเดียวหรือทยอยเป็นรายเดือน เพราะชุดมาตรการต้องการให้มีผลทันทีในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า โดยมาตรการนี้จะไม่เกี่ยวกับชิมช้อปใช้ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ผู้ถือบัตรบางส่วนที่เข้าเกณฑ์ ก็จะรับการแจกเงินด้วย&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังกล่าวต่อว่า ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ทั้งผู้ประกอบธุรกิจและภาคท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมาก (ซอฟต์โลน) เพื่อไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน ในขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาตรการผ่อนปรนให้ธนาคารพาณิชย์สำรองหนี้เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งมีมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการให้จ้างงานลูกจ้างต่อไป โดยมีทั้งการหักค่าใช้จ่ายมากกว่า 1 เท่า และลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลือตลาดทุนด้วย โดยปรับเกณฑ์กองทุนรวมเพื่อการออม (SFF) ให้เหมือนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ได้ยกเลิกไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ได้เน้นกับปลัดกระทรวงการคลังแล้วว่ามาตรการทั้งหมดเมื่อผ่าน ครม.เศรษฐกิจและ ครม.แล้วต้องมีผลในทางปฏิบัติทันที ซึ่งมาตรการจะมีผล 3-4 เดือน ไปจนถึงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ส่วนผลกระทบของไวรัสโคโรนานั้น จะไปจบเมื่อไหร่ เราไม่สามารถตอบได้ เราจึงออกมาตรการดูแลชุดที่ 1 ซึ่งหมายความว่ามีความพร้อมจะออกมาตรการชุดที่ 2 และ 3 ทันที หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น&amp;rdquo;นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวภายหลังการหารือกับตัวแทนสายการบินเอกชน 17 สายการบินที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัสว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท., กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เข้าช่วยเหลือ โดยให้ยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมสายการบิน เพราะแม้สายการบินจะลดค่าใช้จ่ายในองค์กร รวมทั้งจัดโปรโมชั่นกระตุ้นแล้ว แต่จำนวนผู้โดยสารต่างประเทศยังลดลง 35.2% และในประเทศลดลง 18.4% โดยผู้โดยสารทั้งหมดลดลง 2.54 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคมรวบรวมรายละเอียด และหาข้อสรุปแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบิน เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 6 มี.ค.นี้&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ข้อเสนอของสายการบินนั้น ได้ขอให้ ทอท.ลดการขึ้นลงอากาศยาน Landing fee, ที่เก็บอากาศยาน parking fee, การใช้สะพานเทียบเครื่องบิน และค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานบริหารเจ้าหน้าที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า สายการบินมีผู้โดยสารลดลง 15-20% ซึ่งจากการหารือร่วมกับ รมว.คมนาคม ถือว่ามีแนวโน้มที่ค่อนข้างดี&amp;nbsp;
วันเดียวกัน นายคมสัน ขวัญใจธัญญา รักษาการประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุถึงผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ว่าทำให้ลูกค้าลดลงมากกว่า 30% และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อหายไปจากระบบกว่า 70,000 ล้านบาท จึงเสนอ 4 มาตรการหลักในการช่วยเหลือเยียวยา คือ 1.มาตการกระตุ้นการบริโภค ประกอบด้วย ฟื้นโครงการช้อปช่วยชาติ, คืนภาษีนำเข้า, ลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 5% &amp;nbsp;และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้สุทธิจากเดิม 150,000 บาทแรก เป็น 300,000 บาทแรก&amp;nbsp;
2.มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายนิติบุคคล ประกอบด้วย ยืดภาระการชำระภาษีนิติบุคคลประจำปี, ให้นิติบุคคลที่ต้องลงทุนซื้อหรือเช่าอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการคัดกรอง แจ้งเตือนและเฝ้าระวังผู้มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดโควิด-19 หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 3 เท่า และลดอัตราค่าน้ำค่าไฟต่อหน่วยให้แก่นิติบุคคล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายการจ้างงาน ประกอบด้วย ให้กระทรวงแรงงานประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมง, ให้สำนักงานประกันสังคมพิจารณาลดภาระค่าใช้จ่ายในการสมทบเข้ากองทุน และนโยบายจ้างงานผู้สูงอายุให้ปรับเพิ่มอัตราชดเชยภาษีที่นิติบุคคลสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเดิมหักได้เพียง 15,000 บาท/คน เป็นหักได้สูงสุด 50,000 บาท/คน
และ 4.มาตรการด้านการสร้างความความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย ร่วมมือกับภาครัฐรณรงค์ให้ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีกทั่วประเทศทำ Big Cleaning และภาครัฐต้องสนับสนุนให้ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีก และแหล่งท่องเที่ยว ติดตั้งเครื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการคัดกรอง การแจ้งเตือนและเฝ้าระวังผู้มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดโควิด-19 ซึ่งหลายมาตรการจะใช้เวลาชั่วคราวในช่วงวันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย.เท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58902</URL_LINK>
                <HASHTAG>คมนาคม, ครม.เศรษฐกิจ, ช้อปช่วยชาติ, ประชานิยม, ประชานิยมโคโรนา, สมาคมค้าปลีก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200304/image_big_5e5fc7de5e3d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดเงินหาย9.5หมื่นล. ครม.คลอดแพ็กเกจอุ้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.เศรษฐกิจคลอดแพ็กเกจพยุงธุรกิจท่องเที่ยวไทย หลังเจอพิษไวรัสโคโรนา ประเมินถึงเม.ย.นักท่องเที่ยวจีนหาย 80% สูญ 9.5 หมื่นล้าน พร้อมตั้ง คกก. &amp;quot;Ease of Traveling&amp;quot; ฟื้นท่องเที่ยว กรมสรรพสามิตขานรับลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน SMEแบงก์พักชำระหนี้ 12 เดือนเยียวยาผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 31 มกราคม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธศักดิ์เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แบ่งเป็น 2 ระยะ คือมาตรการระยะเร่งด่วน ตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย.นี้ ประกอบด้วย 1.สื่อสารสร้างความเข้าใจแก่คนไทยและนักท่องเที่ยว โดยห่วงใยและให้ความสำคัญกับคนไทยเป็นอันดับแรก และแสดงความเห็นใจไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบ 2.เฝ้าระวังและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว โดยยกระดับศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเป็นวันสต๊อปเซอร์วิส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เยียวยาธุรกิจท่องเที่ยว โดยการจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและยืดระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้หรือดอกเบี้ย ระยะเวลา 6 เดือน สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว การปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมการขึ้น-ลงของอากาศยาน การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน และ 4.กระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น สนับสนุนให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการจัดประชุมสัมมนาในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงการหาตลาดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเพื่อทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการระยะยาว ตั้งแต่เดือน พ.ค.2563 เป็นต้นไป เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน จะมีการตั้งคณะกรรมการ Ease of Traveling โดยมีรองนายกรัฐมนตรี ตามที่นายกฯ มอบหมายเป็นประธาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรองประธาน ทำหน้าที่ 3 ด้าน ได้แก่ 1.การปรับปรุงบริการ การอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทย 2.การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ยกระดับคุณภาพ และการบริการด้านการท่องเที่ยว และ 3.ดำเนินการกระตุ้นตลาด โดยการสนับสนุน Charter Flight สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง และการขยายเวลาเศรษฐกิจภาคกลางคืน นำร่องเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว (Zoning)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า จากการประเมินและเก็บข้อมูล พบว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาได้ส่งผลกระทบทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน ตั้งแต่ช่วงปัจจุบันถึงเดือน เม.ย.2563 ลดลง 80% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในขณะนี้ อยู่ที่ 9.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าสถานการณ์ในภาคการท่องเที่ยวจะปรับตัวดีขึ้น หากจีนมีการยกเลิกคำสั่งการออกนอกประเทศภายใน 3 เดือน ซึ่งสถานการณ์ในภาคการท่องเที่ยวอาจจะไม่กลับมาดีในทันที คงใช้เวลาในการฟื้นตัว 1-2 เดือน ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยในปี 2563 ยังคงเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 41.8 ล้านคน มีรายได้จากการท่องเที่ยว 2.22 ล้านล้านบาท โดยยืนยันว่าหน่วยงานพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อรักษาระดับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เติบโตได้ไม่น้อยกว่าปีก่อน และให้เป็นไปตามเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้มีการหารือถึงแนวคิดในการทำประกันให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อให้ความคุ้มครองกรณีการเสียชีวิตและเจ็บป่วยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา แต่ที่ประชุมเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ได้เลวร้ายเทียบเท่ากับโรคซาร์ส จึงยังไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้
ชงหั่นภาษีน้ำมันเครื่องบิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบศักดิ์ ในฐานะเลขานุการ ครม.เศรษฐกิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะช่วยดูผลกระทบของสายการบิน โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป และขอให้ทำใจว่าปัญหาไวรัสจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรก 3-6 เดือนแรกของปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศไทยเคยเจอปัญหาลักษณะนี้มาแล้วในช่วงการระบาดของไข้หวัดนกและโรคซาร์ส ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในช่วงนั้น โดยรัฐบาลได้หยิบเอาประสบการณ์ในอดีตมาใช้เตรียมการรับมือในขณะนี้ โดยอมรับว่าจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 3-4 เดือน แล้วจึงจะทยอยกลับมา ดังนั้นระหว่างนี้ต้องมาดูวิธีการในการช่วงพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยให้ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม 5 ล้านราย และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีก 10 ล้านคน จึงจำเป็นต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรไทยถึงจะผ่านจุดนี้ไปได้&amp;rdquo; นายกอบศักดิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการหารือในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจเกี่ยวกับแนวทางในการดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาอีก 2 ครั้ง โดยอาจจะมีมาตรการคล้ายคลึงกับมาตรการไทยเที่ยวไทย มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว และการปลดล็อกแนวทางการช่วยเหลือต่างๆ ตามมาอีกในระยะต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับถึงกรณีที่จะมีการยกเลิก VOA (visa on arrival) จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะทางการจีนยกเลิกการเดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์แแล้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้หายไปร้อยละ 100 และชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวแบบไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์ ทางการจีนขอความร่วมมือไม่ให้ออกเดินทางก็ลดลงแล้วร้อยละ 50 และได้เน้นย้ำผลกระทบเศรษฐกิจท่องเที่ยวและอื่นๆ โดยรัฐบาลยืนยันให้ความสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ชีวิตและสุขภาพของประชาชน ส่วนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาทราบว่าประเทศไทยมีระบบการสาธารณสุขมีมาตรฐานสากลตามองค์การอนามัยโลก และมีความพร้อมในการควบคุมการแพร่ระบาดของโลกอันดับ 6 ของโลก จาก 195 ประเทศทั่วโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.รายงานว่า มีการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศไทยอย่างเข้มข้น ทั้ง 3 ระดับ ระดับที่ 1 ผู้โดยสารเครื่องบินจากเมืองกลุ่มเสี่ยงมาก มีการคัดกรองที่หน้า GATE &amp;nbsp;สำหรับเที่ยวบินที่จัดอันดับความเสี่ยงโรคระบาดระดับปกติ จัดพื้นที่ลงจอดที่อาคารเทียบเครื่องบิน &amp;nbsp;D E F มีจุดตรวจด้วย ส่วนเที่ยวบินอื่นๆ ที่ไม่สุ่มเสี่ยงตรวจที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง และส่วนบัสเกต มีจุดตรวจคัดกรองผู้โดยสารที่ E ประชาชนจะได้เชื่อมั่นการคัดกรองของ ทอท.และกระทรวงสาธารณสุข และเมื่อเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศแล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีข้อแนะนำ ส่วนผู้ที่มีอาการของโรคจะมีการดำเนินการตามระบบที่วางไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 3-28 ม.ค.2563 พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางจากเมืองอู่ฮั่นเข้ามายังประเทศไทยทั้งสิ้นประมาณ 20,200 คน โดยในจำนวนนี้ได้มีการเดินทางออกจากประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว 7,500 คน และยังเหลือนักท่องเที่ยวจีนจากเมืองอู่ฮั่นที่อยู่ในประเทศไทยอีก 2,730 คน
พักหนี้ช่วยธุรกิจ SME
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ลูกค้ากลุ่มธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโรงแรม ที่พัก สินค้าเกษตรแปรรูป ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าที่ระลึก และร้านค้าส่งร้านค้าปลีก เป็นต้น ธพว.จึงได้ออกชุด &amp;ldquo;มาตรการช่วยเหลือลูกค้าได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา&amp;rdquo; เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1.มาตรการพักชำระหนี้เงินต้น นานสูงสุด 12 เดือน สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม โดยเริ่มพักชำระนับจากเดือนถัดไปที่ได้รับการอนุมัติพักชำระหนี้เงินต้น 2.มาตรการขยายเวลาชำระหนี้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถขยายเวลาชำระหนี้ออกไปได้สูงสุด 5 ปี และสำหรับลูกค้าที่ใช้ บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเดิม สามารถขยายระยะเวลาค้ำประกันออกไปได้อีก 5 ปี โดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ และการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกค้าข้างต้นไม่ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา และ 3.มาตรการเติมทุนดอกเบี้ยถูกเสริมสภาพคล่อง วงเงิน 3,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ นิติบุคคล 3 %ต่อปี ใน 3 ปีแรก บุคคลธรรมดา 5% ต่อปี ใน 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากชุดมาตรการดังกล่าว จะช่วยลูกค้าลดภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น รักษาสภาพการจ้างงานในกิจการ และช่วยป้องกันการตกชั้นได้อีกทางหนึ่ง โดยลูกค้า ธพว.ที่ได้รับผลกระทบและต้องการรับความช่วยเหลือ สามารถยื่นคำขอได้ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563 ณ สาขา ธพว.ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357&amp;quot; นางสาวนารถนารีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า พร้อมที่จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน ที่ก่อนหน้านี้เคยหารือกันและได้ข้อให้กลับไปทำข้อเสนอกลับมาว่า หากมีการลดภาษี จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหากกระทรวงการคลังและ ครม.ไม่ขัดข้อง กรมพร้อมที่จะลดภาษีให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จะเป็นมาตรการลดให้กับเที่ยวบินภายในประเทศเท่านั้น เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และจะต้องเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ได้ลดภาษีช่วยตลอดไป และยืนยันว่ามาตรการนี้ไม่ได้เป็นปัญหาให้กับกรม เพราะปัจจุบันกรมจัดเก็บภาษีน้ำมันเครื่องบินไม่มาก แค่ 1-2 พันล้านบาทต่อปี ไม่ได้มีนัยสำคัญ แต่หากเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวจริงๆ ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศมากกว่า.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55988</URL_LINK>
                <HASHTAG>Ease of Traveling, ครม.เศรษฐกิจ, ชำระหนี้ 12 เดือน, ธุรกิจท่องเที่ยว, นักท่องเที่ยวจีน, ลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e341c093b1d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2020 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2020 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;เข้าทำเนียบฯทำงานปกติหลังลาป่วยไข้หวัดลุยถกครม.เศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31ม.ค.63- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจภายในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลแล้วตั้งแต่ในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ มีอาการป่วยเป็นไข้หวัดเล็กน้อย จึงต้องงดภารกิจและไม่ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล จนทำให้เกิดข่าวลือต่างๆ จนพล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวยืนยันว่ามีอาการไข้หวัดเล็กน้อยเท่านั้นและต้องหยุดพักผ่อนตามคำสั่งแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2563 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ในช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์ได้ยกเลิกภารกิจที่จะเดินทางไปตรวจเยี่ยมสถาบันบำราศนราดูร แต่จะทำงานอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนเป็นประธานประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจว่า วันนี้ต้องคุยถึงเรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการชี้แจงและการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เนื่องจากฝ่ายค้านจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้นเราทำอะไรไว้บ้าง และเชื่อว่าทุกคนจะเตรียมข้อมูลได้ โดยเราต้องการให้เขาทราบว่าเราได้ทำอะไร&amp;nbsp; และเรื่องที่อยากให้เตรียมไว้ด้วยคือ มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและในเรื่องของการค้าการลงทุน ทั้ง 2 เรื่องนี้ใช้เป็นข้อมูลในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่จะได้ชี้แจงให้ทุกคนได้ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจครั้งนี้ นายสมคิด จตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยรายงานข่าวแจ้งว่านายสมคิดได้ลาป่วย แต่ไม่ได้แจ้งว่าเป็นอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เพจเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;Gen.Prayut Chan-o-cha ทีมงาน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กคณะทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ได้โพสต์ภาพพล.อ.ประยุทธ์กำลังประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิจบนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมข้อความว่า &amp;ldquo;นายกฯ เป็นประธานการประชุม ครม.เศรษฐกิจ หารือมาตรการต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ กรณีไวรัสโคโรนา&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55944</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เศรษฐกิจ, ติดเชื้อไวรัสโคโรนา, ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200131/image_big_5e33a917b86a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
